ทันใดนั้นเอง แสงสีทองบริสุทธิ์ที่เจิดจ้ายิ่งกว่าแสงตะวันใดๆก็ได้แผ่ขยายออกจากยอดบัลลังก์
ลำแสงนั้นทอดยาวราวกับเส้นทางแห่งโชคชะตา ม้วนกลืนทุกสิ่งรอบกายของโอดินอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดขาด
พื้นมิติเริ่มไหวะเื เส้นเวลาถูกบิดผัน กาละและอากาศหมุนวนเข้าหากันอย่างไม่มีจุดเริ่มหรือสิ้นสุด
ร่างของโอดินที่กำลังน้อมรับคำบัญชาได้หลับตาลงช้าๆ พร้อมกับยกมือทาบที่กลางหน้าอก พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบาในใจ
“ในครั้งนี้ข้าจะเลือกเส้นทางด้วยตนเอง!”
แล้วในวินาทีนั้น ทุกสิ่งก็พลันมืดดับลง
“กริ๊งงงงงงงงง!”
ก่อนที่เสียงนาฬิกาปลุกที่เก่าเก็บดังขึ้นเบาๆ และพลันปลุกจิตที่หลับใหลให้ตื่นขึ้น
ดวงตาสีเงินที่ปิดสนิทได้เปิดขึ้นอย่างเงียบงัน ทั่วร่างรู้สึกอ่อนแรงใน่เสี้ยววินาทีแรก ก่อนที่สมองจะเริ่มประมวลผลอย่างช้าๆ แสงแดดอ่อนๆยามเช้าที่ส่องลอดผ่านผ้าม่านสีซีดในห้องพักเล็กๆแห่งหนึ่ง
มันบอกให้รู้ว่า ณ ขณะนี้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวคือความจริงไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป
“................”
ตัวของเขากำลังนอนอยู่บนเตียงเดิม เตียงไม้เก่าที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเพียงขยับนิดเดียว
พื้นไม้ที่เย็นเยียบ โต๊ะทำงานเล็กๆที่อยู่ถัดไปเพียงไม่กี่ก้าว บนโต๊ะมีหนังสือนับสิบเล่มวางเรียงราย
ทั้งเกี่ยวกับเวทมนตร์ การควบคุมพลัง การสร้างอาณาจักรต้นกำเนิดเบื้องต้น และตำราประวัติศาสตร์ยุคศักดิ์สิทธิ์ ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวมีไม่มากนัก ไม่มีความหรูหรา ไม่มีสิ่งใดแสดงถึงความมั่งคั่ง มีเพียงเพดานเก่าที่พ่นสีลอกล่อนซึ่งเขามองเห็นทุกเช้าก่อนจะเริ่มต้นวันใหม่
โอดินลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างช้าๆ มองรอบตัวด้วยสายตาที่ต่างไปจากเดิม
หัวใจที่เต้นอยู่ในอกไม่ใช่หัวใจของเด็กหนุ่มอายุ 17 ปีที่กำลังจะกลายเป็ผู้วิวัฒน์ แต่มันคือหัวใจของชายผู้ที่ผ่านการตาย ความทรยศ และการเลือกทางเดินใหม่จากผู้สืบทอดแห่งพระเ้าโบราณ หนึ่งในเจ็ดผู้สร้างโลกแห่งทรินิตี้เซเว่น
เขาหลับตา สูดลมหายใจลึก รู้สึกถึงพลังบางอย่างที่แฝงอยู่ภายในอาณาจักรต้นกำเนิดใหม่ที่ยังไม่ถูกปลุกตื่น มันเป็พลังที่ไม่ใช่ของเผ่าัเซียนมรกต ไม่ใช่สายเืเอลฟ์เดิมที่เขาเคยมี แต่มันคือสิ่งใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นจากจิติญญาที่ได้รับการคัดเลือกโดยตรง
“นี่ข้า.. กลับมาแล้วใช่ไหม…?”
ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเตียงนอนของตน พร้อมกับใช้มือทั้งสองดันร่างกายให้ลอยขึ้น เขาเงยหน้ามองเพดานไม้เก่าๆที่คุ้นเคย เส้นลายของไม้ที่ยังคงเด่นชัด บางจุดมีรอยแยกเล็กน้อยจากความเก่าแก่
ทว่าในแววตาของเขาตอนนี้ สิ่งเ่าั้กลับดูใหม่หมดจดประหนึ่งไม่เคยได้พบเจอมาก่อน
ทุกสิ่งที่รายล้อมกายเขาช่างธรรมดา ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความอบอุ่นล้ำลึกเกินกว่าคำบรรยาย ชายหนุ่มขยับร่างกายเพื่อลงจากเตียง ท่วงท่าของเขานั้นนิ่งแต่มั่นคง ดวงตาที่เคยเปล่งประกายความแค้นและความมืดมิด บัดนี้กลับอ่อนโยนลงไปเล็กน้อย
ก่อนที่เขาจะก้าวเดินไปยังหน้าต่างบานเล็กๆที่ตั้งอยู่มุมห้อง เอื้อมมือเปิดผ้าม่านผืนบางที่แขวนไว้ ม่านแสงอ่อนจางของยามเช้าได้สาดเข้ามาปะทะใบหน้าของเขา ความรู้สึกจากแสงอาทิตย์ที่ไล้ผ่านผิวหน้า ความเย็นของสายลมที่ลอดผ่านช่องไม้
ความเงียบสงบในยามเช้าที่ไม่เคยััมานานนับพันปี
ทุกสิ่งทุกอย่างกระตุ้นให้หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยอารมณ์อันสับสนวุ่นวาย แฝงไว้ด้วยความเต็มตื้นที่ไม่อาจสลัดทิ้ง
"นี่มัน.. มันนานมากแล้วสินะที่ข้าไม่ได้รับรู้ถึงอะไรเช่นนี้”
ชายหนุ่มพึมพำกับตนเองขณะยืนแนบนิ้วกับกระจกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย
ความคิดเก่าๆผุดขึ้นมาในหัว เสียงดูิ่จากเพื่อนมนุษย์ ความรังเกียจที่ได้รับจากทั้งเผ่ามนุษย์และเผ่าเอลฟ์ ดวงตาที่มองเขาราวกับเป็ของเสียที่หลงหลุดออกมาจากการทดลอง เขาไม่เคยได้รับการยอมรับ ไม่เคยมีใครเห็นคุณค่าของการมีอยู่
ทั้งหมดนั้นเพียงเพราะเขาเกิดมาในฐานะฮาฟเอลฟ์ สิ่งมีชีวิตครึ่งหนึ่งจากเผ่าพันธุ์มนุษย์ อีกครึ่งหนึ่งจากเผ่าพันธุ์ที่พวกเขาไม่ชอบใจ
“ข้าไม่ได้ร่ำรวย หรือมีเงินทองมากมาย ข้าไม่ใช่ผู้มีอำนาจ ไม่ใช่ขุนนาง ไม่ใช่นักเวทชื่อดัง”
“เป็เพียงแค่ฮาฟเอลฟ์ตนหนึ่งที่แทบจะถูกรังเกียจจากมนุษย์..”
ความคิดเ่าั้ดังก้องในใจ ซึ่งมันก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไรหรอก
เพราะในสายตาของมนุษย์ การมีสายเืที่เจือปนจากเผ่าพันธุ์อื่นถือเป็ตราบาป
เป็สิ่งที่ควรถูกกำจัดหรือละเลย เสมือนเชื้อโรคที่ไม่สมควรถือกำเนิดขึ้นมาในโลกที่พวกเขานิยามว่าบริสุทธิ์
โอดินครุ่นคิดถึงอดีตครั้งเก่า ทบทวนความทรงจำที่เคยลืมเลือนไปในห้วงแห่งการวิวัฒน์และการต่อสู้
ความหวังเล็กๆในวัยเยาว์ เสียงหัวเราะอันหายาก และมืออบอุ่นที่เคยลูบหัวเขายามเ็ป
กระทั่งในตอนนั้น เสียงเคาะประตูเบาๆก็ดังขึ้นจากด้านนอก
เรียบง่าย อ่อนโยน ทว่าทรงพลังราวกับกระแทกลงกลางหัวใจที่ชุ่มโชกด้วยฝุ่นทรายของกาลเวลา
"ลูกรัก.. ตื่นหรือยังจ๊ะ? ออกมาทานข้าวเถอะ”
“วันนี้แม่ทำของโปรดเอาไว้ให้กับลูกด้วยนะ จะได้มีแรงในการปลุกพลังและเป็ผู้วิวัฒน์ที่แข็งแกร่ง!”
“ไม่สิ ไปอาบน้ำล้างหน้าล้างตาก่อนเลยนะ”
น้ำเสียงนั่นอาจเป็เพียงแค่เสียงของหญิงวัยกลางคนธรรมดาๆที่เอ่ยปลุกลูกของตนเองในยามเช้า
ทว่ามันไม่ใช่เช่นนั้นสำหรับโอดิน เพราะในวินาทีนั้น หัวใจของเขากระตุกวูบด้วยความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่อาจต้านทานได้
ความอบอุ่นที่หายไปเนิ่นนาน ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ความห่วงใยที่บริสุทธิ์
“ทะ.. ท่านแม่..”
ฝ่ามือทั้งสองของเขากำหมัดแน่นจนสั่น ริมฝีปากสั่นระริกอย่างห้ามไม่อยู่
หยดน้ำตาไหลรินลงโดยไม่รู้ตัว ราวกับสิ่งที่ขาดหายไปตลอดหมื่นปี ได้ย้อนกลับมาในเวลาเพียงเสี้ยววินาที
“ท่านแม่..”
“ยังมีชีวิตอยู่…”
ไม่รอช้า เขารีบก้าวเท้าไปยังบานประตูบานเล็กที่กั้นระหว่างห้องนอนและโถงทางเดินเล็กๆของบ้านพัก
เสียงเท้าที่ก้าวเหยียบไม้ทำให้พื้นส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตลอดทาง ร่างของเขาพุ่งไปเปิดประตูออกโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
และเมื่อบานประตูไม้บานเก่าเปิดออกเต็มบาน เขาก็ได้พบกับภาพที่เขาเคยเห็นเพียงในห้วงความทรงจำเท่านั้น
หญิงสาววัยกลางคนที่ดูมีใบหน้าอ่อนเยาว์เกินวัย ผิวขาวเนียนและมีแววตาอ่อนโยนราวกับสายน้ำ
ร่างกายสมส่วนอย่างกุลสตรี ผมสีน้ำตาลเข้มถูกมัดเป็หางม้าหลวมๆด้านหลัง สวมใส่เสื้อยืดธรรมดาสีขาวและกางเกงยีนส์สีซีดคลุมด้วยผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลอ่อนซึ่งมีรอยแป้งติดอยู่เล็กน้อย นางยืนถือทัพพีอยู่ในมือข้างหนึ่ง พร้อมกับยิ้มอ่อนให้เขาอย่างไม่ทันตั้งตัว
กระทั่งรอยยิ้มของนางก็ค่อยเปลี่ยนไปเมื่อได้เห็นใบหน้าของโอดินที่เต็มไปด้วยหยดน้ำตาและสายตาที่สั่นไหวอย่างประหลาด
“เกิดอะไรขึ้นเหรอลูก?!”
“เป็อะไรไปหรือเปล่า?!”
โอดินที่ยืนนิ่งพยายามควบคุมสติอารมณ์ของตนเอง ก่อนจะสูดลมหายใจลึกๆ แล้วใช้ฝ่ามือปาดน้ำตาออกอย่างช้าๆ
เขาเผยรอยยิ้มเล็กๆที่แฝงด้วยความบริสุทธิ์ซึ่งไม่เคยปรากฏมานานแสนนาน
“ไม่มีอะไรหรอกครับ..”
เขาตอบเสียงสั่น
“เพียงแค่.. ผมฝันร้ายก็เท่านั้นเอง!”
และในวินาทีนั้น หัวใจที่เคยแหลกสลายของชายหนุ่มก็ได้ผสานกลับคืนด้วยความรักที่แท้จริงอีกครั้ง