หลังจากหยุดไปสองวัน หลิวอี้ก็กลับไปทำหน้าที่ผู้ช่วยนักบัญชีในชุมชนหน้าที่ของเธอคือการรวบรวมชั่วโมงการทำงานของคนในหมู่บ้านที่หัวหน้าฝ่ายผลิตแต่ละกลุ่มส่งมาให้ เพื่อคิดแต้มให้กับชาวบ้าน ดูแลสำนักงาน
ส่วนการคิดแต้มและแบ่งปันผลธัญพืชให้กับชาวบ้านหัวหน้าบัญชีจะเป็คนจัดการเองเฝ้าสำนักงานทำความสะอาดเล็กน้อยและดูแลบัญชีของชำรุดในฝ่ายผลิตเดือนละครั้งว่ามีอะไรชำรุดเสียหายต้องหามาทดแทนไหมดูแลเื่จุกจิกทั่วไปเวลาที่มีคนติดต่อสำนักงาน
เธอได้ค่าแรงเดือนละ 5 หยวน แล้วได้แต้มทำงานวันละ 5 แต้ม มันก็ดีเลยล่ะเพราะเธอมีเวลาว่างมากพอที่จะอ่านหนังสือ
ในความเป็จริงร่างนี้สามารถทำงานในเมืองได้พวกโรงงานของรัฐ หรือร้านค้าสวัสดิการแต่เธอเลือกทำงานในหมู่บ้านเพราะจะได้มีเวลาอ่านหนังสือสอบเข้ามหาวิทยาลัยและเอาจริงๆ ซูหลิวอี้ตัวจริงกลัวคำว่า อำเภอเธอคงได้ยินว่าแต่งงานกับคนในอำเภอมากเกินไป เธอเลยไม่อยากเข้าไปในตัวอำเภอ
“หลิวอี้ เธออยู่ไหม”เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นหน้าสำนักงาน
หลิวอี้ค่อยๆ กำหมัดสองข้างอย่างช้าๆจนเล็บจิกลงิั นั้นนน!!! นั้นคือเสียงของหลิวเหมยฮวาหลิวอี้พยายามระงับความโกรธแค้น สงบสติอารมณ์ของตนเอง ให้ตายซิฉันอยากจะฆ่าคนจริงๆ ละนะ
“ฉันเข้าไปนะ”เหมยฮวาเดินเข้ามาในห้องพร้อมยิ้มใสซื่อของเธอ
“หลิวอี้ เธอเป็ยังไงบ้าง หายดีหรือยังฉันเป็ห่วงเธอแทบแย่ อยากจะไปเยี่ยมแต่ปลีกตัวไม่ได้เลย”
หลิวอี้ได้ฟังเสียงอ่อนหวานที่น่าขยะแขยงพยายามกัดริมฝีปากคุมสติตัวเอง ก่อนตอบกลับว่า
“หายดีแล้ว” หลิวอี้พยายามพูดด้วยเสียงปกติ
“ทำไมเธอถึงตกไปในน้ำได้ล่ะ ดีนะที่ไม่เป็อะไร”เหมยฮวาเอ่ยถามอย่างห่วงใยสีหน้าเศร้า
“อ้อ ฉันลื่นหินน่ะ ก็เลยพลาดตกไปในแม่น้ำ” หลิวอี้ตอบ
(ฉันเกลียดหน้าแกเวลาทำหน้าแบบนี้มากเลย อยากข่วนหน้าแกข่วนหน้าแหกเลยดีมะ)
“ใครช่วยเธอขึ้นมาเหรอ เธอควรขอบคุณเขาให้มาก ๆ นะถ้าไม่ได้เค้าเธอต้องแย่แน่ ๆ เลย”
“ฉันว่ายกลับมาเองนะตอนปีนตรงริมฝั่งมันเหนื่อยก็เลยสลบไป” หลิวอี้ทำตาโต ใสซื่อเลียนแบบเหมยฮวาตอบกลับแบบจริงใจสุด ๆ
(หยุมหัว ฉันอยากหยุมหัวมันโว้ยยย)
เหมยฮวายิ้มสดใส “ดีแล้ววันนี้ฉันจะเข้าเมือง เธอจะเอาอะไรไหม” หลิวอี้มองยิ้มหวานหยดย้อยนั้นมันปลอมมากกก
(ถ้าสังเกตอย่างจริงจัง มันคือรอยยิ้มจอมปลอมชัดๆ ตอนนั้นฉันโง่ไม่เห็นได้ไงนะ)
“ไม่ล่ะ ขอบใจมาก "หลิวอี้ยิ้มให้หวานมากที่สุดตอบกลับไป (ไปสักทีซินังผี!!! ฉันจะทนไม่ไหวละนะ)
“ฉันไปทำงานก่อนนะ ดูแลตัวเองดีๆ ละ เดี๋ยวว่างๆฉันจะมาคุยเป็เพื่อนนะ” เหมยฮวาก็เดินจากไป
(ใครขอให้แกมา นังผี ปลอม เปลือกกกก!!!)
หลิวอี้ต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะสงบสติอารมณ์ตัวเองได้ในเมื่อชาติที่แล้วเหมยฮวาหลอกเธอ ชาตินี้เธอก็จะใช้วิธีเดียวกัน หล่อนปั้นหน้าได้ฉันก็ทำได้จ๊ะ จนกว่าฉันจะแก้แค้นสำเร็จ
เหมยฮวาเป็คนหน้าตาดีคนหนึ่งในหมู่บ้านสือซานนี้ เธอเรียนจบมัธยมปลายเช่นเดียวกันกับหลิวอี้ และเจียงหยง ท่าทีอ่อนโยน บอบบาง อ่อนแอ ยิ้มสดใสในหมู่บ้านนี้ไม่มีใครไม่ชื่นชอบ เหมยฮวา
เมื่อต้นปีหล่อนเกือบจะได้แต่งงานกับลูกชายหัวหน้าฝ่ายผลิตของโรงงานเหล็กในอำเภอแต่ฝ่ายชายเสียชีวิตก่อน เธอจึงเป็หม้ายขันหมากบวกกับความเชื่อในสมัยนี้เธอเลยกลายเป็คนดวงกินสามีไปฟรีๆถึงจะดูเพียบพร้อมแค่ไหน ครอบครัวดีๆ ก็ไม่กล้าเสี่ยงสู่ขอเธอ
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเพียงแค่ผู้ชายหลายคนที่มาสู่ขอแค่ฐานะปานกลางแล้วหมู่บ้านของพวกเขาอยู่ห่างไกลจากที่นี่และผลผลิตของหมู่บ้านนั้นก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่
คิดดูแล้วก็เป็ฉายาที่เหมาะสมกับเธอดีนะ หลิวเหมยฮวา และชาตินี้ฉันคนนี้นี่ล่ะที่จะทำให้เธอไม่ได้แต่งงานกับครอบครัวดีๆ
แล้วเรามาคอยดูกันเป็ที่ชื่นชอบของคนในหมู่บ้านงั้นเหรอฉันก็แหกหน้ากากเธอเองจนกว่าเธอจะไม่มีที่ยืนในหมู่บ้าน ไม่มีหน้าออกจากบ้านอีกเลย
ส่วนทางด้านเหมยฮวาหลังจากเหมยอฮวากลับออกมาจากสำนักงานหมู่บ้านเธอก็รู้สึกว่าเหมือนว่าซูหลิวอี้จะมีอะไรเปลี่ยนไปปกติซูหลิวอี้จะเป็คนเงียบขรึม ชอบก้มหน้า ถ้ายิ้มก็แค่ยิ้มบางๆอย่างขอไปทีเท่านั้น
ปกติซูหลิวอี้จะพูดกับคนอื่นน้อยมากั้แ่เรียนจบมัธยมปลายแต่วันนี้มันแปลกซูหลิวอี้พูดกับเธอมากกว่าเดิม แถมยังยิ้มให้เธออีกด้วยสงสัยยัยนี่คงกินน้ำในแม่น้ำมากไปละมั้ง
ที่เธอมาหาก็เพื่อจะแสดงน้ำใจให้อีกฝ่ายเท่านั้น ไม่ได้เป็ห่วงแม้แต่น้อยแต่เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของเธอคิดว่าในสำนักงานจะมีคนอยู่ตอนที่เธอมาแสดงความห่วงใยแต่นี่กลับไม่มีสักคนเธอค่อนข้างอารมณ์เสียเล็กน้อยเลยไม่สนใจเื่ที่ซูหลิวอี้เปลี่ยนไปอีก
หลิวอี้พยายามใช้หัวสมองอย่างหนักเพื่อคิดเื่ที่บ้านตอนนี้เื่เร่งด่วนกว่าการแก้แค้นคือเธอต้องรีบหาช่องทางหาเงินให้ไวที่สุด แล้วต้องให้พ่อของเธอแยกบ้านให้ได้เพราะมันจะเป็การเปลืองแรงโดยเสียเปล่า
ถ้าเธอหาเงินได้ก็ต้องให้บ้านใหญ่ทั้งหมดเธอจะเปลืองแรงให้เหนื่อยทำไมถ้ามันเป็แบบนั้นแม้แต่เก็บไว้บางส่วนเธอก็คงทำไม่ได้ ย่าต้องไม่ยอมแน่นอน
ถ้าเธอจำไม่ผิดจากนี้ไม่น่าเกิน 2 ปี มณฑลที่เธออาศัยอยู่ น่าจะเป็ที่แรก ๆที่ยกเลิกระบบนารวมที่ต้องนำผลผลิตที่ปลูกได้ส่งให้กับทางรัฐบาลทั้งหมด
แล้วเปลี่ยนเป็การแบ่งให้ประชาชน 1 คนจะได้ 1 หมู่ บ้านไหนมีกี่คนก็ได้ที่นาเท่าจำนวนคนแล้วจ่ายค่าเช่าเป็ผลผลิตแค่ส่วนนึงให้ทางรัฐบาลเท่านั้น
ตอนนี้ก็ผ่อนผันการเปิดตลาดเสรีแล้วแต่ไม่รู้ในอำเภอของเธอจะผ่อนผันหรือยังนะคิดซิคิดซิคิดด! คิดซิคิดซิคิดด! จะหาเงินด้วยวิธีไหนดี
ปวดหัวจัง!!!เหมือนงมเข็มในมหาสมุทรเลยตอนนี้ หลิวอี้ถอนหายใจถ้าหาเงินได้ไม่มากพอกว่าจะได้ไปสอบ ก็ต้องเลื่อนเวลาออกไปอีกสักปีสองปี เฮ้ออ!!
ใช่ซิฉันต้องไปอำเภอก่อนดูสถานการณ์ว่าตอนนี้เป็ยังไงที่นี่เปิดตลาดเสรีหรือยังแล้วต้องเข้าไปดูในตลาดมืดด้วยว่าจะมีช่องทางหาเงินได้ไหม
ถ้ายังไม่เปิดการค้าเสรีก็ยังพอหาของป่าไปขายตลาดมืดได้วันหยุดของฝ่ายผลิตคงต้องขอให้พี่ลี่ิพอไปตัวอำเภอสักครั้งไม่รู้พ่อจะอนุญาตหรือเปล่านะ หลิวอี้หนักใจ
“สวัสดีครับ มีใครอยู่ไหม”หลิวอี้เดินออกไปดูหน้าสำนักงานว่าผู้มาเยือนมีธุระอะไรหรือเปล่าตอนที่เธอออกมาเธอก็เจอยุวปัญญาชนสองคน
พี่โม่คุนเป็ยุวปัญญาชนที่มายังหมู่บ้านแห่งนี้ได้ 3 ปีกว่าแล้วร่างเดิมค่อนข้างคุ้นเคยกับโม่คุน เพราะมีเื่งานต้องคุยกันบ่อยและอีกคนนั้นก็คือ เจียงชิงหยวน เพื่อนของเซียวจื่อหานนั้นเองเธอพยายามไม่มองเจียงชิงหยวน แต่หันไปถามโม่อี้ด้วยน้ำเสียงสุภาพว่า
“สวัสดีค่ะ พี่โม่คุนมาสำนักงานมีอะไรให้ช่วยหรือเปล่าคะ” หลิวอี้ยิ้มถามเขาโม่อี้เห็นดังนั้นก็หัวเราะกลับมา
“ไม่มีอะไรมากหรอกน้องหลิวอี้ ที่สำนักงานมียาแก้ไข้กับยาทางแผลสดไหม พี่จะรบกวนขอสักหน่อย จะเอาไปให้คนอื่นที่บ้านพักน่ะแล้วนี่หายดีแล้วเหรอรีบมาทำงานจังเลย น่าจะพักหลายๆ วันหน่อย”โม่คุนถามอย่าเป็ห่วง
“หายดีแล้วค่ะ ไม่เป็อะไรแล้วขอบคุณที่ถามนะคะเดี๋ยวฉันไปยาเอามาให้พี่ก่อนนะ” พอได้ของมาแล้วเธอก็เอาให้โม่คุนที่ยืนรออยู่
“วันนี้มีเื่ดีๆ อะไรหรือเปล่า หื้มม!!น้อยมากที่พี่จะเห็นน้องหลิวอี้ยิ้ม มีอะไรพิเศษหรือเปล่า”โม่คุนเอ่ยแซวหลิวอี้อย่างอารมณ์ดี
“แปลกตรงไหนคะ ไม่มีวันพิเศษหรืออะไรพิเศษหรอกค่ะฉันก็ยิ้มปกติ ยิ้มบ่อยจะตาย พี่โม่คุนไม่เห็นเองมากกว่า กล่าวหาฉันแล้ว”หลิวอี้กับโม่อี้หัวเราะให้กันแต่เธอก็เหลือบมองเจียงชิงหยวนเล็กน้อยไม่ให้มีพิรุธ
(แหนะ อย่ามองฉันนะ ห้ามมอง ยังไม่เลิกมองอีกอย่าคุยอะไรกับฉันด้วย ฉันทำตัวไม่ถูกแล้วนะ)
หลิวอี้คิดในใจเมื่อเห็นหน้าของเจียงชิงหยวน
เจียงชิงหยวนมองสองคนสนทนากันั้แ่แรก ก็รู้สึกแปลกใจ เค้ามองหน้าหลิวอี้ที โม่อี้ทีสลับไปสลับมา เขาก็ไม่เคยเห็นซูหลิวอี้ยิ้มและก็ไม่เคยได้ยินซูหลิวอี้ให้ความสนิทสนมเรียกยุวปัญญาชนคนไหนว่าพี่สักทีเลยอดใจถามไม่ได้
“เอิ่มมมม สหายซูหลิวอี้ เมื่อกี้คุณเรียกสหายโม่คุนว่าพี่ เหรอ คือผมฟังผิดไปผมไม่ยอมนะไม่เห็นสหายซูหลิวอี้จะเรียกผมว่าพี่ชิงหยวนบ้างเลย "เจียงชิงหยวนแกล้งตัดพ้อกับซูหลิวอี้
หลิวอี้ได้ยินคำถามที่เจียงชิงหยวนถามเธอๆ ไม่อยากตอบเขาเลย ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับคนใกล้ตัวของเซียงจื่อหยวนแต่มันคงจะไม่ดีเท่าไหร่ ถ้าเธอจะไม่ตอบเขา เลยตอบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นว่า
“พี่โม่คุนกับฉันเรารู้จักกันมานานละค่ะติดต่องานกันบ่อย พี่เขาเลยให้เรียกว่าพี่ แต่พวกคุณรวมถึงคนอื่นๆฉันไม่กล้าเรียกพี่หรอกค่ะ กลัวว่าจะคิดว่าไปตีสนิท” หลิวอี้ ยิ้มบางๆ ตอบไป
“นั้นไง สหายโม่คุน สหายซูหลิวอี้ผมจะไม่น้อยใจพวกคุณได้ไง พวกคุณเรียกกันอย่างสนิทสนมแถมเมื่อกี้ก็ไม่ได้ยิ้มให้ผมด้วย น่าน้อยใจจริง” เจียงชิงหยวนแกล้งทำหน้าเศร้า
หลิวอี้ได้ฟังก็ยิ้มบาง ๆไม่ได้พูดอะไร
(เลิกถามได้แล้ว เลิกสงสัยซะที เลิกน้อยใจด้วยแล้วก็ไปได้แล้ว)
“เลิกแกล้งได้แล้ว เอายากลับบ้านพักได้แล้วและน้องหลิวอี้เองก็หัดยิ้มบ่อยๆ มาก ๆ ได้แล้ว ยังไงพี่ไปก่อนนะขอบใจมากสำหรับยา”โม่คุนขำกับการกวนเล็กๆ น้อยๆ ของเจียงชิงหยวนและพากันกลับออกไปหลิวอี้ก็เดินกลับเข้าสำนักงานไปทำงานต่อ
ระหว่างเดินกลับบ้านพักเจียงชิงหยวนถามโม่คุนว่าสนิทกับหลิวอี้ได้ยังไง
“พ่อของหลิวอี้เคยให้ฉันไปสอนวิชาคำนวณให้เธอตอนสอบเข้ามัธยมปลายน่ะตอนนั้นเธอก็ยิ้มง่ายเหมือนตอนนี้นั้นล่ะแล้วก็เริ่มเก็บตัวเงียบั้แ่ก่อนจบมัธยมปลาย แล้วก็ไม่ได้มีฉันที่สนิทกับหลิวอี้คนเดียวหรอกนะหลายคนอยู่ แต่พวกนั้นเขากลับไปหมดแล้ว นายอย่ามาคิดอกุศลนะสหาย”
“เปล่านะสหายฉันไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นฉันแค่เพิ่งเห็นเธอยิ้มเป็ครั้งแรกแล้วก็ยิ้มกับนายเป็คนแรกนี่ล่ะเลยถามดูด้วยความสงสัยเฉยๆ ”
“อืม ดีแล้วที่ไม่คิดอะไรไม่ดี เด็กคนนี้เป็เด็กดีนะแค่เงียบแล้วเก็บตัวมากเกินไปหน่อย”โม่คุนไขข้อสงสัยให้เจียงชิงหยวนแล้วพากันเดินกลับบ้านพักยุวปัญญาชน