อวลกลิ่นดอกท้อ ด้ายแดงสวรรค์

    ตอนที่ 34 ทำลายเรือน

    “ทหาร!ไม่ได้ยินที่องค์ชายสั่งหรือ ทำลายเรือนนี้ทิ้ง” เว่ยเฟยหลางตวาดสั่งทหารนับสิบคนให้ทำลายเรือนหลังนี้ทิ้ง ในใจไม่พอใจเช่นกันที่เห็นว่าผ่านมาหลายปี คนที่เป็นปีศาจและถูกเสด็จพ่อทอดทิ้ง มีสิทธิอะไรใช้ชีวิตอย่างสุขสงบและได้ครอบครองของล้ำค่า

    “ทำลายเรือน” ทหารทุกคนกระจายตัวออกอย่างรวดเร็วและเริ่มใช้ดาบฟันทำลายลานกว้าง แม้เฟยหลงจะอยากปกป้องเรือนแค่ไหน แต่เขาคนเดียวก็ไม่สามารถปกป้องเรือนไว้ได้ ความเย็นชากระจายออกไปจนทุกคนรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายสังหารในดวงตาของชายชุดดำเจ้าของเรือน

    แม้อยากอาละวาดฆ่าฟันคนที่ทำลายเรือน แต่ทหารกลับทำตามคำสั่งวิ่งหลบเขาไปอีกทาง จำนวนคนที่มีหลายสิบคน นอกจากยืนจ้องมองเรือนถูกทำลายด้วยดวงตาแดงก่ำ เขาก็ห้ามปรามอะไรไม่ได้เลย

    “อึก” เสียงจากหญิงสาวด้านหลังทำให้เฟยหลงที่กำลังจะตัดสินใจวิ่งเข้าไปสู้กับทหารดีหรือไม่ถูกเสียงของนางทำลายทิ้งอย่างรวดเร็ว เขารีบหันไปมองหญิงสาวซึ่งมีใบหน้าซีดขาวและทรุดลงนั่งบนพื้นด้วยความตกใจ

    “เกิดอะไรขึ้น” น้ำเสียงเป็นห่วงไม่สามารถปิดบังได้มิด เสียงที่อ่อนโยนลงกว่าเดิมอย่างน่าสงสัย เว่ยเฟยเจินหันมามองท่าทางของคนทั้งสองด้วยความสนใจ

    “สาวงามนี่นา” องค์ชายสามร้องก่อนจะมองหญิงสาวชุดกระโปรงสีขาวซึ่งถูกเฟยหลงโอบกอดอย่างทะนุถนอมด้วยความตื่นเต้น เขาไม่มีสิ่งใดสู้พี่ชายรองได้แต่เรื่องผู้หญิงเขาไม่ยอมแพ้แน่นอน สาวงามหลายคนถูกเขาเลี้ยงดูตั้งแต่เขามีอายุ 15 ปีแล้ว

    เมื่อเห็นสาวงามเขาก็หันมาสนใจนางทันที ใบหน้างามล่มเมือง งามกว่าเสด็จแม่ของเขาที่ขึ้นชื่อว่าหญิงงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวงอีก ไม่ใช่ความงามแบบนางคณิกาที่เขามักไปหา แต่เป็นความงามบริสุทธิ์ ความอ่อนโยนและใบหน้าหวานของนางยิ่งทำให้เขาอยากรังแกเหลือเกิน หากนางร้องครวญอยู่ใต้ร่างของเขาไม่รู้เสียงของนางจะใสปานกระดิ่งเพียงใด ยิ่งเมื่อนางสวมอาภรณ์สีขาวยิ่งทำให้เหล่าผู้ชายอยากจะโอบกอดทะนุถนอมมากขึ้น ความงามคล้ายไม่มีอยู่จริงเช่นนี้ทำให้เขาหลงใหลและอยากครอบครองทันทีที่ได้พบเห็น

    “ป๋ายเหนียง” เว่ยเฟยเจินเอ่ยชื่อใครบางคนในความทรงจำเลือนรางของตนเอง ตอนนั้นเขาอายุเพียง 3 ขวบแม้จะจำอะไรไม่ได้ แต่เขารู้สึกเลือนรางว่ายามนั้นมีแม่นมหนึ่งคนและนางกำนัลหนึ่งคนติดตามเฟยหลงมาชายแดนเหนือด้วย

    เดิมทีอายุน้อยถึงเพียงนั้นไม่ควรจะจดจำอะไรได้ แต่เพราะพลังของไข่มุกมายาที่พยายามสร้างตัวตนให้หญิงสาวทำให้แม้จะเป็นเพียงเด็กน้อยอายุหนึ่งขวบก็ยังมีความทรงจำเรื่องนี้

    “ป๋ายเหนียง ใครหรือพ่ะย่ะค่ะ” เว่ยเฟยหลางถามพี่ชายตัวเองทั้งที่สายตาไม่ละไปจากใบหน้าขาวซีดของหญิงสาว ยิ่งท่าทางอ่อนแอของนางยิ่งทำให้เขาอยากครอบครองนางมากขึ้น หากสามารถกำจัดปีศาจผู้นี้ได้เขาจะต้องนำนางมาเป็นสมบัติส่วนตัวแน่นอน บางทีเขาอาจจะใจดีแต่งตั้งนางเป็นนางสนมของตัวเอง

    เว่ยเฟยเจินมองท่าทางคลั่งไคล้ผู้หญิงของน้องชายตัวเองก่อนจะส่ายหน้า ยังดีที่เว่ยเฟยหลางมีจุดอ่อนเป็นผู้หญิงทำให้องค์ชายสามไม่ใช่คู่แข่งของเขาเลยแม้แต่น้อย อายุ 14 ปีก็ร่วมหลับนอนกับนางกำนัล ไม่รู้ว่าเชื้อพันธุ์มังกรยังสามารถใช้งานได้อีกหรือไม่ นี่คือเหตุผลที่เขายอมรับน้องชายคนนี้ได้ง่ายกว่าองค์ชายคนอื่น

    “ข้าจะพาเจ้าไปพบหมอ” เฟยหลงถามด้วยความเป็นห่วงก่อนจะพยายามพยุงหญิงสาวลุกขึ้นยืน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นนางบาดเจ็บ จะไม่ให้เขารู้สึกเป็นห่วงและรู้สึกตกใจได้อย่างไร

    ป๋ายฮวาจิกมือลงบนแขนของเฟยหลงแรงก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ “ข้าแค่ตกใจเท่านั้น” ดวงตาดอกท้อมองการกระทำของทหารด้วยความโกรธ เสียงข้าวของแตกกระจายช่างแสบแก้วหูเหลือเกิน เรือนที่นางอยู่ร่วมกับเฟยหลงตลอด 7 ปีถูกทำลายเหลือเพียงเศษซาก แม้แต่โต๊ะทานอาหารของนางยังถูกผ่าออกเป็นสองท่อน

    หญิงสาวมองการกระทำเหล่านั้นด้วยดวงตาแดงก่ำและเริ่มมีน้ำตาเอ่อคลอ นางจิกเล็บใส่แขนของเฟยหลงแรงเพื่อหักห้ามใจไม่เข้าไปทำร้ายมนุษย์น่ารังเกียจเหล่านี้ทิ้ง

    “จริงหรือ” เฟยหลงถามด้วยความเป็นกังวล

    ป๋ายฮวากลืนก้อนเลือดลงคอก่อนจะพยักหน้ารับคำ นางจะบอกเขาได้อย่างไรว่าตัวเองฝืนใช้พลังเซียนแอบใช้อาคมย้ายสิ่งของที่มีค่าของนางและของเฟยหลงไปเก็บไว้ในห้องลับที่ทหารหาไม่เจอ เดิมทีคิดว่าสวรรค์คงจะเห็นใจบ้างแต่นางคงเข้าข้างตัวเองมากเกินไป เพราะทันทีที่ใช้คาถาอาคมพลังเหล่านั้นก็สะท้อนกลับทำลายอวัยวะภายในของนาง

    นางควรขอบคุณที่สวรรค์ไม่ส่งฟ้าผ่าฟาดลงมาหรือควรโกรธดีนะ หากฟ้าผ่าลงมาสักสายอาจจะช่วยทำให้ทหารเหล่านี้หวาดกลัว ป่านนี้นางคงยังสามารถรักษาเรือนไว้ได้

    แม้จะแลกกับความเจ็บปวดแต่นางตัดใจให้คนเหล่านี้นำสิ่งของที่นางตั้งใจสะสมเตรียมไว้ให้เฟยหลงตั้งแต่เขายังเด็กจนเติบใหญ่ไม่ได้อยู่ดี ทุกชิ้นล้วนเป้นความทรงจำและเป็นความพยายามของนางทั้งหมด แม้จะไม่ใช่ของมีค่าหากเทียบกับสมบัติเซียนในวังหิมะหยก แต่นางกลับทำใจมองมันถูกทำลายไม่ได้จริงๆ

    “เจ้าชื่อป๋ายเหนียงหรือ” เว่ยเฟยหลางเมื่อเห็นพี่ชายไม่สนใจหญิงงาม เขาจึงเดินเข้ามาใกล้และมองสาวงามในอ้อมกอดตัวประหลาดด้วยแววตาละโมบ เขาต้องทำให้สาวงามผู้นี้ตกเป็นสมบัติส่วนตัวของเขาให้ได้

    เฟยหลงมององค์ชายสามก่อนจะยกดาบกั้นไม่ให้เขาเข้ามาใกล้ ดวงตาดำทะมึนจ้องมองเขาข่มขู่ มือหนาโอบกอดร่างบางด้วยความหวงแหน หากทำลายเรือนเขาเพียงแค่รู้สึกโกรธ แต่หากมีผู้ใดแตะต้องหญิงสาวในอ้อมกอดของเขา แม้แต่ชีวิตเขาก็กล้าเอาเข้าแลก

    “เจ้าคงไม่ต้องการมีชีวิตแล้วใช่หรือไม่” กลิ่นอายสังหารในดวงตามังกรส่งผลให้เว่ยเฟยหลางชะงักนิ่ง ความรู้สึกหวาดกลัวและความหนาวเย็นตั้งแต่ปลายเท้าไล่ขึ้นมาจนรู้สึกหนังศีรษะชาวาบ แม้อยากจะถอยหลังหนีเขายังไม่กล้าขยับ

    ปีศาจคนนี้มักจะมีความเย็นชาเสมอ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นจอมมารที่พร้อมจะฆ่าล้างผู้คนรอบกายแล้ว เว่ยเฟยเจินหรี่ตามองการกระทำของเฟยหลงและท่าทางหวงแหนสาวงามในอ้อมกอดทำให้เขารู้สึกว่าป๋ายเหนียงคงจะไม่ใช่นางกำนัลธรรมดาแล้ว

    ดวงตาเจ้าเล่ห์ยิ้มมุมปากดูถูก ดีแล้ว เมื่อมีจุดอ่อนเขาก็ยิ่งจัดการได้ง่ายขึ้น

    “เหอะ เจ้ามันปีศาจ ตัวประหลาดอย่างเจ้าไม่ควรมีชีวิตอยู่เลยด้วยซ้ำ สาวน้อยเจ้าควรจะติดตามข้ากลับวังหลวงมากกว่า” เว่ยเฟยหลางตั้งสติได้ก็รีบถอยหลังหนีแต่ก็ไม่ลืมที่จะหันมาเอ่ยชวนสาวงาม

    ป๋ายฮวามองพฤติกรรมเสเพลขององค์ชายสามด้วยความรังเกียจ ก่อนจะรู้สึกว่าแขนซึ่งกำลังโอบกอดเอวนางอยู่กระชับแน่นขึ้นมากกว่าเดิม นอกจากนี้นางยังรู้สึกว่าร่างกายเขาสั่นสะท้านเล็กน้อยด้วย

    เกิดอะไรขึ้น

    “สาวงาม ไปอยู่กับข้าดีหรือไม่” เว่ยเฟยหลางไม่ยอมแพ้พยายามหลอกล่อหญิงสาว ในใจมั่นใจว่านางต้องไม่มีทางปฏิเสธข้อเสนอของเขาแน่นอน

    เฟยหลงมองหญิงสาวข้างกายด้วยดวงตาดำมืด แววตาไหววูบ สูญเสียความสุขุมในยามปกติ จู่ๆ เขาก็กลัวว่านางจะรังเกียจตัวประหลาดเช่นเขาและโผเข้าสู่อ้อมกอดของชายอื่น ความหวาดกลัวที่ถาโถมเข้ามาทำให้เฟยหลงเผลอโอบกอดร่างเล็กด้วยมือที่สั่นสะท้าน

    ในหัวจินตนาการหากนางผละออกจากอ้อมกอดตนเอง เขาควรจะทำอย่างไรดี ดวงตาดำทะมึนเกิดระลอกคลื่นค่อยๆ ดิ่งลึกลงไปในความนึกคิดของตัวเอง แววตาทอประกายเย็นเยียบอย่างน่ากลัว

    ไม่มีทาง

    เขาไม่ยอมแน่นอน

    ต่อให้นางเปลี่ยนใจ ถึงตายเขาก็ไม่ยอมคลายมือปล่อยให้นางหนีจากไปไหน

    “สาวงาม มาหาพี่ชายดีกว่า” เสียงร้องเรียกที่เขารู้สึกรำคาญดังขึ้นอีกครั้ง มือหนาเผลอใช้ดาบปักลงดินจนเกิดฝุ่นควันกระจายฟุ้ง ดวงตานิลของเฟยหลงตวัดมองชายหนุ่มที่กำลังยื่นมือเอ่ยชวนหญิงสาวในอ้อมกอดด้วยไอสังหารรุนแรง

    “เงียบสักที” ในใจรู้สึกอยากจะฆ่าคนที่พูดเรื่องน่ารำคาญและคอยกวนใจเขา เฟยหลงมองหน้าเว่ยเฟยหลางราวกับผีร้ายที่คลานออกจากขุมนรก สีหน้าเย็นชาโหดเหี้ยม

    ป๋ายฮวามองอาการโกรธจนเสียสติของเฟยหลงด้วยความตกใจเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เห็นเขาระเบิดอารมณ์รุนแรงขนาดนี้ เว่ยเฟยเจินก็มองท่าทางขาดสติของเฟยหลงด้วยความสนใจเช่นกัน ดวงตาเจ้าเล่ห์หรี่ตาลงเมื่อรู้จุดอ่อนของศัตรูตัวเอง

    เว่ยเฟยหลางสะดุ้งเฮือก “เจ้ามีสิทธิอะไรสั่งให้ข้าเงียบ ปีศาจอย่างเจ้าควรจะหายไปจากโลกนี้นานแล้ว ไม่มีใครต้องการเจ้าเลยสักคน แม้แต่บิดามารดาของตัวเองยังไม่ต้องการ เจ้ายังหวังว่าผู้อื่นอยากจะอยู่กับเจ้าอย่างนั้นหรือ”

    “หุบปาก” เฟยหลงตะโกนเสียงดังหลังจากได้ยินคำพูดเสียดแทงหูกำลังทำให้เขาหวาดกลัวว่าหญิงสาวข้างกายอาจจะคิดเช่นเดียวกันกับผู้อื่น นางต้องการสิ่งใดกันแน่ นางจะจากเขาไปหรือไม่ นางเข้าใกล้เขาเพื่อสิ่งใด นางจะรังเกียจรอยบนใบหน้าเขาหรือไม่ หรือนางก็คิดว่าเขาเป็นปีศาจเช่นกันกับคนอื่น

    “ปีศาจเช่นเจ้า เป็นที่รังเกียจของทุกคน เจ้ายังไม่รู้ตัวหรือ ครอบครัวไม่ต้องการ ผู้คนหวาดกลัว ปีศาจ เจ้ามันเป็นตัวประหลาด เป็นปีศาจ” เว่ยเฟยหลางตะโกนเสียงดัง

    “เงียบ” เฟยหลงดวงตาแดงก่ำ ความโกรธขาดสติส่งผลให้รอยบนใบหน้าปูดนูนขึ้นมาจนน่ากลัวมากกว่าเดิม

    “ปีศาจ ปีศาจ เจ้ามันปีศาจ” เว่ยเฟยหลางถอยหนีด้วยความกลัว ทหารหลายนายทยอยกลับมายืนในลานกว้างหลังจากทำลายเรือนเสร็จเรียบร้อย เสียงกระซิบกระซาบของพวกเขาเหล่านั้นล้วนเข้าหูของเฟยหลงจนหมดสิ้น

    “ตัวประหลาดที่ใดเนี่ย”

    “ดูรอยสีม่วงที่ปูดโปนขึ้นมาบนใบหน้าของเขานั่นสิ ไม่รู้ว่าป่วยเป็นโรคประหลาดอะไร”

    “หน้าตาน่ากลัวเช่นนี้ ไม่รู้ว่าจะนำความโชคร้ายมาให้ผู้ที่อยู่ใกล้หรือไม่”

    “สวรรค์คุ้มครอง เหตุใดจึงมีคนที่น่ารังเกียจถึงเพียงนี้”

    “แคว้นเว่ยจะเกิดอาเพศหรือไม่ พวกเราควรกำจัดเขาก่อนจะถูกสวรรค์ลงโทษ”

    “ปีศาจร้าย”

    “ตัวประหลาด”

    “คนน่ารังเกียจ”

    “ฆ่าทิ้ง ต้องฆ่าทิ้งเท่านั้น”

    ป๋ายฮวาจ้องมองผู้คนรอบกายด้วยความโกรธแค้นจนน้ำตาทั้งสองข้างไหลออกมาอาบแก้ม “หยุดพูดได้แล้ว ออกไป ฮือ ออกไป ออกไปให้หมด ฮึก” เสียงสะอึกสะอื้นร้องไห้เต็มไปด้วยความน้อยใจและความโกธแค้น

    เฟยหลงซึ่งกำลังจะขาดสติค่อยๆ หันมามองใบหน้าอาบน้ำตาของหญิงสาว ใบหน้าเผยแววตกตะลึงราวกับถูกของบางอย่างพุ่งชนเข้าหัวใจรุนแรง หยาดน้ำตาร่วงลงมาดุจไข่มุกหลุดจากสาย กลิ้งไหลลงมาตามใบหน้าน้อยๆ อย่างน่าสงสาร

    “เจ้า....ร้องไห้” เขาเหม่อมองน้ำตาฟังเสียงร้องไห้เสียใจของนางด้วยความสับสนมึนงง ทำไมนางต้องร้องไห้เสียใจล่ะ ไม่ใช่ว่าคนอื่นกำลังด่าเขาหรอกหรือ ทำไมตอนนี้กลับเป็นนางที่ร้องไห้เสียเอง

    ป๋ายฮวาสะอึกเช็ดน้ำตาลวกๆ ก่อนจะหยิบก้อนหินแถวนั้นโยนใส่ผู้คน “เฟยหลงไม่ใช่ปีศาจ พวกเจ้าพูดจาเหลวไหล ออกไปจากเรือนของพวกเราได้แล้ว ออกไป ฮึก” หญิงสาวพยายามขว้างก้อนหินไล่กลุ่มคนน่ารังเกียจเหล่านี้ออกไปทั้งหมด

    เฟยหลงมองท่าทางของป๋ายฮวาและฟังคำพูดของนางด้วยท่าทางเหม่อลอย จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าแม้ตัวเขาจะต้องถูกคนด่าอีกมากมายแค่ไหน ขอเพียงมีนางคนเดียวที่ไม่หวาดกลัวและไม่รังเกียจเขาก็เพียงพอแล้ว ต่อให้ผู้คนนับล้านเรียกเขาว่าปีศาจ แต่มีเพียงนางเรียกชื่อของเขาว่าเฟยหลง นับว่าชีวิตนี้ถึงตายก็ไม่นึกเสียดายเพราะครั้งหนึ่งเขาเคยมีนางอยู่เคียงข้างกาย

    “สาวงาม ปีศาจคนนี้คุ้มหรือที่เจ้าต้องออกหน้าปกป้อง” เว่ยเฟยหลางไม่พอใจ

    ป๋ายฮวามองเขาด้วยความโกรธแค้น คำก็ประหลาดสองคำก็ปีศาจ “หยุดเรียกเขาว่าปีศาจได้แล้ว / เปรี้ยง” สายฟ้าสีเงินฟาดผ่านท้องฟ้าทันทีที่สิ้นเสียง ท้องฟ้าเดิมยังสดใสแต่ตอนนี้หมู่เมฆสีดำค่อยๆ รวมตัวกันจนปิดบังแสงของดวงอาทิตย์ สายฟ้าหลากหลายสายถักเป็นตาข่ายครอบคลุมทั้งฝืนฟ้าราวกับเกิดอาเพศร้ายแรง

    โดยไม่มีใครสังเกตเห็น ดวงตาดอกท้อของหญิงสาวค่อยๆ เลือนหายเหลือเพียงตาสีขาว ก่อนจะกลับมาเป็นดวงตาสีนิลเช่นเดิม ป๋ายฮวามองกลุ่มคนมากมายด้วยความโกรธแค้น หากต้องถูกสวรรค์ลงโทษ นางก็จะขอลากพวกเขาทั้งหลายลงนรกไปด้วยกัน

    เปรี้ยง-- เสียงฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหวสั่นสะเทือนถึงพื้นดินพร้อมกับหยาดฝนกระหน่ำเทลงมาคล้ายสวรรค์กำลังร้องเตือนไม่ให้หญิงสาวใช้อาคมในโลกมนุษย์ แต่แม้จะข่มขู่อย่างไรนางก็ยังจ้องมองกลุ่มคนนับร้อยด้วยความโกรธแค้นเช่นเดิม

    ใบหน้าหวานขาวซีด ผมยาวสีดำสยายยาวไปด้านหลัง ชุดสีขาวแนบลำตัวหลังจากถูกน้ำฝนชะล้าง ดวงตาดำมืดบ้างขาวบ้างสลับกันจนทำให้นางยิ่งคล้ายปีศาจงามล่มเมืองกว่าเฟยหลงอีก

    “กลับ.....” เว่ยเฟยเจินเงยหน้ามองฝนซึ่งกระหน่ำเทลงมาด้วยความไม่พอใจ ไม่ได้สังเกตท่าทางเสียสติของหญิงสาวแม้แต่น้อย เว่ยเฟยหลางได้ยินคำสั่งของพี่ชายเขาก็รีบหันหลังวิ่งหนีอย่างรวดเร็วเช่นกัน หญิงงามผู้นี้หากมองนานๆ เข้าก็รู้สึกขนลุกจนหนังศีรษะชาวาบอย่างน่าประหลาด งามแค่ไหนหากอันตรายเขาก็ไม่อยากสนใจ

    “กลับเข้าไปในเรือนเถิด ชุดเปียกแล้ว” น้ำเสียงอ่อนโยนดังขึ้นข้างใบหูแผ่วเบา ป๋ายฮวาซึ่งกำลังเสียสติหันไปมองชายหนุ่มอย่างเลื่อนลอย เฟยหลงถอดเสื้อคลุมตัวเองคลุมร่างกายของหญิงสาวไว้ ชายหนุ่มที่ดวงตาแดงก่ำเมื่อสักครู่คล้ายเป็นเพียงภาพมายาเท่านั้นเพราะตอนนี้เขากำลังใช้ดวงตาอ่อนโยนมองนางพร้อมรอยยิ้มมุมปาก

    “ฮึก ฮืออออออออออ” พอได้สติป๋ายฮวาก็ร้องไห้พุ่งเข้ากอดเอวเฟยหลงอย่างรวดเร็วท่ามกลางสายฝนที่กำลังตกลงมา เงาร่างเลือนรางสองคนกำลังกอดกันยืนตากฝน มือเล็กโอบกอดเขาไว้แน่นด้วยความเสียใจ เสียงสะอื้นร้องไห้แข่งเสียงฝนทำให้เฟยหลงยืนนิ่งตัวแข็งทื่อ ดวงตามังกรเบิกกว้างตกตะลึงเผลอเอื้อมแขนดึงร่างอรชรเข้ามากอดเช่นกัน

    ในใจรู้สึกทั้งหวานทั้งขมปนเปจนสับสน

    เสียงสะอึกสะอื้นร้องไห้เพราะความคับแค้นใจแทนเขา ทำให้แม้น้ำฝนที่กำลังตกลงมาจะหนาวเย็นเพียงใด ในใจเขาก็รู้สึกอบอุ่นที่ใจอย่างน่าประหลาด มือหนาลูบผมสีดำเบามือเพื่อปลอบโยน เสียงสะอื้นไห้ข้างหูดังสั่นสะเทือนโลกทั้งใบของเขา ในใจราวกับอ่อนยวบยาบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

    บนแผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาลมีผู้คนนับล้าน แต่เขาขอเพียงมีหญิงสาวอยู่ในอ้อมกอดก็เพียงพอแล้ว ชั่วชีวิตของเขาขอเพียงปรารถนาข้อนี้ข้อเดียว ขอเพียงนับจากวันนี้ตราบสิ้นลมหายใจ เขาภาวนาขอให้นางอยู่เคียงข้างกายเขาตลอดไปก็พอแล้ว