สวี่ตงตอบอย่างจริงจัง “เป็นของโบราณจริง!”
โหมวซือฉิงตกใจแล้วรีบพูดทันที“ไม่สิ...ตอนแรกฉันแค่หาข้ออ้างให้นายช่วยเหลือแม่นมเจิ้ง ยังไงนายก็เพิ่งได้ลาภลอยมาสิบล้านแบ่งออกมาสองแสนก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าถ้วยเกลือของแม่นมเจิ้งเป็นของโบราณจริง แม่นมเจิ้งจะไม่ขาดทุนเหรอ”
สวี่ตงทั้งขำทั้งเริ่มฉุน“ใครบอกว่าแม่นมเจิ้งจะขาดทุนครับ ตอนแรกผมแค่อยากช่วยหาเงินเลี้ยงดูตัวเองหลังเกษียณให้เฉยๆถึงได้บอกว่าจะซื้อถ้วยเกลือราคาหนึ่งแสน ใครจะไปคิดว่าคุณจะเพิ่มเป็นสองแสนผมก็ได้แต่กัดฟันยอมรับไปก่อน ถ้วยเกลือใบนี้มีมูลค่าเท่าไรกันแน่ก็ยังไม่รู้ตอนนี้เราถึงควรไปหาผู้เฒ่าหลงกันไม่ใช่หรือไงครับ”
โหมวซือฉิงสะดุ้งทำหน้าเลิ่กลั่กก่อนจะชูกุญแจรถ “ไปบ้านผู้เฒ่าหลง ไป ขึ้นรถ!”
รถน่ะต้องขึ้นอยู่แล้วคงไม่เดินไปหรอก สวี่ตงยิ้มแหยถือถ้วยเกลือเดินตามโหมวซือฉิงไปกำลังคิดว่าต่อไปอย่าให้โหมวซือฉิงรู้เรื่องที่ตนหาเงินได้เป็นดีที่สุด มิเช่นนั้นเธอคงช่วยตน 'ถลุง' เงินจนขาดทุนจริงๆ แน่!
โหมวซือฉิงออกรถขับรถไปอมยิ้มไป ความคิดในหัวสวี่ตงเธอไม่รับรู้ แถมยังเกิดความคิด 'เจ้าเล่ห์' บางอย่างขึ้นมาด้วย
ผ่านไปสักพักสวี่ตงเห็นทิวทัศน์นอกหน้าต่างก็รีบร้องถามอย่างแปลกใจ“คุณ...นี่จะไปไหน ไม่ได้ไปบ้านผู้เฒ่าหลงเหรอครับ”
เห็นได้ชัดว่าเส้นทางที่กำลังไปไม่ใช่ที่อยู่ของหลงชิวเซิงสวี่ตงเป็นคนถงเฉิง กวาดตามองส่งๆ ก็ยังรู้ว่าเป็นที่ไหนตอนนี้รถของโหมวซือฉิงกำลังเคลื่อนไปทิศตรงข้ามกับที่อยู่ของหลงชิวเซิงอย่างสิ้นเชิง!
“ก็ต้องไปหาผู้เฒ่าหลงสิ!”โหมซือฉิงตอบพลางขับรถ “ใครบอกนายว่าจะหาผู้เฒ่าหลงได้ต้องไปบ้านเขาเท่านั้น”
สวี่ตงชะงักแอบเห็นด้วยในใจ หากผู้เฒ่าหลงไม่อยู่บ้าน ไปบ้านเขาก็ไม่ได้เจออยู่ดีในเมื่อโหมวซือฉิงพูดแบบนี้แสดงว่าเธอรู้ว่าตอนนี้ผู้เฒ่าหลงอยู่ที่ไหน
ผ่านไปอีกพักหนึ่งสวี่ตงที่มองวิวนอกหน้าต่างก็ถามอย่างประหลาดใจ“นี่คุณกำลังไป...ไปสำนักงาน ไปที่ทำงานของคุณเหรอครับ”
โหมวซือฉิงพยักหน้าตอบ“ตาดีมาก แค่นี้ก็ดูออกแล้ว เอาละ ฉันจะอธิบายให้ฟังก่อนจะได้ไม่สงสัยอีก ตอนนี้ผู้เฒ่าหลงกำลังช่วยประเมินวัตถุโบราณที่ตรวจยึดมาที่สำนักงาน!”
สวี่ตงพยักหน้าและไม่พูดอะไรอีกแค่ไปเจอผู้เฒ่าหลงก็พอ ตอนนี้เขาคิดถึงแต่ถ้วยเกลือใบนี้ ไม่รู้ว่ามันมีมูลค่าเท่าไรกันแน่แต่มันมีออร่าสมบัติคงมีราคาค่างวดอยู่บ้าง หากขาดทุนก็คงขาดทุนไม่เยอะ
โหมวซือฉิงเก็บสีหน้ามีความสุขไว้ไม่อยู่เหตุผลหลักก็เพราะได้ให้เงินแม่นมเจิ้งสองแสนหยวนให้คนจิตใจดีอย่างแม่นมเจิ้งมีหลักพึ่งพิงก็นับว่าเป็นเรื่องดี แล้วก็ได้ 'เอาเปรียบ' สวี่ตงเข้าจริงๆ
ตอนแรกที่บอกว่าจะ'เอาเปรียบ'นั้นแค่ล้อเล่นเท่านั้น แค่อยากพาเขาไปกินเกี๊ยวอร่อยๆราคาสิบกว่าหยวน แต่ไม่คิดว่าจะจบลงด้วยการทำให้เขาเสียเงินก้อนใหญ่จริงๆ !
เธอรู้สึกผิดกับสวี่ตงอยู่บ้างแต่ถึงอย่างไร เขาก็หาเงินก้อนใหญ่ถึงสิบล้านได้โดยไม่ต้องออกแรงสองแสนเทียบกับสิบล้านก็แค่จำนวนน้อยนิดจนไม่น่าพูดถึงเหมือนดึงผมหนึ่งเส้นไม่กระเทือนกล้ามเนื้อ ไม่เจ็บถึงกระดูกหรอกน่า!
เมื่อถึงสำนักงานโหมวซือฉิงก็ถามเพื่อนร่วมงานซึ่งทำหน้าที่ต้อนรับ ได้ความว่าผู้เฒ่าหลงไปยัง 'ห้องเก็บหลักฐาน' จึงรีบพาสวี่ตงไปที่นั่นทันที
ห้องเก็บหลักฐานอยู่ที่ชั้นบนสุดของอาคารสำนักงานตำรวจ'ชั้นที่เก้า'
เมื่อจะเข้าห้องเก็บหลักฐานยังต้องลงชื่อที่หน้าประตูก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำห้องเก็บหลักฐานเห็นโหมวซือฉิงก็ยิ้มให้ “เฮียฉิงไม่ได้เจอกันนานเลย คิดถึงคุณมาก วันนี้ลมอะไรพัดมาล่ะเนี่ย”
โหมวซือฉิงถลึงตา“พูดจาแปลกๆ ให้มันน้อยๆ หน่อย ผู้เฒ่าหลงล่ะ อยู่ข้างในหรือเปล่า”
เจ้าหน้าที่คนนั้นหัวเราะเบาๆ“อยู่สิ กำลังดูหม้อดูไหอยู่ที่ห้องที่เจ็ด”
เจ้าหน้าที่คนนั้น'หยอกล้อ' กับโหมวซือฉิง แต่พูดส่วนพูด หยอกส่วนหยอกเขายังต้องตอบคำถามโหมวซือฉิงอย่างจริงจัง ไม่กล้าพูดไร้สาระกับเธอ
เขาตรวจสอบของในมือสวี่ตงอย่างละเอียดจากนั้นก็จดบันทึกไว้ แล้วยัง 'สแกน' ตัวสวี่ตงกับโหมวซือฉิงด้วยอุปกรณ์ที่เหมือนแท่งไฟฟ้าอีกรอบถึงจะปล่อยให้ทั้งสองเข้าไป
โหมวซือฉิงแค่นเสียงรอให้เจ้าหน้าที่คนนั้นกดรหัสบนประตูเหล็กแล้วจึงก้าวเข้าไปสวี่ตงก้าวตามเข้าไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ
เจ้าหน้าที่คนนั้นจ้องสวี่ตงอย่างสงสัยใคร่รู้สุดๆเขาดูหนังสือที่ลงนามโดยโหมวซือฉิงอีกครั้ง เธอเซ็นชื่อให้เจ้าหนุ่มนี้ว่า 'สวี่ตง' ซึ่งไม่คุ้นเลยสักนิดไม่เห็นเคยได้ยินมาก่อน ดูท่าจะเป็นเจ้าหน้าที่คนใหม่ของสำนักงาน
ชั้นเก้าทั้งชั้นเป็นห้องเก็บหลักฐานมีทางเดินตรงกลาง ทั้งสองฝั่งแบ่งพื้นที่เป็นเหมือนห้องทำงานเล็กๆ ป้ายบนประตูเขียนว่า'ห้องเก็บของหนึ่ง''ห้องเก็บของสอง' เรียงไปเรื่อยๆกระทั่งถึงห้องแถวที่สี่ก็หยุดเดิน เป็นห้องหมายเลข 'เจ็ด'นั่นเอง
ห้องเก็บหลักฐานทั้งหมดล้วนมีการตรวจเข้มโดยทั่วไปหากมีเจ้าหน้าที่เข้าไปเก็บหรือตรวจสอบหลักฐานทางฝ่ายกำกับดูแลทรัพย์สินจะส่งเจ้าหน้าที่ไปด้วยคนหนึ่งเพื่อคอยเฝ้าระวังไม่ให้เกิดความเสียหายต่อหลักฐาน
แต่ที่โหมวซือฉิงกับสวี่ตงเข้ามาโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ตามมาด้วยเป็นเพราะห้องเก็บหลักฐานที่ทั้งสองจะไปมีผู้เฒ่าหลงอยู่ที่นั่นมีเจ้าหน้าที่ตามไปเฝ้าแล้วในเมื่อไปห้องเดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องจัดเจ้าหน้าที่เข้าไปอีก นอกจากนี้ ตามมุมต่างๆและในห้องเก็บหลักฐานล้วนมีกล้องวงจรปิด ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของผู้ที่เข้ามาอย่างไร้จุดบอด
คนที่เปิดประตูคือเจ้าหน้าที่ของฝ่ายกำกับดูแลทรัพย์สินซึ่งได้รับแจ้งจากเพื่อนร่วมงานแล้วดังนั้นพอเปิดประตูเห็นโหมวซือฉิงจึงไม่มีอาการประหลาดใจ และหลีกทางให้อย่างอารมณ์ดีพร้อมผายมือ“เฮียฉิง เชิญเลยๆ ผู้เฒ่าหลงอยู่ข้างใน”
สวี่ตงฟังคนพวกนี้เรียกโหมวซือฉิงว่า'เฮียฉิง' ก็แอบคิดในใจว่า 'ชื่อเล่น' ที่คนพวกนี้ใช้เรียกโหมวซือฉิงช่างเหมาะกับเธอเสียจริงหญิงแกร่งอย่างโหมวซือฉิงสามารถเรียกว่า 'เฮีย' ได้อย่างแน่นอน
ทันทีที่เข้าไปสวี่ตงก็เห็นหลงชิวเซิงกำลังนั่งยองๆถือแว่นขยายส่องเครื่องลายคราม พอหันมาเห็นสวี่ตงก็พูดอย่างดีใจ “สวี่ตงมาได้ยังไงเนี่ย”
ทว่าพอหลงชิวเซิงเห็นโหมวซือฉิงก็รู้ทันที“ซือฉิง เธอพาสวี่ตงมาใช่ไหม ฮ่าๆ ดีเลย สวี่ตง เธอว่าเครื่องลายครามพวกนี้เป็นยังไง”
สวี่ตงวางถุงพลาสติกในมืออย่างระมัดระวังก่อนจะยิ้มให้ “ผู้เฒ่าหลงครับ ผมมีเรื่องนิดหน่อยเลยมาหาคุณเมื่อกี้ผมได้เครื่องลายครามมาชิ้นหนึ่ง อยากให้ผู้เฒ่าหลงช่วยดูหน่อยว่ามันมีมูลค่า...”
หลงชิวเซิงตกใจก่อนจะรีบลุกเดินมาหา“เธอได้เครื่องลายครามมางั้นเหรอ เป็นอะไรล่ะ ฮิๆ เธอยังต้องให้ฉันดูอีกเหรอ”
เจ้าหน้าที่คนนั้นไม่ละสายตาจากโหมวซือฉิงเลยตั้งแต่เธอเข้ามาพอได้ยินเสียงหลงชิวเซิงถึงได้สติกลับมาและเห็นว่าโหมวซือฉิงมีคนมาด้วยคนหนึ่ง
อีกทั้งน้ำเสียงที่หลงชิวเซิงใช้ยังทำให้เจ้าหน้าที่คนนั้นตกใจมากหากขนาดหลงชิวเซิงยังพูดว่าต้องให้เขาดูอีกเหรอหมายความว่าในเมืองถงเฉิงยังมีใครที่ทักษะการดูของยอดเยี่ยมกว่าหลงชิวเซิงอีกเหรอ
พอสายตาปะทะกับร่างสวี่ตงเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ยิ่งแปลกใจ คนคนนี้ยังเด็กมาก ผู้เฒ่าหลงคงกำลัง 'เหน็บ' เขามากกว่ามั้งมิเช่นนั้น เขาจะพูดแบบนั้นกับคนที่เด็กขนาดนี้ได้อย่างไร
หลงชิวเซิงไม่ใส่ใจว่าคนอื่นจะทำหน้าอย่างไรเขาแค่อยากรีบดูว่าสวี่ตงได้เครื่องลายครามอะไรมา
หีบห่อของสวี่ตงดูธรรมดาเกินไปเครื่องลายครามเป็นของอันตรายที่ต้องระวังมากที่สุด คนที่สะสมย่อมรู้ดีการสะสมและเก็บรักษาเครื่องลายครามต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งโดยเฉพาะหีบห่อหรือกล่องที่ใช้ระหว่างการขนส่งต้องรับประกันความปลอดภัยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
ทว่าสวี่ตงกลับใช้แค่ถุงพลาสติกใส่ผักธรรมดาสองถุงใส่มันไม่รู้ว่าประมาทหรือไม่สนใจกันแน่
ว่ากันตามเหตุผลแล้วสวี่ตงมีทักษะการดูของที่เหนือคำบรรยายจึงไม่น่าจะ'ประมาท' แบบนี้ และสภาพการเงินของสวี่ตงในตอนนี้ก็ไม่สู้ดีจึงยิ่งไม่ควร 'ประมาท' ไม่ใช่เหรอ
คะเนจากถุงพลาสติกด้านนอกหลงชิวเซิงยังคิดว่าอาจเป็นเครื่องลายครามระดับทั่วไปทว่าพอเปิดถึงเจอรูปทรงภายนอกของถ้วยเกลือก็ต้องตกใจยกใหญ่!
แสงไฟในห้องเก็บหลักฐานสว่างมากหลงชิวเซิงประคองถ้วยเกลือด้วยสองมือสะท้อนแสงไฟเพื่อตรวจดูรอบถ้วยและด้านล่างอย่างละเอียดเพ่งดูอยู่พักใหญ่ก่อนจะวางลงบนโต๊ะกลางห้องอย่างระมัดระวังจากนั้นก็หยิบแว่นขยายมาส่องดูพื้นผิวของตัวถ้วย
สวี่ตงไม่ค่อยสันทัดเรื่องเครื่องลายครามเขาย่อมไม่เปิดปากพูดซี้ซั้วมิเช่นนั้นคงเผยไต๋ให้คนอื่นรู้หมดถ้วยเกลือใบนี้ไม่ว่ามันจะอยู่มากี่ยุคกี่สมัยก็ต้องมีมูลค่าอยู่บ้างแค่จะสูงหรือต่ำเท่านั้น เขาจึงไม่กังวลผลการวิเคราะห์ของหลงชิวเซิง
เป็นโหมวซือฉิงที่ขยับเข้าไปถามหลงชิวเซิงแทน“ผู้เฒ่าหลง ถ้วยเกลือใบนี้มูลค่าเท่าไหร่คะ”
“เท่าไหร่น่ะหรือ”หลงชิวเซิงหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเงยหน้ามองสวี่ตง “สวี่ตง เธอซื้อของสิ่งนี้มาเท่าไหร่”
สวี่ตงยิ้มอย่างเลิ่กลั่กกลัวจะปล่อยไก่จนไม่กล้าตอบ โหมวซือฉิงหัวเราะเบาๆ แล้วถามอีกว่า “ผู้เฒ่าหลงแค่บอกมาว่ามูลค่าเท่าไหร่ก็พอ!”
หลงชิวเซิงยื่นมือเคาะหัวโหมวซือฉิงเบาๆก่อนจะเอ็ดอย่างอารมณ์ดี “ยัยหนูคนนี้ ต่อหน้าคนอื่นเรียกผู้เฒ่าหลงๆลับหลังเรียกคุณปู่ๆ แก่นแก้วนัก แล้วทำไมเธอถึงมากับสวี่ตงได้ล่ะ”
โหมวซือฉิงหน้าแดงคิดถึง 'บุญคุณความแค้น'ระหว่างตนกับสวี่ตงแล้วก็กระดากอายนัก เรื่องนี้บอกคนอื่นไม่ได้เด็ดขาดเธอจึงยิ้มแล้วตอบอย่างฉุนกึก “หนูให้เขามาช่วยประเมินหลักฐานในสำนักงานน่ะ”
หลงชิวเซิงพยักหน้า“งั้นพวกเธอก็เรียกถูกคนแล้ว สวี่ตงเป็นอัจฉริยะ!”
พูดถึงตรงนี้หลงชิวเซิงก็มองหน้าสวี่ตงอย่างทอดถอนใจ“สวี่ตง นี่คือเครื่องเคลือบหยดน้ำมันที่ทำขึ้นสมัยราชวงศ์ซ่งฉันว่าในเมื่อเธอเอากลับมาย่อมไม่รอดพ้นสายตาเธอหรอกที่เอามาให้ฉันดูคงไม่ใช่เพราะอยากให้ฉันประเมินให้หรอก เธออยากขายต่อใช่ไหม”
สวี่ตงหน้าแดงนิดๆแต่ถึงจะหน้าแดงเขาก็รีบพยักหน้าทันที “ครับ ผู้เฒ่าหลงผมอยากเปลี่ยนมือหาผู้รับซื้อ แต่คนที่ผมรู้จักและเข้าใจเครื่องลายครามก็มีแค่ผู้เฒ่าหลงคนเดียวผมเลยอยากให้คุณช่วยดูว่าถ้าจะเปลี่ยนมือจะได้ราคาเท่าไหร่ครับ”
ได้ยินหลงชิวเซิงพูดว่า'เครื่องเคลือบหยดน้ำมันสมัยราชวงศ์ซ่ง'สวี่ตงก็วางใจแล้ว ไม่ว่าจะได้ราคาเท่าไรอย่างน้อยก็ยืนยันได้ว่ามันเป็นของแท้!
หลงชิวเซิงครุ่นคิดก่อนจะตอบว่า“ถ้วยใบนี้มีชื่อว่า 'ถ้วยนกกระทา' ดูจากผิวสีดำสนิทกับหยดน้ำมันเคลือบจนใสเหมือนคริสตัลของมันต้องเป็นของชั้นดีแน่นอนเครื่องเคลือบที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงเทคนิคการเคลือบน้ำมันแบบโบราณได้โดยปกติเราไม่พูดถึงมูลค่าของมันแต่ถ้ายืนกรานจะตีค่ามันด้วยเงิน ฉันก็ให้ราคาได้ถึงสองล้านหยวน!”