เหลียงจือพยายามปรับไฟลงเท่าที่เตาหลอมจะทนไหววิธีการของเหลียงจือก็ต่างจากผู้อื่น คนอื่นจุดไฟแล้วก็โยนวัตถุเริ่มการกลั่นเลยแต่เขาใช้ไฟลนเตาให้เตามีอุณหภูมิสูงขึ้นก่อนเมื่อสูงพอดีแล้วก็เริ่มลดความร้อนของไฟลงมาอีก เหลียงจือทำอย่างระวังเพราะเขาไม่เคยทำการลดอุณหภูมิของไฟลงต่ำมากเท่านี้ในการหลอมมาก่อนกว่าจะเริ่มทำการกลั่นได้ เขาก็ช้ากว่าผู้อื่นไปกว่าครึ่งชั่วยามแล้ว
เหลียงจือหยิบหินวารีสีขาวขนาดเท่าข้อนิ้วชี้ทั้งสองก้อนลงไปตามด้วยผลลิ้นยาว แล้วกำใบจิตม่วงโยนลงไปหนึ่งกำเขาโยนลงไปทั้งหมดแต่แยกส่วนออกจากกัน
“เขาโยนลงไปทั้งหมดเลย”
“นั่นเขาคิดอะไรอยู่?เขาจะทำการหลอมเลยโดยไม่ต้องกลั่น? เขาจะทำให้วัตถุดิบเสียเปล่าหรืออย่างไรกัน!”ผู้คนเริ่มวิจารณ์อีกหน ตอนนี้ทุกความสนใจอยู่ที่เหลียงจือหมดแล้วมู่เหลียนฮวาได้ยินว่าเหลียงจือทำการโยนวัตถุดิบลงไปพร้อมกันทั้งหมดเลยก็หันมามองแล้วหันกลับมาสนใจเตาหลอมของตัวเองต่อทันทีอย่างไรคนไม่ได้ความก็ไม่ได้ความอยู่วันยังค่ำ
“โอ้ว...ไม่คิดว่าจะได้เห็นการกลั่นวัตถุดิบพร้อมกันสามอย่างในการสอบเช่นนี้เลย”อาจารย์หนุ่มอุทานขึ้น การกลั่นวัตถุดิบพร้อมๆกันมากกว่าหนึ่งอย่างต้องใช้ทักษะและความชำนาญเป็นอย่างมากทว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นกลับทำได้ไหลลื่นไม่ลังเลราวกับว่าเขาทำเป็นเรื่องปกติขนาดกำใบจิตม่วงส่งๆยังกะปริมาณได้ถูกต้อง หนึ่งจินพอดีไม่มีขาดไม่มีเกิน
เหลียงจือไม่สนใจคำวิจารณ์ยังคงเพิ่มสมาธิในการหลอมของตัวเองทันทีที่เขาโยนวัตถุดิบทั้งหมดลงไปเขาก็ยื่นมือมาควบคุมพลังเวททั้งสองมือแยกให้ความร้อนที่ต่างกันถึงสามระดับ ส่งไฟไปให้ความร้อนยังวัตถุดิบต่างชนิดกันได้อย่างเหมาะสม
เพราะว่าเตาหลอมของเขาไม่อาจทนไฟที่ร้อนมากๆได้เขาก็ได้แต่ต้องกลั่นวัตถุดิบด้วยอุณหภูมิที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้แต่ก็ต้องใช้เวลาที่นานขึ้น หากจะให้เขากลั่นทีละอย่างเช่นคนอื่นก็คงไม่ทันเวลาดังนั้นเขาจึงต้องทำการกลั่นพร้อมๆกันทีเดียว และวิธีที่เหลียงจือทำก็ถูกต้องแล้วในบรรดาผู้ปรุงโอสถเก่งๆและมีประสบการณ์ก็ยังมีน้อยที่จะทำเช่นเขาได้คนที่ทำได้ก็เป็นผู้ปรุงโอสถระดับสูงๆกว่านี้ทั้งนั้น
“ดูนั่น! เขากำลังหลอมโอสถแบบใดกันแน่ควันสีดำนั่นไม่ดูน่าขยะแขยงไปหน่อยหรือ?”ทางด้านของหลินหลิงจากแคว้นโจวเตาหลอมของเขามีควันสีดำลอยฟุ้งขึ้นมาดูน่าสะอิดสะเอียนเป็นที่สุดซูเจินคิดว่านางพอจะเดาได้แล้วว่าเขากำลังจะหลอมโอสถแบบใด
หลินหลิงข้ามขั้นตอนการกลั่นวัตถุไป เพราะเขาต้องการฤทธิ์แฝงของวัตถุดิบไม่ต้องการกลั่นให้มันบริสุทธิ์ไฟของหลินหลิงเป็นสีแดงส้มมันลุกโชนโหมกระหน่ำอย่างเต็มที่เตาหลอมของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงตามอุณหภูมิที่สูงขึ้นเรื่อยๆดวงตาของซูเจินสว่างวาบขึ้นวูบหนึ่ง
เตาหลอมใบนั้นนางไม่มีทางลืม มันคือเตาหลอมสีชาดของหลี่ฟางเทียน!
เตาหลอมจะเปลี่ยนสีเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนไปนั่นคือลักษณะเด่นของเตาหลอมสีชาด เหตุใดมันถึงมาอยู่ในมือของชายผู้นั้นได้...
ซูเจินลอบมองยังโจวอ๋องหรือเขาเป็นคนมอบมันให้แก่หลินหลิง? แล้วสกุลหลี่ที่เป็นบ้านหลักเล่า?ไม่มีทางที่พวกเขาจะยกสมบัติประจำตระกูลให้แก่คนที่แยกตระกูลออกมาแน่หรือเกิดอะไรขึ้นระหว่างที่นางตายไป?
โจวอ๋องรู้สึกมีคนมอง พระองค์หันมายังสตรีข้างกายซูเจินเลื่อนสายตาออกไปมองยังหลินหลิงอย่างแนบเนียนไม่มีพิรุธว่านางเหลือบมองโจวอ๋องเมื่อครู่
โจวอ๋องมองหน้านางแล้วก็ยิ้มก่อนจะหันไปมองบนเวทีต่อทว่าคนด้านหลังกลับเย็นยะเยือกกับสายตาที่ชินอ๋องมองพวกเขาทั้งสองคน
หนิงจูสังเกตมานานแล้วไม่ใช่ว่าท่านอ๋องทั้งสองพระองค์นี้มีใจให้กับนายหญิงอยู่หรอกหรือคนหนึ่งก็มองนายหญิงด้วยสายตาหวานเชื่อม บางครั้งก็ตัดพ้อเว้าวอนบางครั้งก็ทอประกายปวดร้าว หรือโจวอ๋องกับนายหญิงจะรู้จักกันมาก่อน?แต่ไม่ใช่ว่านายหญิงเพิ่งฟื้นมาไม่นานหรอกหรือ? แล้วพวกเขาไปรู้จักกันตอนไหน?
ส่วนอีกคนก็มองนายหญิงอย่างอ่อนโยนยามสนทนาด้วยมองนายหญิงด้วยแววตานิ่งๆยามนางพูดคุยกับชายอื่นและสายตายิ่งเย็นยะเยือกเมื่อเห็นสายตาของโจวอ๋องมองนายหญิงหนิงจูรู้สึกสับสนไปหมด
แต่ดูเหมือนนายหญิงจะพึงใจชินอ๋องมากกว่าแฮะ
หลินหลิงทำการหลอมต่อไปหลังควันสีดำเขายังคงควบคุมไฟสีแดงส้มของตัวเองอย่างต่อเนื่อง วัตถุดิบหลายตัวมีความเป็นพิษสูงและพวกมันยังไม่ผ่านการกลั่นทำให้มีสีและกลิ่นที่ไม่ดีนัก ทว่าซูเจินและอาจารย์ทั้งสามคนมองออกว่าเขากำลังทำอะไรการหลอมของหลินหลิงไม่ได้มีปัญหาอย่างที่คนดูสงสัยแต่เป็นวิธีที่ถูกต้องที่สุดในการหลอมโอสถพิษ
ถูกต้องแล้วหลินหลิงผู้นั้นกำลังทำการหลอมโอสถที่มีฤทธิ์เป็นพิษหากคนปกติกินมันเข้าไปก็จะต้องทุรนทุรายเพราะพิษ แม้ไม่ถึงกับเสียชีวิตทว่าหากไม่ได้ถอนพิษออกมาในเจ็ดวันพิษจะซึมลึกทำให้ไม่สามารถรีดเร่งพลังได้ และการบ่มเพาะก็ยังอาจจะต้องหยุดชะงักนับว่าเป็นโอสถที่จัดอยู่ในกลุ่มมีฤทธิ์ร้ายแรงต้องมีการจำกัดการหลอมและการวางจำหน่าย
แม้จะเป็นโอสถที่อันตรายแต่ก็ยังมีผลดีในการรักษาอยู่โอสถพิษชนิดนี้หากผู้ที่มีพลังปรวนแปรขั้นรุนแรงได้กินเข้าไปมันจะช่วยปรับลดความปรวนแปรของพลังได้ และมันก็จะเป็นผลดีต่อตัวผู้ใช้เป็นอย่างมากแต่ก็ต้องมีการใช้โอสถในปริมาณที่เหมาะสมกับความรุนแรงของผู้ใช้โอสถคนนั้นๆด้วย
การที่เขาหลอมโอสถพิษทุรนในการสอบครั้งนี้นับว่าใจกล้าไม่เบาโจวอ๋องยังคงมองอยู่เงียบๆบางทีนี่คงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทางแคว้นโจวใช้ขู่แคว้นอื่นก็เป็นได้
ฮุ่ยชินอ๋องแววตาล้ำลึกลงไม่คิดว่าแคว้นโจวจะถึงขนาดทำการหลอมโอสถพิษต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้
ทางด้านเหลียงจือเม็ดเหงื่อเม็ดเล็กๆเริ่มผุดขึ้นตามไรผมไม่ใช่ว่าเขากังวลในการหลอมหรืออะไรแต่เขาเริ่มรู้สึกเย็นเยียบไล่ขึ้นมาจากปลายเท้าบ้างแล้วดูเหมือนการหน่วงเวทไฟจะทำให้พิษเย็นยะเยือกในตัวเขาเริ่มออกฤทธิ์ถึงแม้จะรู้สึกหนาวเย็นแต่เขาก็ไม่อาจเสียสมาธิในตอนนี้ได้
ตอนนี้เป็นช่วงสุดท้ายในการกลั่นวัตถุดิบแล้วเหลียงจือเพ่งพลังจิตสัมผัสวัตถุดิบที่อยู่ภายในเขาตรวจสอบความบริสุทธิ์อย่างระมัดระวังต้องให้วัตถุดิบแต่ละตัวมีความบริสุทธิ์ที่เหมาะสมกับการหลอมโอสถมากที่สุดหากความบริสุทธิ์มากหรือน้อยเกินไปแม้เพียงนิดเดียว ก็จะส่งผลต่อการหลอมโอสถได้แล้วเรียกได้ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลวก็อยู่ที่ขั้นตอนนี้ด้วย
วัตถุดิบทั้งสามอย่างมีจุดที่ความบริสุทธิ์พอดีต่างกันดังนั้นจึงต้องควบคุมไฟกลั่นให้พวกมันบริสุทธิ์ได้ที่พร้อมกันในการกลั่นวัตถุดิบพร้อมกัน มีความยากอยู่ที่จะต้องทำให้พวกมันพร้อมที่จะหลอมรวมวัตถุดิบให้พร้อมกันนี่แหละหากคลาดเคลื่อนไปก็จะทำให้ความบริสุทธิ์ของโอสถลดลงหรือไม่ก็อาจจะหลอมไม่สำเร็จเลยก็ได้
.................................
ยอมเขาหน่อยนะทุกคน บทนี้มันเป็นของเหลียงจือ ถึงเวลาที่เขาจะได้โชว์เทพบ้างสักที