การเกิดใหม่อีกครั้งของนักอัญเชิญอสูร

    ตอนที่ 71 พบเจอสัตว์อสูรปีศาจ

           วิหคน้อยบินไปตามเส้นทางที่หวังเหว่ยได้บอกเอาไว้ด้วยความเร็วในระดับปกติของนาง เพื่อให้หวังเหว่ยและฉิงเหม่ยได้เห็นทิวทัศน์ที่สวยงามของทะเลสาบรวมถึงความกว้างใหญ่ของเทือกเขาอย่างชัดเจน
           “ทิวทัศน์บนมุมสูงช่างดูสวยงามและแปลกตาจริงๆเจ้าค่ะนายท่าน” ฉิงเหม่ยในชุดนักสู้สีขาว กล่าวขณะใช้มือของนางลูบผมสีดำยาวสลวยที่ปลิวไสวไปตามแรงลม หวังเหว่ยยิ้มออกมาเล็กน้อยหลังจากได้ยินคำกล่าวของนาง “ข้าเองก็ชอบเวลาได้ชมทิวทิศน์บนมุมสูงเช่นกัน”
           “หนูก็ชอบเหมือนกันม่าม๊า” วิหคน้อยในร่างวิหกสีทองที่งดงามกล่าวด้วยน้ำเสียงหวานใส
           “ฮ่าๆ เอาล่ะ พวกเราชมทิวทัศน์กันพอสมควรแล้ว วิหคน้อยเจ้าใช้ทักษะบินผ่านมิติได้เลย” หวังเหว่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงร่าเริง
           “ได้เลยนายท่าน” หลังจากกล่าวจบวิหคน้อยได้เริ่มใช้ทักษะบินผ่านมิติเพื่อย่นระยะทางในทันที
           วูบบบบบบบ
           เวลาผ่านไปสองชั่วโมง
           วาบ
           หลังจากวิหคน้อยยกเลิกการใช้ทักษะบินผ่านมิติ ทั้งสามคนได้มาปรากฎตัวอยู่ที่กลางป่าแห่งหนึ่ง
           “นายท่านเจ้าค่ะ ท่านรู้หรือไม่เจ้าค่ะว่าตอนนี้พวกเราอยู่ที่ไหนแล้ว ?” ฉิงเหม่ยกล่าวถามหวังเหว่ยขณะมองสำรวจบริเวณโดยรอบ
           “อืม... ผลการทำนายของจิวซื่อได้บอกเอาไว้ว่าท่านพ่อและท่านแม่ของเจ้าอยู่ทางทิศเหนือ ข้าทำได้เพียงคาดเดาอย่างคร่าวๆว่า พวกเราคงใช้เวลาไม่เกินหนึ่งเดือนในการเดินทางไปยังอาณาจักรเทพมังกร”
           “ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะนายท่าน” ฉิงเหม่ยได้กำมือของนางแน่นพร้อมกับแสดงความวิตกกังวลออกมา
           หวังเหว่ยที่เห็นดังนั้นจึงได้ใช้มือของเขาตบที่ไหล่ของนางเบาๆเพื่อปลอบใจนาง “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไปฉิงเหม่ย พวกเราจะช่วยเหลือท่านพ่อและท่านแม่ของเจ้าได้สำเร็จอย่างแน่นอน” หวังเหว่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง
           “ใช่แล้วม่าม๊า หนูจะช่วยท่านตากับท่านยายเอง ม่าม๊าไม่ต้องเป็นห่วง” วิหคน้อยกล่าวอย่างจริงจังเช่นกัน
           ฉิงเหม่ยได้หันไปมองหวังเหว่ยในรูปลักษณ์ชายหนุ่มอายุ21ปี อย่างลึกซึ้งอยู่ครู่หนึ่ง "ทำไมข้าถึงรู้สึกคุ้นเคยและผูกพันกับรูปลักษณ์ของนายท่านในตอนนี้อย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกนี้คืออะไรกันนะ" ฉิงเหม่ยคิดในใจ
           “ขอบคุณนายท่านที่ปลอบใจข้าเจ้าค่ะ เจ้าด้วยวิหคน้อย”
           หวังเหว่ยและวิหคน้อยยิ้มเล็กน้อยตอบรับคำกล่าวของฉิงเหม่ย
           ในระหว่างที่ทั้งสามคนกำลังพูดคุยกัน หวังเหว่ยรู้สึกได้ถึงคลื่นพลังปราณอสูรที่ปะทุภายในป่า
           “หืม !” หวังเหว่ยอุทาน จากนั้นเขาได้ใช้ทักษะตรวจจับระยะไกลตรวจสอบพื้นที่โดยรอบทำให้เขาตรวจพบเหล่าสัตว์อสูรประเภทมดระดับเลเวล30ถึง33 จำนวนนับพันตน และเหล่าสัตว์อสูรที่มีพลังปราณอสูรอันคุ้นเคยระดับเลเวล35ถึง38 จำนวนหลายร้อยตน
           "พลังปราณอสูรที่ข้าสัมผัสได้ฝ่ายหนึ่งน่าจะเป็นของสัตว์อสูรประเภทมด ส่วนอีกฝ่ายหนึ่ง... พลังปราณอสูรเช่นนี้ช่างคล้ายคลึงกับที่ข้าได้พบเจอในชั้นที่เจ็ดของป้อมปราการมังกรทิศตะวันตก !" หวังเหว่ยคิดในใจ
           “มีอะไรหรือเจ้าค่ะนายท่าน ?” ฉิงเหม่ยกล่าวถามหวังเหว่ยเมื่อเห็นเขามีท่าทีแปลกไป
           “มีสัตว์อสูรนับพันตนกำลังต่อสู้กันอยู่ทางด้านหน้าพวกเราหนึ่งกิโลเมตร ฝ่ายหนึ่งน่าจะเป็นสัตว์อสูรประเภทมด ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเป็นไปได้ว่าจะเป็นเผ่าสัตว์อสูรปีศาจ”
           “เผ่าสัตว์อสูรปีศาจที่นายท่านเคยเล่าให้ข้าฟังหรือเจ้าค่ะ !?” ฉิงเหม่ยกล่าวถามด้วยความตระหนกตกใจ
           หวังเหว่ยพยักหน้าตอบรับ “ใช่แล้ว หากเป็นเช่นนั้นพวกเราก็ควรช่วยสัตว์อสูรประเภทมดอีกแรง วิหคน้อยพวกเราลงไปข้างล่างกัน”
           “รับทราบนายท่าน” วิหคน้อยร่อนลงพื้นสู่พื้นดินด้วยความนิ่มนวลในทันทีหลังจากกล่าวจบ
           หวังเหว่ยและฉิงเหม่ยได้ลงจากหลังของวิหคน้อย จากนั้นวิหคน้อยได้แปลงร่างกลับไปเป็นเด็กสาวตัวน้อยเช่นเดิม ฉิงเหม่ยได้อุ้มนางขึ้นมาพร้อมกับเดินตามหวังเหว่ยไปในทันที
           หลังจากมองดูสิ่งต่างๆ บริเวณโดยรอบป่าอยู่ครู่หนึ่ง หวังเหว่ยได้กล่าวถามวิหคน้อย “วิหคน้อยเจ้าสามารถใช้ทักษะผสานร่างกับม่าม๊าโดยที่ยังไม่เปิดเผยความสามารถของพิเศษของทักษะได้หรือไม่ ?”
           “หนูทำได้นายท่าน หนูสามารถควบคุมพลังของหนูได้ เพียงแต่ว่าในตอนนี้หนูสามารถใช้ทักษะผสานร่างได้นานที่สุดแค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้น”
           “ข้าเข้าใจแล้ว เช่นนั้นเจ้าใช้ทักษะผสานร่างกับม่าม๊าในตอนนี้เลย และหากจำเป็นให้เจ้าเปิดเผยพลังช่วยม่าม๊าของเจ้าในทันที” หวังเหว่ยกล่าวขณะหันไปมองวิหคน้อยในอ้อมแขนของฉิงเหม่ย
           “รับทราบนายท่าน” หลังจากกล่าวจบวิหคน้อยได้แปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ของนางกลายเป็นแสงสีทอง และได้ผสานรวมเข้ากับร่างกายของฉิงเหม่ย เวลาผ่านไปครู่หนึ่งแสงสว่างสีทองรอบกายของฉิงเหม่ยได้จางหายไป จากนั้นได้มีเสียงดังขึ้นในจิตใจของฉิงเหม่ย “ม่าม๊าหากจำเป็นหนูจะเพิ่มพลังต่อสู้ให้กับม่าม๊า”
           “ม่าม๊าเข้าใจแล้ว” ฉิงเหม่ยกล่าวตอบวิหคน้อยอย่างอ่อนโยนผ่านการสื่อสารทางจิต
           หวังเหว่ยเมื่อเห็นวิหคน้อยใช้ทักษะผสานร่างกับฉิงเหม่ยสำเร็จเรียบร้อยดี เขาได้กล่าวขึ้นว่า “พวกเราไปดูสถานการณ์กันก่อน” หลังจากกล่าวจบหวังเหว่ยได้เรียกดาบเพลิงโลหิตออกมา และได้เริ่มก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยทักษะวิชาตัวเบาอย่างรวดเร็ว โดยมีฉิงเหม่ยที่ใช้ทักษะวิชาตัวเบาติดตามมา
           พรึบ พรึบ พรึบ
           เวลาผ่านไปห้านาที
           ในขณะที่หวังเหว่ยเข้ามาใกล้กับบริเวณที่มีการต่อสู้ ได้มีเสียงตะโกนเสียงหนึ่งดังขึ้น “สังหารสัตว์อสูรมดนักรบพวกนี้ให้หมด” หวังเหว่ยได้หยุดการก้าวเดินของเขาและจ้องมองไปยังต้นทางของเสียง ทำให้เขาได้พบเห็นสัตว์อสูรรูปร่างคล้ายลิงมีเขาสองเขาอยู่บนศีรษะ มีผิวหนังเป็นเกล็ดสีดำสนิทปกคลุมทั่วร่างกาย ดวงตาสีแดง และมีลูกไฟปีศาจลูกเล็กๆ ลอยอยู่รอบตัวพวกมันสามลูก
           "เป็นสัตว์อสูรปีศาจอย่างแน่นอน รูปลักษณ์เช่นนี้เป็นแบบที่เสวี่ยถิงเคยบอกเอาไว้ไม่มีผิด ส่วนลูกไฟปีศาจสามลูกที่ลอยอยู่ข้างตัวพวกมัน คงเป็นสิ่งที่ใช้บ่งบอกระดับเลเวลของพวกมันสินะ " หวังเหว่ยคิดในใจ จากนั้นเขาได้กล่าวขึ้นว่า
           “พวกนี้เป็นสัตว์อสูรปีศาจอย่างแน่นอน ฉิงเหม่ยเจ้าไปจัดการกับเหล่าสัตว์อสูรปีศาจที่อยู่ทางด้านขวา ข้าจะไปทางด้านซ้าย” หวังเหว่ยกล่าวกับฉิงเหม่ยพร้อมกับปลดปล่อยพลังปราณอสูรของเขาให้ปะทุขึ้น ทำให้เหล่าสัตว์อสูรที่กำลังต่อสู้กันอยู่รู้สึกสั่นสะท้านไปชั่วครู่หนึ่ง
           “เจ้าค่ะนายท่าน” ฉิงเหม่ยได้สวมใส่ถุงมือผีเสื้อหิมะ จากนั้นนางได้เข้าโจมตีเหล่าสัตว์อสูรปีศาจที่อยู่ทางด้านขวาของนาง
           ส่วนหวังเหว่ยได้รวบรวมพลังปราณอสูรกวัดแกว่งดาบเพลิงโลหิตเข้าฟาดฟันจุดตายของเหล่าสัตว์อสูรปีศาจด้วยความพริ้วไหวดุจสายน้ำอย่างต่อเนื่อง
           ฉวะ ฉวะ ฉวะ
           “มนุษย์! เหตุใดจึงมีมนุษย์อยู่ที่นี่ !” เหล่าสัตว์อสูรปีศาจกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกหลังจากที่เห็นพวกพ้องของตนถูกหวังเหว่ยสังหาร
           หวังเหว่ยแสยะยิ้มไปทางเหล่าสัตว์อสูรปีศาจขณะใช้ทักษะดูดกลืนพลังปราณอสูรกับเหล่าสัตว์อสูรปีศาจที่เขาสังหารไป “ถูกแล้วข้าคือมนุษย์ ตอบมาพวกเจ้ามาจากที่ใด แล้วข้าจะสังหารเจ้าในพริบตาเป็นการตอบแทน”
           “ช่างเป็นมนุษย์ที่โอหังนัก พวกเจ้าไปจัดการสัตว์อสูรมดนักรบที่เหลือ ข้าจะสังหารมนุษย์ผู้นี้เอง” หัวหน้าสัตว์อสูรปีศาจระดับเลเวล38 กล่าวพร้อมกับเดินมาทางหวังเหว่ยด้วยท่าทางน่าเกรงขาม
           “ขอรับท่านหัวหน้า” เหล่าสัตว์อสูรปีศาจกล่าวเสียงดังพร้อมกับแยกย้ายกันไปไล่ล่าสังหารเหล่าสัตว์อสูรมดนักรบต่อ
           “เข้ามาเถิดลิงน้อย ข้าหวังว่าเจ้าจะพอมีฝีมืออยู่บ้างนะ” หวังเหว่ยกล่าวพร้อมกับแสดงแววตาเอ็นดูไปทางหัวหน้าของเหล่าสัตว์อสูรปีศาจ
           “เจ้า! เจ้าบังอาจดูถูกข้าผู้มีสายเลือดลิงทมิฬบรรพกาลอย่างนั้นรึ” หัวหน้าสัตว์อสูรปีศาจได้พุ่งเข้าโจมตีหวังเหว่ยด้วยความเดือดดาลถึงขีดสุดในทันทีหลังจากกล่าวจบ
           หวังเหว่ยได้เผยรอยยิ้มอันเจ้าเล่ห์ออกมา จากนั้นเขาได้ใช้ทักษะเจ็ดดาบทลายมิติดาบที่หนึ่งโจมตีเข้าใส่หัวหน้าสัตว์อสูรปีศาจอย่างรุนแรง
           ตูม!
           หัวหน้าสัตว์อสูรปีศาจที่ไม่ทันระวังได้ถูกคลื่นพลังดาบที่รุนแรงฟาดฟันจนกลายเป็นละอองเลือดในทันที ท่ามกลางความตกตะลึงของสัตว์อสูรปีศาจ หวังเหว่ยได้แสยะยิ้มข่มขวัญเหล่าสัตว์อสูรปีศาจเล็กน้อย จากนั้นได้เริ่มไล่ล่าสังหารเหล่าสัตว์อสูรปีศาจที่ยังหลงเหลืออยู่
           ฉวะ ฉวะ
           เหล่าสัตว์อสูรมดนักรบหลายร้อยตนที่ยังต่อสู้ไหวได้หันไปช่วยเหลือสนับสนุนหวังเหว่ยเมื่อเห็นท่าทีที่เป็นมิตรของเขา หวังเหว่ยที่เห็นดังนั้นเขาได้ใช้ดาบเพลิงโลหิตพุ่งเข้าฟาดฟันเหล่าสัตว์อสูรปีศาจที่ยังหลงเหลืออยู่ด้วยความเร็วดุจสายฟ้า
           ฟิ้ววว
           ฉวะ ฉวะ ฉวะ
           เหล่าสัตว์อสูรปีศาจหลายสิบตนได้ถูกตัดสะบั้นเป็นสองท่องถูกสังหารในทันที หวังเหว่ยได้เผยรอยยิ้มอันอ่อนโยนไปทางเหล่าสัตว์อสูรปีศาจที่ยังหลงเหลือเพียงไม่ถึงสิบตน พร้อมกับดูดกลืนพลังปราณอสูรของเหล่าสัตว์อสูรปีศาจที่ถูกเขาสังหารไปด้วย
           รอยยิ้มของหวังเหว่ยได้กลายเป็นฝันร้ายของเหล่าสัตว์อสูรปีศาจ พวกมันได้พากันวิ่งหนีเตลิดไปอย่างรวดเร็วด้ายความหวาดกลัว
           หวังเหว่ยที่เห็นดังนั้น เขาจึงได้ใช้ทักษะเจ็ดดาบทลายมิติดาบที่หนึ่งฟาดฟันเข้าใส่เหล่าสัตว์อสูรปีศาจอย่างต่อเนื่อง
           ฉวะ ฉวะ!
           คลื่นพลังดาบที่รุนแรงได้ทำให้เหล่าสัตว์อสูรปีศาจที่ยังหลงเหลืออยู่กลายเป็นละอองเลือดในทันที หลังจากดูดกลืนพลังปราณอสูรของเหล่าสัตว์อสูรปีศาจทั้งหมดเสร็จเรียบร้อย ระดับเลเวลของหวังเหว่ยได้เพิ่มขึ้นมาเป็นระดับเลเวล36 สร้างความพึงพอใจให้กับเขาไม่น้อย
           "ระดับเลเวลของข้าไม่ได้เพิ่มขึ้นเช่นนี้มานานมากแล้ว บางทีหากข้าได้ยืดเส้นยืดสายเช่นนี้บ่อยๆก็คงจะดีไม่น้อย" หวังเหว่ยคิดในใจ จากนั้นเขาได้หันไปมองเหล่าสัตว์อสูรมดนักรบที่กำลังมารวมตัวกันอยู่ไม่ห่างไกลจากเขาด้วยความเคารพยำเกรง
           “พวกเจ้าไปพาเหล่าพี่น้องของพวกเจ้าที่บาดเจ็บรวมถึงเหล่าพี่น้องของพวกเจ้าที่ถูกสังหารมารวมกันที่นี่” หวังเหว่ยกล่าวกับเหล่าสัตว์อสูรมดนักรบหลายร้อยตนด้วยภาษาสัตว์อสูร
           เหล่าสัตว์อสูรมดนักรบรู้สึกตกตะลึงเล็กน้อยที่เห็นหวังเหว่ยพูดภาษาของตนได้ พวกเขาได้รีบออกไปนำเหล่าสัตว์อสูรมดนักรบที่ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงนำร่างของเหล่าสัตว์อสูรมดนักรบที่เสียชีวิตไปแล้วมารวมเอาไว้ใกล้กับหวังเหว่ยอย่างรวดเร็ว
           ทางด้านฉิงเหม่ยก็จบการต่อสู้ลงแล้วเช่นกัน โดยฉิงเหม่ยได้ออกหมัดกระหน่ำต่อยเหล่าสัตว์อสูรปีศาจอย่างหนักหน่วง จนทำให้เหล่าสัตว์อสูรปีศาจร้องโหยหวนออกมาไม่อย่างหยุดหย่อน เวลาผ่านไปไม่นานเสียงเหล่านั้นได้เงียบลงในที่สุดเนื่องจากพวกเขาถูกสังหารจนหมดสิ้นแล้ว
           สัตว์อสูรมดนักรบได้นำร่างของเหล่าสัตว์อสูรปีศาจที่ถูกฉิงเหม่ยสังหารมามอบให้กับหวังเหว่ยตามคำสั่งของนาง ซึ่งหวังเหว่ยได้สังเกตเห็นแววตาของสัตว์อสูรมดนักรบที่แอบชำเลืองมองไปทางฉิงเหม่ยด้วยความหวาดกลัว ทำให้หวังเหว่ยหัวเราะออกมาเล็กน้อยด้วยความขบขัน
           “นายท่านจะทำอย่างไรกับร่างของเหล่าสัตว์อสูรปีศาจหรือเจ้าค่ะ ?” ฉิงเหม่ยกล่าวถามหวังเหว่ย
           “ฮ่าๆ เจ้าคอยดูให้ดีล่ะ” หลังจากกล่าวจบหวังเหว่ยได้เริ่มดูดกลืนพลังปราณอสูรจากร่างของเหล่าสัตว์อสูรปีศาจที่ถูกฉิงเหม่ยสังหารในทันที ทำให้ระดับเลเวลของเขาเพิ่มขึ้นมาเป็นระดับเลเวล37 สร้างความตกตะลึงให้กับฉิงเหม่ยเป็นอย่างมาก
           หลังจากตกตะลึงไปครู่หนึ่งฉิงเหม่ยได้กล่าวถามหวังเหว่ยด้วยความสงสัย “นายท่าน! ท่านสามารถดูดซับพลังของสัตว์อสูรได้หรือเจ้าค่ะ ?”
           หวังเหว่ยได้ยิ้มให้กับฉิงเหม่ย “ใช่แล้ว ข้ามีทักษะที่สามารถดูดกลืนพลังปราณอสูรของสัตว์อสูรได้”
           “ทักษะของนายท่านช่างวิเศษจริงๆเจ้าค่ะ เช่นนี้อีกไม่นานระดับเลเวลของนายท่านก็คงมากกว่าข้าแล้ว” ฉิงเหม่ยกล่าว
           “ฮ่าๆ ไม่เป็นเช่นนั้นง่ายๆหรอก ที่ครั้งนี้ระดับเลเวลของข้าเพิ่มขึ้นมาสองระดับ เป็นเพราะสัตว์อสูรที่ข้าดูดกลืนพลังมีระดับเลเวลที่ใกล้เคียงกับข้า หากสัตว์อสูรที่ข้าดูดกลืนพลังมีระดับเลเวลที่น้อยกว่าข้ามากเกินไป พลังของข้าก็จะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” หวังเหว่ยกล่าว
           “เป็นเช่นนี้นี่เอง ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะนายท่าน” ฉิงเหม่ยกล่าว
           ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน เหล่าสัตว์อสูรมดนักรบได้พาพวกพ้องหลายร้อยตนที่ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงร่างของเหล่าสัตว์อสูรมดนักรบที่เสียชีวิตไปแล้วหลายร้อยตนมาวางไว้ไม่ไกลจากจุดที่หวังเหว่ยและฉิงเหม่ยยืนอยู่
           “พี่น้องของพวกเรามากันครบทุกคนแล้วขอรับท่านผู้มีพระคุณ” สัตว์อสูรมดนักรบกล่าวกับหวังเหว่ยด้วยภาษาของสัตว์อสูร
           “อืม ข้าเข้าใจแล้ว พวกเจ้าถอยออกไปก่อน ข้าจะช่วยรักษาพี่น้องของพวกเจ้าที่บาดเจ็บ” หวังเหว่ยกล่าวตอบด้วยภาษาของสัตว์อสูร
           หลังจากที่เหล่าสัตว์อสูรมดนักรบถอยห่างออกไปแล้ว หวังเหว่ยได้เริ่มใช้รูปแบบพลังของนักอัญเชิญอสูรรูปแบบที่สี่ "รักษา" เพื่อทำการรักษาบาดแผลทั้งหมดของเหล่าสัตว์อสูรมดนักรบหลายร้อยตนที่ได้รับบาดเจ็บ
           วิ้ง วิ้ง วิ้ง
           ผ่านไปไม่กี่วินาที บาดแผลทั้งหมดของเหล่าสัตว์อสูรมดนักรบหลายร้อยตนได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย ทำให้เหล่าสัตว์อสูรมดนักรบที่ได้รับการรักษารู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก
           หลังจากทำการรักษาเสร็จเรียบร้อยหวังเหว่ยได้มองไปที่เหล่าสัตว์อสูรมดนักรบที่เสียชีวิต จากนั้นเขาได้เขียนอักษรรูปแบบหนึ่งขึ้นมาและได้แตะไปที่ตัวอักษรเบาๆ พร้อมกล่าวขึ้นว่า “ฟื้นคืนชีวิต”
           ตัวอักษรได้ล่องลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างช้าๆ และได้แตกกระจายกลายเป็นแสงสีเขียวระยิบระยับส่องประกายไปทั่วบริเวณที่มีร่างของเหล่าสัตว์อสูรมดนักรบที่เสียชีวิต
           เวลาผ่านไปไม่นาน บาดแผลทั้งหมดของเหล่าสัตว์อสูรมดนักรบที่เสียชีวิตได้จางหายไป จากนั้นพวกเขาได้ฟื้นตื่นขึ้นมาด้วยความมึนงงท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าเหล่าสัตว์อสูรมดนักรบโดยรอบบริเวณ
           หวังเหว่ยที่เห็นดังนั้น เขาจึงได้กล่าวขึ้นด้วยภาษาของสัตว์อสูร “ข้าสามารถฟื้นคืนชีวิตให้เหล่าพี่น้องของพวกเจ้าได้ก็จริง แต่อายุขัยของพวกเขาจะลดลงไปหนึ่งปี ข้าสามารถฟื้นคืนชีวิตให้กับสัตว์อสูรที่เสียชีวิตไม่เกิน3วันเท่านั้น และถ้าสิ้นอายุขัยไปตามธรรมชาติ ข้าจะไม่สามารถช่วยฟื้นคืนชีวิตให้ได้”
           หลังจากหวังเหว่ยกล่าวจบได้มีเสียงพูดคุยฮือฮาดังขึ้น หวังเหว่ยได้ยืนรอให้เสียงนั้นเงียบลง จากนั้นเขาได้กล่าวขึ้นว่า “เอาล่ะ ในเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วข้าขอพบนางพญาของพวกเจ้าจะได้หรือไม่ ?”

    คล้ายกับเรื่องการเกิดใหม่อีกครั้งของนักอัญเชิญอสูร ที่คุณอ่าน