ภายในท้องพระโรงอันโออ่าใหญ่โตซึ่งน่าจะจุคนได้มากกว่าสามพันคน เพดานสูงโค้งนั้นถูกวาดภาพด้วยท้องฟ้าจำลอง และเพดานนั้นถูกค้ำด้วยเสาสีขาว เช่นเดียวกับผนังกำแพง รวมถึงพื้นด้านล่างซึ่งเป็สีขาวสนิทของหินแกรนิต กำลังจะถูกใช้เป็ที่ประชุมในไม่ช้า
พื้นหินแกรนิตอันงดงามราวกับกระจก กำลังถูกเหยียบย่ำไปด้วยรองคัทชูของเหล่าขุนนางชายในชุดสูททางการนับหลายร้อยคน รวมถึงจอมเวทในชุดคลุมแบบมีฮูดสีต่างๆสังกัดตามพลังเวทของตัวเองจำนวนนับไม่ถ้วน เสียงพูดคุยจอแจเล็กน้อยซึ่งรวมกันหลักพันกำลังส่งเสียงอื้ออึงไม่ได้ศัพท์ไปทั่วห้องประชุม โดยหัวข้อที่พวกเขาพูดคุยกันนั้นไม่ใช่เื่อะไรอื่น หากแต่เป็หัวข้อสำคัญของวันนี้ และกำลังจะเป็วาระการประชุมใหญ่ในไม่ช้า
โดยเื่ที่ว่าก็คือการหายตัวไปของผู้กล้านั่นเอง
“องค์าาเอ็กซ์ตัส ไกอา บลูสกาย และองค์ราชินีเฮนเรียตต้า เลคบราวน์ บลูสกาย เสด็จ!”
เสียงของราชเลขาด้านนอกประตูท้องพระโรงกล่าว ทำเอาขุนนางและจอมเวททุกคนต่างยืนตรงเป็ระเบียบ และอยู่ในอาการสงบนิ่งทันที เสียงพูดคุยเมื่อสักครู่เงียบลงจนภายในห้องประชุมได้ยินแม้กระทั่งเสียงหายใจ
และสิ้นเสียงของราชเลขา ก็ปรากฏแถวขบวนของอัศวินในชุดเกราะสีทองจำนวนสิบนายเดินนำเข้ามาก่อน โดยพวกเขาขนาบคนสำคัญอย่างองค์าา และราชินีเอาไว้ด้านในแถว
าาในชุดสูทสีขาวคล้องสายสะพายสีแดงซึ่งติดเครื่องราชและเหรียญตราเกียรติยศเอาไว้ บนหัวของเขามีมงกุฏขนาดใหญ่สีทอง ในมือขวานั้นถือคฑาเวททองคำ กำลังเดินคู่มากับราชินีผมทองในชุดเดรสสีแดงคลุมทับด้วยผ้าคลุมสีเดียวกัน บนหัวของราชินีมีมงกุฏสีทองเช่นกัน หากแต่ขนาดเล็กกว่า
ด้านในสุดของท้องพระโรงมีบัลลังก์คู่สีทองหรูหรายกเหนือพื้นอยู่ราวครึ่งเมตร บัลลังค์ในตอนนี้นั้นถูกคุ้มกันโดยทหารองครักษ์ในชุดเกราะสีทองสองคนซึ่งยืนอยู่ด้านล่าง องครักษ์ทั้งสองทำท่าวันทยาหัตถ์ทันที เมื่อาาและราชินีมาถึง ก่อนที่พวกเขาจะขยับออกไปด้านข้าง และคอยประคองทั้งสองขึ้นบันไดเพื่อนำไปสู่บัลลังค์
เมื่อาาและราชินีประทับบนบัลลังก์แล้ว การประชุมก็เริ่มทันที
“รายงานเื่ผู้กล้ามาสิ ว่ามันเป็อย่างที่ข้าได้ยินมามั้ย”
ผู้กล่าวคือาาแห่งอาณาจักรบลูสกาย เขามีอายุราวสี่สิบต้นๆ ผมสีดำสนิทนั้นถูกหวีเรียบ ดวงตาสีแดงมองลงมาอย่างเ็า เช่นเดียวกับราชินีผมบลอนด์ นัยตาสีเขียวที่มีทีท่าไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่
เมื่อเสียงของาาประกาศ เหล่าขุนนางต่างมองไปยังจอมเวทจำนวนมากที่อยู่ฝั่งตรงข้ามทันที
“ฝ่าา” จอมเวทในชุดคลุมสีแดงคนหนึ่งกล่าว ก่อนจะออกมายืนด้านหน้า และโค้งคำนับ “กระหม่อมโรเจอร์ หัวหน้าจอมเวทผู้ประกอบพิธีอัญเชิญคราวนี้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมขอกราบทูลถวายรายงาน”
“ว่ามาสิ” าาเอ็กซ์ตัสกล่าว “ว่าทำไมบัดนี้ข้ายังไม่เห็นตัวผู้กล้าที่พวกเ้าทำพิธีอัญเชิญเลย”
“ทางพวกเราเหล่าจอมเวท ต่างทำตามคำแนะนำของศาสนจักรมาริก้าพ่ะย่ะค่ะ” จอมเวทกล่าว “พวกเราใช้พลังมานาในร่างจนหมดแล้ว ส่วนพวกนักบวชคอยประกอบพิธี หม่อมฉันคิดว่าหากพระองค์จะทรงทราบความจริง จำเป็ต้องเรียกพวกนักบวชมาที่ท้องพระโรงแห่งนี้”
าาและราชินีมองหน้ากัน อาณาจักรบลูสกายของพวกเขาไม่ได้นับถือศาสนจักรมาริก้า การที่พวกนักบวชยอมทำพิธีให้นั้นก็เพราะ่นี้อาณาจักรบลูสกาย และอาณาจักรต่างๆในทวีปเพื่อนบ้านอย่างแอตลาส กำลังร่วมมือกันต่อสู้กับหายนะสีดำ หากเรียกนักบวชมาเข้าเฝ้านั้นจะเป็การออกคำสั่ง และแสดงอำนาจเหนือกว่า
แม้ว่ามันจะดูเหมือนเื่เล็ก แต่เหล่านักบวชแห่งศาสนจักรถือเื่นี้มาก พวกเขาจะไม่ยอมเข้าเฝ้าาาจากแดนเถื่อนที่ไม่ได้นับถือศาสนาตนอย่างเป็ทางการ ต่อหน้าธารกำนัลเด็ดขาด
“ไปเชิญผู้นำของนักบวชในการทำพิธีครั้งนี้มา บอกว่าาาแห่งบลูสกาย ้ารบกวนพวกเขา และาาแห่งบลูสกาย จะตอบแทนด้วยการให้พวกเขาสร้างโบสถ์ของศาสนจักรได้หนึ่งแห่ง โดยพวกเขาจะเลือกที่ตั้งโบสถ์ตรงไหนก็ได้”
อัศวินองครักษ์พยักหน้ารับ ก่อนที่เขาจะรีบออกไปทันที ไม่นานนัก นักบวชชายสูงอายุหัวแทบล้าน ในชุดนักบวชสีดำคาดผ้าสีม่วงตรงเอวก็เดินเข้ามาทันที
“ฝ่าา กระหม่อมคาร์ดินัลแม็กซิมัส หัวหน้าประกอบพิธีอัญเชิญผู้กล้าฝั่งนักบวชพ่ะย่ะค่ะ...จริงหรือไม่ ที่พระองค์จะทรงอนุญาติให้กระหม่อมสร้างโบสถ์ของศาสนจักรได้หนึ่งแห่ง ที่ใดก็ได้”
“จริงแท้แน่นอน” าาเอ็กซ์ตัสกล่าว “ท่านตอบข้ามาทีเถอะ ว่าเพราะเหตุใด ผู้กล้าที่ข้า้าพบตัว จนบัดนี้ก็ยังไม่ปรากฏ พิธีการนั้นดำเนินการเรียบร้อยทุกอย่างมิใช่หรือ จอมเวทฝั่งข้าที่เตรียมการไว้ถึงเก้าพันคน ก็น่าจะเกินพอสำหรับพิธีการนี้แล้วนี่”
“นักบวชจากฝั่งเราจำนวนเก้าร้อยเก้าสิบเก้าคนนั้นก็หมดพลังเวทในร่างเช่นกัน” คาร์ดินัลแม็กซิมัสกล่าว “ฝ่าา ไม่ใช่ความผิดของทางเราพ่ะย่ะค่ะ พวกเราทำการตรวจสอบแท่นอัญเชิญ อีกทั้งยังทวนบทสวดแล้ว พบว่าไม่มีความผิดพลาดจากฝั่งของเรา”
คาร์ดินัลแม็กซิมัสมองไปยังหัวหน้าจอมเวทโรเจอร์ อีกฝ่ายเองก็มีทีท่ามั่นใจ ว่าไม่ใช่ความผิดตนเช่นกัน
“ฝ่าา...พิธีอัญเชิญผู้กล้า ต้องหลั่งเืลงกลางแท่นพิธีด้วย” คาร์ดินัลแม็กซิมัสกล่าว “จากการทดลองของศาสนจักรเรา จนสามารถอัญเชิญผู้กล้าออกมาได้ พบว่าเืที่ใช้ ต้องเป็เืของเด็กสาวบริสุทธิ์พ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านกำลังจะหมายความว่าอย่างไร” ราชินีเฮนเรียตต้าเอ่ยถามเสียงเครียด “จะบอกว่าสาเหตุที่ทำการอัญเชิญครั้งนี้ไม่ได้ผล ก็เพราะเืจากคนของเราอย่างนั้นหรือ”
“หม่อมฉันขอทูลตามตรง องค์ราชินี” คาร์ดินัลแม็กซิมัสกล่าว “เ้าของเืที่ใช้ในพิธีครั้งนี้ เป็ใครกัน”
ท้องพระโรงเงียบกริบจนได้ยินเสียงหายใจอีกครั้ง พร้อมกับบรรยากาศกดดัน เหล่าขุนนางทุกคนที่มาประชุมนั้นรู้ดีอยู่แล้ว พวกเขาหลายคนแสดงท่าทีกังวล บางคนนั้นแอบยิ้มอย่างสะใจก็มี
ท่ามกลางความเงียบอันแสนกดดันนี้ จู่ๆเสียงฝีเท้าอันเร่งรีบซึ่งดังมาจากด้านนอกประตูก็ค่อยๆเริ่มได้ยินชัด ราชเลขาซึ่งทำหน้าที่จดบันทึกการประชุมอยู่ด้านข้างประตูถึงกับผงะเมื่อเห็นผู้มาใหม่ ก่อนที่เขาจะรีบขานชื่อทันที
“องค์หญิงลำดับที่สาม แอนนา วัลไคเรีย บลูสกาย เสด็จ!!”
เสียงฝีเท้าคู่หนักกว่าเดิมตามมาติดๆ ทำเอาราชเลขาต้องประกาศชื่ออีกครั้งหนึ่ง
“องค์รัชทายาทอิกนิส เอ็กซ์ตัส บลูสกาย และองค์ชายลำดับที่สองแพทริค เอ็กซ์ตัส บลูสกายเสด็จ”
เด็กสาวร่างเล็กผมดำยาว ดวงตาสีชมพู ในชุดเดรสสีขาวไข่มุกเดินเข้ามาในห้องประชุมอย่างเร่งรีบ บนหัวของเธอมีมงกุฏขนาดเล็กสีทองแดง เธอคือแอนนานั่นเอง แต่ร่างของเธอนั้นเล็กลง เนื่องจากใน่เวลานี้ เธอมีอายุเพียงสิบสองปีเท่านั้น
“แอนนา บอกให้รอก่อนไง จะรีบไปไหน”
คนที่ะโห้ามเด็กสาวตรงหน้ามีผมสีดำ ดวงตาสีเขียว รูปร่างของเขาค่อนข้างเก้กัง เขาอยู่ในชุดสูทสีดำสนิท ใส่สายสะพายสีน้ำเงินประดับด้วยเครื่องราชและเหรียญตรา บนหัวของเขามีมงกุฏขนาดเล็กสีเงิน ดูเหมือนว่าอายุของเขาจะประมาณสิบสี่ปี ไม่ห่างจากแอนนามากนัก เขาคือเ้าชายลำดับที่สอง แพทริค
ส่วนคนที่เดินตามหลังมาและไม่พูดอะไร เป็ชายหนุ่มอายุประมาณสิบหกปี เขามีผมบลอนด์ทอง และนัยตาสีแดง สวมชุดคล้ายๆกับแพทริค หากแต่สายสะพายเป็สีแดง และมีมงกุฏขนาดเล็กสีทองที่หัว ใบหน้าของเขากำลังเคร่งเครียดและแสดงความไม่สบอารมณ์ เขาคือองค์รัชทายาทอิกนิส
แอนนาเดินมาถึงกลางท้องพระโรง ทำเอาเหล่าจอมเวท ขุนนาง และคาร์ดินัลแม็กซิมัสต่างหันมามองทันที
“ฝ่าา องค์ราชินี” แอนนากล่าวพลางถอนสายบัวอย่างเรียบร้อย ก่อนที่เธอจะรีบมองไปโดยรอบทันที
“ผู้กล้าเขาอยู่ที่ไหนเพคะ” แอนนาเอ่ยถามเสียงสั่น “ไม่จริงใช่มั้ยคะที่เราอัญเชิญไม่สำเร็จ”
ในใจของแอนนากำลังร้อนรน เพราะเธอนั้นมีความทรงจำของโลกก่อนเช่นเดียวกับแลนซ์ ในตอนที่แลนซ์ย้อนเวลากลับมา เธอเองก็ย้อนมาด้วย สิ่งแรกที่เธอ้าคือการพบหน้าแลนซ์นั่นเอง
แต่แล้วในตอนเช้าหลังจากที่เธอตื่นมา เธอกลับได้รับรายงานจากคนรับใช้ว่าการอัญเชิญผู้กล้าในวันนี้น่าจะล้มเหลว เพราะไม่มีใครเห็นผู้กล้าเลย แท่นอัญเชิญซึ่งตั้งอยู่ใจกลางสวนสาธารณะของพระราชวังกลับว่างเปล่า เธอจึงรีบร้อนออกมาโดยไม่รอพี่น้อง
“องค์หญิงแอนนา” ราชินีเฮนเรียตต้ากล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า แต่ไหนแต่ไรมา เธอไม่เคยชอบเด็กสาวซึ่งเป็ลูกต่างภรรยาคนนี้อยู่แล้ว “ทำไมเธอดูรีบร้อนจังเลยล่ะ”
“หม่อมฉัน้าพบผู้กล้าเพคะ” แอนนากล่าว “ขออภัยหากองค์ราชินีทรงมองว่าการกระทำของหม่อมฉันไม่เหมาะสม”
“องค์หญิง” คาร์ดินัลแม็กซิมัสเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ “องค์หญิงแอนนาใช่มั้ยพ่ะย่ะค่ะ”
“ค่ะ ท่านคาร์ดินัลแม็กซิมัส” แอนนาตอบ คาร์ดินัลค่อนข้างแปลกใจ ที่เธอรู้ชื่อของเขา ทั้งที่ไม่เคยพูดคุยกันเลย แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่าองค์หญิงตัวน้อยองค์นี้ อาจมีสายสืบที่แม่นยำเช่นกัน
“พระองค์คือผู้ที่มอบเืให้กับพิธีอัญเชิญผู้กล้าในรอบนี้ใช่มั้ย”
“ถูกต้องค่ะ ท่านคาร์ดินัล” แอนนากล่าว
“อาจจะเสียมารยาท กระหม่อมขออภัย” คาร์ดินัลกล่าว “แต่เืของพระองค์ มีปัญหา จึงทำให้การอัญเชิญผู้กล้าครั้งนี้ล้มเหลว ช่างน่าเสียดายจริงๆ”
เหล่าขุนนางและจอมเวทต่างจับจ้องมาที่แอนนาเป็สายตาเดียว าาเอ็กซ์ตัสถึงขั้นเอามือกุมหน้าพลางถอนใจ ส่วนราชินีเฮนเรียตต้าเม้มปากแน่น
แอนนาไม่ได้ใที่เธอตกเป็ผู้เสียหาย ถึงแม้คำครหานี้จะรุนแรงมากก็ตาม
การที่คาร์ดินัลบอกว่าเืของเธอมีปัญหาในการเชิญผู้กล้า นั่นเป็การบอกโดยอ้อมๆว่าเธอนั้นเสียความบริสุทธิ์ไปแล้ว เธอเป็หญิงที่มีราคะ และหม่นหมอง แน่นอนว่ามันเป็ข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงอย่างมาก สำหรับเด็กสาวอายุเพียงเท่านี้
“การอัญเชิญผู้กล้าไม่ได้ล้มเหลวค่ะ” แอนนากล่าวอย่างมั่นใจ “หม่อมฉันรับรองว่าผู้กล้าได้ถูกอัญเชิญแล้ว”
คาร์ดินัลแม็กซิมัสไม่พูดอะไร เช่นเดียวกับหัวหน้าจอมเวท คาร์ดินัลแม็กซิมัสทำเพียงโค้งคำนับให้าาและราชินี ก่อนที่เขาจะพูดว่าหน้าที่ของเขาจบลงแล้ว เขาขอตัวเตรียมกลับไปยังที่พัก
“ฝ่าา กระหม่อมขอนำเหล่าจอมเวททั้งหลายกลับด้วยเช่นกันนะพ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้าจอมเวทโรเจอร์กล่าว “ตอนนี้พวกเขาจำเป็ต้องดื่มยาฟื้นฟูเวทมนตร์อย่างเร่งด่วน”
าาพยักหน้า ก่อนจะยกมือขึ้นบริเวณหัวแล้วโบกมือ เพื่อเป็สัญญาณว่าเลิกการประชุม
เหล่าขุนนางทั้งหลายพร้อมใจกันโค้งคำนับ ก่อนที่จะทยอยออกไป จนตอนนี้เหลือเพียงสมาชิกราชวงศ์เท่านั้น ในท้องพระโรง กับราชเลขาที่รออยู่ด้านนอก
“แอนนา ตอนนี้เหลือเพียงคนกันเองแล้ว เ้าจงบอกความจริงมาซะ” าาเอ็กซ์ตัสกล่าว “เป็ฝีมือของโจเซฟ สการ์เล็ต คู่หมั้นของลูกใช่มั้ย ที่ทำกับเ้าแบบนี้”
“หมายความว่ายังไงคะ” แอนนาเอ่ยถามด้วยความใ “เสด็จพ่อกำลังจะบอกว่าหม่อมฉันเสียความบริสุทธิ์แล้วอย่างนั้นหรือ...นั่นไม่จริงเลยเพคะ”
“พ่อของเ้ายังไม่ทันพูดอะไรสักคำ” ราชินีเฮนเรียตต้ากล่าว “เ้าก็ตีตนออกมาแล้ว แสดงว่าที่พวกเราคาดการณ์เอาไว้ เป็เื่จริงสินะ”
จังหวะที่แอนนากำลังจะกล่าว มีเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาในท้องพระโรง การที่ราชเลขา หรือองครักษ์ด้านนอกไม่ห้ามนั้นแสดงว่าเป็คนสำคัญ
หญิงสาวอายุสามสิบปลายๆ เธอไว้ผมดำรวบหางม้า และมีดวงตาสีชมพูเหมือนแอนนาเดินเข้ามา เธออยู่ในชุดเดรสสีครีม ใบหน้าของเธอค่อนข้างจริงจังและดูเหนื่อยล้า เธอคือแม่ของแอนนานั่นเอง สนมซาร่า
“ซาร่า เ้ามาทำไม” เอ็กซ์ตัสเอ่ยถาม “เ้าควรจะอยู่ในที่พักให้เรียบร้อยนะ”
“ทำไมหรือเพคะ” ซาร่าเอ่ยถามเสียงเครียด “หรือว่าตัวประกันจากอดีตประเทศราชอย่างวัลไคเรียไม่มีสิทธิมาปกป้องลูกสาวตัวเอง หม่อมฉันกล้ายืนยันว่าแอนนาไม่เคยมีอะไรเกินเลยกับโจเซฟ ทั้งสองยังเล็กเกินกว่าจะรู้เื่อย่างว่านะเพคะ”
“ลูกสาวของเ้าทำผิด เ้าจะปกป้องได้อย่างไร” เฮนเรียตต้ากล่าวก่อนจะมองไปทางแอนนา “แอนนา การที่เธอปกปิดเื่นี้แล้วไม่ยอมบอกความจริง มันสร้างความเสียหายขนาดไหน เห็นหรือยัง เ้าทำให้ราชวงศ์บลูสกายอับอายต่อหน้าขุนนางและจอมเวทหลายพันคน เ้าไม่เห็นหรือไงกัน”
“หม่อมฉันไม่ได้ทำอะไรผิด” แอนนากล่าว “หม่อมฉันยังยืนยันคำเดิมเพคะ ว่าผู้กล้าถูกอัญเชิญมาแล้ว เขาอาจใจนหนีไปก็เท่านั้น หากพระองค์ให้โอกาส หม่อมฉันจะออกตามหาเขาเอง”
“และถ้าเ้าตามหาไม่สำเร็จล่ะ” เฮนเรียตต้ากล่าว “เ้าจะทำอย่างไร หากเราเชื่อใจเ้า เ้าอาจทำให้พวกเราอับอายยิ่งกว่าเดิม”
แอนนามองหน้าราชินีด้วยสายตาแน่วแน่ ก่อนที่เธอจะกล่าว
“หม่อมฉันขอรับผิดชอบด้วยชีวิต ถ้าหากว่าผู้กล้าไม่ได้ถูกอัญเชิญมา”