พ่อเลี้ยงขา... รักหนูได้ไหมคะ

    หายวันหายคืน

     

    ตั้งแต่วันนั้นใบหลิวก็คอยดูแลเรวัตด้วยวิธีพิเศษจนเขาไม่มีอาการหงุดหงิดอีกเลย มีแต่จะอารมณ์ดีขึ้นทุกวัน จนกรกนกที่ไม่ค่อยว่างมาดูแลยังเอ่ยขึ้นด้วยความแปลกใจ

     

    “ช่วงนี้คุณอารมณ์ดีจังนะคะ สามสี่วันก่อนยังหงุดหงิดจนเข้าหน้าใครไม่ติดอยู่เลย”

     

    “อ่า ผมคงใกล้หายแล้วมั้ง”

     

    “นั่นสิ มะรืนนี้ป๊าก็เอาเฝือกที่แขนออกได้แล้วนี่นา” ใบหลิวเอ่ยแทรกขึ้นมาอย่างได้จังหวะ

     

    “วันไหนนะคะคุณ”

     

    “น่าจะวันศุกร์นะถ้าผมจำไม่ผิด” คนเจ็บตอบอย่างไม่แน่ใจก่อนหันไปมองคนที่น่าจะรู้ดีที่สุด “หนู...”

     

    “วันศุกร์ค่ะ” ใบหลิวยืนยันแล้วรีบออกตัว “อย่าบอกนะคะว่าแม่มีนัดไปที่ไหนอีก หนูขับรถไม่เป็นนะ”

     

    กรกนกตวัดสายตามองลูกสาว “ไม่ต้องห่วงหรอกวันนั้นแม่จะพาป๊าไปเอง เรานี่ยังไงชอบมองแม่ในแง่ร้ายอยู่เรื่อย”

     

    “แง่ร้ายที่ไหนหนูก็แค่ถามเฉย ๆ”

     

    “เอาล่ะ ๆ พอป๊าหายหงุดหงิดสองแม่ลูกก็จะทะเลาะกันเองอีกแล้วใช่มั้ย” พอคนเจ็บว่าอย่างนั้นศึกที่ยังไม่ทันได้เริ่มก็จบลง

     

    “เปล่านะคะ” / “ไม่ใช่อย่างนั้นซะหน่อย” สองแม่ลูก ปฏิเสธพร้อมกัน แต่สีหน้าคนเป็นลูกดูจะเผือดลงกว่าคนเป็นแม่ เรวัตจึงตัดสินใจแยกทั้งสองออกจากกัน อีกอย่างเรื่องอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ายังไงก็ต้องเป็นกรกนกอยู่ดี

     

    “หนูไปพักเถอะ เดี๋ยวตรงนี้ให้แม่เขาดูต่อ”

     

    “ค่า งั้นหนูไปดูการ์ตูนเป็นเพื่อนน้องดีกว่า” ใบหลิวออกจากห้องอย่างว่าง่าย

     

    “ทำไมลูกถึงได้ฟังคุณมากกว่าฉันนะ” กรกนกบ่นพึมพำกับตัวเองระหว่างเดินไปเตรียมของที่ห้องน้ำ

     

    แต่เรวัตกลับเข้าใจว่าโดนถามเลยถามกลับด้วยคำถามแทงใจดำ “อยากให้ผมเล่าให้ฟังอีกรอบเหรอว่าทำไม”

     

    “เฮ้อ ฉันบ่นกับตัวเองต่างหากไม่ได้ถามคุณสักหน่อย ชิ ไปค่ะ ลุกไหวมั้ย”

     

    “ไหวสิ ผมใกล้จะหายแล้วนะ บางทีวันที่ไปหาหมออาจได้ถอดไอ้ที่ดามตรงคอออกด้วยก็ได้ รำคาญเต็มทีละ”

     

    “งั้นฉันพยุงดีกว่า อวดเก่งนักเดี๋ยวก็ล้มลงจนได้ดามต่ออีกสักเดือนพอดี ใครจะว่างมาดูแลคุณกัน” ปากบ่นเหมือนไม่เต็มใจแต่กลับประคองแขนเขาอย่างระมัดระวัง

     

    “ยัยหนูไง” เขาตอบกลั้วหัวเราะโดยไม่ลังเลสักนิด “เจ้าต้นก็คอยมาวุ่นวายอยู่ข้าง ๆ เหมือนกัน จะว่าไปผมเจ็บคราวนี้ก็สนุกดีนะ เหมือนได้กลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อนเลย”

     

    “หึหึ นั่นสิคะ” กรกนกก็พลอยหัวเราะไปด้วย

     

    บรรยากาศระหว่างสามีภรรยาพลันผ่อนคลายลงเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน

     

    ...

     

    สรุปแล้วอาการของเขาดีขึ้นมากจนสามารถถอดเฝือกและที่ดามคอออกได้พร้อมกันภายในเวลาหกสัปดาห์พอดี

     

    “ดูแลตัวเองดีมากเลยนะครับเนี่ย” หนุ่มใหญ่ยืดอกรับคำชมจากหมอและพยาบาล

     

    “ก็ต้องขอบคุณลูก ๆ กับภรรยานี่ล่ะครับ ช่วงที่ผ่านมาผมก็มีหน้าที่แค่นอนให้พวกเขาดูแล ไม่อย่างนั้นผมคงไม่ฟื้นตัวเร็วขนาดนี้”

     

    “ฮะ ๆ ดีแล้วครับ” คุณหมอหัวเราะตาม ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียงให้จริงจังขึ้นเล็กน้อย “แต่หลังจากนี้ต้องกายภาพต่ออีกนิดหน่อยนะครับถึงจะเรียกว่าหายเป็นปกติจริง ๆ”

     

    “เอ่อ แล้วต้องมาที่โรงพยาบาลรึเปล่าคะคุณหมอ หรือว่าทำเองที่บ้านได้”

     

    “อืม หมอแนะนำว่าให้มาที่โรงพยาบาลนะครับจะได้รับการดูแลที่เหมาะสม นักกายภาพจะได้ประเมินและปรับท่าให้ตามอาการ แต่ถ้าคนไข้กับญาติไม่สะดวก เดี๋ยวหมอจะประสานนักกายภาพให้เขามาประเมินให้ก่อนคร่าว ๆ”

     

    กรกนกหันไปมองเรวัต “เอายังไงคุณ”

     

    “แล้วแต่คุณเถอะ ผมยังไงก็ได้”

     

    “งั้น...”

     

    สุดท้ายกรกนกก็เลือกให้เขาขับรถมาทำกายภาพที่โรงพยาบาลตามคำแนะนำของหมอ ใบหลิวซึ่งอยู่ในช่วงปิดเทอมพอดีจึงอาสามาเป็นเพื่อนเขาทุกครั้ง

     

    วันนี้ระหว่างรอคิว จู่ ๆ สาวน้อยที่นั่งไถโทรศัพท์อยู่ดี ๆ ก็เอ่ยขึ้นมาราวกับกำลังชวนคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ

     

    “ป๊าคะ ระหว่างหอในกับหอนอกหนูควรเลือกอยู่ที่ดีคะ”

     

    เรวัตละความสนใจจากโทรศัพท์ของตัวเองแล้วหันมาตั้งใจตอบคำถามของลูกเลี้ยงสาวทันที “อืม งั้นป๊าถามหนูกลับก่อนว่าทำไมถึงลังเล”

     

    “ก็... หอนอกมันค่าใช้จ่ายเยอะ หอในประหยัดกว่าค่ะ” ใบหลิวตอบอย่างไม่ลังเล

     

    “ถ้าคิดอย่างนั้นป๊าจะลองพูดข้อเสียของหอในให้หนูฟังก่อน หนึ่งคือกฎระเบียบที่เข้มงวดถ้าหนูทำผิดอาจถูกลงโทษหรือถูกหักคะแนนได้ สองไม่มีความเป็นส่วนตัว ห้องหนึ่งต้องอยู่รวมกันถึงสี่คน ถ้ามีห้องน้ำในห้องก็ดีไป แต่ถ้าไม่มีหนูก็ต้องใช้ห้องน้ำรวม สามเราเลือกคนที่จะมาอยู่ร่วมห้องด้วยไม่ได้ เพราะฉะนั้นหนูก็ต้องยอมรับด้วยว่าอาจได้คนที่ไม่ถูกใจเรา เวลาทะเลาะกันก็ต้องทนอยู่ร่วมกันต่อไป และสี่ข้อนี้สำคัญที่สุด... ถ้าหนูอยู่หอในป๊าก็ไปหาหนูไม่ได้น่ะสิ”

     

    ตอนแรกสีหน้าของใบหลิวก็เครียดขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้ยินข้อสุดท้าย “โอโห้... ดูเหมือนว่าข้อสุดท้ายจะสำคัญที่สุดรึเปล่าคะ”

     

    “สำหรับป๊าก็ใช่... แต่ความสบายใจของหนูก็สำคัญเหมือนกัน ไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายนะ” พูดตรงนี้เขาก็วางมือลงบนหัวของเธอแล้วโยกไปมา “ป๊าจะดูแลหนูเหมือนเดิม หนูมีหน้าที่แค่ตั้งใจเรียน และสนุกไปกับชีวิตมหาลัยก็พอ”

     

    “ป๊า...”

     

    “ป๊าทำหนูซึ้งอีกแล้วสินะ มาสิ... จะร้องไห้เหรอ เดี๋ยวป๊ากอดไว้เอง”

     

    “ป๊า! หนูไม่ร้องไห้หรอกน่า”

     

    เรวัตส่ายหน้าไปมาด้วยความเอ็นดู “ตกลงเลือกได้รึเปล่าว่าจะอยู่หอนอกหรือหอใน”

     

    “หอนอกค่ะ!” ถึงหอในจะมีข้อดีที่ยังไม่ได้พูดถึง แต่ฟังข้อเสียที่เขาบอกมาแล้วเธอกลับไม่อยากเสี่ยง

     

    ใบหลิวยิ้มกว้างก่อนอ้อนเสียงหวาน “แต่ป๊าต้องดูแลหนูดี ๆ นะคะ”

     

    “แน่นอนอยู่แล้ว... จนกว่าหนูจะไม่ต้องการเลยล่ะ” หนุ่มใหญ่ตอบรับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

     

    “ไม่มีทางหรอกค่ะ” แต่ร่างเล็กก็สวนกลับด้วยความมั่นใจทันทีเหมือนกัน

     

    มีสิ เรวัตคิดในใจพลางหัวเราะออกมาเบา ๆ ในแววตามีความเหงาซ่อนอยู่

     

    สักวันหนึ่งโลกภายนอกที่เธอยังไม่ได้เห็นจะทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้นจนไม่ต้องการเขา และเมื่อถึงวันนั้นเขาก็จะปล่อยเธอไปแล้วทำเพียงคอยให้กำลังใจอยู่ห่าง ๆ เท่านั้น

     

    คล้ายกับเรื่องพ่อเลี้ยงขา... รักหนูได้ไหมคะ ที่คุณอ่าน