เหอจิ่วเหนียงแปลกใจ สองพี่น้องคู่นี้คิดจะทำอะไรกันแน่ จึงรีบเดินเข้ามาดู
นางซุนรีบจับแขนเด็กสาวทั้งสองให้ลุกขึ้น
“ลุกขึ้นมาคุยกันดี ๆ พวกเ้าสองคนทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?…เหตุใดยังไม่ลุกขึ้นอีก!”
เด็กสาวทั้งสองขืนตัวไม่ยอมลุก แม้อายุยังน้อยแต่พวกนางกลับมีเรี่ยวแรงเกินวัย นางซุนถึงกับใที่ไม่สามารถฉุดพวกนางให้ลุกขึ้นได้
“ท่านยายลู่ เราสองคนจะมอบเสบียงและเงินที่เป็ส่วนแบ่งของเราให้ท่านทั้งหมด แต่ขอให้พวกเรากินอยู่กับพวกท่านได้หรือไม่เ้าคะ?”
เ้าของคำพูดเป็เด็กสาวคนที่อายุมากกว่าชื่อว่าต้ายา ขณะเอื้อนเอ่ยน้ำเสียงค่อนข้างสั่นเครือ ท่าทางหวาดกลัวยิ่งนัก แต่ก็ยังกัดฟันเอ่ยต่อ
“พวกเราลี้ภัยจากบ้านมาได้ไม่นานก็ถูกท่านพ่อท่านแม่ขาย ต่อมาถูกโจรพวกนั้นจับตัวไปขังไว้ในถ้ำ ครอบครัวของท่านยายลู่ช่วยชีวิตเราสองคนไว้ พวกเราสองพี่น้องขออุทิศตัวเป็ทาสรับใช้ครอบครัวท่านยายลู่ ไม่ว่างานอะไรพวกเราสองพี่น้องทำได้ทุกอย่างเ้าค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงมองดูเงียบ ๆ ไม่ออกความเห็นใด …สองพี่น้องคู่นี้ฉลาดยิ่งนักที่คิดวิธีเช่นนี้ได้
นางซุนได้ยินดังนั้นก็ร้อนใจทันที “ชาวนาที่ไหนมีคนรับใช้กัน ข้าเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะเลี้ยงดูครอบครัวรอดหรือไม่ แล้วจะให้เลี้ยงดูพวกเ้าสองพี่น้องได้อย่างไรกัน เสบียงอาหารน้ำดื่มที่ได้มาก็แบ่งให้พวกเ้าแล้ว พวกเ้าสองคนกินกันประหยัด ๆ ต้องอยู่รอดจนไปถึงอันโจวได้แน่นอน หากถึงอันโจวแล้วพวกเ้าจะไปเป็สาวใช้ตระกูลร่ำรวยไหนก็เลือกเอา เป็ผู้หญิงจะต้องรู้จักพอใจในสิ่งที่ตนมีนะ!”
กล่าวจบหญิงชราก็จับจ้องสองพี่น้องเขม็ง ก่อนจะดึงโยวยาโถวออกให้ห่างจากพวกนาง
เด็กสาวสองคนหลั่งน้ำตาออกมา พลางคุกเข่าโขกศีรษะขอร้องหญิงชรา “ท่านยายลู่ โปรดรับพวกเราสองพี่น้องไว้ด้วยเถิดเ้าค่ะ โปรดรับพวกเราเอาไว้ด้วย!”
ในยุคนี้เด็กผู้หญิงไม่ได้มีค่าอะไรเลย ไร้ค่าถึงขั้นที่ว่าหากวันใดที่ชีวิตมนุษย์เผชิญกับความแร้นแค้นจนถึงที่สุด สิ่งที่จะถูกจับมากินเป็อย่างแรกล้วนเป็เด็กผู้หญิงทั้งสิ้น
สองพี่น้องหลิวเอาชีวิตรอดมาได้จนถึงตอนนี้ไม่ใช่เื่ง่ายเลย พวกนางก็แค่อยากหาคนรับไปดูแลก็เท่านั้น
ตอนแรกพวกนางไม่ได้มีความคิดเช่นนี้ แต่หลังจากได้เห็นครอบครัวลู่ปฏิบัติต่อลูกหลานชายหญิงอย่างเท่าเทียมกัน เด็กผู้ชายได้กินเท่าไร เด็กผู้หญิงก็ได้กินเท่านั้น และเด็กเหล่านี้ก็ไม่ถูกขายเหมือนครอบครัวอื่น ๆ
ด้วยเหตุนี้สองพี่น้องจึงเกิดความคิดเช่นนั้นขึ้น พวกนางคิดว่าแม้จะเป็เพียงสาวใช้ แต่อย่างน้อยก็ไม่อดตายหากได้อยู่ใต้ร่มเงาของครอบครัวลู่
“นี่พวกเ้าไม่เข้าใจที่ข้าพูดหรือ?”
นางซุนโมโหจนแทบกระทืบเท้า เหตุใดการช่วยคนในครั้งนี้ถึงนำภาระมาสู่ตัวเช่นนี้นะ!
เหอจิ่วเหนียงหรี่ตาพลางกล่าว “ข้ารับพวกเ้าไว้ก็ได้”
ครอบครัวลู่หันขวับไปมองเ้าของคำพูดทันที นางซุนสบถออกมา “สะใภ้สาม นี่สมองเ้าเลอะเลือนไปแล้วหรืออย่างไร?”
เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจแม่สามี นางเอ่ยกับสองพี่น้องสกุลหลิวต่อ “พวกเ้าจะตามพวกข้าก็ได้ แต่ต้องดูแลตัวเอง ไม่แน่พวกเ้าอาจไปถึงอันโจวได้อย่างปลอดภัย แต่หากพวกเ้าตัดสินใจจะเป็สาวใช้ของบ้านข้าจริง ๆ เช่นนั้นพวกเ้าต้องมอบเสบียงครึ่งหนึ่งให้พวกข้า และระหว่างทางหากเจอกับพวกนายหน้า พวกข้ามีสิทธิ์ขาดในการขายตัวพวกเ้าแลกเงิน พวกเ้าต้องเข้าใจนะว่านี่เป็่กลียุค แม้แต่พ่อแม่แท้ ๆ ของพวกเ้ายังขายพวกเ้าได้ นับประสาอะไรกับพวกข้าที่ไม่ได้เป็อะไรกับพวกเ้า”
หญิงสาวอธิบายด้วยท่าทางผ่อนคลาย แต่กลับทำให้สองพี่น้องหวาดกลัวจนเหงื่อเย็นผุดพรายเต็มแผ่นหลัง
ถูกพ่อแม่แท้ ๆ ขายก็เ็ปมากแล้ว พวกนางก็แค่อยากหาคนดี ๆ ไว้พึ่งพิงเพื่อให้มีชีวิตต่อไป นึกไม่ถึงเลยว่าความโหดร้ายจะบังเกิดขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง แม้ตอนนี้จะมีที่พึ่ง แต่อนาคตก็ไม่มีใครรับประกัน
นางซุนค่อย ๆ เหลือบมองเหอจิ่วเหนียง นับว่าสะใภ้สามยังรู้จักขอบเขตอยู่บ้าง หากคิดจะข้ามหัวนางรับเด็กสองคนนี้ไว้จริง นางจะขอสละตำแหน่งหัวหน้าครอบครัวซะ! ใครอยากจะเป็ก็เป็ไป!
และในตอนนี้เอง นางฉี หนึ่งในเครือญาติสกุลลู่ก็กล่าวขึ้น “พวกเ้าสองคนช่างไม่รู้จักดีชั่วเอาซะเลย! ครอบครัวของท่านอาช่วยชีวิตพวกเ้าไว้ก็นับว่าเป็บุญคุณใหญ่หลวงแล้ว ยังจะขอให้พวกเขาเลี้ยงพวกเ้าอีกรึ? พ่อแม่แท้ ๆ ยังไม่เอาพวกเ้าเลย กล้าดีอย่างไรถึงขอให้ครอบครัวคนอื่นเขาเลี้ยงดู? ครอบครัวท่านอาก็แบ่งเสบียงอาหารและเงินให้พวกเราทุกคนแล้ว แต่ต่อให้ไม่ให้ พวกเราก็ไม่มีสิทธิ์ว่าอะไรด้วยซ้ำ!”
นางหลี่ผู้เป็แม่ของเถี่ยต้านก็เดือดดาลไม่แพ้กัน “นั่นน่ะสิ! อายุยังน้อยแต่ใจกล้าไม่เบา! แถมไม่ใช่ญาติแซ่เดียวกับพวกเรา ครอบครัวท่านอาดูแลพวกเ้าก็นับว่าดีมากแล้ว ยังจะร้องขอเยอะแยะอีก หากพวกเ้ายินยอมก็เดินร่วมทางไปอันโจวกับพวกข้า แต่หากพวกเ้าคิดจะก่อเื่ละก็ พวกข้าไม่เห็นใจพวกเ้าสองพี่น้องแน่!”
สองพี่น้องสกุลหลิวถูกต่อว่าไปฉาดใหญ่จนหน้าแดงก่ำ พวกนางเพียงแค่้าหาที่ปักหลัก อีกอย่างครอบครัวของท่านยายลู่ก็มีเด็กผู้ชายตั้งหลายคน จะเลี้ยงดูพวกนางเอาไว้เป็สะใภ้ในอนาคตก็ย่อมได้ เหตุใดถึงไม่ยอมรับพวกนางเอาไว้…
“เป็อย่างไร คิดได้หรือยัง?”
เหอจิ่วเหนียงมองเด็กหญิงทั้งสองเหมือนจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม สองพี่น้องไม่กล้าเปล่งวาจา นางฉีจึงกล่าวต่อ “มัวอึ้งอะไร ยังไม่รีบลุกไปหุงหาอาหารอีก! กินเสร็จจะได้รีบเดินทาง ชิ สร้างความเดือดร้อนได้ทุกวันจริง ๆ!”
นางฉีก็เป็สะใภ้ในตระกูลลู่เช่นกัน ตอนนี้ข้างกายนางมีเพียงบุตรสาวคนเดียวเท่านั้น สามีถูกโจรเร่ร่อนปลิดชีพไปแล้ว ตอนนี้นางอยากไปให้ถึงเมืองเฉียนโจวโดยเร็วที่สุด หวังว่าจะเจอคนในครอบครัวที่เหลืออยู่ นางอยากรู้ว่าบุตรชายยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ นางไม่มีแก่ใจจะมาดูเด็กสองคนนี้ก่อเื่!
สองพี่น้องถูกกระหน่ำต่อว่าก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก ลุกขึ้นอย่างเงียบ ๆ แล้วไปเกาะกลุ่มกินข้าวกับคนอื่น
คนกลุ่มนั้นไม่ใช่ญาติของตระกูลลู่ อีกทั้งในกลุ่มพวกเขาต่างก็ไม่ได้สนิทกัน ตอนนี้มีหม้อให้ใช้เพียงใบเดียวซึ่งได้มาจากรังโจร สองพี่น้องคู่นี้ก่อเื่อยู่นาน คนอื่นต่างซดโจ๊กกันไปหมดแล้ว พวกนางจึงต้องต้มใหม่
เหอจิ่วเหนียงมองนางฉีและนางหลี่พลางกล่าว “ขอบคุณพี่สะใภ้ทั้งสองมากเ้าค่ะ”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก! ข้าเป็ม่ายไร้สามีแล้ว ไปถึงอันโจวก็ยังไม่รู้เลยว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรต่อ ก็หวังว่าครอบครัวพวกเ้าจะช่วยเหลือสักครั้ง เฮ้อ!”
นางฉีเป็คนตรงไปตรงมา คิดเช่นไรก็พูดออกไปเช่นนั้น หากไม่พบคนในครอบครัวแล้วจริง ๆ นางสองแม่ลูกคงต้องขอความช่วยเหลือจากครอบครัวลู่
นางหลี่ก็พยักหน้าเห็นด้วยกับวาจาของนางฉิน
“พี่สะใภ้พูดเกินไปแล้ว เราล้วนเป็ญาติกัน มีอะไรก็ต้องช่วยกันอยู่แล้วเ้าค่ะ”
ครั้นเหอจิ่วเหนียงอยู่ในโลกก่อน นางไม่รู้เลยว่าการมีญาติพี่น้องมันเป็เช่นไร เพิ่งจะได้ััด้วยตัวเองก็ตอนมาอยู่ที่นี่
จากความทรงจำของเ้าของร่างเดิม เครือญาติในหมู่บ้านตระกูลลู่มีเื่กระทบกระทั่งกันบ้างเล็กน้อย แต่หากมีปัญหากับคนนอกละก็ พวกเขาจะพร้อมใจช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในยุคสมัยนี้ให้ความสำคัญกับญาติพี่น้องมาก ขอเพียงไม่ใช่เื่รุนแรง พวกเขาก็จะพยายามรักษาความสัมพันธ์ของญาติพี่น้องไว้
แม้นางซุนจะรู้สึกว่าการที่เหอจิ่วเหนียงตอบรับคำขอนางหลี่กับนางฉินโดยไม่ถามความเห็นจากคนในครอบครัวเป็เื่ที่ไม่เหมาะสม แต่นางก็ไม่ตำหนิแต่อย่างใด อย่างไรเสียชีวิตนี้ก็คงไม่มีอะไรหนักหนาไปกว่าการที่ต้องดูแลสตรีและเด็กเหล่านี้ไปจนถึงอันโจวแล้ว แต่แม้จะรู้ว่าเป็ภาระ ถึงอย่างไรวันนั้นครอบครัวลู่ก็ต้องเข้าไปช่วยคนเหล่านี้ออกมาให้ได้
.
ทุกคนยังคงง่วนอยู่กับเื่ของตัวเอง โก่วเอ๋อร์ที่ยังไม่รู้ความนักชี้นิ้วไปยังสองพี่น้องแซ่หลิวที่นั่งอยู่ไม่ไกล พลางงึมงำ “ท่านแม่ คนเลว ท่านแม่ คนเลว!”
แม้เขาอายุยังน้อยแต่ก็เข้าใจในสิ่งที่ผู้ใหญ่พูดกันเมื่อครู่ คนในครอบครัวเขาไม่มีใครชอบสองพี่น้องคู่นั้น หมายความว่าพวกนางต้องเป็คนเลวแน่นอน!
เหอจิ่วเหนียงอดยิ้มไม่ได้ “พวกนางไม่ใช่คนเลวหรอกลูก พวกนางแค่คิดหาทางลัดให้ตัวเองเท่านั้น”
เหอจิ่วเหนียงไม่ถือโทษเด็กสาวทั้งสอง เพียงนึกตำหนิพวกนางที่มีความคิดไม่เข้าท่าเท่านั้นเอง
.
.
.