“การยึดครองสี่สาขาคืออะไรกัน?” หลินโม่เอ่ยถาม
“การยึดครองสี่สาขาคือข้อเสนอของสาขาลัวซาที่แย่งชิงอันดับหนึ่งจากสี่สาขาใหญ่เมื่อร้อยปีก่อนมาได้เสนอขึ้นยามนั้นสาขาเทียนซิงยังดำรงอยู่ในอันดับหนึ่งเป็นเพราะเจ้าสาขารุ่นแรกหายสาบสูญไปหลายปี อีกทั้งการสืบทอดมากมายถูกปล้นไปทำให้อำนาจของสาขาเทียนซิงอ่อนแอลง”
“ในช่วงเวลานั้น สาขาลัวซาร่วมมือกับอีกสองสาขาใหญ่เสนอเรื่องการยึดครองสี่สาขาขึ้นบอกว่าสาขาเทียนซิงอยู่ในตำแหน่งสูงสุดของสี่สาขาใหญ่มานานกว่าสี่ร้อยปีแล้วนอกจากจะสิ้นเปลืองทรัพยากรการฝึกมหาศาล ก็ยังไม่มีผลงานความดีความชอบแม้แต่น้อยดังนั้น สาขาลัวซาจึงเป็นผู้นำแทนสามสาขาใหญ่ในการเอ่ยข้อเสนอการหมุนเวียนผลัดกันครองอำนาจกับสาขาเทียนซิงนี่ก็คือที่มาของการยึดครองสี่สาขาอย่างไรล่ะ” ชื่อหงเหลียนอธิบายด้วยสีหน้าจริงจัง
“นับตั้งแต่สาขาลัวซาขึ้นครองอันดับหนึ่งเมื่อร้อยปีก่อนก็ไม่มีการยึดครองสี่สาขาปรากฏขึ้นอีก เมื่อผ่านการพัฒนาไปนับร้อยปีสาขาลัวซาก็แข็งแกร่งจนยากที่จะสั่นคลอนเสียแล้ว ข้าแปลกใจมากเหตุใดสาขาลัวซาและสาขาอื่นทั้งสามถึงได้เกิดการยึดครองสี่สาขาขั้นพร้อมกันในเวลานี้? หรือว่าสาขาซานเจว๋และสาขาเสวียนหลิงคิดจะแย่งชิงตำแหน่งสาขาอันดับหนึ่งไปกัน?” จินเฉียนหยินขมวดคิ้วเอ่ยขึ้นอย่างสงสัย
“ไปกัน พวกเราเข้าไปดูกันเถอะ” ชื่อหงเหลียนแยกนำไปคนแรกตามด้วยคนที่เหลือต่อกันไป
ขณะที่หลินโม่กำลังเตรียมออกตัวนั้นจู่ๆ ก็สัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกที่ค่อยๆ แผ่ซ่านเข้ามายังแผ่นหลังฝีเท้าหยุดลงทันควัน ฉับพลันมุมปากได้รูปค่อยๆ หยักยิ้มขึ้นพลางเอ่ยโดยไม่หันหน้ากลับมา “เจ้าฟื้นแล้วหรือ?”
“อืม!” น้ำเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลังชายหนุ่ม
หลินโม่หันหน้ากลับมาครั้นสบเข้ากับใบหน้าของเหลิงอู่เหยียนก็ตกตะลึงไปในทันทีเหลิงอู่เหยียนในยามนี้ผิวขาวราวกับหิมะแรกฤดู ขอบตาเปลี่ยนเป็นเรียวยาวคมยิ่งขึ้นเหนือสิ่งอื่นใดอวัยวะทั้งห้าบนดวงหน้าละเมียดละไมยิ่งขึ้นมาก ระดับความรูปงามนั้นเหนือเกินกว่าก่อนหน้าไปอย่างสิ้นเชิงแทบยกคำว่า ‘มีเสน่ห์’ สองคำนี้มาอธิบายได้เลยเชียวล่ะหากแต่สีหน้าของเหลิงอู่เหยียนกลับยังคงเย็นชาราวกับน้ำแข็งเหมันต์หมื่นปีที่ไม่เคยละลายไปเช่นเดิม
นอกเหนือจากนี้หลินโม่ที่ยืนข้างกายของเหลิงอู่เหยียนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของพลังที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นผู้ที่บรรลุระดับหลอมปราณขั้นกลางอย่างเขาย่อมสัมผัสได้ถึงการบำเพ็ญที่ทะลวงไปถึงระดับหลอมปราณของเหลิงอู่เหยียนได้อยู่แล้วอีกทั้งยังอยู่ในขั้นกลางที่เสถียรมั่นคงอีกด้วย
เป็นที่ประจักษ์ว่าสาเหตุที่เหลิงอู่เหยียนทะลวงขั้นได้ติดต่อกันนั้นเป็นเพราะสายโลหิตพิเศษนั่นเอง
หากแต่หลินโม่ไม่ได้อิจฉาเลยสักนิดทว่ากลับรู้สึกดีใจไปแทนเหลิงอู่เหยียนเสียด้วยซ้ำ
หลังจากสองสายตาประสานมองกันไร้ซึ่งคำเอื้อนเอ่ย เพราะไม่จำเป็นต้องเอ่ยอันใดไปมากว่านี้ เพียงแค่ส่งสายตาเหลิงอู่เหยียนก็เข้าใจความคิดของหลินโม่ได้ในทันทีเฉกเช่นเดียวกันหลินโม่
“ไปกันเถอะ”
หลินโม่เอ่ยจบเหลิงอู่เหยียนก็คล้อยตามไป
หน้าประตูใหญ่ของสาขาเทียนซิงมีคนไม่น้อยมารวมตัวกันครั้นเห็นคนเหล่านี้ สีหน้าของชื่อหงเหลียนและคนอื่นก็แปรเปลี่ยนไปโดยพลันเหล่าศิษย์พี่ทั้งหลายล้วนเป็นคนระดับสูงจากทั้งสามสาขาใหญ่ซึ่งนำโดยเจ้าสาขาทั้งสามท่าน นอกจากนี้ชื่อหงเหลียนยังเห็นหน้าตาอันคุ้นเคยมากมายนั่นก็คือสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์แห่งสำนักเทียนซิงที่มียศเบื้องหลังอยู่ระดับสูงทั้งนั้น
การปรากฏตัวพร้อมกันของคนเหล่านี้ทำให้ชื่อหงเหลียนและคนอื่นรู้สึกถึงความไม่สงบอันแปลกประหลาดบางอย่าง
“ท่านอาวุโสเฟิง ไม่นานมานี้พวกเราสามสาขาใหญ่ได้ปรึกษากัน ผู้มีพรสวรรค์ของสาขาเทียนซิงในยามนี้ต่างก็โรยรากันไปทั้งใกล้สูญเสียการสืบทอดแต่กลับยังครอบครองทรัพยากรส่วนหนึ่งของสำนักเทียนซิงเอาไว้นี่จะทำให้การพัฒนาของสำนักเทียนซิงในวันหน้าไม่ราบรื่น ดังนั้น พวกเราจำต้องเปิดการยึดครองสี่สาขาขึ้นอย่างช่วยไม่ได้หากสาขาเทียนซิงมิอาจผ่านการยึดครองสี่สาขาได้พวกเราทำได้เพียงต้องตัดใจขับสาขาเทียนซิงออกจากสำนักเท่านั้น” เจ้าสาขาลัวซาผู้สวมชุดอาภรณ์สีดำฝังทองเผยสีหน้าเจ็บปวดพลางเอ่ยขึ้น
ครั้นได้ยินประโยคนี้สีหน้าของชื่อหงเหลียนและพรรคพวกพลันแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้น
จากเดิมที่คิดว่าสาขาซานเจว๋ไม่ก็สาขาเสวียนหลินเป็นผู้จุดชนวนการยึดครองสี่สาขาขึ้นมาดังนั้นพวกเขาถึงได้อยากมาดูความบันเทิงสักหน่อยแต่คาดไม่ถึงว่าแท้จริงแล้วสาขาลัวซากลับร่วมมือกับอีกสองสาขาใหญ่ แล้วพุ่งเป้าการยึดครองสี่สาขามายังสาขาเทียนซิง
ตั้งแต่มีการยึดครองสี่สาขาเมื่อร้อยปีก่อน สาขาเทียนซิงก็ถูกอีกสามสาขาใหญ่คอยจ้องกำจัดมาเสมอในที่สุดก็ตกอยู่ในจุดที่ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยทรัพยากรอันย่ำแย่ที่มีอยู่ของสาขาเทียนซิงให้ได้ยามนี้อย่างไรเสียสาขาลัวซาและสาขาใหญ่ที่เหลือต่างก็ต้องการกำจัดสาขาเทียนซิงอยู่แล้วหากทิ้งสำนักเทียนซิงไป เมื่ออยู่ในกรณีที่ไม่มีการจัดสรรทรัพยากรใดๆ มาให้ ในเวลาเพียงไม่นานสาขาเทียนซิงก็จะล่มสลายลงไปเอง
รังแกกันเกินไปแล้ว
ดวงตาของชื่อหงเหลียนยามนี้แดงก่ำถึงขีดสุดนางโกรธแค้นจนบีบสองมือแน่น
แม้แต่เหลิงอู่เหยียนที่ได้ยินยังขมวดคิ้วแน่นสีหน้าดูไม่พอใจขึ้นมาในพลัน สาขาลัวซาและสาขาที่เหลือเล่นแรงเกินไปแล้วแรกเริ่มสำนักเทียนซิงก็สร้างขึ้นจากนิกายเทียนซิงทั้งนั้นอีกทั้งตอนที่สาขาลัวซาและอีกสามนิกายอยู่ท่ามกลางกองทัพอสูรคลั่ง ต่างก็ถูกทำลายจนนิกายแทบสิ้นไปแล้วหากไม่ใช่เพราะเจ้าสาขารุ่นที่หนึ่งแห่งสาขาเทียนซิงเมตตาช่วยไว้ล่ะก็สาขาลัวซาและนิกายที่เหลือก็คงไม่มีวันคงอยู่กลับคืนมา
เรื่องที่จะแย่งชิงอันดับแรกของสาขาเทียนซิงไปนั้นยังพอละเว้นได้แต่ยามนี้คิดจะบีบบังคับสาขาเทียนซิงให้ออกจากสำนักไปเนี่ยน่ะหรือ
เฟิงเทียนสิงขบกรามจนหน้าขึงตึงสายตาแหลมคมกวาดมองเหล่าเจ้าสาขาใหญ่ทั้งสามพลางเอ่ยเสียงขรึม “ยามนี้สาขาเทียนซิงเหลือเพียงพลังของเส้นโลหิตชีพจรวิญญาณที่ยังไม่หมดอีกทั้งไม่ได้ครอบครองทรัพยากรไว้มากพอที่จะส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อสามขาใหญ่ของพวกท่านนี่”
“ท่านอาวุโสเฟิง ข้าจำได้ว่าท่านเคยกล่าวไว้ว่าจากนี้จะไม่ยุ่งเรื่องภายในของสาขาเทียนซิงอีกนี่นา” เจ้าสาขาซานเจว๋ค่อยๆ เลิกคิ้วขึ้นพลางเอ่ย
เมื่อได้ยินเช่นนี้ใบหน้าแดงก่ำของเฟิงเทียนสิงพลันซีดเผือดลงในพริบตาแรกเริ่มที่เขาหนีออกจากสาขาเทียนซิงนั้นก็เคยกล่าวคำนี้ไว้จริงๆ ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมาเขาก็ไม่เคยก้าวก่ายเรื่องภายในของสำนักเทียนซิงเลยสักครั้งหากไม่ใช่เพราะเจอกับหลินโม่ล่ะก็ เขายิ่งไม่มีทางเข้ามาร่วมยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้เป็นแน่
“ข้า...”
เฟิงเทียนสิงกำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่างแต่กลับถูกเทียนซิงจื่อยั้งไว้
“ท่านเฟิง ไม่จำเป็นต้องเอ่ยแล้วห้าร้อยปีที่ผ่านมาของสาขาเทียนซิงประสบกับเรื่องเลวร้ายมามากเมื่อสืบต่อมายังรุ่นข้า สาขาเทียนซิงก็เหลือเพียงชื่อไปแล้วการยึดครองสี่สาขาครานี้ก็ถือเป็นฟางเส้นสุดท้ายของสาขาเทียนซิงแล้วเช่นกัน”
เฟิงเทียนสิงตกตะลึงพลางจ้องเทียนซิงจื่อที่ยังคงสีหน้าอ่อนโยน ชั่วพริบตาชายชราก็เข้าใจเทียนซิงจื่อหมายถึงสาขาเทียนซิง ไม่ได้หมายถึงนิกายเทียนซิง แม้นการสืบทอดมากมายของนิกายเทียนซิงจะขาดหายแต่การสืบทอดหลักที่สำคัญที่สุดนั้นยังคงอยู่ ขอเพียงการสืบทอดเหล่านี้ไม่ขาดไปจะต้องมีสักวันที่นิกายเทียนซิงจะโผล่พ้นขึ้นมาได้แน่
อีกทั้ง ‘ศาสตร์วิชาโหรดารานิจนิรันด์’ ที่เทียนซิงจื่อฝนนั้นมีความสามารถในการพยากรณ์ ไม่แน่ว่าตอนที่เทียนซิงจื่อมาเขาก็ได้ทำนายไปแล้ว
เจ้าสาขาลัวซาแสยะยิ้มมุมปากแม้เทียนซิงจื่อจะเป็นเจ้าสาขาเฉกเช่นพวกเขา ทว่ากลับใหญ่กว่าแค่ระดับเดียวผ่านมาเนิ่นนานหลายปี เทียนซิงจื่อก็ยังอ่อนแอรังแกได้เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
“ท่านเจ้าสาขาเทียนซิงล้วนอนุญาตแล้วท่านอาวุโสเฟิงก็คงไม่มีความเห็นที่ไม่เห็นด้วยแล้วสินะ?” เจ้าสาขาซานเจว๋หรี่ตาเอ่ยถาม
“นี่คือเรื่องภายในของสำนักเทียนซิงของพวกท่าน ข้ามิอาจแทรกแซงได้” เฟิงเทียนสิงเอ่ยเสียงต่ำ สองมือไขว้หลังพลางมุ่งไปอีกด้าน
“เมื่อการยึดครองสี่สาขาเริ่มขึ้นสาขาใหญ่ทั้งสามของพวกเราจะแบ่งศิษย์สองคนส่งไปประลองทั้งหมดหกรอบหากพวกเจ้าสามารถเอาชนะไปได้สี่รอบสาขาเทียนซิงถึงจะสามารถคงอยู่ในสำนักเทียนซิงสายในต่อไปได้ ทว่าหากทำไม่ได้ก็จะถูกขับไล่ออกจาสำนักเทียนซิงนั่นเอง” เจ้าสาขาลัวซาเอ่ยเสียงดังกังวาน
ชื่อหงเหลียนใกล้ระเบิดโทสะอยู่เต็มทีแล้ว
ประลองหกรอบสาขาเทียนซิงต้องชนะสี่รอบ หากเป็นการประลองระหว่างศิษย์ธรรมดาก็ว่าไปอย่างทว่าครั้งนี้สามสาขาใหญ่กลับนำสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์แห่งสำนักเทียนซิงมาด้วยเข้าใจได้เลยว่าไม่ได้จัดที่นี่ขึ้นเพื่อให้ใครดูและเห็นได้ชัดเจนว่าต้องการให้สิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์เป็นผู้ลงมือ
ชื่อหงเหลียนพิโรธสุดขีดนางคำนวณไว้ในใจแล้วถ้านางผู้เดียวรับมือกับสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ถึงสองคนล่ะก็อัตราในการพ่ายแพ้มีถึงแปดส่วนทีเดียว และอัตราการชนะได้มีเพียงสองส่วนเท่านั้นแม้นว่าหลินโม่ฝีมือไม่ได้แย่เช่นกัน ทว่าก็แค่ศักยภาพไม่เลวเท่านั้นอย่างไรเสียหลินโม่เพิ่งเลื่อนขั้นจากสายนอกเวลาฝึกฝนในสาขาเทียนซิงมีเพียงน้อยนิด ต่อให้ทะลวงถึงระดับหลอมปราณอย่างไรรากฐานก็มิอาจเทียบกับสิบมหาอำนาจรุ่นเยาว์ที่อยู่ในแต่ละสาขามามากกว่าสองปีได้อยู่แล้ว
แน่นอนหลินโม่ก็พอต่อกรกับผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์สักคนได้เช่นกันทว่าโอกาสชนะนั้นน้อยยิ่งกว่า เป็นไปได้ว่าไม่ถึงหนึ่งส่วนเสียด้วยซ้ำ
เมื่อนึกถึงจุดนี้ใบหน้างดงามของชื่อหงเหลียนกลับซีดเผือด เหงื่อเย็นพลันไหลลงข้างขมับไม่ว่านางจะคิดอย่างไร จะจัดการอย่างไร ผลลัพธ์ก็ล้วนเหมือนกันอย่างมากสุดก็สามารถเอาชนะได้เพียงรอบเดียวเท่านั้น
เจ้าสาขาเทียนซิงได้ตกอยู่ในสถานะที่ยากจะเลี่ยงถูกขับไล่ไปได้แล้ว
“ใครจะเป็นคนแรก...”
ชื่อหงเหลียนกำลังจะก้าวขึ้นด้านหน้าหากแต่กลับถูกร่างของใครบางคนขวางเอาไว้ครั้นนางเห็นร่างที่ยืนขวางหน้าเป็นหลินโม่ก็นิ่งงันไปในทันที และพลันรีบเอ่ยขึ้น “หลินโม่หลีกไปซะ รอบต่อไปเจ้าค่อยมา”
“ศิษย์พี่หญิงใหญ่ ท่านคืออาวุธหลักแห่งสาขาเทียนซิงของพวกเราหากออกมือจัดการกับเศษเดนเหล่านี้ด้วยตัวเองล่ะก็รังแต่จะเปรอะเปื้อนสกปรกมือท่านไปเสียเปล่าเช่นนั้นให้ศิษย์น้องเป็นผู้จัดการเองเถิด” หลินโม่เอ่ยอย่างเสียงราบเรียบไม่ทุกข์ร้อน
ครั้นได้ยินคำพูดเช่นนี้ชื่อหงเหลียนก็ชะงักตะลึงไปในทันตาเจ้าหนุ่มผู้นี้ยังคงบ้าระห่ำอยู่ดังเดิมเลยสินะ
เหล่าศิษย์แห่งสาขาซานเจว๋ที่ได้ยินประโยคนี้ก็ถูกกระตุ้นโทสะขึ้นในทันทีสายตาแหลมคมนับไม่ถ้วนพุ่งเป้าจ้องมายังหลินโม่อย่างไม่วางตาแม้แต่สีหน้าของเจ้าสาขาซานเจว๋เองก็ขรึมลงอย่างไม่ได้นัดหมายเช่นเดียวกัน