หลังจากที่อาอู่ได้จัดการปัญหาในเกาะเมืองสยามเป็นที่เรียบร้อย อาอู่คิดที่จะไปแก้แค้นคนที่สังหารแม่ของเขาที่เมืองศรีวิชัย(นครปฐม) ดังนั้นจึงเริ่มหาข้อมูลเมืองศรีวิชัยให้มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นแผ่นที่เมือง คนคุมกองกำลังและเวลานี้ ทั้งหมดก็อยู่ต่อหน้าอาอู่หมดแล้ว อาอู่เรียกเพื่อนทั้งหมดมาหารือกัน
“ องค์สาธิต ช่วยเล่าเรื่องเมืองศรีวิชัยให้ฟังหน่อย” อาอู่ถาม
“ ในเมืองศรีวิชัย นอกจากราชาไชยแสนพ่อของข้าแล้วในราชสำนักก็มีสนมรองถือว่ามีอำนาจสูงสุด เพราะนางมีพี่ชายเป็นแม่ทัพใหญ่ของเมืองศรีวิชัย คุมกองกำลังทหารชายแดนเกือบหมื่นคน และมีลูกชายเป็นหัวหน้าองครักษ์ภายในวังมีกองกำลังอีก 1,000 คน ส่วนแม่ทัพรักษาเมืองมีกำลังอยู่ 3,000 คน จงรักภักดีกับเสด็จพ่อ
ท่านแม่ของข้าเป็นสนมเอกมีลูกชายข้าเพียงคนเดียว ท่านแม่ไม่อยากให้ข้าเป็นราชาเพราะกลัวข้าจะเป็นแบบพระมเหสีกับรัชทายาท ถึงให้ข้ามาอยู่ที่สำนักตักศิลา” องค์ชายสาธิต เล่าด้วยน้ำเสียงที่เศร้าใจ
“ ท่านรู้ไหม ว่าใครเป็นคนลอบสังหารพระมเหสี” อาอู่ลองถาม
“ มีแค่คนเดียวที่มีอำนาจทำเช่นนี้ได้ ใครๆ ก็รู้”
“ พระสนมรองหรือ” อาอู่เอ่ยถาม
“ ไม่มีหลักฐาน แม้แต่เสด็จพ่อก็ไม่สามารถทำอะไรได้”
“ หลักฐานมันหมดไปตั้งแต่ สิบสามปีแล้ว มีวิธีเดียวที่จะปลุกหลักฐานนั้นขึ้นใหม่คือข้าต้องไปด้วยตัวเอง” อาอู่บอกกับองค์ชายสาธิต
“ พรุ่งนี้พวกเราเดินทางกันเลยจะได้จัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยก่อนที่จะกลับไปที่ละโว้” อาอู่เอ่ยกับทุกคน ทุกคนก็พยักหน้าอาอู่ว่าไงก็ว่าตามกัน
อาอู่บอกกับอาจารย์เมฆา และซ่งอี้ ว่าจะไปจัดการเรื่องของแม่ให้เรียบร้อยจากนั้นค่อยกลับไปที่ละโว้ต่อ ทั้งสองก็ได้เตือนให้ระวังตัว แต่ก็รู้ว่าอาอู่ต้องทำเรื่องนี้สำเร็จแน่
วันเดินทางทั้งหมดใช้เวลาเพียงครึ่งวัน ก็มาถึง เมืองศรีวิชัย องค์ชายสาธิตพาเข้าเขตเมืองโดยใช้เหรียญตราประจำตัวสีเงิน และพาทุกคนเข้าไปได้โดยไม่ต้องมีการตรวจค้น แต่พอจะเข้าวังหลวงทหารองครักษ์ 2 คนกลับเริ่มตรวจตรามากขึ้นเหมือนกับไม่ให้ความสำคัญกับ องค์ชายสาธิต สร้างความไม่พอใจให้กับองค์ชายสาธิตยิ่งนัก
“ ในเขตวังหลวงห้ามพกอาวุธเข้าไปโดยเด็ดขาด องค์ชายน่าจะรู้ข้อห้ามนี้เป็นอย่างดี” ทหารองครักษ์เอ่ยอย่างไม่ไว้หน้าองค์ชายสาธิต
“ ข้าไม่ได้เข้าวังชั้นใน ข้าจะไปวังชั้นนอกที่พักของข้า เดี๋ยวนี้มีกฏห้ามข้าพกอาวุธกลับบ้านตัวเองแล้วหรือ” องค์ชายสาธิตเริ่มโมโห
“ นี่เป็นคำสั่งของหัวหน้าองครักษ์ ข้าต้อง...” พูดได้แค่นั้น อาอู่ก็ใช้ฝ่ามือซัดเปรี้ยงเข้าที่ในหน้า ฟันหลุดกระจาย หัวทิ่มไปที่พื้น แน่นิ่งไป อีกคนเห็นเช่นนั้นก็ตกใจทำอะไรไม่ถูกได้แต่วิ่งหนีไปในทันที องค์ชายสาธิต ตกใจที่อาอู่ทำเช่นนี้ แต่ก็สะใจลึกๆ อยากจะทำอย่างนี้มานานแล้วเหมือนกัน
“ แค่ทหารยามยังกล้าพูด กับท่านเยี่ยงนี้ แล้วระดับหัวหน้ามันไม่ยิ่งกว่านี้เลยหรือ”อาอู่ถามองค์ชายสาธิต
“ พวกมันถือว่ามีเจ้านายหนุนหลัง ส่วนตัวข้านั้นมีเพียงเสด็จแม่กับเสด็จพ่อเท่านั้นตอนนี้ข้าแจ้งเสด็จพ่อกับเสด็จแม่เพื่อขอเข้าเฝ้า พวกเราไปรอที่พักของข้าก่อน”
องค์ชายสาธิตพาเพื่อนไปที่พักก่อนทันที แต่ไม่ทันจะได้ไป ก็มีทหารองครักษ์มาอีก 15 คน ขวางหน้าเอาไว้ไม่ยอมให้ไปไหน แล้วก็มีรองหัวหน้าองครักษ์คนหนึ่งก้าวเข้ามาข้างหน้า
“ หยุด องค์ชายสาธิตเหตุใดถึงได้ทำร้าย ทหารองครักษ์เช่นนี้ หรือว่าพวกท่านคิดจะกบถหรือ” รองหัวหน้าองค์รักษ์พูดคำนี้ออกมา กลุ่มของอาอู่ก็ตกใจ นี่มันกล้าใส่ร้ายกันขนาดนี้เลยหรือ
“ รองหัวหน้าองครักษ์ เจ้ากล่าวหากันเกินไปแล้วนะ” องค์ชายสาธิตพูดด้วยความโกรธ ไม่คิดว่าแค่รองหัวหน้าองครักษ์ถึงกับพูดกับตนแบบนี้
“ องค์ชายสาธิต ถ้าทางคงจะต้องให้พวกเขารู้จักที่ต่ำที่สูงหน่อยแล้ว” อาอู่พูดออกมาแบบนี้ องครักษ์ทั้งหมดชักดาบออกมาทุกคนเตรียมจัดการกับกลุ่มของอาอู่ทุกคน
“ ตัดแขนพวกมันออกมา” อาอู่สั่งทันที ดาบอาอู่ฟันแขนองครักษ์รวดเดียวสี่คนด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้า ส่วนที่เหลือก็ถูกกลุ่มเพื่อนๆฟันแขนขาดกระเด็นไปทั้ง 15 คนอย่างรวดเร็ว ทหารองค์รักษ์ล้มไปนอนกองกับพื้น ร้องลั่นไปทั่ววังองค์ชายสาธิตใจเต้นแรง ไม่คิดว่าตนเองจะกล้าตัดแขนองครักษ์วังหลวงเช่นนี้ แต่ก็สะใจเพราะอยากทำเช่นนี้มานานแล้ว
“ นี่คือโทษฐานที่พวกเจ้าลบหลู่เบื้องสูง ออกไปจากที่นี่เสีย อย่าให้พวกข้าเห็นหน้าพวกเจ้าอีกครั้ง ไม่เช่นนั้น หัวพวกเจ้าจะหลุดจากบ่า” อาอู่พูดด้วยเสียงที่เด็ดขาด พอพูดจบ ก็มีพวกนางคนในวังต่างก็มาดูกันเต็มไปหมด มีบางคนวิ่งออกไป คงไปฟ้องหัวหน้าองครักษ์แน่ อาอู่คิดในใจ
“ มันจะเป็นเรื่องใหญ่ไปไหม” องค์ชายสาธิตถามอาอู่
“ เชื่อใจอาอู่เถอะ ข้าว่าอาอู่เจตนาทำเช่นนี้เพราะมีแผนอยู่แล้ว” พี่เดชเอ่ยขึ้น
“ แผนอะไรหรือ ข้าก็ห่วงอยู่เหมือนกันนะ” พี่ฟ้าลั่นเอ่ยขึ้นมาด้วยความหวั่นใจ
“ คนเหล่านี้ทำผิด กล้าชักดาบต่อหน้าองค์ชายสาธิตมีโทษลบหลู่เบื้องสูงอยู่แล้วพวกท่านไม่ต้องห่วงหรอก ที่ข้าทำก็อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ขึ้น จะได้เจอผู้บงการเร็วๆ และอีกอย่างช่วยองค์ชายสาธิตสั่งสอนคนเหล่านี้ด้วย “ อาอู่วางแผนไว้แล้วอยากทำเรื่องให้ใหญ่นี่เอง
“ อีกไม่นานพวกมันคงขนองครักษ์มาจับพวกเรากันแน่” องค์ชายสาธิตเริ่มกังวล
เป็นจริงดังที่องค์ชายสาธิตพูดไว้ คราวนี้มีทหารองครักษ์มากันเป็นร้อย มีทหารหน้าไม้อีก 30 คน พร้อมจัดการเต็มที่ คราวนี้คงเป็นหัวหน้าองครักษ์ เดินเต็มยศนำหน้าทหารออกมายืนต่อหน้า กลุ่มของเทียน
“ องค์ชายท่านรู้ความผิดหรือไม่ “ หัวหน้าองค์รักษ์มาถึงก็ทำตัวกร่าง จะประกาศความผิดองค์ชายสาธิต
“ ข้าจะเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ พวกเจ้ากล้าหรือ” องค์ชายสาธิตเริ่มตะโกนเสียงดัง
“ องค์ชายท่านทำผิด ทำร้ายทหารองครักษ์ โดยไม่มีเหตุผล ท่านต้องถูกจับส่งให้กรมวังตัดสินโทษ” หัวหน้าองครักษ์ ประกาศความผิดขององค์ชายสาธิต
“ เจ้ากล้าหรือ” องค์ชายสาธิตพูดออกมาด้วยความโกรธ
หัวหน้าองครักษ์ยกมือเตรียมสั่งยิง ถ้ากลุ่มของเทียนเตรียมขยับอาอู่ปรบมือแปะแปะ แล้วพูดออกมาให้ทุกคนได้ยิน
“ พวกเจ้าคิดจะสังหารองค์รัชทายาทหรือไง หรือพวกเจ้าคิดจะกบถ ข้าบอกเอาไว้ก่อน ข้ารับประกันได้เลยว่า หัวหน้าองครักษ์ผู้นี้จะต้องถูกตัดหัวก่อนตะวันขึ้นอย่างแน่นอน แล้วพวกเจ้าคิดอยากจะตายไปพร้อมกับเขาด้วยหรือ” เสียงอาอู่ประกาศก้องไปทั่วทั้งวังหลวง คราวนี้ทหารองครักษ์เริ่มสงสัย ว่าจะเป็นความจริงหรือไม่ เริ่มลังเลไม่กล้ายิง
หัวหน้าองครักษ์เริ่มตกใจเช่นกันทำไมมันถึงได้กล้าพูดออกมาเช่นนี้ หรือว่า องค์ชายสาธิตได้เป็นองค์รัชทายาทแล้ว แต่ยังไม่ทันประกาศออกมา แม้แต่องค์ชายสาธิตเองก็ยังตกใจเช่นกันที่อาอู่ประกาศเรื่องนี้ออกไป
“ เจ้าโกหก ราชายังไม่ได้ประกาศแต่งตั้งใคร พวกเจ้าอย่ามาพูดจาเหลวไหลอันใด”หัวหน้าองครักษ์พูดออกมาไม่เต็มปากเท่าใด
“ เจ้าก็น่าจะรู้ เรื่องแบบนี้พูดไป ถ้าไม่ใช่ต้องถูกประหาร ใครจะกล้าพูดเหลวไหลออกมา พวกท่านทั้งหลายว่าจริงไหม” อาอู่พูดให้ทุกคนได้ยินทุกคนเก็บอาวุธทันที สร้างความโกรธแค้นให้หัวหน้าองครักษ์อย่างยิ่ง อาอู่เดินเข้ามาใกล้ๆ
“ ไปเข้าเฝ้ากัน ถ้าข้าพูดไม่จริง พวกข้าคงต้องโทษประหารอยู่แล้ว เจ้าจะกลัวอะไร “ อาอู่พูดย้ำเข้าไปอีกคราวนี้ทหารองครักษ์ทุกคนถอยหลังไปอีกก้าว
“ ไม่ได้” เปรี้ยง อาอู่ต่อยเข้าใบหน้าหัหน้าองครักษ์จนหงายหลังไปนอนกับพื้นลุกไม่ขึ้น
“ โทษฐานลบหลู่เบื้องสูง สมควรตายจริงๆ” อาอู่ต่อยไปแล้วทหารองครักษ์คนอื่นๆ ยังไม่กล้าเข้ามาช่วยเลย ไม่นานก็มีมหาดเล็กฝ่ายใน ออกมาบอกว่า มีคำสั่งให้องค์ชายสาธิตเข้าเฝ้า ทั้งหมดเลยต้องหยุดแล้วเดินตามมหาดเล็กผู้นี้ไปเข้าเฝ้าราชาทันที
“ อาอู่แล้วนี่จะทำอย่างไร พูดออกไปแบบนั้น เสด็จพ่อเอาตายแน่เลย” องค์ชายสาธิตพูดด้วยความหวาดกลัว
“ ท่านจะกลัวอะไร ท่านไม่ได้เป็นคนพูดสักหน่อย ข้าต่างหากเป็นคนพูด” อาอู่ตอบไปเหมือนไม่กลัวว่าจะมีเรื่อง
“ โธ่ อาอู่ มันก็เหมือนกันนั่นแหละ” องค์ชายสาธิตยิ่งหวั่นใจไปกันใหญ่
“ ใจเย็น องค์ชายสาธิต อาอู่คงมีแผนอยู่แล้ว อย่าห่วงเลย” ศิษย์พี่สิงห์ปลอบใจ
“ นั่นซิ มีแผนอะไร ก็บอกกันก่อนก็ดีนะ” พี่ฟ้าลั่นก็หวั่นใจเช่นกัน แต่พี่เดชนิ่งเฉยเพราะคิดว่าอาอู่มีแผนรับมือไว้อยู่แล้ว ก่อนถึงห้องท้องพระโรงเจอองค์ชายสันติกับเหล่าองค์ชายอีก หลายคนยืนรออยู่ด้านหน้า ทำท่าบอกให้หยุด
“ ได้ข่าวว่าพวกเจ้าแอบอ้างเป็นรัชทายาทกันเชียวหรือ เสด็จพ่อทรงกริ้วเป็นอย่างมาก ข้าหวังว่าพวกเจ้าคงจะมีหัวไว้เห็นตะวันพรุ่งนี้นะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”องค์ชายสันติดีใจในคราวเคราะห์ของผู้อื่น ยิ่งทำให้กลุ่มของอาอู่เครียดกันเข้าไปกันใหญ่
อาอู่เดินเข้ามากระซิบข้างหูขององค์ชายสาธิต
“ ให้พูดแบบนี้เลยหรือ” อาอู่พยักหน้าก่อนที่เข้าห้องทุกคนต่างก็ต้องฝากดาบไว้ด้านนอก พอเดินเข้าไปด้านใน
มีทหารระดับสูง ยืนอยู่สองฟาก ยิ่งใกล้องค์ราชาไชยแสน ยิ่งมีขุนนางที่ตำแหน่งใหญ่ขึ้นไป ถัดไปก็เป็นตำแหน่งองค์ชาย ทั้งหลายคน มีองค์ราชาไชยแสนนั่งอยู่บนบัลลังก์ โดยมีสนมเอกแม่ขององค์ชายสาธิตนั่งทางขวา มีสนมรองแม่องค์ชายสันตินั่งอยู่ด้านซ้าย ทั้ง 5 คน คุกเข่าคำนับราชาไชยแสน พอมีคำสั่งลุกขึ้นได้ ราชากับสนมเอกยังไม่ได้เอ่ยทักทายบุตรของตนเองเลย ก็มีขุนนางคนหนึ่งเสนอหน้าออกมาเสียก่อน
“ กราบทูลฝ่าบาท องค์ชายสาธิต ได้ทำความผิดใหญ่หลวง เข้าวังมาก็ใช้อำนาจบาตรใหญ่ ทำร้ายองครักษ์บาดเจ็บ แล้วยังตัดแขนองครักษ์ไปอีก 15 คนและยังมี ท่านหัวหน้าองครักษ์เข้าห้ามปรามกับถูกทำร้ายจนสลบไปอีกและไม่ใช่แค่นั้น ยังแอบอ้างว่าเป็นองค์รัชทายาทอีกด้วย ขอให้พระองค์ทรงพิจารณาลงโทษด้วยเถิดพะยะค่ะ” ขุนนางคนนี้เอ่ยเสร็จ ก็ถอยออกมาให้ราชาไชยแสนตัดสิน
“ องค์ชายสาธิต นี่เจ้ากลับมาก็ทำเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้เชียวหรือ ไหนเจ้าอธิบายมาซิว่าเรื่องราวมันเป็นอย่างไร”