หนิงเฟิ่งเก็บเื่นมวัวไว้ในใจ พอรู้สึกหายแน่นท้องแล้วเธอก็พาลูกชายเดินไปทำธุระต่อ
วันนี้อากาศค่อนข้างร้อนระอุทีเดียว เพียงแค่เดินออกมาจากเหลาอาหาร ไอร้อนที่สะท้อนจากพื้นถนนก็ตีขึ้นมากระทบหน้าจนหนิงเฟิ่งต้องขมวดคิ้ว อากาศร้อนทำให้คนหงุดหงิดได้ง่าย อย่างเช่นลูกชายสุดที่รักที่กำลังเบ้หน้าเบ้ตาอยู่นี่แหละ
“แม่ เรากลับกันเลยไหม?”
หนิงเฟิ่งส่ายหน้า “ยัง แม่มีธุระจะทำอีก 2 อย่าง”
“อือ แม่อากาศร้อนจริงๆ เลยนะ” ไอ้ท่าทางเอามือไพล่หลัง แหงนหน้าดูท้องฟ้าราวกับคนแก่นี่มันท่าอะไรกัน
“ทนเอาหน่อย เสร็จธุระแม่ก็พากลับแล้วล่ะ”
“ข้าไม่ได้อ่อนแอซะหน่อย แม่ เราไปทำธุระกันเถอะ!”
“อือ” ระหว่างคุยกับหนูน้อย หนิงเฟิ่งรู้สึกว่ากำลังมีคนจ้องมองอยู่ เธอแสร้งทำตัวปกติแต่เปลี่ยนจากจูงมือลูกชายมาเป็การอุ้มแทน
แน่นอนว่าต้องให้ความสำคัญกับเ้าหนูน้อยเป็อันดับหนึ่ง
หากคิดไม่ผิดคนพวกนั้นน่าจะเป็อันธพาลประจำพื้นที่...
โดยปกติของเหล่าอันธพาลจะจ้องเล่นงานผู้ที่อ่อนแอที่สุดก่อนเสมอ ดังนั้นของในตะกร้าบนหลังจะเละเทะก็ได้ แต่ลูกชายเธอต้องไม่เป็อันใด
หนิงโก่วเซิ่งเองก็รับรู้ถึงความผิดปกติ อยู่ๆ แม่ก็อุ้มเขาขึ้นมาไม่พูดไม่จา เ้าหนูน้อยเลยถามเสียงเบา “แม่ มีอะไรหรือ?”
“อือ มีเื่นิดหน่อย ไม่ต้องห่วงแม่จัดการได้” สิ้นเสียงของหนิงเฟิ่ง เธอก็เห็นว่าห่างไปประมาณ 3 จั้งมีชาย 3 คนมาดักด้านหน้าเธอไว้หน้าตาขึงขังดูยังไงก็ไม่ได้มาดี... ดูจากการที่คนรอบๆ นิ่งเฉยทำราวไม่ใช่เื่ของตนแล้ว เหตุการณ์นี้คงเกิดขึ้นอย่างปกติ
หนิงเฟิ่งยังอุ้มเ้าหนูเดินหน้าไปเรื่อยๆ ไม่ได้สนหน้าตาเอาเื่ของพวกมัน หากไม่ถูกปิดทางเดินไว้เธอก็คิดจะเดินผ่านไปทำเหมือนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หนิงเฟิ่งเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าของอันธพาล
“เส้นนี้จะผ่านต้องจ่ายเงิน! จ่ายมาซะ!” 1 ใน 3 กล่าวออกมาเสียงดัง
หนิงเฟิ่งช้อนสายตาขึ้นมา ดวงตาเฉี่ยวสวยบวกกับแววตาที่มองราวกับอยู่เหนือผู้อื่น ทำให้เ้าอันธพาลทั้งสามและพวกชอบยุ่งเื่ชาวบ้านที่ยืนมุงอยู่ชะงักไป เธอถามกลับนิ่งๆ “เท่าไหร่”
อันธพาลทั้งสามยิ้มกริ่มให้แก่กัน คนที่รูปร่างสูงใหญ่ที่สุดเหลือบมองสินค้าที่มีอยู่เต็มตะกร้าด้านหลังก็รู้ว่านังผู้นี้ต้องมีเงินพอประมาณแน่ ฉับพลันแววตาก็ปรากฏความโลภขึ้นมา “5 ตำลึง!”
สิ้นเสียงของอันธพาลชาวบ้านที่มามุงอยู่ก็ถึงกับสูดปาก แอบกระซิบกระซาบจนกลายเป็เสียงจอแจ 5 ตำลึงหากใช้ประหยัดมันใช้ได้ครึ่งปีเลยนะ นี่กะจะเอาให้หญิงผู้นี้หมดตัวเลยหรือไง
อันธพาลพวกนี้เป็อันธพาลกลุ่มใหญ่ พวกมันจะกระจายตัวไปทั่วเมืองเพื่อขูดรีดเงินจากชาวบ้าน เป้าหมายของมันก็คือชาวบ้านตาดำๆ ที่เข้าเมืองมาคนเดียวไม่ก็คนที่ดูมีเงินแต่ท่าทางอ่อนแอไม่สู้คน มันเล็งหนิงเฟิ่งั้แ่เข้าไปในเหลาอาหาร คนที่กินอาหารเหลาได้จะต้องมีเงินประมาณหนึ่ง ยิ่งทางด้านหญิงสาวมีแค่เด็กและผู้หญิงอย่างละคน ก็ไม่แปลกที่หนิงเฟิ่งจะถูกเพ่งเล็ง
เ้าหนูมีสีหน้าหวาดกลัว เขาเคยเห็นแม่ถีบประตูบ้านยายเถียนจนพัง แต่ไม่เคยเห็นแม่ต่อสู้สักครั้ง จึงรู้สึกกังวลใจ เด็กน้อยกอดคอมารดาแน่น
“อาเซิ่ง...” หนิงเฟิ่งเรียกลูกชายเสียงนุ่ม
“หือ?”
“ฉากนี้เด็กไม่ควรดูเ้าหลับตาซะ” พอเ้าหนูหลับตาปี๋ตามคำสั่งแล้ว เธอก็หันไปพูดคุยกับอันธพาล น้ำเสียงดูนิ่งสงบผิดปกติ “ห้ารึ? ได้”
หนิงเฟิ่งปลดตะกร้าด้านหลังลง เ้าหนูน้อยยังกอดคอเธอไม่ยอมปล่อยหนิงเฟิ่งจึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย ห้าก็ห้า ทนให้ได้ถึงห้าแล้วกัน!
เหล่าอันธพาลขมวดคิ้วแน่นเมื่อเห็นว่าผู้หญิงที่กำลังถูกพวกเขารีดไถกำลังเดินตรงมาหาพวกเขาอย่างจะเอาเื่ หัวหน้าอันธพาลไม่ทันตั้งตัวถูกนางเหวี่ยงหมัดใส่ขมับแล้วถีบล้มตรงพื้นอย่างแรง!
ปัก! พลั่ก!
“ลูกพี่!” กล่าวได้แค่นั้น ไม่รู้ว่าหมัดหนักๆ ลอยมาจากไหนเสยเข้าปลายคางของพวกเขาอย่างจัง ยังไม่ทันหายมึน พวกเขาก็ถูกทำให้ไปนอนกองที่พื้นตามลูกพี่ของตนแล้ว
สภาพดูแทบไม่ได้...
เสียงอื้ออึงก่อนหน้าหายไปกลายเป็เงียบกริบ หนิงเฟิ่งไม่สนใจพวกสอดรู้สอดเห็นพวกนั้น เธอเดินเข้าไปหาอันธพาลทั้งสามที่ร้องโอดโอยตะเกียกตะกายอยู่บนพื้นปานถูกน้ำร้อนลวก เท้าที่ถูกห่อหุ้มด้วยรองเท้าฟางเหยียบทาบลงไประหว่างลำคอและหน้าอกของคนที่ถูกเ้าพวกบัดซบเรียกว่าหัวหน้า...
“เ้าอยากได้เท่าไหร่นะ 5 ใช่หรือไม่?” หนิงเฟิ่งถามทั้งยิ้มมุมปากอย่างเป็ต่อ “ข้ากลัวเ้าตาย แบ่งๆ กันแล้วกัน หนึ่ง!”
ปั่ก!
หนิงเฟิ่งยกเท้าขึ้นก่อนที่จะกระทืบลงไปตรงกลางอก ดีที่เธอไม่ได้้าให้พวกเขาตาย จึงยั้งแรงไว้ประมาณหนึ่ง ถึงอย่างนั้นคนที่ถูกกระทำก็สะดุ้งโก่งตัวขึ้นมาเหมือนกุ้งอยู่ดี
กระทืบคนนี้เสร็จหนิงเฟิ่งก็สลับไปที่คนอื่นต่อ “สอง! สาม! สี่! ห้า!”
ครบห้าทีอันธพาลก็กระอักเืออกมาแล้ว
“หก!”
ครั้งที่หกเหมือนจะยั้งแรงไม่ทัน พอฝ่าเท้ากระทืบลงไปหนิงเฟิ่งก็ได้ยินเสียงร้องดังกว่าปกติตอบกลับมา “โอ้ยยย ไหนเ้าบอกว่าห้าไง!”
“เผื่อไว้สำหรับครั้งหน้า จ่ายเสร็จแล้วข้าไปได้แล้วยัง?”
“จะไปไหนก็ไปเถอะ!!”
หนิงเฟิ่งเดินกลับมาสะพายตะกร้าขึ้นหลัง ท่ามกลายสายตาอาฆาตของอันธพาลทั้งสามและสายตาตะลึงงันระคนหวาดกลัวของพวกไทมุง เธอก็หันกลับไปแสยะยิ้มให้เ้าลูกเต่าพวกนั้นอีกรอบ “เจอกันครั้งหน้าข้าจะจ่ายให้หนักกว่านี้”
อันธพาลทั้งสามขยับตัวเข้าไปกอดกันกลม ลืมสิ้นมาดของนักเลงคุมเมืองก่อนหน้า
ก็ว่าทำไมนางถึงดูนิ่งสงบนัก นี่มันคลื่นลมสงบก่อนพายุจะมาชัดๆ ...
“บอกให้หลับตาไว้ไง” หนิงเฟิ่งก้มหน้าคุยกับเ้าหนูน้อยที่แสร้งว่ากำลังหลับตาปี๋ตามคำสั่งของเธออยู่เสียงนิ่ง
หลับตาที่ใดกัน เ้าเด็กนี่ลืมตาขึ้นมาตั้งลูกถีบที่หนึ่งแล้วต่างหาก!
“หือ แม่รู้ด้วยหรือ?” พอความลับแตกเ้าหนูโก่วเซิ่งก็ลืมตาแล้วถามกลับด้วยความใ
“ไม่รู้มั้ง”
แปลว่ารู้ชัดๆ เ้าหนูกลั้นยิ้มจนรูจมูกบาน ตอบกลับแม่ของเขาเขินๆ “มันเป็ไปเอง ข้าควบคุมไม่ได้ซะหน่อย”
“หึ อย่าทำตามแม่ล่ะ”
“อือ... แม่...” หนิงโก่วเซิ่งเอ่ยเรียกมารดา
“หือ”
“ตอนนี้แม่ปกป้องข้า โตขึ้นข้าจะปกป้องแม่เองนะ”
หนิงเฟิ่งเดินอุ้มลูกชายไปเรื่อยๆ ด้วยความรู้สึกอบอุ่นในใจ “อือ”
หนิงโก่วเซิ่งเห็นแม่ของตนเดินไปตรอกนั้นทีตรอกนี้ที ไม่เห็นว่าจะถึงสถานที่ทำธุระสักทีเขาจึงเอ่ยถาม “แม่ ธุระของแม่คืออะไรหรือ?” พอแม่หยุดเดินเขาก็นึกว่าถึงแล้ว แต่แม่แค่มองเท่านั้นแล้วก็เดินต่อไป
“เยี่ยมชมเมือง...”
ฟังแบบนี้เ้าหนูน้อยก็หูผึ่งตาโตขึ้นมาอีกรอบ ถามกลับแม่ของเขาเสียงดัง “นี่แม่อารมณ์ดีถึงกับมาเดินชมเมืองกลางอากาศร้อนขนาดนี้เลยรึไง!”
“อารมณ์ดีอะไร ร้อนจะตายชัก...”
“ข้าก็ว่างั้น แล้วเราจะเดินกลางแดดแบบนี้อีกนานไหม” เ้าเด็กจำไมเอ่ยถามไม่หยุด หนิงเฟิ่งหยุดมองหน้าลูกชายตัวเอง เ้าหนูน้อยกำลังขมวดคิ้วใส่เธอ ท่าทางแบบนี้ของเ้าหนูจะชอบเป็เวลาไม่ได้ดั่งใจตัวเองไม่ก็เวลามีคำถามแล้วไม่ได้คำตอบ กลายเป็ตอนนี้พวกเรากำลังต่างฝ่ายต่างขมวดคิ้วใส่กัน
“นาน...”
“แม่อธิบายให้ข้าฟังหน่อยซี้ เราเดินกลางแดดแบบนี้เพื่ออะไร”
หนิงเฟิ่งอมยิ้ม ดูท่า...หากลูกชายไม่ได้คำตอบเขาก็คงเอ่ยถามไม่หยุดแบบนี้แหละ “แม่กำลังหาวิธีหาเงินอยู่”
“หาเงิน! แม่ เราจะหาเงินกันยังไง”
“อาจจะหาซื้อร้านแล้วปล่อยเช่า ตอนแรกแม่คิดว่าจะเปิดร้านอาหารสักหน่อย แต่ลูกชายบอกว่าให้ทำให้เขากินคนเดียว แม่เลยล้มเลิกความคิดไป...” หนิงเฟิ่งพูดติดตลก
“หึ แม่จะฆ่าคนทั้งเมืองรึไง... แต่ว่า เรามีเงินพอแล้วเหรอ”
อ่า ลูกของเธอกลายเป็เ้าหนูช่างถามไปแล้ว
“ยัง เดี๋ยวแม่หาเงินมาเพิ่มเอง เ้าไม่ต้องห่วงหรอก” ตึกรามบ้านช่องในเมือง ตามความคิดของเธอคงจะใช้เงิน 500 ตำลึงเป็อย่างต่ำ ที่มาเดินดูไปรอบเมืองแบบนี้ก็เพื่อจะดูว่าทำเลไหนน่าซื้อมากที่สุด ค่อยไปสอบถามว่าราคาเท่าไหร่ เพื่อที่จะได้เตรียมเงินไว้ถูก
พอเื่การกินการอยู่หมดปัญหาไปแล้วสิ่งที่ทำต่อคือการเลี้ยงดูลูกชาย อย่างน้อยเ้าหนูของเธอก็ควรได้ร่ำเรียนเขียนอ่านเหมือนเด็กคนอื่น ถึงก่อนนอนเธอจะสอนลูกชายไปบ้างแล้วก็เถอะ
“แม่ นี่ข้าฝันไปหรือเปล่า มันเหมือนฝันจริงๆ เลยนะ” เ้าหนูมองแม่ของเขาตาลอย แม่ทั้งเก่ง ทั้งแสนดี ถึงการทำอาหารจะไม่ได้เื่แต่แม่ก็เป็แม่ในฝันของเขาเลยนะ
หนิงเฟิ่งปรายตามองเ้าหนูไปทีหนึ่ง “แม่ก็พูดไม่เยอะ ทำไมลูกชายถึงคุยไม่หยุดเลยนะ”