ภายในพื้นที่ใต้พิภพนั้น ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็มนุษย์หรือเผ่าพันธุ์ทรงปัญญาทั้งหลาย ต่างกำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับมอนสเตอร์ที่อยู่ทั่วทั้งพื้นที่แห่งนี้ พวกเขาทั้งหลายแน่นอนล้วนมีจุดประสงค์เดียวกันนั่นก็คือการค้นหาสมบัติวิเศษซึ่งเชื่อว่าในสถานที่ลึกลับแห่งนี้นั้นต้องมีมันอยู่อย่างแน่นอน
ในพื้นที่แห่งหนึ่งในอาณาจักรใต้พิภพ กลุ่มของนักเรียนที่พึ่งจะเข้าสู่โลกนี้ได้สองปีและได้รับสถานะของผู้กล้า ตอนนี้พวกเขาทั้งหลายล้วนแล้วแต่ไม่เหมือนกับสมญาผู้กล้าที่ได้รับมอบมาเลยแม้แต่นิดเดียว
“อ้ากกกกกกกก!”
ท่ามกลางหมู่คนนับพันนักรบคนหนึ่งผู้สวมเกราะเหล็กสีเงินดูอลังการตอนนี้หลังจากได้เผชิญหน้ากับโครงกระดูกเดินได้เหนือสามัญสำนึกของพวกเขาอย่างสิ้นเชิงถึงกลับกรีดร้องออกมาอย่างหวาดกลัว และเลือกที่จะทิ้งอาวุธและวิ่งไปหลบเื้ัเพื่อนคนอื่น ซึ่งเพื่อนคนนั้นไม่ใช่ใครคนอื่นแต่เป็หัวหน้าห้องของพวกเขา หรือก็คือคริสนั่นเอง
คริสได้มองกองทัพของโครงกระดูกนับพันที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้าพวกเขา และแน่นอนว่าไม่ต้องสงสัยในจุดประสงค์ของพวกมัน พวกมันนั้น้าจะสังหารทหารของอาณาจักรรวมถึงตัวพวกเขาแน่นอน
อย่างไรก็ตามแม้ว่าพวกนักเรียนส่วนใหญ่นั้นจะหวาดกลัวแต่คริส รวมถึงพวกทหารส่วนใหญ่ล้วนต่อสู้อย่างกล้าหาญ นั่นเป็เพราะว่าพวกโครงกระดูกเดินได้ส่วนใหญ่นั้นล้วนแล้วแต่อ่อนแอทั้งสิ้น เพียงแค่ฟันด้วยดาบไม่กี่ดาบร่างกายของพวกมันก็แตกสลายไม่มีชิ้นดีแล้ว
ในสนามรบที่เต็มไปด้วยกลิ่นศพเน่านั้น แม้ว่าคริสจะกล้าหาญแล้ว แต่ไม่สามารถนำเขาไปเปรียบกับหญิงสาวผู้งดงามผู้หนึ่งได้ ซึ่งหญิงสาวคนนั้นกำลังถูกล้อมด้วยโครงกระดูกจำนวนมากอย่างไรก็ตามนางได้ใช้ทักษะดาบอันน่าตกตะลึงและสามารถบุกฝ่าพวกโครงกระดูกออกมาได้ แถมยังฆ่าโครงกระดูกไปมากมาย มากกว่าคนในกองทัพสิบคนรวมกันเสียอีก
คริสได้เฝ้ามองและชื่นชมความงามของหญิงสาวผู้นั้นด้วยสายตาเป็ประกาย การเคลื่อนไหวของนางนั้นไม่ต่างจากอัศวิน แม้จะดูงดงามและทรงเกียรติแต่กลับเต็มไปด้วยความดุดัน ไม่นานไม่ใช่เพียงแค่คริสแต่สายตาของทุกคนล้วนแล้วแต่จับต้องไปที่นางทั้งสิ้น เนื่องจากความแข็งแกร่งที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของนาง
“คนอะไรก็ไม่รู้ เกิดมาพร้อมกับหน้าตาที่ดี แล้วยังมีความสามารถที่เหลือล้นอีก ไม่ว่าโลกไหนมันก็ไม่ยุติธรรมเลยสักนิด!”
หญิงสาวหน้าตาธรรมดาคนหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยหน้าตาและน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความอิจฉาในพลังของเอลลี่ออกมาท่ามกลางฝูงชน หญิงสาวหน้าตาธรรมดาคนนี้เองก็เป็หนึ่งในนักเรียนและเพื่อนร่วมห้องของเอลลี่เช่นเดียวกัน เธอมักจะเป็คนเงียบๆ ทำให้การใช้ชีวิตในโรงเรียนของเธอไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก แต่อย่างน้อยมันก็ยังไม่ถึงระดับเดียวกับเซนแต่คนทั้งโรงเรียนพากันเกลียดเขา
เมื่อได้ยินหญิงสาวกล่าวเช่นนั้นชายวัยกลางคน คนหนึ่งก็ได้กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยพลังด้านบวกกับทุกคนว่า
“อย่าเศร้าไปเลย พวกเธอทุกคนเองก็สามารถทำได้อย่างเอลลี่นั่นแหละ ขอแค่พวกเธอมีความกล้าเท่านั้น ซึ่งเื่นี้ค่อยๆ ฝึกกันได้อยู่แล้ว”
“ค่ะ อาจารย์จอร์จ!”
ชายวัยกลางคนนั้นไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็อาจารย์ที่พวกเขานับถือ เขานั้นเก่งในเื่การปลอบใจพวกเด็กนักเรียนมากที่สุดเนื่องจากประสบการณ์การเป็ครูสอนที่ยาวนาน บวกกับบุคลิกที่ดี เพียงคำพูดไม่กี่คำของเขาทำให้ความอิจฉาของเหล่านักเรียนล้วนเปลี่ยนกลายเป็ความทะเยอทะยานที่จะแข็งแกร่งขึ้นแทน
เมื่ออาจารย์จอร์จเห็นว่านักเรียนของตนนั้นถูกเขาควบคุมทางด้านความคิดอย่างสมบูรณ์แบบเขาก็เผลอยิ้มออกมาก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะหายไปอย่างรวดเร็วและแทนที่ด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย พร้อมกับกล่าวต่อว่า
“น่าเสียดายที่อาจารย์ของพวกเธอไม่ได้รับคลาสสายต่อสู้ หากเลือกได้อาจารย์คงขอเป็คลาสนักรบมากกว่าจอมเวทแห่งการเยียวยา…เพื่อจะได้มีพลังที่สามารถปกป้องพวกเธอทุกคนได้”
นักเรียนทั้งหลายรอบตัวของอาจารย์จอร์จเมื่อได้ยินคำกล่าวเช่นนี้ของเขา ทุกคนล้วนแล้วแต่รู้สึกเศร้าแทนอาจารย์จอร์จทั้งสิ้น ในขณะเดียวกันก็มีนักเรียนชายและนักเรียนหญิงบางคนะโออกมาด้วยน้ำเสียงที่เข้มแข็งว่า
“อาจารย์ทำเพื่อพวกเรามามากแล้ว ถึงเวลาที่พวกเราจะทำเพื่ออาจารย์บ้าง!”
อาจารย์จอร์จนั้นทำให้นักเรียนหลายคนมีความกล้ามากขึ้นและเลือกที่จะพุ่งทะยานออกไปเพื่อที่จะต่อสู้กับโครงกระดูกอย่างกล้าหาญ เมื่อพวกเขาส่วนใหญ่ล้มโครงกระดูกตัวแรก ตัวที่สอง และตัวที่สามก็เกิดขึ้นตามมาด้วยความง่ายดายขึ้นกว่าเดิม
“จริงๆ แล้ว พวกมันก็ไม่ได้จัดการยากอะไร ฉันนี่แหละแข็งแกร่งที่สุดไม่ใช่เอลลี่!”
นักเรียนชายคนหนึ่งะโขึ้นพร้อมกับพุ่งเข้าไปฟาดฟันกับโครงกระดูกตนหนึ่งจนร่างกายของมันแตกสลายเพียงการฟาดฟันครั้งเดียว
การะโของเขานั้นทำให้เหล่าคนที่หวาดกลัวเพียงรูปลักษณ์ภายนอกของโครงกระดูกมีความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับพวกมันเพิ่มขึ้น
โดยพวกนักเรียนและคนในกองทัพของประเทศจำนวนมาก ซึ่งแต่ละคนได้กำจัดโครงกระดูกไปอย่างน้อยก็สองตัว หากไม่นับรวมสายสนับสนุน จนสุดท้ายแล้วกองทัพกองกระดูกนับพันที่ยืนเรียงกันหนาตาอยู่เมื่อสักครู่ก็ได้หายไปจนหมด ทำให้คนในพื้นที่นั้นสามารถสังเกตบริเวณรอบๆ ได้อย่างชัดเจน และพบว่ารอบตัวของพวกเขานั้นเต็มไปด้วยเสาที่สลักอักษรหรือสัญลักษณ์โบราณเอาไว้
“อักษรจักรวรรดิโบราณ!”
ชายชราที่ไว้หนวดยาวเต็มใบหน้าคนหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้งที่เจือด้วยความตื่นเต้นอย่างหาที่ใดเปรียบ ชายคนนี้คือนักโบราณคดี ทั้งชีวิตของเขาอุทิศตัวให้กับการศึกษาประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ ทำให้เขามีความรู้มากมาย
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในการสำรวจที่พบกับอักษรและซากอารยธรรมของจักรวรรดิโบราณ พวกมันนั้นเคยถูกค้นพบเมื่อนานมาแล้วและในเวลานั้นได้เกิดการถกเถียงกันเป็อย่างมาก และข้อสันนิษฐานต่างๆ เกี่ยวกับความเป็มาของโลกใต้พิภพแห่งนี้ หนึ่งในข้อสันนิษฐานมีการใช้โลกใต้พิภพแห่งนี้อธิบายถึงการล่มสลายของจักรวรรดิโบราณ และการหายสาบสูญไปอย่างไม่อาจสืบค้นได้ จนต้องมีการก่อตั้งจักรวรรดิแห่งใหม่และกลายเป็ศูนย์กลางของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตามทั้งกองทัพของประเทศเล็กๆ อย่างประเทศเซนทอร์นั้นไม่ได้สนใจความเป็มาของประวัติศาสตร์แน่นอน เนื่องจากการค้นพบร่องรอยของจักรวรรดิโบราณนั้นหมายความว่าพวกเขาจะได้พบกับสมบัติที่อยู่ในโลกใต้พิภพแห่งนี้แล้ว
ทั้งกองทัพนั้นต่างพากันเคลื่อนไหวติดตามร่องรอยของอักษรโบราณพวกนั้น จนในที่สุดพวกเขาก็ได้มาถึงห้องโถงขนาดใหญ่ ทรงสี่เหลี่ยมที่ไม่น่าจะเกิดจากธรรมชาติแต่เกิดจากการก่อสร้างและสลักอย่างดี รอบๆ กำแพงทั้งสีด้าน รวมถึงเพดานซึ่งถูกคำยันด้วยเสาขนาดั์สี่เสา ต่างเต็มไปด้วยอักษรโบราณ ไม่ใช่เพียงแค่นั้นมันยังมีรูปภาพซึ่งถูกสลักเอาไว้อีกด้วยเพื่อบอกถึงเื่ราวของคนที่เข้ามายังสถานที่แห่งนี้
พวกนักเรียนที่ล้วนมาจากโลกเดียวกับเซนต่างให้ความสนใจกับภาพวาดขนาดใหญ่บนกำแพงนี้อย่างมาก รวมถึงนักโบราณคดีที่ประจำกองทัพ เพราะมันเป็สิ่งเดียวที่พวกเขาสามารถเข้าใจมันได้ ส่วนพวกทหารนั้นรู้จักเพียงแค่สู้และตั้งขบวน พวกเขาจึงได้จัดกลุ่มลาดตระเวนไปพื้นที่ห้องโถงกว้างนี้รอบๆ เพื่อหาทางไปต่อ
“สิ่งโบราณพวกนี้มันเหมือนกับของโบราณของพวกอารยธรรมของพวกชนเผ่าโบราณในโลกของเราเลย”
นักเรียนคนหนึ่งกล่าวขึ้น อย่างไรก็ตามชายชรานักโบราณคดีนั้นกลับส่ายหัว แม้เขาจะไม่เคยเห็นโลกที่เหล่านักเรียนจากมาก็ตาม แต่เขาสามารถบอกได้เลยว่ามันไม่เหมือนกับที่นักเรียนคนนั้นพูด
“จากที่ผมดู ผมคิดว่ามันไม่น่าจะเป็อารยธรรมของแค่พวกชนเผ่า จากความยิ่งใหญ่ของมันอาจจะเป็ประเทศหรือตามที่คุณกล่าวว่า จักรวรรดิโบราณ?”
คริสค่อนข้างฉลาดดังนั้นเขาจึงสามารถพูดคุยกับนักโบราณได้อย่างลื่นไหล นักโบราณคดีนั้นพยักหน้าตอบ ก่อนที่จะเพ่งมองไปที่ภาพวาดบนกำแพงเพื่อค้นหาตำนานที่คล้ายๆ กันมาอธิบายภาพบนกำแพงเหล่านี้
ภาพวาดบนกำแพงนั้นค่อนข้างหยาบอย่างมาก ด้วยกาลเวลาที่ผ่านมายาวนานทำให้มันเสื่อมสลายและไม่ครบถ้วน อย่างไรก็ตามมันยังสามารถพอมองออกว่าเป็ภาพอะไร
ภาพวาดบนกำแพงนั้นเป็ภาพของคนจำนวนมากซึ่งพวกเขาล้วนแล้วแต่ถูกวาดเอาไว้คล้ายคลึงกัน กลุ่มคนจำนวนมากกำลังรวมตัวกันเพื่อแบกบุคคลผู้หนึ่งซึ่งคนที่ถูกแบกนั้นถูกวาดให้แตกต่างและดูดีกว่าคนอื่นๆ
ตัดมาภาพวาดต่อไป เป็ภาพที่ร่างของชายที่ถูกวาดอย่างประณีตถูกคนที่แบกมานำร่างของเขาไว้ในโลงหรือกล่องสี่เหลี่ยม ก่อนจะตัดไปภาพวาดที่สี่เนื่องจากภาพวาดที่สามนั้นได้สูญหายไปตามกาลเวลา ภาพวาดที่สี่นั้นค่อนข้างน่าขนลุกเพราะอยู่ๆ คนที่แบกชายคนหนึ่งเขาโลงก็ต่างพากันล้มตาย พร้อมกับเืของพวกเขาไหลไปรวมกันที่โลงนั้น และก็จบ
ในเวลานั้นเองอยู่ๆ ร่างของนักโบราณคดีชราก็สั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุมได้ เขากำลังปีติยินดีกับการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ของเขาอย่างแน่นอน และดูเหมือนเขาจะนึกเื่ราวของเหตุการณ์ในภาพออกแล้ว
คริสที่ยืนอยู่ด้านข้างพร้อมกับเอลลี่นั้นดูเหมือนจะเห็นการเปลี่ยนแปลงสภาพอารมณ์ของชายชราผ่านทางสีหน้าและท่าทางของเขา ดังนั้นทั้งสองจึงถามออกมาพร้อมกันว่า
“คุณรู้อะไรบางอย่างแล้ว?”
ชายชราพยักหน้าทันที และไม่้าจะปิดบังดังนั้นจึงเปิดปากเล่าเื่ราวโบราณเื่หนึ่งออกไป
“ในอดีตที่ผ่านมา มีจักรวรรดิซึ่งยิ่งใหญ่และมีอำนาจมากที่สุดในโลก ซึ่งไม่มีแม้แต่คนเดียวที่รู้ชื่อจริงอันยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิแห่งนี้ พวกเขาจึงเรียกมันว่าจักรวรรดิโบราณเนื่องจากความเก่าแก่และมันได้ล่มสลายไปเป็เวลานานแล้ว…”
ชายชราเงียบครู่หนึ่งเหมือนพยายามนึกรายละเอียดบางอย่างก่อนที่จะกล่าวเล่าต่อ
“ในจักรวรรดิโบราณ ด้วยความยิ่งใหญ่ของมันนั้นทำให้หลายๆ วัฒนธรรมของจักรวรรดินั้นส่งผลต่อคนและหลายๆ ประเทศนี้ในโลกปัจจุบัน…ยกเว้นแต่วัฒนธรรมที่น่าขนลุกที่ถูกเรียกว่าเคารพบรรพบุรุษ!”
กล่าวถึงตรงนี้ส่วนประโยคท้ายเสียงของชายชราอดไม่ได้ที่จะสั่น ทำให้พวกนักเรียนต่างคิดว่ามันต้องเป็เื่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน คริสที่ฟังอย่างตั้งใจที่สุดถึงกับเผลอกลืนน้ำลายก่อนจะกล่าวถามชายชราว่า
“คงไม่ใช่พิธีเคารพบรรพบุรุษที่สามัญ แน่นอนใช่ไหม?”
“ถูกต้อง พิธีเคารพบรรพบุรุษของจักรวรรดิโบราณนั้นผิดมนุษย์อย่างมาก…ในรอบหนึ่งร้อยปี จะต้องมีการสังเวยเืของลูกหลานคนในราชวงศ์เพื่อบูชาบรรพบุรุษ รวมถึงข้ารับใช้ที่ตามรับใช้ลูกหลานราชวงศ์คนนั้นก็ต้องสังเวยตนเองตามไปด้วยอย่างไม่มีข้อแม้!”