ช่างกลป่วนโลกแฟนตาซี

    ตอนที่ 30 ทดลองขาย

            “วันนี้เราจะเริ่มทดลองขายเจ้าพอจะมีแผนอะไรดีๆในหัวหรือไม่”ผมถามนางนี่ถือว่าเป็นการทดสอบความสามารถในการเอาความรู้มาประยุคใช้

            “มันกะทันหันเกินไปข้ายังไม่มีแผนอะไรเลยเจ้าค่ะ”

            “ลองเอาสิ่งที่เจ้าได้เรียนรู้จากข้ามาใช้ดูสิ”ผมพูดกระตุ้น

            “การใช้หน้าม้ามันจะได้ผลหรือเจ้าค่ะ”นางถามขึ้น

            นางก็จำมันได้ดีว่าผมเคยยกตัวอย่างการใช้หน้าม้าโฆษณาชวนเชื่อในการค้าขายสินค้าตอนสอนนาง  มันเป็นความรู้ใหม่ที่ผมชี้ให้เห็นว่ามันมีความเป็นไปได้สูงที่จะได้ผลลัพธ์ที่ดี

            “ไม่รู้สิของแบบนี้มันต้องลอง...ทุกความรู้ที่ได้มาต้องเอามาปรับใช้เสมอไม่มีอะไรตายตัวหรอก”ผมแนะนำนางอีกนิด

            “ได้เจ้าค่ะข้าจะลองใช้วิธีนี้ดู"

            “ดีไม่ว่าผลมันจะออกมาดีหรือไม่ดี มันก็จะเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับเจ้าและพวกเรา"ผมยิ้มขึ้น

            ยังมีงานอีกมากที่ผมต้องจัดการเรื่องนี้ถ้าอี้หลัน สามารถช่วยดูแลได้ ทำไมผมจะไม่ยินดี

            การมอบหมายงานให้ผู้มีความสามารถไม่ต้องกังวลว่ามันจะไม่ ประสบผลสำเร็จ

            ตอนนี้อี้หลันกำลังครุ่นคิดผมเข้าใจว่านางกำลังใช้ความคิด กำลังวางแผนในหัวว่าจะต้องทำอย่างไรจะเริ่มต้นที่ตรงไหน สิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลาพอสมควร

            “จำเอาไว้ให้ดีตัวเจ้าห้ามเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาเด็ดขาด”ผมไม่ได้กลัวปัญหาแต่การไม่มีปัญหาก็เป็นสิ่งที่ดี ตอนนี้คนของตระกูลเฟิง ตามหาตัวนางแทบพลิกแผ่นดินหากตัวตนของนางถูกเปิดเผยขึ้น คงวุ่นวายไม่น้อย

            “ข้ารู้เจ้าค่ะ”

            “ดีแล้วไม่ต้องกังวลมาก หากมันหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ข้าก็ไม่กลัว”แววตาของผมจริงจังดังน้ำเสียงที่พูดออกมา

            “เรามาถึงแล้วเจ้าค่ะ”อี้หลันหยุดเดิน

            ตอนนี้เรายืนอยู่หน้าตลาดแล้วตรงหน้าของเราเป็นแถวของผู้คนที่ต่อคิวรอทำอะไรสักอย่าง

            “ตรงนั้นมีโต๊ะเก็บส่วยของเจ้าของตลาด เราต้องจ่ายเงินก่อนถึงจะเข้าไปได้”อี้หลันอธิบาย ผมพยักหน้ารับรู้รอเพียงไม่นานคิวของเราก็ใกล้เข้ามา ด้านหน้าเหลือเพียงชายชราคนหนึ่งเท่านั้น

            “มาซื้อหรือมาขายของ”เจ้าหน้าที่ถามขึ้นเสียงดัง

            “มาขายของ”ในมือของชายแก่มีถุงใบใหญ่สองใบในมือ

            “ 5 เหรียญเงิน”

            “นี่ขอรับ”

            “ไปได้..คนต่อไป…”

            “พวกข้ามาขายของ”อี้หลันตอบแล้วจ่ายเงินไป 5 เหรียญเงิน

            “พวกเจ้ามาด้วยกัน”เจ้าหน้าที่คนเดิมถามขึ้น

            “ใช่ขอรับ/เจ้าค่ะ”พวกเรา7 คนตอบออกมาพร้อมกัน

            “จ่ายอีก6 เงิน”เจ้าหน้าที่เอ่ยขึ้นอีกสุดท้ายพวกเราก็จ่ายไปทั้งหมด 11 เหรียญเงิน

            “เข้าไปได้คนต่อไป..”เจ้าหน้าที่ปล่อยพวกเราเข้ามาทั้งหมดโดยไม่เอ่ยอะไรออกมาอีก กฎของตลาดไม่มีอะไรมาก มาซื้อของจ่าย 1 เหรียญเงิน  ถ้าเป็นพ่อค้ามาขายของจ่าย 5 เหรียญเงิน

            บนถนนเฟิงเต็มไปด้วยผู้คน พ่อค้าแม่ขายตั้งร้านของตัวเอง ตามสองข้างถนนเรียงกันไปตามสองข้างถนนค่าส่วยที่นี่คือ 5 เหรียญเงินต่อวัน ตลาดที่นี่เปิดทุกวันไม่มีวันหยุดผู้คนจึงมากกว่าที่อื่น

            ผมมองเข้าไปในตลาดเห็นผู้คนเลือกซื้อสิ่งของอยู่มากมาย การค้าขายที่นี่คึกคักมากของที่ขายก็มีแทบทุกอย่าง

            “เราจะตั้งแผงขายเนื้อได้ที่ไหน”ผมถามขึ้น

            “นอกจากกลางถนนที่ว่างในตลาด เราเลือกตั้งแผงได้หมดเจ้าค่ะ”อี้หลันตอบ

            “โอ้วตรงไหนก็ได้หรือ”ผมแปลกใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าจะมีตลาดแบบนี้ด้วย เพราะปกติผู้ดูแลหรือเข้าของตลาดจะเป็นคนกำหนดว่าคนเช่าจะตั้งร้านได้ที่ไหน

            เราตระเวนไปในตลาดเพื่อหาทำเลในการตั้งร้านที่เหมาะสม ตลาดถนนเฟิง ทำให้ผมนึกถึงตลาดนัดขนาดใหญ่ ตามชนบทของประเทศไทย  กลิ่นอายของยุคสมัยทำให้ผมรู้สึกชอบยุคนี้จริงๆ

            วิถีชีวิตของคนพื้นถิ่นไม่ว่าจะเป็นอาหารการกินหรือข้าวของเครื่องใช้ต่าง  บ่งบอกถึงวัฒนธรรมของผู้คนได้เป็นอย่างดี

            อาหารการกินของที่นี่ยังไม่หลากหลายมากนักนอกจากอาหารจำพวกแป้งแล้ว อย่างอื่นก็เป็นอาหารที่กินสดๆได้โดยที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งใดๆ

            การปรุงแต่งอาหารไม่หลากหลายเครื่องเทศที่ถูกค้นพบก็ยังไม่มากนัก ยังดีที่มีอาหารพื้นฐานที่ประกอบด้วย ข้าวฟ้างข้าวสาลี และข้าวสารให้เห็น

            พวกเราตระเวนหาทำเลในการตั้งแผงขายของอยู่พักใหญ่ในที่สุดก็พบทำเลดีๆ

            “ตรงนี้เป็น4 แยกทุกคนที่เข้าออกตลาดจะต้องผ่านเราจะตั้งร้านของเราที่นี่”อี้หลันเอ่ยขึ้น ผมไม่ขัดอะไรเพราะอย่างแรกผมให้นางตัดสินใจ อย่างที่สองผมเห็นด้วยกับการตัดสินใจของนางที่ตรงนี้เป็นทำเลดีจริงๆ

            เมื่อได้จุดแล้วพวกเราก็เริ่มตั้งแผงทันทีโต๊ะขายของถูกประกอบขึ้น เตาถ่านถูกจุด หมูหมัก น้ำจิ้ม ถาดไม้ ถูกนำมาวางบนโต๊ะ ไม่ถึงเค่อร่านของเราก็พร้อมขาย 

            “รู้สึกแปลกๆไหมเจ้าค่ะ”เซียวหลินถามขึ้นตอนนี้เหลือแค่ผมกับนางที่เฝ้าแผงขายของอยู่ อี้หลันพาคนแยกตัวออกไป 3 คน

            “ทำไมหรือ”

            “ก็มีร้านเราร้านเดียวที่ยืนขายนี่เจ้าค่ะ”

            “ฮ้าๆๆไม่ต้องคิดมากหรอก เป็นแบบนี้กลับดีเสียอีก”

            “ดียังไงหรือเจ้าค่ะ”

            “ร้านของเราจะได้เป็นจุดเด่นยังไงละทุกคนจะมองมาที่เราเพราะเห็นว่าร้านแปลกดูเด่นสดุดตา”

            “ดีก็ดีเจ้าค่ะ”ดูนางจะไม่หมั่นใจนักว่าการเป็นจุดเด่นมันดียังไง แต่นางก็ไม่ถามอะไรออกมาอีก

            เราเริ่มย่างบาร์บีคิวทันทีที่ทุกอย่างพร้อมเนื้อหมูหมักกับฝักสดๆเสียบไม้ ว่างย่างอยู่บนเตาถ่าน ทรงสี่เหลี่ยมเสียงน้ำมันจากเนื้อหยดลงบนถ่านไฟสีแดงๆดังฉ่าๆขึ้นเป็นพักๆมีควันสีขาวพุ่งสวนขึ้นมา พัดพาเอากลิ่นหอมของบาร์บีคิว ลอยอบอวนไปทั่วบริเวณ

            อึก!!เสียงกลืนน้ำลายของเซียวหลินดังขึ้น  

            “หอมมาก”เด็กน้อยพูดออกมาเสียงเบา

            “เอาไปสิ”ผมยื่นบาร์บีคิวที่สุกแล้วให้นางไปหนึ่งไม้

            “ไม่ๆเจ้าค่ะของพวกนี้เราเตรียมมาขายจะให้ข้ากินได้อย่าไร”

            “คนขายก็ต้องกินดูก่อนไม่อย่างนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าของที่เราจะขายอร่อยหรือไม่”

            “จริงด้วยเจ้าค่ะ”เด็กน้อยพยักหน้าเห็นด้วยหงึกๆ  แล้วรับเราบาร์บีคิวไม้นั้นไปนางกัดกินมันราวกับอดข้าวมาหลายวัน พริบตาเดียวบาร์บีคิวอันนั้นก็เหลือแต่ไม้ผมยิ้มพลางส่ายหน้า เด็กยังไงก็เป็นเด็ก

            “หนุ่มน้อยพวกเจ้าขายอะไรหรือ”ป้าร้านขายผักอยู่แผงข้างๆ ถามขึ้นด้วยความสนใจ

            “มันเรียกว่าบาร์บีคิว เป็นหมูย่างเสียบไม้สูตรลับบ้านข้าเอง ขอรับ”

            “หมูย่างหรือ! หอมมาก ไม้ละเท่าไรละ”

            “ไม้ละ 2 เหรียญเงินขอรับ”

            “2 เหรียญ! ท่านป้า!ซื้อเนื้อร้านข้าไปย่างเองดีกว่า ข้าขายจินละ 10 เหรียญเงินคุ้มกว่าเนื้อย่างไม้เล็กๆนั้นแน่นอน”คนขายเนื้อที่ตั้งร้านอยู่อีกด้านพูดขึ้น

            ป้าร้านขายผักเริ่มลังเลคนขายเนื้อได้ทีเลยพูดขึ้นอีก

            “ไม่ต้องลังเลแล้วท่านป้าหมูย่างไม้เล็กๆนี่ท่านไม่รู้สึกว่ามันแพงหรือนอกจากเนื้อแล้วผักพวกนี้คืออะไรก็ไม่รู้ กินไปแล้วอาจจะท้องเสียก็ได้”ผมขมวดคิ้วคนขายเนื้อคนนี้ชักจะปากมากเกินไปแล้ว

            “ท่านลุงก็พูดเกินไปหมูเสียบไม้ของตระกูลข้า ทำกินทำขายกันมาหลายรุ่นแล้วจะเป็นอย่างที่ท่านว่าได้อย่างไร”ผมอธิบาย ลุงขายเนื้อได้ยินก็เงียบปากลงป้าร้านขายผักก็ไม่เอ่ยอะไรออกมาเหมือนกัน

            ตอนนี้มีเพียงเสียงน้ำมันจากเนื้อหมูหยดลงบนถ่านไฟดังฉี่ๆ อยู่ในเตา ถึงจะพลาดลูกค้าคนแรกไปก็ไม่เป็นไรยังไงกลิ่นอันหอมหวลของบาร์บีคิว ยังลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณเช่นเคย

            เราย่างบาร์บีคิวไปเรื่อยๆ หนึ่งเค่อผ่านไป สองเค่อผ่านไป ลูกค้าคนแรกก็ยังไม่มาสักที

            อีกด้านของตลาดอี้หลันกับสมาชิกนักขายฝึกหัดอีก 5 คน ยืนสุมหัวกันอยู่

            “พวกเจ้าจำแผนที่ข้าบอกได้หรือไม่”อี้หลันกระซิบ

            “จำได้ขอรับเจ้าค่ะ”ทั้ง 5 คนตอบรับขึ้นมาพร้อมๆกัน

            “ดีไปได้!!”คนทั้ง 5 แยกทางกันต่างคนต่างเดินพวกเขาเลือกของร้านนั้น ถามร้นนี้ไปเรื่อย ๆในที่สุดคนแรกก็มาถึงร้านเนื้อย่างตามแผน

            “หอมจังเลยนี่กลิ่นอะไรถึงได้หอมขนาดนี้”ชายหนุ่มสูดกลิ่นหอมๆของบาร์บีคิวเข้าจนเต็มปอด

            “นั้นมันพี่…”

            “ฉู่!!..เสียวหลินเจ้านิ่งไว้ก่อนไม่ต้องพูดอะไรปล่อยให้ข้าจัดการเอง”ผมกระซิบบอกเซียวหลินนางจำคนที่กำลังเล่นบทหน้าม้าได้ ด้วยความเป็นเด็ก และไม่รู้แผนการผมจึงเตือนนางให้เงียบไว้ก่อนหน้าม้าคนแรกเดินมาทางร้านบาร์บีคิวทันที

            “น้องชายเจ้าขายอะไรทำไมมันถึงหอมน่ากินขนาดนี้”

            “บาร์บีคิวขอรับ”ผมยิ้มตอบ

            “บาร์บีคิว! ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนแต่กลิ่นหอมน่าอร่อยมาก”

            “เป็นหมูย่างเสียบไม้สูตรของบ้านข้าขอรับนอกจากหอมแล้ว มันยังอร่อยมาก”

            “อร่อยหอมแบบนี้มันต้องอร่อยแน่นอน เท่าไร ราคาเท่าไร เอามาให้ข้าชิมก่อนสองไม้”

            “สองไม้4 เหรียญเงินขอรับ”ผมหยิบบาร์บีคิวหมูสองไม้ห่อใบตองยื่นให้หน้าม้าทันที

            “นี่4 เหรียญเงิน ไม่ต้องห่อข้าจะลองกินมันเดี๋ยวนี้”ชายคนนั้นจ่ายเงินแล้วรับของไป