ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 136 เพิ่มการเฝ้าระวังตระกูลพีไรซ์

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 136  เพิ่มการเฝ้าระวังตระกูลพีไรซ์



            คาลอสเก็บยันต์ที่จินมอบให้เอาไว้ในอกเสื้อ


            “ข้าจะส่งมอบมันให้ถึงมือผู้อาวุโสเหลียนจง ท่านบรรพบุรุษโปรดวางใจ” ชายหนุ่มชุดแดงตกปากรับคำว่าจะทำหน้าที่นี้ให้เอง


            “อืม เจ้าเดินทางต่อเถิด ข้าจำเป็นต้องแยกตัวไปแล้ว ขอให้ไปถึงเมือง B-24 โดยปลอดภัย หากมีอะไรไม่ชอบมาพากลให้หลบหนีโดยไว พยายามยื้อชีวิตตนเองเอาไว้ให้ได้นานที่สุด เมื่อข้ารับรู้ได้ถึงอันตรายของเจ้าข้าจะยื่นมือช่วยเหลือทันที” ร่างเงาขมุกขมัวทิ้งท้ายไว้เท่านั้นก่อนจะโบกมือร่ำลาทั้งคาลอสและกลุ่มคนบนรถเกวียนที่รออยู่ด้านหลัง


            อีกฝ่ายโบกมือร่ำลาเช่นกันก่อนที่จินจะแยกตัวเดินทางออกไปอีกทิศ


            คาลอสมองจินเดินจากไปก่อนจะเดินกลับไปรวมกลุ่ม ทั้งสองฝั่งค่อยๆ เคลื่อนที่ออกจากกันจนลับสายตากันไป


            ----------------------------------- 


            ที่ไหนสักแห่งภายในเขต C 


            กลุ่มคนในชุดคลุมสีดำยืนกระจายตัวกันอยู่ภายในห้องโถงทึมๆ แห่งหนึ่ง ผ้าคลุมของทุกคนปิดบังส่วนศีรษะจนมองใบหน้าไม่ชัดเจน มีเพียงส่วนล่างของใบหน้าเท่านี้ที่พอจะมองเห็นได้


            พื้นห้องไล่เป็นขั้นบันไดลงมาจากรอบนอกจนถึงพื้นห้องรูปวงรีตรงกลางที่เป็นจุดที่ต่ำที่สุดภายในห้องโถงแห่งนี้ มีคนในชุดคลุมดำอีกคนหนึ่งสวมใส่หน้ากากสีขาว แกว่งไม้พายอยู่ในหม้อขนาดใหญ่เบื้องหน้า


            ที่ก้นหม้อมีเปลวไฟร้อนระอุกำลังเผาให้ของเหลวภายในหม้อเดือดพล่าน เสียงกรีดร้องทรมานดังแว่วสะท้อนไปมาดังอยู่ภายในนั้น ราวกับเสียงของคนวิกลจริต แทบไม่สามารถคงสติให้เหมือนมนุษย์ได้อีกต่อไป


            อ๊ากกกกกก อ๊ากกกกกก อ๊ากกกกกก อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก


            ขณะที่มือกำลังคนไม้พายบดขยี้สิ่งที่อยู่ภายในหม้อร้อนๆ ศีรษะของคนสวมหน้ากากขาวก็เงยขึ้นมองกลุ่มก้อนพลังงานสีฟ้าที่กำลังลอยเข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นสิบๆ ดวง


            “พวกไร้ความสามารถ!” แม้จะไม่ได้เห็นใบหน้าที่อยู่ภายใต้หน้ากาก แต่ก็พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงไม่ได้ยิ้มแย้มหรืออยู่ในอารมณ์ที่ดีนัก


            ชายหน้ากากขาวหยุดมือที่กำลังคน วางไม้พาย ค่อยๆ ยกมือขึ้นกวักเรียกกลุ่มก้อนพลังงานสีฟ้านั้นเข้ามาหาตัว


            ฉึก!


            กรี๊ดดด


            ฝ่ามือของมันกะซวกเข้าไปที่ก้อนพลังงานหนึ่งโดยตรง เสียงกรีดร้องดังออกมาจากก้อนพลังงานนั้นทันที


            เส้นสายสีฟ้าค่อยๆ หลุดลุ่ยออกจากก้อนพลังงานเข้าหาชายในชุดคลุมสีดำ เส้นพวกนั้นเคลื่อนผ่านแขนแล้วมุดเข้าไปใต้หน้ากากสีขาวนั่นช้าๆ 


            ร่างของมันนิ่งไปครู่ใหญ่ๆ ก่อนจะกระชากมือออก แล้วโยนก้อนพลังงานดวงนั้นลงไปในหม้อ ของเหลวร้อนๆ โอบเข้าใส่ก้อนวิญญาณดวงนั้นจนแทบจะละลาย


            อ๊ากกกกกก อ๊ากกกกก


            เสียงกรีดร้องที่ดูมีกำลังวังชาดังแทรกขึ้นมากลบเสียงร้องอ่อนแอก่อนหน้าไปจนสิ้น ดูเหมือนว่าความร้อนภายในหม้อจะแทรกซึมเข้าไปในก้อนพลังงานจนทำให้พวกมันทรมานจนแทบคลั่ง ซึ่งคนชุดดำรอบข้างทั้งหมดก็ไม่ได้มีใครแสดงความรู้สึกสงสารออกมาเลยแม้สักนิด


            กระบวนการนี้ทำต่อเนื่องต่อไปซ้ำๆ ชายหน้ากากขาวใช้ฝ่ามือแทงทะลุก้อนพลังงานทีละอันๆ ดึงดูดเส้นสายบางอย่างเข้าไปใต้หน้ากาก เมื่อหมดสิ้นกระบวนการก็โยนพวกมันทิ้งลงไปในหม้อ ให้ของเหลวร้อนๆ คอยเผามันจนอ่อนแอลง


            “พวกเลี้ยงเสียข้าวสุก ภารกิจง่ายๆ แค่นี้ก็ล้มเหลว คิดว่าข้าคนนี้จะใจดีกับพวกไร้ประโยชน์งั้นหรือ?” ชายหน้ากากขาวกลับมาใช้ไม้พายคนของเหลวในหม้อ บางครั้งก็กระแทกแรงๆ ลงไปเพื่อระบายความโกรธที่อยู่ในอก


            หลังจากกระแทกไม้พายจนพอใจ ตัวมันก็ตะโกนถามคนที่อยู่ในห้อง เกี่ยวกับตัวตนปริศนาที่มันพบในภาพความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นชายหนุ่มในชุดแดงลายเมฆ และร่างเงาขมุกขมัวที่มันก็ไม่แน่ใจเช่นกันว่าเป็นตัวตนเช่นไร จะบอกว่าเป็นมนุษย์ก็ไม่ใช่จะเป็นวิญญาณก็ไม่เชิง แม้แต่ผู้ที่เชี่ยวชาญในศาสตร์วิญญาณอย่างมันยังไม่เข้าใจ


            “พวกมันเป็นใคร!”


            ทั้งห้องเงียบไปครู่ใหญ่ กลุ่มคนชุดดำหันหน้ามองกันไปมา แต่ไม่ได้มีใครตอบอะไรออกมา ดูเหมือนพวกมันจะไม่รู้เช่นเดียวกัน


            ทันใดนั้นที่เงามืดด้านบน มีชายคนหนึ่งค่อยๆ เดินออกมา เป็นชายวัยกลางคนที่มีกรามชัดเจน มีหนวดเคราสีขาวขึ้นเป็นตอสั้นๆ สร้างลักษณะภูมิฐานให้อีกฝ่ายไม่น้อย


            “ข้าพอจะรู้นะถ้าเป็นเรื่องนี้ มีรายงานหลายฉบับในพื้นที่การดูแลของข้าที่ระบุตัวตนของพวกมันได้” ชายวัยกลางคนในชุดดำ ไม่ได้ปิดหน้าปิดตาค่อยๆ ก้าวเดินลงขั้นบันไดมาทีละก้าวๆ


            “อ๊ะ ท่านไมก้า ยินดีที่ได้พบ” ชายหน้ากากขาวยกมือประสานด้านหน้าครู่หนึ่งก่อนจะเอามือลง ถือเป็นการทักทายที่ค่อนข้างเป็นกันเอง ไม่ได้แสดงอาการนอบน้อมจนเกินควร แสดงให้เห็นว่าคนทั้งคู่มีสถานะที่ใกล้เคียงกันในที่แห่งนี้


            กลุ่มคนชุดดำภายในห้องต่างก็โค้งคารวะให้กับอีกฝ่ายยามที่เขาปรากฏตัว


            “ยินดีที่ได้พบเจ้าเช่นกัน ข้าบังเอิญผ่านทางแล้วได้ยินเรื่องของเจ้าพอดีจึงแวะมาดูเสียหน่อย สถานการณ์ดูจะหนักไม่น้อยเลยนี่” ชายวัยกลางคนยิ้มน้อยๆ ส่งไปให้อีกฝ่าย


            อีกฝ่ายพ่นลมหายใจออกมาก่อนจะพูดว่า “มีแต่พวกไร้ความสามารถ! นี่คงไม่พ้นถูกท่านผู้นำตำหนิอีกเป็นแน่”


            “แล้วที่ท่านพูดก่อนหน้านี้? ดูเหมือนจะมีคำตอบให้ข้าสินะ ว่าใครกันที่มันกล้ายื่นมือเข้ามาขัดขวางภารกิจของข้า” ชายหน้ากากขาวย้อนกลับไปถามถึงคำพูดแรกที่อีกฝ่ายเกริ่นก่อนจะเดินเข้ามา


            “ข้าคิดว่าชายหนุ่มชุดแดงลายเมฆที่เจ้าเห็นน่าจะเป็นอัจฉริยะจากตระกูลพีไรซ์ ส่วนร่างเงาขมุกขมัวนั่น...ข้าไม่แน่ใจจริงๆ แต่คาดว่าคงจะเกี่ยวข้องกับตระกูลพีไรซ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งหากเจ้าบอกว่ามันช่วยเหลือกัน ก็ไม่แปลกใจ ตระกูลนี้มีวิธีการลึกลับเต็มไปหมด การหายตัวไปของสมาชิกชั้นล่างละแวกเมืองที่ติดกับป่าอสูรก็น่าจะเป็นฝีมือของพวกมัน เพียงแต่ไม่มีหลักฐานใดชี้ชัดลงไปได้เลย”


            “จริงๆ แล้วพวกมันเป็นเพียงกองกำลังภายในเมืองขนาดเล็ก แต่กลับลึกลับและทรงพลังอย่างน่าประหลาด ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ในสถานการณ์บุกรุกของฝูงสัตว์อสูร เมืองทั้งเมืองถูกเหยียบย่ำทำลาย แต่พวกมันกลับยังรอดชีวิตไปได้โดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ... ยิ่งคิดข้าก็ยิ่งรู้สึกว่า พวกมันนี่แหละที่เป็นผู้ทำลายแผนการของข้า” ดวงตาของชายวัยกลางคนแข็งเกร็ง ลมหายใจถี่เร็วยามที่พูดถึงตระกูลพีไรซ์


            เมืองปากัสเป็นเมืองที่อยู่ใกล้ป่าอสูรมากที่สุด ตัวมันวางกำลังคนไว้อย่างดีเพื่อหวังดำเนินแผนการต่างๆ ให้เป็นไปอย่างราบรื่น แต่หลายครั้งหลายครากลับถูกฝ่ายนิรนามเข้ามาทำลายแผนจนหลายๆ อย่างต้องล่าช้าออกไป น่าแปลกที่ไม่มีหลักฐานหลงเหลืออยู่เลย แม้แต่ดวงวิญญาณที่ถูกประทับตราไว้ก็ไม่กลับมาที่ฐานบัญชาการ


            ในเมื่อไม่มีหลักฐานอะไร จึงต้องสืบจากความผิดปกติอื่นๆ ซึ่งก็ตัดกองกำลังที่น่าสงสัยไปได้มาก จะเหลือก็เพียงแต่สมาคมการค้า สมาคมนักล่า และตระกูลพีไรซ์เท่านั้นที่พอจะมีความสามารถมากพอ


            แต่ไมก้า ชายวัยกลางคนหนวดเคราขาวคุ้นเคยดีถึงวิธีการลงมือของทั้งสองสมาคม ความสงสัยจึงมาตกอยู่ที่ตระกูลพีไรซ์ที่เติบโตรวดเร็วจนผิดสังเกต ไม่ช่วงเวลาไม่กี่เดือนกลับเพิ่มอำนาจขึ้นมากทั้งด้านธุรกิจและกำลังพล


            ไมก้าจับตาดูตระกูลพีไรซ์มาโดยตลอดจนถึงวันที่เหล่าสัตว์อสูรลงมือตามแผนที่วางร่วมกันกับกลุ่มก่อกบฏ เมืองปากัสทั้งเมืองล่มสลาย แต่จากข้อมูลที่เขาได้มาภายหลัง ไม่พบสมาชิกตระกูลพีไรซ์คนใดเสียชีวิต ทั้งยังมีสายข่าวอีกว่าพวกมันเดินทางออกนอกเขต C ไปเรียบร้อยแล้ว


            นี่เป็นการยืนยันได้อย่างดีว่าที่ผ่านมา คนที่ความสามารถมากพอจะขัดขวางแผนการของมันได้โดยไร้ร่องรอย คงจะมีก็แต่ตระกูลพีไรซ์เท่านั้น และบัดนี้ยังปรากฏบุคคลที่น่าจะเป็นอัจฉริยะของตระกูลพีไรซ์โผล่ไปขัดขวางภารกิจสังหารสายเลือดราชวงศ์อีก


            “ตระกูลพีไรซ์? มิยักจะเคยได้ยินชื่อ... เป็นกองกำลังสายลับของพวกราชวงศ์อย่างนั้นหรือ?” ชายหน้ากากกดคางลงเล็กน้อย ครุ่นคิดบางสิ่งในหัว


            “เรื่องนี้พูดยาก จากการตรวจสอบย้อนหลังของข้า พวกมันไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับพวกราชวงศ์เลย แม้แต่กับขุมอำนาจใหญ่ก็ไม่มี มีเพียงช่วงล่าสุดเท่านั้นที่พวกมันมีปัญหากับตระกูลหวงหลง...และไม่น่าเชื่อ เมื่อสิบวันก่อน ตระกูลหวงหลงจากเมืองขนาดใหญ่ C-04 ก็ล่มสลายไปเรียบร้อยด้วยฝีมือของกลุ่มคนนิรนาม ...ทุกอย่างเชื่อมโยงมาที่ตระกูลพีไรซ์อีกแล้ว” ชายวัยกลางคนหรี่ตา


            “แม้พวกมันจะไม่มีประวัติการคบค้าสมาคมกับพวกราชวงศ์ แต่เราก็ไม่สามารถตัดความเป็นไปได้นั้นออกไป....น่าเสียดายที่พวกมันหลบหนีออกนอกเขตไปแล้ว และเกินขอบเขตที่ข้ารับผิดชอบ ไม่สามารถสืบทราบอะไรจากพวกมันอีก แต่แน่นอนว่าพวกมันเองก็คงลงมือช่วยเหลือราชวงศ์ไม่สะดวกแล้วเช่นกัน” ชายวัยกลางคนขมวดคิ้ว แม้ปากมันจะพูดเช่นนั้น แต่ก็ยังมีความไม่สบายใจแฝงอยู่ลึกๆ


            “จิ๊” ชายหน้ากากขาวส่งเสียงไม่พอใจออกมาเบาๆ ก่อนจะพูดต่อไปว่า “ไม่เป็นไร แม้มันจะหนีออกไปนอกเขต ข้าก็ยังพอส่งคนออกไปจัดการได้อยู่ การที่มันอาจเกี่ยวข้องกับราชวงศ์......บางทีหากตามพวกมันไป ภารกิจของข้าอาจจะไม่ล้มเหลวก็ได้” 


            ชายหน้ากากขาวหันไปจ้องที่ชายวัยกลางคน “โปรดบอกข้าเถิดว่าสถานที่ที่พวกตระกูลพีไรซ์มันมุ่งหน้าไปคือที่ใด?”


            “คาดว่าน่าจะเป็นเมืองขนาดกลาง B-24 เพราะตระกูลของมันวางรากฐานธุรกิจไว้ที่นั่น...ฉะนั้นสถานที่กบดานก็คงไม่พ้นเมืองนี้” ชายวัยกลางคนตอบด้วยน้ำเสียงนิ่ง แต่มุมปากแอบเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย


            จริงๆ แล้วมันต้องการจะจัดการกับตระกูลพีไรซ์ด้วยตนเอง แต่น่าเสียดายที่เกินขอบเขตหน้าที่ ทั้งตัวมันยังมีภารกิจมากมายในมือให้สะสาง หากยังมัวไปยุ่งวุ่นวายกับตระกูลพีไรซ์ จะทำให้หน้าที่อื่นๆ ล้มเหลวได้ และนั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นเลย 


            เป็นเหตุผลว่าทำไมมันจะต้องนำข้อมูลของตนเองมามอบให้สมาชิกร่วมสมาคมเช่นนี้ ก็เพราะหวังให้อีกฝ่ายช่วยลงมือแทนตนนั่นเอง


            “ได้ ข้าจะลองส่งคนไปดู แล้วก็ฝากแจ้งส่วนกลางให้เลื่อนระดับความอันตรายของตระกูลพีไรซ์ขึ้นด้วย ถ้าเป็นเช่นที่เจ้าบอก พวกเราก็ควรเฝ้าระวังพวกมันให้มากกว่านี้” ชายหน้ากากขาวพูดกับอีกฝ่าย ซึ่งชายวัยกลางคนก็พยักหน้ารับด้วยความเต็มใจ


            “เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” ไมก้าประสานมือ ก้มหน้าให้ชายที่ยืนอยู่หลังหม้อขนาดใหญ่


            “เชิญ ขออนุญาตไม่ส่งด้วยตัวเอง ข้ายังมีธุระต้องสะสางกับพวกวิญญาณไร้ประโยชน์เหล่านี้” ชายหน้ากากขาวพูดกับชายวัยกลางคนแล้วจึงหันไปยังคนชุดดำที่อยู่ใกล้ที่สุด “เจ้า ไปส่งท่านไมก้าแทนข้า”


            “ขอรับท่านอาซาร็อก” ชายชุดดำประสานมือรับคำ ก่อนจะเดินนำชายวัยกลางคนออกจากห้องโถงแปลกๆ แห่งนี้ไป พร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ยังคงดังออกจากหม้อ ไล่หลังชายวัยกลางคนอยู่ตลอดเวลา