บทที่38. ย้ายบ้าน
เซียวฉิงโจวและซูหงเทียวไปเทียวมาเพื่อเตรียมร้านขายซาลาเปาอยู่หลายวันกว่าจะเรียบร้อยท่ามกลางการรับรู้ของทุกคนในบ้านใหญ่เซียว แม้คุณแม่เซียวจะเป็นกังวลและไม่เห็นด้วยนักกับการตัดสินใจครั้งนี้ของลูกชายคนโตแต่ก็ไม่อาจโต้แย้งได้จึงปล่อยให้ทำกันไปตามใจ
และแล้วก็ได้ฤกษ์เปิดร้านวันแรกแล้วหม้อนึ่งขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเตาถ่านหน้าร้านเมื่อเปิดฝาออกไอน้ำที่ระเหยลอยขึ้นมาเป็นสีขาวพร้อมกลิ่นหอมๆที่ลอยไปตามอากาศเรียกความสนใจจากคนที่เดินผ่านไปผ่านมาได้ดีมาก
สองสามีภรรยาได้แต่ลุ้นกันตัวโก่งว่าจะขายได้หรือไม่เพราะราคาขายที่ตั้งไว้แพงพอสมควรสำหรับซาลาเปาหนึ่งลูก
“ขายอะไรรึ”เสียงผู้ชายที่แต่งตัวดีพร้อมถือกระเป๋าหนังเดินเข้ามาถาม
“ซาลาเปาค่ะมีหลายไส้เลยนะคะทั้งไส้หมูสับ ไส้หมูแดง ไส้ถั่วหวาน ไส้มันหวาน แล้วก็ไส้ผักเห็ดรวมค่ะ”ซูหงรีบเอ่ยพูดขึ้นรัวๆ อย่างตื่นเต้น
“มีหลายไส้ดีราคาเท่าไหร่”
“ละลูกละ1เหมาค่ะ”ซูหงเอ่ยปากบอกราคาไปก็รู้สึกเกร็งร่างขึ้นมาด้วยกลัวว่าจะขายไม่ได้จริงๆ”
“อื้ม ราคาสูงแต่ก็ดูลูกใหญ่น่ากิน งั้นเอาไส้หมูสับหมูแดงกับไส้มันหวานอย่างละลูก”
“ได้ค่ะๆ”
เซียวฉิงโจวที่ยืนข้างๆภรรยาอยู่ตลอดนั้นเขาหัวสมองตื้อตันจนคิดอะไรไม่ออกจนไม่รู้จะช่วยภรรยาพูดอะไรดี จึงได้แต่หันไปหยิบซาลาเปาใส่ถุงกระดาษที่ทำขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทาไม่คิดว่าเขาจะขายได้จริงๆ ก่อนที่ซูหงจะรับเงินมาแล้วทองเงินไปด้วยความตื่นเต้นเมื่อสามารถขายให้ลูกค้าคนแรกได้แล้วก็หันมายิ้มให้กันอย่างดีใจมาก
จากนั้นซาลาเปาก็สามารถขายได้เรื่อยๆ เพราะคนทำงานเดินผ่านไปมาเยอะแยะมากมาย อาจเพราะราคาด้วยจึงยังไม่มีคนมาซื้อเยอะแต่ทุกคนที่ตัดสินใจซื้อไปแล้วกลับพบว่าราคา1เหมาไม่ได้แพงไปเลยเพราะซาลาเปาลูกใหญ่และไส้เยอะกินแล้วอิ่มท้องได้ยันมื้อกลางวันเลยทีเดียว
“ตูตูเอาไส้หมูฉับคับ”เสียงสั่งซาลาเปาดังมาจากหน้าร้านเมื่อมองลงไปก็เห็นเป็นหลานชายฝาแฝดที่ชอบกินของเขานั้นเอง
“หื้มตูตูไคไคมายังไงกัน” เซียวฉิงโจวรีบเดินออกจากหน้าหม้อนึ่งก่อนนะนั่งลงจับหลานๆมาไว้ในอ้อมแขน เพราะอยากมีลูกมากแต่ยังไม่มีสักทีจึงได้แต่เอ็นดูหลานๆที่บ้านแทนไปก่อน
“พี่เหวินเหวินกับเซาเซาพามาคับ”เพราะร้านอยู่ไม่ไกลกันเยื้องถัดๆกันไม่กี่ช่วงตึกเท่านั้นจึงสามารถไปมาหาสู่กันได้ง่ายๆ นั้นเอง
“เข้ามากันก่อนเร็วเด็กๆเดี๋ยวลุงเอาซาลาเปาให้กินนะ”
“คับ/คับ”ร่างเด็กเล็กๆสามคนและเด็กโตอีกคนเดินตามกันเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ในร้านอย่างว่าง่าย
จากนั้นเซียวฉิงโจวก็เอาซาลาเปามาสี่ลูกให้เด็กๆกินกัน
“ผมกับน้องชายไม่เป็นไรครับคุณลุงใหญ่เอาให้ตูตูกับไคไคก็พอครับ”อี้เหวินพูดขึ้นอย่างเกรงใจ
“ไม่เป็นไรลุงให้พวกนายทุกคนอย่างเกรงใจเลยนะอี้เหวิน”
“งั้นก็ขอบคุณครับ”
และไม่นานซีอินและฉิงเฟิ่งก็ตามมาสมทบเพราะมีอี้เหวินพาเด็กๆ มาและไม่ได้ไกลกันนักพวกเขาจึงไม่ต้องห่วงเด็กๆ มากนั้นเอง
“เป็นยังไงบ้างคะพี่ใหญ่พี่สะใภ้ใหญ่”ซีอินเอ่ยถามทันทีที่มาถึง
“ดีมากเลยน้องสะใภ้สามพี่ไม่คิดว่าจะขายได้จริงๆ”
“ขายได้สิคะฝีมือทำขนมของพี่สะใภ้ใหญ่อร่อยจะตาย”
“เพราะน้องสะใภ้สามแนะนำให้พี่ทำไส้ที่หลากหลายต่างหากลูกค้าเลยมีตัวเลือกเยอะทำให้พลอยขายดีไปด้วย”
ซีอินไม่ได้ให้สูตรซาลาเปาอะไรไปเพียงแต่แนะนำเฉยๆว่าหากมีไส้ที่หลากหลายขึ้นก็จะทำให้ลูกค้ารู้สึกอยากมาซื้อของมากขึ้นเพราะมีไส้ให้เลือกกินได้หลากหลายนั้นเองซูหงและเซียวฉิงโจวขายซาลาเปาหมดตั้งแต่ตอนเที่ยงแล้วส่วนที่เหลือไว้เพราะตั้งใจเก็บไว้ให้เด็กๆและน้องชายน้องสะใภ้กินกันนั้นเองเมื่อนับๆ ดูแล้ววันนี้ขายได้ไป80ลูกเลยทีเดียวได้เงินมา8หยวนอย่างไม่น่าเชื่อทำให้ทั้งสองคนดีใจมาก
เวลาผ่านไปเกือบเดือนตอนนี้การค้าของทั้งบ้านใหญ่และบ้านสามเซียวเป็นไปด้วยดีส่วนพี่รองเซียวฉิงไห่ก็เริ่มปรับปรุงหน้าดินบนพื้นที่ที่ได้รับการจัดสรรมาเพื่อปลูกธัญพืชพวกถั่วและงาแล้ว
ครอบครัวซีอินแวะไปบ้านเดิมของเธอก่อนเพื่อบอกที่บ้านเรื่องย้ายเข้าไปอยูในเมืองอีกทั้งยังบอกพี่ชายคนรองของเธอไว้ว่าหากสนใจการค้าขายให้ปรึกษาเธอได้ก่อนจะเดินทางกลับเพื่อเข้ามาบอกบ้านใหญ่เซียวเช่นกันว่าจะย้ายไปอยู่ในเมืองอำเภอกันพรุ่งนี้แล้วซีอินจึงมีโอกาสแนะนำพี่รองเรื่องการปลูกพืชไปนิดหน่อย
“พี่รองค่ะพี่ก็ลองปลูกผักสดๆกับพวกผลไม้อย่างมะม่วง กล้วยหอม หรือไม่ก็แอปเปิ้ลไว้บ้างก็ดีนะคะต่อไปหากว่ามีเยอะๆ ก็สามารถเอาไปขายได้นะคะลองแบ่งพื้นที่ปลูกสักหมู่สองหมู่ก็ได้ส่วนที่เหลือก็แบ่งมาปลูกผักปลูกถั่วปลูกงาตามที่พี่รองเห็นสมควรจะได้มีของหลากหลายและเพิ่มทางเลือกในการหาเงินได้นะคะ”
“ขอบคุณน้องสะใภ้สามที่แนะนำฟังๆ แล้วก็น่าสนใจมากจริงๆ”
“พี่รองลองทำดูเถอะครับผมรู้ว่าพี่ไม่ชอบค้าขายแต่ชอบทำสวนทำเกษตรมากกว่าและพี่ก็ทำได้ดีมากด้วยหากต่อไปพี่ไม่อยากเอาของไปขายเอง ก็เอามาขายให้พวกผมก็ได้ครับ”เซียวฉิงไห่ได้ฟังแล้วก็สนใจมากจริงๆ หากทำได้ก็ดีมากเลยทีเดียวเขาจะได้มีเงินเลี้ยงดูลูกๆอีกสองคนได้
“ได้ๆพี่จะลองทำดูนะ” หากทำแบบนั้นเขาก็จะมีธัญพืชขายให้ฝ่ายผลิตได้อีกทั้งยังมีผักผลไม้สดๆ ขายให้น้องหรือคนที่มาขอซื้อไปขายต่อไปอีกในอนาคต
จากนั้นวันต่อมาซีอินและฉิงเฟิ่งก็พาเจ้าหัวผักกาดน้อยทั้งสองและเด็กๆบ้านอี้ไปอยู่ในเมืองอำเภอด้วยกันอี้เหวินคิดว่าเขาไม่ควรไปอยู่บ้านส่วนตัวของคุณอาสามเซียวเพราะถึงยังไงเขาก็เป็นคนนอกจึงขออยู่ที่ร้านค้าดีกว่าแต่เพราะทั้งสองยังเด็กอยู่อีกทั้งยังไม่คุ้นเคยในเมืองนักฉิงเฟิ่งและซีอินจึงเป็นห่วงดังนั้นซีอินจึงบอกว่ารอให้อี้เหวินอายุ15ปีก่อนแล้วจะให้ไปอยู่นอนเฝ้าที่ร้าน ซึ่งก็เหลือเวลาอีกแค่2ปีกว่าเท่านั้นเอง
การย้ายมาอยู่ในเมืองทำให้การค้าขายของคนบ้านสามเซียวสะดวกมากขึ้นจริงๆเพราะไม่ต้องตื่นเช้าเพื่อเดินทางเข้ามาในเมืองอำเภอแล้วบ้านหลังใหม่น่าอยู่มากมีหลายห้องนอนมีลานหน้าบ้าน หลังบ้านและพื้นที่โดยรอบเยอะต้นไม้ก็ร่มรื่นมากจริงๆโดยตัวบ้านถูกทาเป็นสีขาวทั้งหลังซีอินเอาผ้าม่านโปร่งบางมาติดตามหน้าต่างทำให้ดูโปร่งสบายตา
“ผมเห็นแถวนี้มีโรงเรียนเด็กเล็กอยู่ด้วยนะครับ”
“งั้นเราให้ตูตูไคไคและอาเชาไปเรียนกันดีมั้ยคะ”
“ผมก็คิดอยู่ครับแต่อาเหวินก็ควรได้เรียนด้วยนะครับ”
“จริงด้วยสิคะ”
ทั้งสองพูดคุยกับเรื่องของเด็กๆตูตูไคไคที่นั่งเล่นระบายสีอยู่ใกล้ๆ ก็ได้ยิน
“โยงเยียนๆ”ตูตูพูดย้ำพร้อมทำหน้าสงสัยว่าคือที่ไหน
“ที่ไว้ให้เรียนหนังฉือไง”ไคไคบอกพี่ชายเพราะเขาจำไว้ว่าเคยเห็นเด็กโตในหมู่บ้านพูดกันว่าต้องไปโรงเรียน
“อ้อตูตูหยักไปนะ”
“อื้มไคไคยังไม่เคยไปเลย หยักไปเหมือนกัน”
สองพี่น้องคุยกันจนหัวชนกันเมื่อตกลงกันได้ว่าอยากไปโรงเรียนด้วยกันทั้งคู่ก็เงยหน้าไปมองพ่อกับแม่อย่างคาดหวัง
“งั้นพรุ่งนี้วันหยุดร้านผมจะลองเข้าไปถามรายละเอียดที่โรงเรียนนะครับส่วนเรื่องอาเหวินคงต้องถามความสมัครใจของเขาดูก่อนครับ”
“ได้ค่ะ”
วันต่อมาฉิงเฟิ่งไปถามที่โรงเรียนว่าตอนนี้ยังรับเด็กๆเข้าเรียนอยู่หรือไม่ ซึ่งทางโรงเรียนยังเปิดรับเด็กเล็กอยู่ และมีค่าใช้จ่ายปีละ10หยวนต่อเด็กหนึ่งคนส่วนเด็กที่โตแล้วจะต้องไปถามโรงเรียนประถมและมัธยมอีกแห่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกันเลย
จะว่าไปแล้วภรรยาเขาก็สายตาดีมากจริงๆที่เลือกซื้อบ้านหลังนี้เพราะมันใกล้โรงเรียนและร้านค้าของพวกเขาและใกล้ตลาดมากเลยทีเดียวเมื่อกลับมาถึงบ้านฉิงเฟิ่งก็บอกภรรยาเรื่องนี้รายละเอียดของโรงเรียนทันที
“ตูตูไคไค อาเชา อาเหวินมานี้นี่กันเร็ว” ซีอินเรียกเด็กๆ ที่กำลังนั่งต่อจิ๊กซอว์500ชิ้นกันอย่างใช้สมาธิสูงกันอยู่ที่ห้องโถงนั่งเล่นของบ้าน
“มาแย้วคับ”
“มาคับๆ”
“คุณอาสาม”
“คุณอาสะใภ้สาม”
เด็กๆมาถึงพร้อมเอ่ยคำพูดคนละคำสองคำเหมือนรายงานตัวว่ามาถึงแล้ว
“เอาละที่เรียกมาเพราะอยากคุยเรื่องไปโรงเรียนน่ะ”ฉิงเฟิ่งเป็นคนเอ่ยขึ้นมาก่อน
“เย่ๆ ตูตูหยักไปโยงเยียน”
“ใช่ๆ ไคไคด้วยหยักเรียนหนังฉือ” เพราะยังมีตัวอักษรอีกมากที่เขาอยากรู้ที่พ่อกับแม่สอนมาก็เยอะแล้ว แต่เขาก็อยากไปดูโรงเรียนว่าเป็นยังไงอยู่ดี
“จ้าๆงั้นตูตูไคไคจะได้ไปโรงเรียนเลย” ซีอินเห็นว่าลูกๆของเธอกระตือรือร้นอยากไปโรงเรียนไม่ได้กลัวกันก็ดีใจมาก
“ส่วนอาเชาก็ไปด้วยกันกับตูตูไคไคนะ”ฉิงเฟิ่งหันมาบอกแก่เด็กน้อยบ้านอี้ที่ยืนฟังเงียบๆ อยู่ข้างๆ
“ผมก็ได้เรียนหรือครับคุณอาสาม”อี้เชาที่เริ่มพูดเก่งขึ้นมากแล้วเอ่ยถามคุณอาสามที่เขาเคารพมากๆ ขึ้นมา
“ได้เรียนสิจ๊ะอี้เชาพึ่ง6ขวบต้องเข้าเรียนนะรู้มั้ย”ซีอินช่วยยืนยันอีกเสียงด้วย
“ฮึกขะ ขอบคุณครับ”หน้าของเด็กน้อยเต็มไปด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตาคลอขอบคุณด้วยความดีใจที่จะได้เรียนหนังสืออย่างที่ฝันไว้เพราะเป็นเด็กกำพร้าการจะได้เรียนหนังสือจึงเป็นเรื่องยากมากจริงๆเมื่อสามารถเรียนได้อย่างที่เคยอยากเรียนอี้เชาก็ดีใจถึงขนาดวิ่งไปกอดพี่ชายแล้วร้องไห้เลย
“พี่เซาเซาไม่ย้องไห้นะ”
“ใช่ๆเป็นคนโตแล้วต้องไม่ร้องไห้”
ตูตูไคไคเข้ามาพยายามปลอบใจพี่ชายตัวน้อยทันที
“ส่วนอาเหวินก็ไปเข้าเรียนที่โรงเรียนประถมนะอาจจะช้ากว่าเด็กคนอื่นไปหน่อยแต่ก็ยังพอตามทันได้อยู่”เมื่อเด็กๆ เริ่มสงบแล้วฉิงเฟิ่งจึงพูดเรื่องของอี้เหวินต่อทันที
“ไม่เป็นไรครับอาสามผมอยากช่วยงานที่ร้านมากกว่าแค่ให้อาเชาเรียนก็ดีมากแล้วจริงๆ ครับ”
“ไม่ได้สิจ๊ะหากอาเหวินอยากช่วยงานอากับอาสามของเธอจริงๆก็ยิ่งต้องเรียนหนังสือให้มีความรู้มากๆ จึงจะสามารถช่วยงานอาได้ในอนาคตนะ ทั้งเรื่องการคำนวณเงินทั้งเรื่องภาษาล้วนสำคัญทั้งสิ้นในการทำงานค้าขายนะ”ซีอินพูดขึ้นเธอรู้ดีว่าอี้เหวินชอบเรียนหนังสือแต่เพราะไม่มีโอกาสนั้นเอง
“ถ้าอย่างนั้นผมจะไปเรียนครับอนาคตจะได้ช่วยงานคุณอาสามและอาสะใภ้สามได้ แต่หลังจากกลับจากโรงเรียนผมจะรีบไปช่วยเติมของในร้านให้นะครับ”แม้ตลอดเวลาเขาไม่รู้ว่าทำไมอาสามและอาสะใภ้สามถึงมีของมากมายอยู่ในร้านเสมอเขาคิดว่าอาจจะสั่งของให้คนมาส่งตอนที่เขาไม่รู้เป็นได้แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะสงสัยหรือต้องถามเรื่องนี้เพราะงานของเขาเพียงแค่คอยเอาของจากชั้นสองมาเติมตามชั้นขายของด้านล่างเท่านั้น
“ได้จ้ะงั้นก็เอาตามนี้นะ”
“เย่ ๆ แม่คับแล้วตูตูจะได้ไปโยงเยียนตอนไหนคับ”
“ต้องไปลงชื่อสมัครเรียนกันแล้วก็เตรียมของใช้สำหรับเรียนก่อนน่าจะอีกสักหกเจ็ดวันนะจ๊ะ”
“หดวันๆ”
“หกเจ็ดวันต่างหาก”
“หดแล้วก็เจ็ดฮิ ฮิ”
เด็กๆพูดคุยเล่นกัน ดูก็รู้ว่าตื่นเต้นกันมากจนพูดกันไม่รู้เรื่องแล้ว
“แบบนี้เราจะหาคนมาช่วยงานเพิ่มหรือเปล่าครับ”
“ลองทำกันเองก่อนเถอะค่ะไม่น่าจะยุ่งมากเพราะของเราก็มีของอยู่ตลอดอยู่แล้ว”
“ได้ครับคุณว่ายังไงผมก็ว่าตามนั้น”
เมื่อถึงเวลาเด็กทั้งสี่คนก็ได้ไปโรงเรียนกันตามที่ต้องการ...