ภายในย่านการค้าของเมืองทะเลสาบเงาจันทร์
เหยียนชิงกำลังนั่งเข้าฌานอยู่ในห้องพักของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในทะเลสาบเงาจันทร์ ชายหนุ่มหลับตาลงเข้าสู่ห้วงสมาธิอันลึกซึ้ง ในมือของชายหนุ่มมีเม็ดยาเล็กๆสองสามเม็ดวางอยู่ ดูเหมือนว่ามันจะพร่องลงจากก่อนหน้านี้ไปมาก เหยียนชิงสูดหายใจลึกก่อนจะหยิบเม็ดยาในมือหนึ่งเม็ดเข้าปากทันที พร้อมกับโคจรพลังปราณไปทั่วร่างกาย พลังปราณเดิมในร่างของเขาค่อยๆเข้าไปกะเทาะเปลือกของเม็ดยาจนในที่สุดมันก็แตกออก พลังปราณจากภายในไหลออกมาข้างนอกอย่างไม่หยุดหย่อน ในตอนนั้นเพลิงแดงฉานที่จุดตันเถียนของเขาก็กำลังโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง คล้ายกับกำลังตื่นเต้นยินดีอย่างถึงที่สุดกับการได้ลิ้มรสพลังปราณแปลกใหม่นี้ หลังจากที่เม็ดยาปลดปล่อยพลังออกมาในตอนนั้นเองรอบๆตัวของเขาปรากฏหมอกหนาปกคลุมไปทั่วร่าง มันค่อยๆหมุนวนไปรอบๆตัวของชายหนุ่ม ก่อเกิดเป็ม่านหมอกที่ไม่อาจจะมองเห็นภายในได้ หลังจากนั้นไม่ถึงชั่วยามหมอกเ่าั้ก็ค่อยๆไหลเข้าไปรวมที่จุดชีพจรตามร่างกายของชายหนุ่ม ปราณเพลิงที่จุดตันเถียนกำลังดูดกลืนหมอกสีขาวอย่างบ้าคลั่ง คล้ายกับว่ามันกินอีกเท่าไรก็ไม่พอ จนในที่สุดภายนอกร่างกายของเขาก็ร้อนมากขึ้น เหงื่อเม็ดใหญ่ค่อยๆไหลย้อยลงจากหน้าผากเรียบมน ก่อนจะตกลงจากหน้าผาก แต่ไม่ทันที่เม็ดเหงื่อจะตกถึงพื้นมันก็กลับสลายกลายเป็ไอน้ำไปเสียก่อน เหยียนชิงรู้สึกได้ว่าพลังปราณในร่างกายของเขากำลังเปลี่ยนแปลง
มันกำลังจะทะลวงระดับขึ้นไปอีกขั้น!
ตูมม!
ทันใดนั้นจุดตันเถียนก็ะเิพลังมหาศาลออกมาไปทั่วทิศทาง เสียงะเิดังก้องอยู่ภายในร่างกายของเขาจนอื้ออึง พลังงานนับหลายสิบสายหลั่งไหลไปรวมเข้ากับจุดชีพจนต่างๆภายในร่างกาย หมุนวนจนกลายเป็กระแสเชี่ยวกรากที่ค่อยๆหายเข้าไปตามจุดชีพจร เหยียนชิงรับรู้ได้ว่าพลังปราณของเขาเลื่อนระดับขึ้นอีกครั้ง จิตััของเขาทอดยาวออกไปถึงสิบห้าลี้ สามารถรับรู้ได้ถึงผู้คนด้านนอกโรงเตี๊ยม สามารถััได้ถึงสิ่งมีชีวิตในรัศมีต่างๆภายในรัศมีสิบห้าลี้จากตัวเขาเป็จุดศูนย์กลาง ไม่มีสิ่งใดสามารถหลุดรอดไปจากััของเขาได้แม้แต่น้อย
“ข้าทะลวงจากระดับหกของปราณฝึกหัดเข้าสู่ระดับหนึ่งของปราณรวมจิตแล้ว!”
เหยียนชิงเอ่ยกับตนด้วยความดีใจ ก่อนหน้านี้เขามีพลังระดับหกของปราณฝึกหัด ซึ่งเทียบได้กับระดับสามของปราณเก้าสังขารของเส้นทางผู้ฝึกตน ในการใช้ยาเม็ดเพื่อเพิ่มพลังปราณนั้นได้ผลดีอย่างยิ่ง ในคราแรกชายหนุ่มก็ไม่แน่ใจนักว่าตัวยานั้นจะสามารถช่วยเหลือให้เขาเลื่อนระดับพลังได้หรือไม่ แต่ในที่สุดก็ดูเหมือนว่าเขาจะทำสำเร็จ อีกทั้งยังทะลวงผ่านชั้นใหญ่เข้าสู่ปราณรวมจิตขั้นที่หนึ่งได้อีกด้วย
“เม็ดยาเพิ่มพลังปราณของเ้านั่นทรงพลังเป็อย่างยิ่ง เหตุใดโจรูเาที่อ่อนแอเช่นนั้นถึงมีของดีเช่นนี้อยู่ได้กัน?” เหยียนชิงเอ่ยถึงเลี่ยบันที่เขาสังหารไปก่อนหน้านี้ ดูเหมือนว่าในตอนที่อยู่โรงเตี๊ยมนั้น มันกล่าวถึงสหายของมันที่อยู่ในสำนักกระบี่ขาว เป็ไปได้หรือไม่ว่าเม็ดยาทรงประสิทธิภาพนี้จะมาจากสหายที่ชื่อไป๋ชิงแห่งสำนักกระบี่ขาว?
“ถ้ามันไม่ได้เพียงแค่ยกชื่อคนอื่นมั่วซั่วมาขู่ข้า นี่ก็นับว่าเป็ปัญหาอยู่บ้าง” หยียนชิงครุ่นคิดอยู่ภายในใจ ในตอนที่เขาลงมือสังหารเลี่ยบันนั้น เขาสังเกตได้ว่ามันกำลังพูดกับแผ่นหยกแปลกๆอยู่ บางทีมันอาจกำลังติดต่อกับสหายของมันผ่านทางแผ่นหยก หากเป็เช่นนั้นจริง ก็แสดงว่าตัวเขาในยามนั้นกำลังเผชิญกับปัญหาแก้ไม่ตกอีกครา!
“ถ้าหากข้าหนี พวกมันก็จะยังคงตามจองล้างจองผลาญข้าอย่างไม่จบไม่สิ้นแน่ หึหึ....ช่างน่ารำคาญเสียจริง เช่นนั้นข้าก็ควรจะจัดการก่อนที่จะออกจากเมืองไปสินะ” เหยียนชิงครวญครางอยู่ในใจ พร้อมทั้งก้มลงมองเม็ดยาเลื่อนระดับที่เหลืออยู่ในมืออีกสองเม็ด
“หากเป็คนปกติย่อมไม่อาจจะกินมันได้เกินสองเม็ดต่อวัน โชคดีที่ปราณเพลิงในจุดตันเถียนของข้าทรงพลังจนถึงขนาดที่กวาดพลังของเม็ดยาจนไม่เหลือ มิเช่นนั้นตัวข้าก็คงจะะเิออกเป็เสี่ยงๆแน่”
เหยียนชิงเอ่ยขึ้นพร้อมกับหยิบเม็ดยาอีกสองเม็ดโยนเล่นไปมาด้วยความสำราญ ชายหนุ่มยังไม่เข้าใจเท่าใดนักว่าทำไมหลังจากที่เขาฝึกวิชาอาภรณ์สุริยันแล้วปราณของเขาจึงเปลี่ยนเป็ธาตุไฟรุนแรงเช่นนั้นได้ แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่กังวลเื่ธาตุในร่างกายของเขาสักเท่าไรนัก หากสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้ จะธาตุอะไรเขาก็ไม่สนใจอยู่แล้ว ความตึงเครียดเื่ที่จะโดนแก้แค้นก่อนหน้าหายไปสิ้นเชิง ยามนี้เขารู้สึกอารมณ์ดีเป็อย่างยิ่งที่สามารถทะลวงผ่านขั้นใหญ่มาได้
“พวกมันน่าจะ้ามายังเมืองแห่งนี้ให้ไวที่สุด ก็ย่อมจะต้องใช้ประตูเวทเคลื่อนย้ายทางไกลมายังเมืองแห่งนี้ รวดเร็วที่สุดคือหนึ่งวัน ไม่นับรวมกับเวลาที่มันใช้หาตัวข้าอีก ข้าน่าจะมีเวลาถึงสองวันเพื่อคิดแผนรับมือกับเื่นี้....”
ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่ในใจ เขาหันหน้าไปมองท้องฟ้านอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย ก่อนจะค่อยๆลดสายตาลงไปยังป่าที่อยู่ด้านหน้าของเขา จากมุมมองของชายหนุ่ม ป่าด้านหน้านั้นดูมืดมัวจนไม่อาจเห็นแสงเล็ดลอดผ่านเข้าไปได้ ถึงแม้ว่าภายในเมืองจะยังอยู่ใน่เที่ยงวันก็ตามที
“ป่าห้าราตรี.......”
เหยียนชิงเอ่ยขึ้นพลางมองตรงไปยังป่าด้านหน้า ฉับพลันความคิดสายหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวของเขา ธนูเหล็กสีดำสนิทที่เคยนอนแน่นิ่งอยู่ข้างกายของเหยียนชิง บัดนี้กำลังปลดปล่อยไอปราณประหลาดออกมา คล้ายกับว่ามันกำลังเรียกร้องให้ผู้เป็นายใช้งานมัน ชายหนุ่มยกยิ้มเ้าเล่ห์ออกมาอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นคว้าธนูและเดินออกไปจากโรงเตี๊ยม มุ่งตรงไปยังป่าห้าราตรีที่อยู่ด้านหน้า ริมฝีปากที่ยังคงมีรอยยิ้มประดับเอาไว้พูดขึ้นด้วยเสียงอันแ่เบา
“ดูซิว่าใครจะล่าใครกันแน่”
เวลาล่วงเลยมาถึงยามเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ประตูเวทเคลื่อนย้ายทางไกลที่ตั้งอยู่ด้านนอกเมืองย่านฝั่งการค้าปรากฏแสงเรืองรองออกมาชั่วครู่แล้วค่อยๆจางลง ข้างในนั้นมีหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีเดินออกมาด้วยความเร่งรีบ
“อ้ายย ศิษย์พี่ ช้าๆหน่อยมิได้หรือไง ท่านจะรีบไปไหนนัก?” เสียงของหญิงสาวเอ่ยขึ้นด้วยความกระเง้ากระงอด นางบิดตัวซ้ายทีขวาทีคล้ายจะโปรยเสน่ห์ เสื้อผ้ารัดรูปที่เผยเนินหน้าอกและส่วนเว้าโค้งของนางอาจทำให้ชายชาตรีหลายคนพุ่งเข้าหาดั่งสุนัขโหยก็ไม่ปาน แต่ชายหนุ่มข้างนางก็ไม่ได้ตอบกลับคำถามหรือสนใจนางแต่อย่างใด หน้าตาของเขายังคงดูมืดครึ้มเช่นเดิม
“เราเลยกำหนดการมานานมาก หากชักช้าจะมิทันการ ศิษย์น้อง รีบตามข้าเข้าไปในเมือง เราต้องสอบถามจากชาวบ้านแถวนี้ว่าเคยพบเห็นสหายข้าบ้างหรือไม่” ศิษย์หลักนามว่าไป๋ชิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด หลังจากที่ขาดการติดต่อกับสหายของเขาก็ล่วงเลยมาวันกว่าๆแล้ว ความเป็ไปได้ก็คือสหายรักของเขาจากโลกใบนี้ไปแล้ว......
“ท่านไม่ฟังที่ข้าพูดเลย!” ศิษย์น้องของเขาพูดด้วยอารมณ์บึ้งตึง แต่ตัวไป๋ชิงก็ได้หาสนใจไม่ กลับกันเขายิ่งเร่งความเร็วมากขึ้นกว่าเดิมอีกเท่าตัว ไป๋ชิงกัดฟันแน่น ความแค้นใจและความรู้สึกบางอย่างกำลังปะทุขึ้นในจิตใจของเขาอย่างรุนแรง
“ความตายของเ้า ต้องมีคนชดใช้!”
ทั้งสองคนต่างมุ่งหน้าเข้าไปในเมืองฝั่งการค้าเพื่อสอบถามชาวบ้านเกี่ยวกับข่าวคราวของเลี่ยบันที่หายไป แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้รับข้อมูลอะไรมากนัก นอกจากข่าวที่ว่ามันทะเลาะกับคนภายในร้านอาหารแห่งหนึ่งแล้วพ่ายแพ้ไป
ไป๋ชิงมุ่งหน้าสู่ร้านอาหารนั้นทันที เมื่อไปถึงเขาเข้าไปพบกับเถ้าแก่เพื่อสอบถามข้อมูลของฆาตกรที่ฆ่าสหายสนิทของเขา เถ้าแก่ร้านอาหารที่หมดหนทางหนีจึงได้แต่จำยอมให้ข้อมูลกับเขาด้วยความหวาดระแวง
“หน้าตามันเป็เช่นไร เ้าบอกข้าได้หรือไม่?” ไป๋ชิงเอ่ยขึ้นกับเถ้าแก่ที่อยู่ตรงหน้าเขา
“เอ่อ....เป็เด็กหนุ่ม ท่าทางเ็า เอาแน่เอานอนไม่ได้” เถ้าแก่เลียบเคียงตอบอย่างกล้าๆกลัวๆ
ไป๋ชิงแค่นเสียงออกอย่างเ็า ก่อนจะตวัดกระบี่เข้าในภายในร้านคราหนึ่ง โต๊ะเก้าอี้ต่างพังครืนลงมาด้วยฤทธิ์กระบี่ของเขาจนไม่อาจนับจำนวนได้
“ เ้าเอ่ยถึงนิสัยของมันมาแล้วข้าจะรู้รึไม่ ที่ข้า้าคือหน้าตา! เ้าเข้าใจมั้ยว่าหน้าตา!”ไป๋ชิงตะเบ็งเสียงออกมาจนเถ้าแก่ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว เขากลืนน้ำลายลงคอไปหลายอึกก่อนจะก้มหน้าลงด้วยความจนใจ พร้อมทั้งกล่าวกับไป๋ชิงอีกครา
“มัน.....มันสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลา มีรอยยิ้มประดับอยู่ตลอดเวลา ผมดำยาว สวมชุดทึมเทาท่าทางน่ากลัว....” เมื่อเถ้าแก่เอ่ยขึ้นได้เท่านั้นไป๋ชิงก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ทันที เ้าตัวล้วงเข้าไปในกระเป๋าของตน หยิบเอาแผ่นหยกหนึ่งแผ่นยื่นออกมาให้เถ้าแก่ดู
“ใช้คนๆนี้หรือไม่...” น้ำเสียงเ้าตัวทุ้มต่ำลงมากกว่าเมื่อครู่ยิ่งนัก
เถ้าแก่รับแผ่นหยกมาพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเห็นรูปร่างของเหยียนชิงที่สวมชุดคลุมสีขาวปรากฏขึ้นมา ภาพจากความทรงจำของเขาและภาพตรงหน้านั้นไม่ได้แตกต่างกันแม้แต่น้อย มีเพียงเสื้อผ้าเท่านั้นที่ดูแตกต่างกัน
“ชะ.....ใช่แล้วคุณชาย คนนี้แหละที่ทุบตีเลี่ยบันจนสะบักสะบอมก่อนหน้านี้!” เถ้าแก่เนี้ยเอ่ยด้วยความมั่นใจ แต่เขาก็สงสัยอยู่บ้างว่าเหตุใดคุณชายท่านนี้ถึงมีหยกแสดงรูปร่างของชายหนุ่มก่อนหน้าได้ เป็ไปได้หรือไม่ว่าจะเคยมีความแค้นต่อกันเมื่ออดีตกาล?
“อ้ากกก!!”
เมื่อไป๋ชิงรู้ว่าทั้งสองคนเป็คนๆเดียวกัน ชายหนุ่มก็ะเิโทสะออกมาทันที เขาจับกระบี่ขึ้นทั้งทุบและทำลายข้าวของรอบตัวจนร้านอาหารทั้งร้านแทบจะกลายเป็นรกในทันใด ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ทำร้ายใครแต่ก็พังร้านไปเสียเก้าในสิบส่วน จนกระทั่งไฟโทสะค่อยๆมอดลง แต่ก็ยังคงเหลือความโกรธเกรี้ยวเอาไว้อีกหลายส่วนที่รอการปะทุขึ้นมา
“ศิษย์พี่....ช่างน่ากลัวเป็อย่างยิ่ง” ไป๋เลี่ยเอ่ยกับตนในใจด้วยความหวาดกลัว ศิษย์พี่ของเขานั้นมีศักดิ์เป็ถึงเ้าสำนักน้อยของสำนักกระบี่ขาวสาขาย่อยนี้ พร์ระดับห้าของปราณรวมจิตนั้นแม้กระทั่งสาขาหลักยังนับว่าหาได้ยากยิ่งใน่อายุเท่านี้ ท่านประมุขสาขายังรักและเอ็นดูประหนึ่งลูกในไส้ การมีเื่กับเขาก็เท่ากับมีเื่กับสำนักสาขาทั้งสำนักแล้ว แต่นางก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมศิษย์พี่ของนางถึงต้องโกรธเป็ฟืนเป็ไฟขนาดนี้ เพียงเพราะแค่สหายของตนถูกสังหารไป นั่นสามารถทำให้คนเราโกรธแค้นกันได้ถึงเพียงนี้เชียว?
“บัดซบ! บัดซบ! บัดซบ! ทำไมถึงเป็มันไปได้!” ไป๋ชิงที่เพิ่งระบายอารมณ์ใส่ข้าวของในร้านค้าะโขึ้นด้วยความโกรธแค้น ไฟอาฆาตปะทุขึ้นมาอีกคราหนึ่งจนไม่อาจระงับเอาไว้ได้ ในตอนนั้นเอง ก็มีพ่อค้าคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้านค่อยๆเข้ามาหาเขาด้วยท่าทีนอบน้อมพร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มของนักธุรกิจตัวยง
“คุณชาย.....ท่านกำลังหาคนผู้นี้อยู่ใช่หรือไม่? ข้าจำได้ว่าข้าเคยเห็นเขาก่อนหน้านี้เมื่อ่เย็นของเมื่อวาน บางทีท่านอาจ้าความช่วยเหลือจากข้า...” ไม่ทันที่พ่อค้าจะพูดจบ ไป๋ชิงก็คว้าคอเสื้อของเขากระชากเข้ามาใกล้ในทันที ข้อมูลทุกอย่างในยามนี้ล้วนแล้วแต่สำคัญกับเขาเป็อย่างยิ่ง
“มัน........อยู่ที่ไหน!?” ไป๋ชิงกัดฟันถาม
“ข้ารู้ว่ามันอยู่ที่ไหน เพียง......เพียงแต่ข้าเองก็เป็พ่อค้า หากคุณชายมีเมตตาให้กับข้าสักนิดในเื่ราคาของข้อ...” ไม่ทันที่พ่อค้าจะเอ่ยจบ ถุงเงินหนึ่งถุงก็ถูกวางเอาไว้บนฝ่ามือของเขา พ่อค้ารู้สึกได้ถึงความหนักของมัน เขาเผยรอยยิ้มเป็ประกายเมื่อได้กำไรจากการค้า ก่อนจะกลับมาคารวะไป๋ชิงด้วยท่าทางเคารพอย่างถึงที่สุด
“เรียนคุณชาย เมื่อวานนี้ข้าพบมันที่ทางเข้าของป่าห้าราตรี ดูเหมือนว่ามันมีความคิดที่จะเข้าไปในป่านั่น นอกจากนี้ ข้ายังเห็นว่ามันลากศพของเลี่ยบันเข้าไปด้วย!”
“อะไรนะ!!” ไป๋ชิงตกตะลึง พลังปราณของเขาที่สะกดเอาไว้ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงจนพ่อค้าที่อยู่ด้านหน้าของเขาแทบจะต้องลงไปมอบกราบอยู่แทบเท้าของชายหนุ่ม
“มันกล้าเอาศพพี่เลี่ยของข้าไป นั่นเท่ากับว่ามันหยามหน้าข้า! ศิษย์น้อง ตามข้ามา!” ไป๋ชิงออกคำสั่งพร้อมทั้งรวบมือของไป๋เลี่ยเข้าหาเขาแล้วพุ่งทะยานไปสู่ป่าห้าราตรีทันที
บรรยากาศภายในร้านกลับมาเป็ปกติอีกครั้งเถ้าแก่กำลังมองความเสียหายที่เกิดขึ้นพลางถอนหายใจออกมา หญิงสาวบริกรก่อนหน้าก็ก้มหน้าก้มตาด้วยความรู้สึกผิด แต่เถ้าแก่ก็ไม่ได้โทษนางแต่อย่างใด ทั้งหมดทั้งมวลล้วนแล้วแต่เป็ความผิดของสารเลวเลี่ยบันเท่านั้นที่มาหาเื่ในร้านของเขาเอง
ชายหนุ่มพ่อค้าในเมืองที่กำลังหมอบกราบอยู่ก่อนหน้านี้ลุกขึ้นมาอย่างเชื่องช้า เขาเปิดถุงเงินที่อยู่ในมือของเขาด้วยความลุ้นระทึก ปรากฏว่าเมื่อเขาเปิดออก แสงสีทองก็สาดกระทบเข้ากับดวงตาของเขา เหรียญทองนับสิบยี่สิบเหรียญกำลังนอนเรียงรายกันอยู่ที่ก้นถุง อีกทั้งยังมีเหรียญเงินอีกนิดหน่อยอยู่ข้างใน พ่อค้าหันหน้ากลับมาที่เถ้าแก่เนี้ยพลางยื่นเหรียญทองให้กับเขาไปห้าเหรียญแล้วประสานมือคารวะ ก่อนจะสาวเท้าจากไปโดยไม่พูดไม่จา ทิ้งให้เถ้าแก่ยืนงุนงงอยู่ตรงนั้น
เมื่อออกมาจากร้าน เขาโยนถุงเงินขึ้นฟ้าเล่นด้วยความยินดีเป็อย่างยิ่ง เขาล้วงแผ่นหยกสื่อสารสีเขียวทึบขึ้นมาพร้อมทั้งกล่าวบางอย่าง ฉับพลันก็ได้ยินเสียงจากข้างในตอบรับเขา พ่อค้าหนุ่มจึงรีบเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจ
“โฮ่ โฮ่ โฮ่ ทำธุรกิจกับพี่ชายช่างได้กำไรเป็อย่างยิ่ง ข้าส่งเหล่าลูกหมูเข้าไปในเล้าของท่านแล้ว คราหน้าหากพี่ชาย้าสิ่งใดโปรดบอกข้า ข้าพร้อมทำธุรกิจกับท่านเสมอ”
------------------------
ที่ทางเข้าของป่าห้าราตรี
ไป๋ชิงกับไป๋เลี่ยกำลังยื่นอยู่ทางเข้าของป่าห้าราตรีที่อยู่ด้านหน้าของเขา ช้างในนั้นเป็ป่าที่มืดสนิทจนไม่อาจเห็นแสงเดือนแสงตะวัน นี่คือ่วันที่สามในห้าวันของราตรีแห่งป่านี้ อีกสองวันถึงจะมีแสงอาทิตย์ส่องเข้าไปถึง ไป๋เลี่ยที่ท่าทางกล้าๆกลัวๆกระตุกแขนเสื้อของศิษย์พี่นางด้วยความวิตกกังวล
“ศิษย์พี่ เราควรแจ้งข่าวให้ผู้าุโรู้ก่อนดีหรือไม่แล้วเราค่อยเข้าไปในป่านี้ด้วยกัน นั่นจะทำให้เราจับตัวฆาตกรได้ไวขึ้นด้วย”
“จับตัว? เ้าบอกข้าว่าจับตัว? ต่อให้ท่านประมุขสาขา้าจับเป็มัน ข้าก็จะส่งร่างไร้ิญญากลับไปเท่านั้น! เป็โทษฐานที่มันกล้าฆ่าพี่ชายข้า!” ไป๋ชิงพูดขึ้นด้วยความคลั่งแค้น เขาหันกลับมาพูดกับศิษย์น้องของเขาอีกหน “อีกอย่าง อย่าเพิ่งแจ้งผู้าุโเื่ที่เราจะไปจัดการกับมัน เมื่อท่านมาข้าก็ไม่อาจจะลงมือฆ่ามันได้โดยง่าย แค่เราสองคนก็เกินพอแล้ว”
“ชะ....เช่นนั้นก็ได้” ไป๋เลี่ยตอบรับคำด้วยความวิตกอยู่นิดๆ นางเพิ่งจะเคยเห็นป่าห้าราตรีเป็ครั้งแรกของชีวิต ก่อนหน้านี้ก็ได้แต่ฟังคำอาจารย์เล่าปากต่อปากมาเท่านั้น
“ไปกันเถอะ เ้าสารเลวน้อยนั่นต้องหลบหนีอยู่ในป่าแน่นอน” ไป๋ชิงเอ่ยขึ้น เพลิงแค้นในใจยังคงปะทุออกมาไม่หยุดหย่อน เขาขาดความยั้งคิดเื่ความปลอดภัยของตนและศิษย์น้องของเขาอย่างสิ้นเชิง ทั้งคู่ค่อยๆเดินหายลับเข้าไปในความมืดของป่าห้าราตรี ทิ้งเอาไว้เพียงแต่รอยเท้าสองคู่ข้างนอกป่าเท่านั้น
ลึกเข้าไปในป่านับสิบลี้ เหยียนชิงกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนยอดไม้ยอดหนึ่งในป่า ชุดคลุมสีเทาของเขาช่วยพรางตัวเอาไว้เป็อย่างดี ั์ตาคมดุจเหยี่ยวกำลังจ้องมองศพของเลี่ยบันที่นอนแอ้งแม้งอยู่ห่างจากเขาไปเกือบๆสามร้อยจั้งไม่วางตา คล้ายกับกำลังรออะไรบางอย่างให้เข้ามาหาชายหนุ่มด้วยความลุ้นระทึก
ธนูเหล็กสีดำในมือของเขากำลังสาดประกายดำมืดออกมาไม่หยุดหย่อน ไอปราณสีดำเคลื่อนที่เข้าหมุนวนรอบๆตัวเหยียนชิงอย่างเชื่องช้าประหนึ่งกลุ่มควัน คล้ายจะเป็ตัวช่วยอำพรางจิตสังหารของชายหนุ่มเอาไว้อย่างเงียบเชียบ รอคอยเวลาที่มันจะได้ปลดปล่อยลูกศรปราณออกจากคันธนู
ในตอนนั้นหยกสื่อสารในอกเสื้อของเขาก็ส่งเสียงดังออกมาชั่วครู่ เหยียนชิงล้วงเข้าไปหยิบมันออกมา เสียงชายคนหนึ่งดังออกมาจากข้างใน เหยียนชิงพูดกับคนปลายทางสองถึงสามคำก่อนจะเก็บหยกสื่อสารเข้าไปในเสื้อของเขาเช่นเดิม จิตสังหารแวบขึ้นในดวงตาชายหนุ่ม ริมฝีปากปรากฏรอยยิ้มบางที่เต็มไปด้วยความ้าฆ่า
“เหล่าหมูน้อยกำลังหลงป่า ได้เวลาที่ข้าจะล่าหมูแล้ว!”