Pioneer Era

    ตอนที่ 109 ถล่มฐานของนักรบสีขาว (2)

    พวกแนวหน้าที่วิ่งเข้าใส่เผ่ายักษ์นั้น ยังไม่รู้ตัวว่าพลธนูของพวกเขาได้เสียท่าไปแล้ว

    ความโกรธทำให้ขาดความรอบคอบ

    มิอาจได้ยินเสียงร้องที่โหยหวนของพรรคพวก เพราะถูกศัตรูดึงความสนใจไปเสียสิ้น

    พวกเขากำลังเดินหมากไปตามแผนการที่แฟตได้จัดวางเอาไว้

    ราวกับ… เป็นหุ่นเชิดที่ถูกชักใยเช่นนั้น



    “ตาย! ”

    นักรบเผ่าหมาป่าผสมเผ่ากระต่ายเริ่มวิ่งเข้าประชิดเผ่ายักษ์อย่างไม่เกรงกลัวต่อขนาดร่างกายที่แตกต่างถึงเท่าตัว

    เผ่าหมาป่านั้นมีความสูงเฉลี่ยที่สองเมตร

    เผ่ากระต่ายจะอยู่ที่ราวร้อยห้าสิบเซนติเมตร

    ส่วนเผ่ายักษ์จะอยู่ที่สามเมตรกว่า

    ถึงจะเสียเปรียบเรื่องขนาดร่างกาย แต่ในฐานะนักรบแล้ว พวกเขานั้นเก่งกาจกว่ามาก

    เพราะเผ่ายักษ์ที่ยืนอยู่ตรงนี้ เป็นเพียงแค่ชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น

    หมากที่ไร้ซึ่งความสามารถเชิงต่อสู้ จะใช้ล้มนักรบผู้เก่งกาจได้อย่างไร?

    สำหรับแฟตแล้ว มันมีความเป็นไปได้อยู่

    ถ้าใช้หมากที่มีอยู่อย่างถูกวิธี แม้แต่หินผายักษ์ก็สามารถพังทลายมันลงมาได้



    โซ่พ่วงตัวถ่วงที่หนักครึ่งตัน สิ่งนั้นกำลังถูกเหวี่ยงโจมตีเข้าใส่ศัตรู

    แต่การโจมตีนั้น ไม่อาจสร้างได้แม้แต่บาดแผลเดียวให้กับพวกนักรบ

    เชื่องช้า ไร้ซึ่งศิลปะเชิงยุทธ มีเพียงแต่พลังเท่านั้น

    พวกเขาหลบการโจมตีที่เชื่องช้าของพวกเผ่ายักษ์ แล้วเข้าประชิดตัวอย่างรวดเร็ว

    บิดข้อมือแล้วแทงปลายดาบสีขาวเข้าที่ลำคอ โดยเลี่ยงร่างกายของพวกพ้องที่ถูกมัดติดอยู่รอบเอวของศัตรู

    ปลายดาบสีขาวของพวกเขา กำลังจะปลิดชีวิตของศัตรูร่างยักษ์ตรงหน้า



    ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแต่อยู่ในการคำนวณของแฟต

    ต่อหน้าศัตรูที่มีร่างกายใหญ่โตและเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ พวกเขาควรจะแทงใส่ตรงไหนดี?

    แขนกับขาคงไม่น่าสังหารได้ในดาบเดียว

    ที่หัวใจกับหน้าท้องมีร่างของเพื่อนถูกผูกมัดรอบเอาไว้

    คำตอบที่พวกเขาได้ จึงมีแค่ส่วนหัวกับลำคอเท่านั้น



    พวกเผ่ายักษ์ที่ได้รับคำแนะนำมาจากแฟต ต่างรีบยกแขนขึ้นมาตั้งการ์ดป้องกันส่วนคอกับหัวของตัวเองเอาไว้ล่วงหน้า ราวกับอ่านอนาคตได้

    มันไม่ใช่การอ่านอนาคต ไม่ใช่ว่ามองเห็นการเคลื่อนไหวของศัตรู

    แต่มันเป็นแค่การป้องกันตามสิ่งที่คิดวิเคราะห์มาล่วงหน้าเอาไว้ก่อนเท่านั้น

    ดาบของพวกนักรบสีขาวเริ่มจมเข้าไปในแขนของเผ่ายักษ์

    ต่อหน้ากล้ามเนื้อเหล็กไหล ปลายดาบของพวกเขาจึงหยุดลงเพียงแค่ครึ่งเส้นทางก่อนถึงคอหอยของพวกเผ่ายักษ์

    พวกนักรบ… ยังไม่อาจที่จะสังหารพวกยักษ์ได้



    “ไอพวกนี้! ”

    นักรบสีขาวตะโกนอย่างบ้าคลั่ง

    พวกเขาต่างพยายามดึงดาบกลับออกมาจากกล้ามเนื้อแขนของพวกเผ่ายักษ์

    แต่ทว่าดาบของพวกเขามันติดแน่นลงไปในเส้นกล้ามเนื้อของศัตรูไปแล้ว

    พวกเขาบางคนจึงยอมแพ้ ทิ้งดาบตรงหน้า แล้วชัดดาบเล่มสำรองเข้าฟันส่วนขาที่หนาราวกับท่อนไม้แทน

    เป้าหมายคือการทำลายสมดุล เพื่อให้กำแพงกล้ามเนื้อตรงหน้าล้มคลืนลงมา

    เลือดสีดำจำนวนมากไหลรินลงมาจากขาของพวกเผ่ายักษ์



    "เจี๊ยกกกกก! "

    พวกเขากรีดร้องอย่างเจ็บปวด

    ถึงจะมีร่างกายแข็งแกร่ง แต่จิตใจนั่นไม่

    ชาวบ้านธรรมดาอย่างเขา กำลังเริ่มรู้สึกหวาดกลัวความตาย

    หัวใจเต้นระส่ำ กำลังใจถดถอย ดวงตาสั่นไหว

    อีกไม่นานคงแตกพ่ายแล้งหันหลังวิ่งหนีกลับเข้าไปในอุโมงค์ที่เดินเข้ามา

    เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น แฟตจึงรีบใช้หมากตัวถัดไปในทันที



    "จังหวะนี้แหละ! โป๊ยอี๊! "

    ในตอนนั้นเองที่เผ่าภูติจำนวนมาก บินออกมาจากด้านหลังของเผ่ายักษ์ในแนวหน้า

    เผ่าภูตินั้นมีขนาดตัวเฉลี่ยเพียงหนึ่งเมตร จึงง่ายมากที่จะใช้ร่างกายของเผ่ายักษ์เป็นที่กำบังหลบสายตา

    "แสงเชี่ยไรเนี่ย! "

    การปรากฏตัวที่ไม่ทันตั้งตัวนั้น ทำให้พวกนักรบป้องกันดวงตาตัวเองไม่ทัน

    แสงที่ปล่อยออกมาจากเผ่าภูติ ทำให้พวกเขาตาบอดไปชั่วขณะ



    แต่ใช่ว่าพวกเขาจะสิ้นฤทธิ์

    อย่าได้ดูถูกจมูกของเผ่าหมาป่า กับใบหูของเผ่ากระต่าย

    แม้นว่าดวงตาจะมืดบอด พวกเขาก็ยังสามารถจับสัมผัสถึงต่ำแหน่งศัตรูด้วยกลิ่นกับเสียงได้อยู่ดี

    คิดว่าพวกเขาจะเสียท่าเพียงเพราะแค่ถูกแย่งชิงแสงสว่างไปเช่นนั้นหรือ?

    ถ้านี่คือแผนการของศัตรู ที่คิดแย่งชิงดวงตาเพื่อสังหารพวกเขา มันก็ช่างเป็นความคิดที่ดูถูกพวกเขายิ่งนัก!



    "แค่นี้ไม่คณามือหรอก! "

    พวกเขาเริ่มพึ่งจมูกกับหูของตัวเอง เพื่อจับตำแหน่งของศัตรูตรงหน้า

    "... หืม? "

    แต่ทว่าศัตรูของพวกเขากลับไม่ยอมบุกเข้ามา

    "... ไม่ใช้จังหวะนี่โจมตีเข้ามากันหรือ? "

    ถึงจะสงสัย แต่คิดไปก็เท่านั้น

    เหล่านักรบเริ่มหรี่ดวงตา ปรับม่านรับแสง แล้วมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

    ศัตรูของพวกเขายังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่เคลื่อนไหว---

    ไม่สิ

    ดูเหมือนว่าจะมีพวกเผ่ายักษ์กลุ่มใหม่กำลังทยอยเดินออกมาจากอุโมงค์คุกใต้ดิน

    กำลังเสริมเช่นนั้นหรือ?

    นั่นคือสิ่งที่พวกเขาคิด

    "แสงสว่างที่ยิงมา ก็เพื่อซื้อเวลาแค่นั้น? "

    ไม่มีอาวุธไกลโจมตี ไม่มีวิชาต่อสู้ ดีแต่ถ่วงเวลา แล้วเพิ่มจำนวนเข้าต่อสู้แค่นั้น?

    ช่างงี่เง่าสิ้นดี!



    "ตาย---"

    "ทุกคน! ระวังข้างหลัง!? "

    ในตอนนั้นเองที่มีสตรีนักรบเผ่าหมาป่าคนหนึ่งกรีดเสียงดังขึ้นมา

    เพราะว่ามีเวลาสงบสติ เลยเริ่มรู้สึกถึงกลิ่นที่แปลกปลอมลอยมาจากฝั่งข้างหลังของตัวเอง

    เธอจึงรีบหันกลับไปมอง

    และสิ่งที่เธอเห็นตรงหน้า คือภาพของห่าฝนธนูที่กำลังจะพุ่งเข้าปะทะพวกเธอ



    แฟตไม่ได้คิดว่าเผ่าภูติกับเผ่ายักษ์จะสามารถเอาชนะพวกผู้คุมได้

    เธอจึงจงใจใช้พวกเขาเป็นตัวล่อ ใช้พวกภูติสร้างแสงแยงตาหยุดการเคลื่อนไหว เพื่อซื้อเวลาต่อชีวิตให้พวกเผ่ายักษ์ ในแนวหน้า

    ซื้อเวลา… เพื่อให้กลุ่มเผ่ามนุษย์มด เตรียมพร้อมลอบโจมตีจากทางด้านหลังของพวกนักรบ



    จุดที่ควรมีพลธนูชนเผ่ากระต่ายสามสิบชีวิตยืนอยู่ กลับถูกแทนที่ด้วยเผ่ามนุษย์มดจำนวนมากที่ลอดมุดผ่านใต้ดินขึ้นมา

    คันธนูถูกแย่งชิง ลูกธนูถูกขึ้นคันรั้ง แล้วปลดปล่อยออกไปพร้อมกัน

    ตะเกียงน้ำมันที่ถูกโยนขึ้นเป็นเส้นโค้งเหนือหัว

    การโจมตีที่ไม่คาดฝัน กำลังทำให้พวกนักรบเริ่มเสียขวัญกำลังใจ



    นักรบที่อยู่ใจกลางจุดตกของตะเกียงน้ำมัน กำลังกลายเป็นเสาเพลิงที่ลุกสีแดงฉาน

    บางตะเกียงไม่ลุกไหม้ แต่บางตะเกียงก็ลุกไหม้ ขึ้นอยู่กับคบเพลิงที่ถูกโยนไล่ตามมา

    ลูกธนูถูกยิงเทกระจาด สาดทั่วทุกตารางตรงหน้า

    ถูกเป้า มิถูกเป้ามิต้องสนใจ

    พวกเขาเพียงแต่ทำหน้าที่ ที่ได้รับมาอย่างซื่อตรงเท่านั้น

    ยิง ยิง และยิงออกไปตรงหน้าโดยไม่ต้องสนใจว่าจะเอาชีวิตได้หรือไม่

    ถึงจะไม่ใช่นักรบ

    ถึงจะไม่ใช่นักธนูมือฉมังที่ถูกฝึกมา

    ถึงจะไม่สามารถยิงเข้าเป้าเอาชีวิตศัตรูได้

    แต่ด้วยสภาพที่ศัตรูมาอยู่รวมกระจุกในที่คับแคบ ต่อให้หลับตายิง ก็ยังสามารถยิงถูกเป้าได้อย่างแม่นยำ



    "อ๊ากกกกก! "

    พวกนักรบเริ่มกรีดร้องอย่างเจ็บปวด

    "แบ่งสองกลุ่ม ครึ่งหนึ่งจัดการพวกอสูรตรงคุก อีกกลุ่มตามฉันมา! พวกมันยิงธนูไม่เป็น! คบเพลิงเองก็มีไม่พอ! ตะเกียงน้ำมันพวกนั้นแค่ปาขู่พวกเราเท่านั้น! อย่าไปกลัวมัน! "

    สตรีหมาป่าผู้ที่มีผมสีเขียวรีบออกคำสั่งเหล่านักรบ

    "รับทราบ! "

    การตอบสนองต่อสถานการณ์ การขานรับของนักรบรอบข้าง

    เพียงพริบตาเดียว แฟตที่ยืนซ่อนตัวสังเกตุการจากในเงามืดของอุโมงค์คุก ก็ทราบได้ทันทีว่าเธอคนนั้นคือหัวหน้ากลุ่มที่อยู่ในห้องโถงแห่งนี้



    " (เก็บหมาป่าหัวเขียวคนนั้นซะ) "

    แฟตสั่งการเผ่ามนุษย์มดที่เป็นลูกน้องผ่านทางคลื่นสมอง

    " (รับทราบครับ) "

    เผ่ามนุษย์มดกลุ่มหนึ่งเริ่มเคลื่อนไหวผ่านทางใต้ดินไปที่ใต้ผ่าเท้าของหมาป่าที่มีผมสีเขียว

    "กระจอก! "

    แต่หมาป่าคนนั้น สามารถกระโดดหลบได้อย่างง่ายดาย

    เธอรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของผิวดิน แล้วใช้สิ่งนั้นในการจับจังหวะกระโดดขึ้นสูง ก่อนจะโจมตีสวนกลับไป

    ใช้หอกทิ่มแทงลงไปในพื้นปฐพี ทิ่มแทงร่างของศัตรูที่กำลังง้างเขี้ยวออก แทงทะลุปากไปถึงกลางลำตัว แล้วเหวี่ยงตัวเองกลางอากาศเพื่อใช้แรงนั้นดึงร่างของศัตรูให้ขึ้นมาจากผิวดิน



    เธอไม่หยุดเพียงแค่นั้น

    สตรีหมาป่าเริ่มวาดลวดลายที่น่าทึ่งให้เป็นที่ประจักษ์

    เธอเหวี่ยงหอกเป็นวงกลมอีกครั้ง คว้านลงไปในผิวดินอย่างรุนแรงรอบตัว หลับตาจับกลิ่นและเสียงรอบกาย

    ตั้งสมาธิ รวมพลังทั้งหมดไปรวมที่ ณ ปลายหอก ก่อนจะกระโดดแล้วแทงหอกลงไปในปฐพีอีกสี่ครา



    พริบตานั้น ราวกับมีกระสุนปืนใหญ่ยิงถล่มลงมา

    เสียงระเบิดดังกึกก้อง ควันฝุ่นลอยคลุ้งขึ้นสูง

    ผิวดินที่ถูกหอกเล่มนั้นแทง ถูกแรงกระแทกอันบ้าคลั่ง ถล่มจนเป็นหลุมลึกที่น่าหวาดหวั่น

    เพียงพริบตา ทหารเลวของเผ่ามนุษย์มดทั้งหมดห้าคน ก็ถูกทำลายตั้งแต่ส่วนหัวไปถึงร่างกาย จนสิ้นชีวิตอยู่ในใต้ดินไป



    แต่นั่นยังไม่ใช่ความสามารถทั้งหมดที่สตรีนักรบหมาป่าพึงมีติดตัว

    เธอวิ่งออกนำทัพ ใช้หอกปัดป้องลูกธนูตรงหน้า กระโดดผ่านโต๊ะไม้ที่กระจายไปทั่วลาน ราวกับกำลังวิ่งในทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่

    แม้แต่หลุมพรางที่พึ่งถูกขุดเตรียมเอาไว้ ก็ยังถูกเธอมองออกและหลบเลี่ยงไปได้

    สตรีนักรบหมาป่า กำลังจะเข้าประชิดเหล่าพลธนูของแฟตแล้ว



    "แข็งแกร่ง"

    ความแข็งแกร่งของสตรีหมาป่า ออกจะอยู่เหนือการคำนวณของแฟตไปอยู่บ้าง

    เธอคิดเอาไว้แต่แรก ว่าน่าจะมีระดับผู้บัญชาการหรือหัวหน้าคุมคุกอยู่

    ซึ่งเธอคาดการถูกต้อง

    สิ่งเดียวที่เธอพลาดไป คือการประเมินฝีมือของศัตรูต่ำเกินกว่าที่ควรจะเป็น

    เธอไม่ได้คิดว่าศัตรูจะมีวิชากล้าแกร่งถึงขนาดนี้

    แต่ใช่ว่าจะไม่มีแผนการรับมือเลยเสียทีเดียว



    "น้ำมัน!?! ตั้งแต่เมื่อไหร! "

    สตรีหมาป่ารีบหยุดเท้าตัวเอง เพราะได้กลิ่นฉุนของน้ำมันที่มากผิดปกติตรงหน้า

    เพราะตะเกียงน้ำมันที่ถูกโยนเข้าใส่ในการโจมตีระลอกแรก เลยทำให้เธอสับสนต่อระดับความเข้มข้นของกลิ่นน้ำมันที่ลอยคลุ้งอยู่ในห้อง

    เปลวไฟและควันที่กำลังลอยออกไปตามรอยแยกของโพรงธรรมชาติ ทำให้จมูกของเธอเริ่มผิดเพี้ยน

    กว่าจะรู้ตัว เธอก็มายืนอยู่พื้นที่สังหาร

    พื้นสังหาร… ที่ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำมันจากตะเกียงน้ำมันที่ถูกเทราดทิ้งเอาไว้ล่วงหน้า



    "ต้องหนี--- อั๊ก!? "

    มีอะไรบางอย่างวิ่งเข้ามากระแทกแผ่นหลังของเธอ

    เธอรีบเหลือบสายตากลับไปมองดู

    ตรงทางเข้าคุกใต้ดิน

    พวกเผ่าภูติกำลังเริ่มยิงกระสุนลมกระหน่ำออกมา

    " (ไม่ใช่ว่าพวกมันทำได้แค่ปล่อยแสงสว่างหรอกหรือ?) "

    สตรีหมาป่าเริ่มเกิดความตื่นตระหนกขึ้นมาในใจ



    ในรายงานที่สตรีหมาป่าคนนี้รับรู้เกี่ยวกับเผ่าภูติ คือเผ่าภูติสามารถใช้พลังลึกลับ สร้างอำนาจประหลาดที่ควบคุมธรรมชาติ

    แต่คนที่สามารถใช้มันในการต่อสู้จริง มันมีน้อยจนนับจำนวนได้

    อย่างที่กำลังโดนโจมตีตอนนี้ มันก็แค่ในระดับแรงเท่าหมัดเย็บของคนที่เพิ่งเริ่มฝึกชกมวยเท่านั้น

    ศัตรูของเธอ ไม่ได้เก่งกาจ ไม่ใช่นักรบ

    ธนูเองก็ยิงแบบไม่หวังผลสังหาร

    ทั้งที่ควรจะเป็นการปราบตัวประกันที่ง่ายดาย

    แต่ทำไม…

    "ทำไมพวกเราถึงเสียท่าได้ขนาดนี้! "

    การที่ถูกกระสุนลมกระแทกใส่ มันทำให้ตัวเธอ กับพรรคพวกของเธอหยุดชะงักไปชั่วครู่

    ถ้าไม่มีการโจมตีทีเผลอ เธอคงจะสามารถกระโดดหนีออกไปจากลานสังหารตรงนี้ได้สำเร็จไปแล้ว…



    *พรึบ! *

    เปลวไฟขนาดเล็กเริ่มลุกโชนขึ้นสูง

    น้ำมันจากตะเกียงที่ถูกแอบราดลงพื้นนั้น มันผสมปนไปกับตะเกียงน้ำมันที่ขว้างใส่ในตอนแรก จนทำให้พื้นที่สังหารมีขนาดกว้างใหญ่เพียงพอที่จะแผดเผาพวกเขาทุกคน

    ทะเลเพลิงเริ่มสำแดงฤทธิ์เดช

    มันลุกลามจากพื้นที่คับแคบ แล้วขยายวงกว้าง จนสุดท้ายกลายเป็นสังหารที่ไร้ความเมตตา

    เปลวไฟลุกโชนโหมรุนแรง

    เหล่านักรบต่างเริ่มกรีดร้องอย่างเจ็บปวดแสบร้อน

    งานฉลองที่ควรสนุกสนานในยามค่ำคืน ฉับพลันกลายเป็นหลุมฝังศพของพวกเขาไปแทน

    นักรบทั้งร้อยชีวิต เริ่มหมดไฟสู้เพราะถูกเผาทั้งเป็น

    พวกเขาทิ้งอาวุธในมือ กลิ้งตัวไปกับพื้นเพื่อเอาชีวิตรอด ก่อนจะแน่นิ่งหอบหายใจอย่างหมดแรง



    "จับกุม"

    แฟตเริ่มออกคำสั่งต่อไป

    ให้แนวหน้าล่าถอยออกมา แล้วให้คนอื่นที่ยืนรออยู่ในแนวหลังทยอยกรูเข้าไปในห้อง

    ให้คนที่ยังมีแรงเหลือเพื่อ บุกเข้าประชิด แล้วใช้กำลังที่มากกว่าเข้ารุมจับมัดศัตรูที่เริ่มโรยรา

    มีบางคนที่รอดมาต่อต้าน แต่จิตใจของพวกเขากำลังสิ้นหวัง

    หัวหน้าถูกไฟคลอกตาย พรรคพวกต่างเจ็บโอดครวญ แล้วยังมีศัตรูจำนวนมากกรูเข้าใส่



    "ใครต่อต้าน สังหารซะ! ใครมันจะหนี ให้ปล่อยมันไป! "

    ในตอนนั้นเองที่แฟตจงใจพูดขึ้นด้วยภาษาของชนเผ่าสัตว์

    ศัตรูที่ได้ยินเช่นนั้น ต่างรีบตัดสินใจหันหลังหนีในทันที

    ไปตามพรรคพวกมาช่วย ดีกว่าอยู่ต่อสู้จนตัวตายที่นี่

    นั่นคือสิ่งที่พวกเขาคิด

    แต่พวกเขาไม่รู้ตัวเลย ว่านั่นคือสิ่งที่แฟตกำลังต้องการ

    ใช่… ไม่ได้รู้ตัวเลยแม้แต่สักนิดเดียว…