เพลิงฟ้ามหายุทธ์ (จบ)

    บทที่ 28 สองคน หนึ่งชีวิต

    บทที่28สองคน หนึ่งชีวิต


            สายลมแห่งชีวิตที่ดับมอดพัดผ่านจากยอดเขาทางทิศเหนือไปสู่ทางตอนกลางของเมืองหลวงสร้อยข้อมือที่ห้อยไว้ด้วยจี้รูปกระดิ่งสีเงินยวงบริสุทธิ์ขนาดเล็กพลันสั่นสะท้าน ส่งเสียงกริ้งสดใสก้องกังวานอย่างที่มิเคยเป็นมาก่อนร่างอันสะคราญโฉมบนเตียงแดงของดรุณีวัยยี่สิบสองเศษ ผู้ที่หลับไหลเป็นเจ้าหญิงนิทรามาร่วมนับสามปีก็ได้ลืมตาที่หลับพริ้มขึ้นมาแววตาที่ปรากฏแวบแรกทอแววนึกฉงนสงสัยแลแปลกใจ แต่พอนางขยับมือยกขึ้นมากุมศีรษะ เสียงกระดิ่งที่ข้อมือครั้งที่สองก็ดังสลับแววตาจากที่เคยสงสัยแปรเปลี่ยนกลับกลายเป็นนิ่งสงบ หนักแน่น แลเย็นชา

             

            เพียงนางลืมตาตื่น เหล่าสตรีมากมายที่คล้ายเป็นดั่งบริวารต่างตื่นเต้นยินดีกันอย่างใหญ่หลวงพวกนางรีบปรี่เข้าไปคุกเข่าต่อหน้าสตรีนางนั้น

            “องค์หญิง พระองค์ฟื้นแล้ว…..พวกเจ้ารีบไปทูลฝ่าบาท”

             

            สตรีรับใช้จากไปได้มินาน เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบก็บรรลุมาถึงบุรุษวัยสี่สิบเจ็ดปีเศษ สวมชุดคลุมแดงลวดลายมังกรทองฉวัดเฉวียนทั่วร่าง ใบหน้าแฝงความมีสง่าราศีนัยน์ตาคมกริบ จมูกตั้งสัน คิ้วชันดั่งปลายกระบี่ ผมสีดำนิลเกล้าไว้ด้วยปิ่นมังกรทองดูไปราวกับเทพบนสรวงสวรรค์ มันผู้นี้มิใช่ใครที่ไหน เป็นโอรสแห่งสวรรค์ ผู้ปกครองแผ่นดินใหญ่ปิ่งฉิงแห่งนี้เป็นผู้รวบรวมปฐพีแผ่นดินใหญ่ให้เป็นหนึ่งเดียว ผู้ที่ทรงยึดมั่นในทศพิธราชธรรม องค์ปฐมฮ่องเต้แห่งราชวงศ์หลิงหลิงเทียนหลง

             

            ใบหน้าที่ตึงเครียด พอได้เห็นประกายตาอันสุกใสของดรุณีที่อยู่บนเตียงแดงลืมตื่นก็กลับกลายเป็นความยินดีจนพระองค์อดที่จะมีน้ำพระเนตรไหลรินออกมามิได้ องค์ปฐมฮ่องเต้ผู้ปรีชาสามารถผู้เข้มแข็งแลองอาจ ตอนนี้กลับมิทรงลังเลที่จะปลดปล่อยน้ำพระเนตรให้ล่วงหล่นต่อหน้าเหล่าบริวารเลยซักนิดพระองค์นั่งบนเตียงแล้วเอื้อมพระหัตถ์ลูบลงศีรษะของสตรีนางนั้นแผ่วเบาแลทนุถนอม

            “ลูกพ่อเจ้าฟื้นแล้วจริงๆ”

             

            สตรีนางนั้นเอื้อนเอ่ยอย่างอบอุ่นแผ่วเบา

            “พระบิดา….. พระองค์ทรงมีพระวรกายที่ซูบผอมลงมากนัก"

             

            การฟื้นตื่นของสตรีนางนี้หรือก็คือองค์หญิงสามแห่งราชวงศ์หลิงนับเป็นข่าวอันปราบปลื้มยินดีแก่คนทั้งเมืองหลวงแห่งนี้รวมไปถึงอาณาประชาราษฎร์ทั่วผืนแผ่นดินใหญ่ปิ่งฉิง งานเฉลิมฉลองการสถาปนาราชวงศ์ที่พึ่งจบลงมาได้มินานนักตอนนี้ที่เมืองหลวงก็ได้มีงานเฉลิมฉลองขึ้นอีกครั้งอย่างต่อเนื่อง

             

            สตรีนางหนึ่งเปรียบเหมือนได้ชีวิตใหม่ สตรีอีกนางก็พึ่งสูญเสียชีวิตในเวลาไร่เรี่ยกันโดยศพของสตรีนางนั้นมิได้ถูกผู้คนกล่าวขานถึงมากมายเช่นนี้ หรือแม้แต่จะหาคนเศร้าเสียใจให้แก่นางซักคนก็ยากที่จะมีเพราะนางเป็นเพียงสตรีสามัญคนหนึ่งเท่านั้น จะมีเพียงก็แต่บิดามารดาบุญธรรมของนางที่ต่างพากันลุ่มร้อนใจส่งคนตามหาบุตรีบุญธรรมของตนโดยที่ยังมิทราบชะตากรรมของนาง ส่วนคนที่รู้ว่านางตายแล้วตอนนี้จึงมีเพียงสองคนซึ่งก็คือคนที่สังหารนาง กับอวิ๋นเซ่อผู้ที่อยู่เคียงข้างนางในวาระสุดท้าย

             

            ร่างอันไร้วิญญาณของอวิ๋นจื่อลู่ได้ถูกอวิ๋นเซ่อกลบฝังและตั้งแผ่นป้ายศิลาหน้าหลุมศพไว้ที่บนยอดเขาบริเวณสถานที่อันแปลกพิสดารจึงเพิ่มมาด้วยหนึ่งหลุมฝังศพโดยที่เจ้าของอย่างเฒ่าเร่ร่อนก็ยังมิรู้ตัวบนฟากฟ้ามีพลุไฟหลากหลายสีสว่างไสวเบ่งบานด้วยความสวยงามชื่นมื่น แต่บนยอดเขากลับมีแต่บรรยากาศที่อึมครึมเศร้าสลดข้างล่างผู้คนต่างเฉลิมฉลองกันหกวันติด ลากยาวไปจนถึงวันแรกของการสอบคัดเลือกมือปราบแต่ข้างบนยอดเขาอวิ๋นเซ่อก็นั่งไว้ทุกข์ให้แก่นางมาหกวันติดเช่นเดียวกัน วันนี้ลมวสันต์และสายพิรุณล้วนหายไปคล้ายดั่งว่าพวกมันได้ล่วงตกลงมาจนหมดสิ้นพร้อมกับบ่อน้ำตาของอวิ๋นเซ่อที่เหือดแห้ง

             

            ตอนนี้ชายหนุ่มเสียใจมามากพอแล้ว มันก้มลงมองห่อผ้าหนังขัดมันตรงหน้าอย่างมุ่งมาตรแต่เดิมนี่คือสิ่งที่มันต้องการยิ่ง เป็นปณิธานของมันที่ตั้งมั่นมาโดยตลอด ทว่านับจากนี้นี่จะมิใช่เพียงปณิธานของมันผู้เดียวอีกต่อไปแล้วแต่มันจะรวมอยู่กับปณิธานของสตรีที่มันจำฝังใจมาตั้งแต่เด็กผู้นั้นด้วย

            “ต่อให้ต้องปีนป่ายเจ็ดชั้นฟ้า ข้าก็จะทำให้มันสำเร็จจื่อลู่ ข้าจะทวงความยุติธรรมคืนแก่เจ้าและทุกคนให้ได้….. ข้าสัญญา!”

             

            ความมุ่งมั่นแลจิตใจที่เด็ดเดี่ยว พร้อมความแค้นที่ลึกล้ำเทียมฟ้าฉายชัดออกมาทางนัยน์ตาของอวิ๋นเซ่อในเมื่อพวกเจ้าคิดหมายล้างสังหารตระกูลอวิ๋นสายรองมิให้หลงเหลือ เช่นนั้นข้าก็จะขอล้างผลาญพวกเจ้าจนหมดสิ้นเช่นเดียวกัน!รอก่อนเถอะ รอข้าก้าวสู่หนทางความแข็งแกร่ง รอข้าได้ข้อมูลจนติดตามร่องรอยของพวกเจ้าพบไม่ว่าพวกเจ้าจะเป็นใครหน้าไหนข้าก็จะไม่ละเว้น!

             

            อวิ๋นเซ่อก้าวเดินลงจากบนเขาด้วยปณิธานที่แรงกล้าพร้อมด้วยใบสมัครสอบคัดเลือกมือปราบ ชายหนุ่มมิได้มุ่งไปยังสำนักมือปราบเลยทีเดียวระหว่างทางมันยังแวะไปที่ตรอกซอยอันคับแคบแห่งนั้นเพื่อตามหาผ้าคลุมหน้าที่เปรียบดั่งโชคชะตานำพามันกับอวิ๋นจื่อลู่มาพบกันอวิ๋นเซ่อก้าวเดินไปจนถึงตำแหน่งที่ผ้าผืนดังกล่าวมาเกาะไหล่ของตน เหลียวซ้ายแลขวาอยู่เนิ่นนานค่อยเห็นมันถูกทับถมไปด้วยใบไม้แลเศษดินเลนชายหนุ่มเอื้อมมือลงไปหยิบผ้าผืนนั้นขึ้นมา คนสะบัดคราหนึ่งพร้อมส่งพลังญาณดีดสะท้อนเข้าใส่ผืนผ้าทำให้ดินเลนหรือฝุ่นดินต่างหลุดลอกและร่วงกราวจนหมดสิ้น

            อวิ๋นเซ่อจ้องมองผ้าผืนนั้น ครอบครัวของมันแม้ถูกสังหารแต่มันก็มิได้เห็นกับตาความสะเทือนใจจึงไม่เท่าเห็นคนของตระกูลอวิ๋นสายรองถูกไล่เข่นฆ่าแลตกตายต่อหน้าต่อตาเช่นนี้อีกทั้งผู้ตายยังมีความสำคัญในห้วงความทรงจำของมันอย่างยิ่งยวด

             

            อวิ๋นเซ่อจ้องมองผ้าคลุมผืนดังกล่าวอยู่เนิ่นนานค่อยยกขึ้นพันรอบต้นคอของตนเอง“เราจะต้องเป็นมือปราบร่วมกัน และต่อจากนี้เจ้าจะอยู่กับตัวข้าไม่ห่าง เจ้าจะอยู่เคียงข้างข้าตลอดไป”

             

            วาจากล่าวกับผ้าคลุมที่พันรอบลำคอ พอจบลงคนก็มุ่งหน้าสู่สำนักมือปราบทันที

     

             

            วันนี้ผู้คนคับคั่งจอแจไม่แพ้วันแรกที่รับสมัครสอบสำนักมือปราบที่ใหญ่โตมโหฬารแห่งนี้จึงดูแคบเล็กไปทันตา สำนักมือปราบตัวอาคารถูกสร้างขึ้นมาจากไม้เนื้อดีทาสีดำล้วน ตกแต่งประดับประดาด้วยสิ่งของที่มีสีดำ บรรยากาศจึงดูเข้มขึมน่าเกรงขามกอปรด้วยความทรนงองอาจ แลแฝงกลิ่นอายความเที่ยงแท้เที่ยงธรรมเป็นอย่างยิ่ง บรรยากาศความคึกครื้นนี้จึงมิอาจกลบบรรยากาศที่สุขสงบของสำนักมือปราบได้เลย

             

            “จุ๊ๆๆ ได้ยินแต่คำเล่าลือมานาน พอได้มาเห็นกับตาส่งให้คนอย่างข้าอดที่จะเลื่อมใสขึ้นมามิได้”บุรุษเจ้าสำอางพร้อมด้วยผู้ติดตามอีกนับสิบ เดินยิ้มละลื่นเข้าสู่สำนักมือปราบในที่สุดมันก็ได้ใบสมัครสอบมา ถึงแม้จะต้องเสียเงินจำนวนมากไปกับการขอซื้อกับคนผู้หนึ่งแต่ก็ยังดีกว่าไปเสี่ยงเจ็บตัวเหมือนที่มันเคยประสบ

             

            “นายน้อย นั่นมันคุณชายต้าจงหมิง แห่งเมืองต้าฟู่เขตธาราร้อยสาย มันได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะที่มีสิทธิ์จะไปถึงมือปราบติดลำดับ ท่านตีสนิทมันไว้ดูจะประเสริฐอยู่มิน้อย"

             

            บุรุษเจ้าสำอางถลึงตาใส่ผู้ติดตามของตน“ข้าจำเป็นต้องให้เจ้าบอกหรือ” กล่าวจบมันก็เดินเข้าหาบุรุษวัยยี่สิบเศษที่ร่างสูงโปร่งผิวขาวซีด สวมชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มลวดลายน้ำทะเล แล้วประสานมือขึ้นทันที

            “ข้าจางอู่จี้ แห่งเมืองเยียงฉี เขตปฐมพสุธาคารวะคุณชายใหญ่ต้าจงหมิง”

             

            บุรุษร่างสูงโปร่งหรือก็คือ ต้าจงหมิง ประสานมือตอบ

            “ท่านรู้จักข้า?”

             

            บุรุษเจ้าสำอางจางอู่จี้ยิ้มประจบ “ผู้ใดจะไม่รู้จักอัจฉริยะผู้บรรลุระดับพลังเพลิงปราณสีเหลือง ตั้งแต่อายุยังมิทันจะยี่สิบและเป็นผู้ที่คนกล่าวขวัญถึงว่ามีโอกาศที่จะได้รับคัดเลือกให้เป็นมือปราบติดลำดับมากที่สุดของการสอบปีนี้"

             

            ต้าจงหมิงยกยิ้มอย่างอัธยาศัย

            “ท่านกล่าวชมเชยเกินไปแล้ว ท่านจางอู่จี้สินะนับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รู้จัก ต่อไปพวกเราคงมีโอกาสได้ร่วมฝึก และร่วมเป็นมือปราบด้วยกัน”

             

            “ฮ่าฮ่าฮ่า ประเสริฐ ประเสริฐ”

             

            ทั้งบุรุษร่างสูงโปร่งและบุรุษเจ้าสำอางต่างคุยกันอย่างถูกคอบุรุษเจ้าสำอางจางอู่จี้มันเลือกคบคนได้ดีเป็นอย่างยิ่ง ผู้ที่มันจะสามารถพึ่งพาหรือมีผลประโยชน์ร่วมได้มันก็จะเข้าประจบจนเสียสิ้น จึงไม่แปลกที่เป้าหมายของมันจะตีสนิทเข้าหาบุคคลที่น่าจะมีอนาคตไกลตั้งแต่ยังไม่เริ่มสอบผู้นี้และเมื่อมันเลือกที่พึ่งด้วยสายตาอันแหลมคม แน่นอนว่ามันก็มองเหล่าผู้ไม่เอาไหนได้อย่างแหลมคมเช่นเดียวกันใครที่อ่อนด้อยกว่ามัน คนเหล่านั้นล้วนถูกสายตาและวาจาที่เหยียดหยามทุกผู้ เช่นเดียวกับอวิ๋นเซ่อผู้ที่ทั้งกายมีแต่ความมอมแมมซ่อมซ่อทั้งพลังลมปราณก็เรียบง่ายธรรมดาสามัญผู้นั้น

             

            “เจ้าคนป่าเหม็นเขียวตรงนั้น หลบทางให้ข้ากับคุณชายต้าจงหมิงสหายของข้าเดี๋ยวนี้”

             

            อวิ๋นเซ่อได้ยินเสียงดังจากด้านหลังแต่มันก็หาใส่ใจไม่มันยังเดินถือใบสมัครเพื่อไปยืนยันตัวตนในการสอบคัดเลือกตรงหน้า

             

            “เจ้าหูหนวกหรือไงที่ไม่ได้ยินคำกล่าวของข้า!”

             

            จางอู่จี้มีโทสะขึ้นเล็กน้อย คนฟันมือออกไปอย่างรวดเร็วอวิ๋นเซ่อรับรู้ได้ถึงการจู่โจมที่ด้านหลัง ชายหนุ่มคิดเบี่ยงกายออกไปต้านรับ ทว่าคนยังมิทันได้ขยับมืออันพร่าพรายของคนผู้หนึ่งก็คว้าจับข้อมือของจางอู่จี้ไว้ อวิ๋นเซ่อต้องขมวดคิ้วท่าร่างของคนผู้นี้นับว่ารวดเร็วแลร้ายกาจมิเบา มันจึงหันกลับมาจ้องมอง เป็นบุรุษร่างสูงโปร่งผิวขาวซีดที่กำชับข้อมือของบุรุษท่าทางเจ้าสำอางไว้ บุรุษร่างสูงโปร่งกล่าว

            “ข้าต้องขออภัยแทนสหายข้าด้วย”

             

            แม้วาจาจะว่ากล่าวด้วยรอยยิ้มอัธยาศัย แต่ทว่านัยน์ตาคู่นั้นอวิ๋นเซ่อกลับมองทะลุปรุโปร่งแลรับรู้ได้เป็นอย่างดีนัยน์ตาของบุรุษร่างสูงโปร่งมีแต่แววความดูถูกดูแคลน ทั้งยังเหยียดหยามตนยิ่งกว่าบุรุษเจ้าสำอางผู้นั้นเสียอีกคนแบบนี้นับว่าร้ายกาจนัก ต่อหน้าแสดงท่าทีด้วยอัธยาศัย แต่ในจิตกลับมีแต่ความเจ้าเล่ห์น่ารังเกียจผู้อื่นแม้ดูมิออก แต่อวิ๋นเซ่อผู้มีความคิดความทรงจำถึงสองโลกย่อมรับรู้ได้เป็นอย่างดีชายผู้นี้นับเป็นคนที่ไม่น่าคบแม้แต่น้อย และอวิ๋นเซ่อก็มิชอบคนแบบนี้เป็นที่สุดหากมันผู้นั้นแสดงความจริงใจ แน่นอนว่ามันจะได้ความนับถือจากอวิ๋นเซ่อกลับแต่ถ้ามันแสดงความเจ้าเล่ห์ไม่เป็นมิตรเช่นนี้ด้วยอารมณ์ที่ไม่ค่อยจะสู้ดีของอวิ๋นเซ่อชายหนุ่มจึงมิคิดที่จะมากมารยาทแม้เพียงกระผีกเดียว

             

            อวิ๋นเซ่อยิ้มมุมปากแล้วหันกลับทันที ด้วยกิริยาที่อวิ๋นเซ่อแสดงออกมาส่งให้จางอู่จี้ต้องถลึงตาขึ้นแล้วตะคอกเสียงดัง

            “เจ้าขยะ คุณชายต้าจงหมิงให้เกียรติเจ้าถึงเพียงนี้ยังกล้าเมินเฉย!”

             

            ทุกผู้ที่อยู่รอบข้างโดยเฉพาะกลุ่มผู้สมัครที่เป็นสตรีก็รู้สึกไม่ชื่นชอบต่อท่าทีของอวิ๋นเซ่อที่เมินใส่ผู้อื่นที่พูดคุยด้วยอัธยาศัยแล้วพวกนางก็ต่างไปชื่นชมบุรุษร่างสูงโปร่ง ผู้ที่ทุกคนก็พอรู้จักตัวตนของมัน บุรุษร่างสูงโปร่งนามต้าจงหมิงผู้นี้จึงตกเป็นที่สนใจของผู้คนถูกผู้คนกล่าวขวัญถึงและถูกเยินยอเป็นอย่างมาก

             

            อวิ๋นเซ่อสบทเสียงแผ่วเบา

            “ขยะเปียกแม้จะถูกห่อคลุมด้วยกระดาษทองคำอย่างไรมันก็นับเป็นขยะเปียกอยู่ดี"

             

            ต้าจงหมิงและจางอู่จี้ได้ยินอย่างชัดเจนแต่ต้าจงหมิงยังยกยิ้ม ส่วนจางอู่จี้กลับมิอาจอดทนได้อีกต่อไป

            “เมื่อครู่เจ้าว่าใครที่เป็นขยะ!”

             

            อวิ๋นเซ่อก้าวเดินไปข้างหน้า ปากกล่าววาจาโดยมิหันกลับหลัง

            “ใครอยากรับก็รับไป ข้ามิได้เอ่ยชื่อมันซักนิด"

             

            เรื่องฝีปากยากนักที่จะหาตัวจับอวิ๋นเซ่อได้เรื่องนี้ยอดอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะจากแดนเทพอัคคีอย่างฟู่หวินก็รับทราบมาเป็นอย่างดีเช่นนั้นบุรุษเจ้าสำอางจางอู่จี้จึงมิอาจอดทนอดกลั้นได้อีก

            “เจ้า!”

             

             

            “ตรงนั้นมีเรื่องอะไรกัน!” มือปราบนายหนึ่งกล่าวขึ้น ก่อนที่มันจะกล่าวสืบต่อ “พวกเจ้าคนใดหากก่อความวุ่นวายแน่นอนว่ามันจะถูกตัดสิทธิ์ทันทีอย่าคิดที่จะลองดีในสำนักมือปราบ….. รีบมาส่งเอกสารยืนยันตัวตนที่จะเข้าสอบคัดเลือกได้แล้วเวลาแห่งการสอบจะเริ่มขึ้นในอีกไม่ช้า"

             

            จางอู่จี้ระงับโทสะเอาไว้ คนก้าวเดินขึ้นมาเทียบเคียงข้างกายของอวิ๋นเซ่อก่อนใช้มือที่ห่อพันด้วยผ้าหนังดึงกระตุกผ้าพันคอของอวิ๋นเซ่ออย่างหนักมือ

            “ฝากไว้ก่อนเถอะเจ้าขยะ ไว้ข้าจะเอาคืนแน่…..อ้อ หวังว่าน้ำหน้าอย่างเจ้าจะผ่านการสอบคัดเลือกนะ ฮึฮึฮึ”

             

            อวิ๋นเซ่อพึมพำแผ่วเบา

            “ปล่อยมืออันโสโครกของเจ้าจากผ้าผืนนี้ซะ"

             

            “ผ้าขยะโสโครกแบบนี้ขาดไปจะนับเป็นอะไรได้”

             

            “หากมันแม้มีเพียงรอยขาดหวิ่นแค่เศษเสี้ยว…..”

             

            จางอู่จี้หรี่ตาท่าทางกวนโทสะใส่อวิ๋นเซ่อ

            “แล้วจะทำไม?”

             

            จิตสังหารที่เอ่อล้นเทียมฟ้า ที่แม้แต่พญามัจจุราชยังมิแน่ว่าจะเทียบเท่าได้ทอประกายออกมาจากนัยน์ตาที่คมกริบของอวิ๋นเซ่อ

            “ข้ารับรองว่าเจ้าจะมิได้ตายดี!”

             

             

     

             

             

    คล้ายกับเรื่องเพลิงฟ้ามหายุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน