ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 57 พลังจิตระดับโหวแห่งยุทธ์!

            คำอุทานเพียงคำเดียวดึงดูดสายตาของทุกคนในที่นั้นให้หันมามองเป็นตาเดียว

            เมื่อเห็นชัดว่าคนที่พูดคือใครทุกคนก็ถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน

             เวรเอ๊ย? เมื่อกี้คณบดีพูดว่าเวรเหรอ?

            ในฐานะคณบดีคณะเวทมนตร์แห่งมหาวิทยาลัยสุ่ยมู่คณบดีหลี่มักจะแสดงออกด้วยท่าทางใจดีและน่าเลื่อมใสต่อหน้าสาธารณชนเสมอมา

            ในใจของเหล่านักศึกษาคณะเวทมนตร์คณบดีควรจะเป็นเหมือนผู้หยั่งรู้เป็นผู้อาวุโสที่เปี่ยมไปด้วยความสุขุมประหนึ่งทุกสิ่งในโลกล้วนอยู่ในการควบคุม

            ทว่าตอนนี้คณบดีผู้สูงส่งในสายตาพวกเขากลับหลุดคำอุทานหยาบโลนออกมาเสียอย่างนั้น?

            ความรู้สึกที่เหมือนภาพลักษณ์พังทลายลงต่อหน้าต่อตาทำให้ทุกคนรู้สึกสับสนอย่างบอกไม่ถูก

            ไม่ใช่แค่เหล่านักศึกษาที่อยู่ด้านหลังแม้แต่เพื่อนเก่าอีกสองคนที่ยืนข้างๆ ก็ยังต้องหันมามองเขาด้วยความประหลาดใจ

            นักศึกษาคนอื่นอาจจะมองว่าตาแก่นี่ดูสูงส่งแต่พวกเขาไม่มีภาพจำแบบนั้น

            ทว่านั่นแหละคือประเด็นการที่ได้เห็นตาแก่จอมเจ้าระเบียบหลุดปากอุทานออกมาแบบนั้นทำให้คณบดีจี้และคณบดีเฉียนตกตะลึงยิ่งกว่าใคร

            มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?ถึงขั้นทำให้เจ้าหมอนี่ทิ้งมาดแล้วหลุดคำด่าพื้นบ้านออกมาโดยไม่รู้ตัว

            “ตาแก่หลี่ ของนายหล่นน่ะ”

            คณบดีจี้พูดด้วยสีหน้าซับซ้อนแม้จะไม่ได้ระบุว่า ‘ของ’ ที่ว่าคืออะไรแต่ทั้งสามคนก็เข้าใจดีว่าเขาหมายถึงภาพลักษณ์

            แม้แต่คณบดีเฉียนก็ยังผสมโรง“จบกัน การศึกษาด้านศีลธรรมของสุ่ยมู่กำลังตกต่ำลงจริงๆขนาดตาแก่หลี่ยังเริ่มหลุดคำหยาบแล้วเลย”

            หลังจากพูดสองคำนั้นออกไปคณบดีหลี่ก็รู้ตัวว่าพลาดแล้ว เมื่อได้ยินเพื่อนเก่าทั้งสองล้อเลียนเขาจึงทำได้เพียงกระแอมไอสองครั้ง แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินว่าพวกนั้นพูดอะไรก่อนจะเปลี่ยนประเด็นทันที

            “ฉันจะเป็นยังไงไม่สำคัญ พวกนายดูยัยหนูคนนั้นสิ!”

            “หรือว่าพวกนายไม่ได้รู้สึกถึงอะไรเลยจริงๆ?”

            คณบดีหลี่ขมวดคิ้วเล็กน้อยดวงตาจ้องมองเจียงจืออวี๋อย่างไม่ละสายตา

            เมื่อถูกเพื่อนทักคณบดีจี้และคณบดีเฉียนต่างก็หันไปมองกระจกวารีด้วยความสงสัย

            สี่คณะใหญ่ของสุ่ยมู่มีจุดเน้นที่ต่างกัน

            คณะวิถียุทธ์พลังเลือดมุ่งเน้นการฝึกฝนร่างกาย ใช้พละกำลังทลายทุกสรรพสิ่ง

            คณะควบคุมสัตว์อสูรอาศัยพันธสัญญาวิญญาณเชื่อมต่อกับสัตว์อสูรเพื่อสั่งการในการต่อสู้

            คณะวิจัยสายวิชาการจัดเตรียมไว้สำหรับนักศึกษาที่ไม่มีพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์แต่โดดเด่นด้านวิชาการคอยศึกษาสัตว์อสูร พลังเลือด เวทมนตร์ ไปจนถึงอาวุธสงคราม

            ส่วนคณะเวทมนตร์ใช้พลังจิตสื่อสารกับธาตุต่างๆ เพื่อสร้างการโจมตีด้วยเวทมนตร์

            แต่ละคณะมีจุดแข็งจุดอ่อนต่างกันไป 

            คณบดีหลี่ที่เป็นสายตรงย่อมรู้สึกถึงมันได้ก่อนเป็นเรื่องปกติแต่คนอีกสองคนก็คู่ควรกับตำแหน่งราชันยุทธ์

            ก่อนหน้านี้พวกเขาอาจไม่ได้สังเกตแต่พอถูกเตือน ทั้งคู่ก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติทันที

            “พลังจิต!”

            “พลังจิตของเจียงจืออวี๋ ทำไมถึงแข็งแกร่งขนาดนี้!”

            “กายเนื้ออยู่แค่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสองระดับสูง แต่กลับมีพลังจิตโหวแห่งยุทธ์ระดับต้นเนี่ยนะ?”

            “ไม่สิ ไม่ใช่แค่พลังจิตแข็งแกร่งธรรมดาแล้ว”

            “เธอกำลังรวบรวมพลังโจมตีทางจิต!”

            เมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในตัวเจียงจืออวี๋สีหน้าของทั้งสองก็เปลี่ยนไปเหมือนคณบดีหลี่เมื่อครู่ไม่มีผิด

            ถ้าก่อนหน้านี้พวกเขายังนึกขำที่ตาแก่หลี่สติหลุดจนอุทานคำหยาบตอนนี้พวกเขาก็แทบอยากจะอุทานออกมาเหมือนกันเพียงแต่พอคิดได้ว่ามีนักศึกษาอยู่ข้างหลังมากมาย จึงจำใจสะกดกั้นเอาไว้

            แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่ตกใจ

            “ใต้โหวแห่งยุทธ์ล้วนเป็นเพียงมดปลวก”

            คณบดีจี้พึมพำออกมาประโยคหนึ่งเพื่อเตือนเพื่อนทั้งสองซึ่งอีกสองคนก็เข้าใจความหมายในทันที

            ประโยคที่ว่า‘ใต้โหวแห่งยุทธ์ล้วนเป็นเพียงมดปลวก’ มีนัยสำคัญอยู่ที่คำว่า‘พลังจิต’

            ต่ำกว่าระดับโหวแห่งยุทธ์พลังจิตจะมีอยู่อย่างจำกัด แค่ใช้ชีวิตประจำวันก็แทบจะเหือดหายไปหมดแล้ว

            ดังนั้นก่อนจะถึงระดับโหวแห่งยุทธ์ต่อให้จะเป็นแม่ทัพยุทธ์ระดับสูง ในแต่ละวันก็ยังต้องการการนอนหลับเป็นเวลานานเพื่อฟื้นฟูพลังจิตที่เสียไปเพื่อให้มีแรงในวันถัดไป

            แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับโหวแห่งยุทธ์พลังจิตจะระเบิดเพิ่มขึ้นมหาศาลทำให้คนผู้นั้นสามารถไม่หลับไม่นอนได้นานถึงหนึ่งสัปดาห์เต็มโดยไม่รู้สึกเหนื่อยล้าทางจิตใจเลย

            นอกจากนี้ยังสามารถฝึกฝนศาสตร์การโจมตีและป้องกันทางจิตเพื่อใช้รับมือศัตรูได้อีกด้วย

            และการโจมตีทางจิตนั้นไร้ลักษณ์รวดเร็วปานสายฟ้า และพุ่งเป้าไปที่วิญญาณโดยตรง

            หากศัตรูไม่ได้ฝึกฝนการป้องกันทางจิตมาโดยเฉพาะย่อมไม่มีทางรู้ตัวได้เลย นับประสาอะไรกับการป้องกัน

            จากระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงสู่โหวแห่งยุทธ์ระดับต้นดูเหมือนจะเป็นการเลื่อนระดับเพียงระดับเล็กๆ

            แต่ในความเป็นจริงโหวแห่งยุทธ์สามารถสังหารระดับแม่ทัพยุทธ์ได้ในพริบตา

            การกดขี่อย่างสมบูรณ์แบบที่เกิดจากการข้ามผ่านเพียงระดับเดียวนั้นเป็นสิ่งที่ระดับอื่นไม่มี นี่จึงเป็นที่มาของคำว่า ‘ใต้โหวแห่งยุทธ์ล้วนเป็นเพียงมดปลวก’ซึ่งผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนต่างยอมรับ

            ทว่าตอนนี้พลังจิตอันแข็งแกร่งที่เป็นเอกลักษณ์ของโหวแห่งยุทธ์กลับถูกปลดล็อกโดยเจียงจืออวี๋ที่เป็นเพียงระดับผู้ฝึกยุทธ์ระดับสอง?

            อัจฉริยะเหรอ?

            ไม่!สิ่งที่เจียงจืออวี๋แสดงออกมา ไม่ใช่คำว่าอัจฉริยะจะอธิบายได้อีกต่อไป

            ยอดอัจฉริยะเหนือหล้า!

            ฝึกทั้งวิถียุทธ์และควบคุมสัตว์อสูรไปพร้อมกันแถมยังเลี้ยงงูเกล็ดขาวจนเป็นทหารอสูรระดับสาม ใช้ทักษะยุทธ์ระดับนภาได้ดั่งใจนึกและตอนนี้ยังแสดงพลังจิตเฉพาะตัวของโหวแห่งยุทธ์ออกมาทั้งที่เป็นเพียงระดับสอง

            เธอยัง...กำลังสะสมพลังโจมตีทางจิตอยู่อีกด้วย!

            ยัยหนูคนนี้ซ่อนความลับไว้มากแค่ไหนกันแน่!

            ในใจของทั้งสามคนพลันเกิดข้อสันนิษฐานหนึ่งขึ้นมาพร้อมกันแต่พอมันผุดขึ้นมา พวกเขาก็รีบปฏิเสธมันทิ้งทันที

            ปักกิ่งไม่เหมือนเมืองอื่นที่นี่มีจักรพรรดิยุทธ์ประจำการอยู่ อย่าว่าแต่ราชาอสูรเลยต่อให้เป็นราชันอสูรหรือจักรพรรดิอสูรก็ไม่มีทางลอบเข้ามาได้โดยไร้ร่องรอยเว้นแต่เจียงจืออวี๋จะเป็นตัวตนที่อยู่เหนือระดับจักรพรรดิ...แต่มันจะเป็นไปได้ยังไง?

            ถ้าอย่างนั้นก็เหลือเพียงความเป็นไปได้เดียวคือเจียงจืออวี๋มีพรสวรรค์ล้ำเลิศเกินมนุษย์เป็นหนึ่งเดียวที่ไม่มีใครเทียบได้ทั้งในอดีตและอนาคต!

            ทั้งสามคนสบตากันอย่างมีความหมาย

            ก่อนจะแอบด่าในใจพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย“ไอ้พวกแก่หนังเหนียว อัจฉริยะระดับนี้ให้พวกนายสอนไม่เสียของแย่เหรอ?”

            ช่างเป็นความใจตรงกันที่น่ารังเกียจจริงๆ

            อย่างไรก็ตามแม้ในใจจะวุ่นวายแค่ไหน แต่สีหน้าของทั้งสามก็ไม่ได้แสดงอะไรออกมา

            ไม่ว่าจะยังไงพรสวรรค์ของเจียงจืออวี๋จะถูกเปิดเผยไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว

            การแสดงออกก่อนหน้านี้ยังพอแถไปได้ว่าเพราะพรสวรรค์ดีและฝึกมาตั้งแต่เด็ก

            แต่เรื่องพลังจิตนี้มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแม้แต่หลี่ฉางหมิงในตอนนั้นก็ยังมีพลังจิตเหนือกว่าระดับตัวเองเพียงแค่สองระดับย่อยเท่านั้น

            หากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูของฝ่ายสัตว์อสูรสิ่งที่รอเจียงจืออวี๋อยู่คงเป็นการลอบสังหารที่ไม่มีวันสิ้นสุด

            คณบดีหลี่สะบัดมือพริบตาเดียวกระจกวารีที่แสดงภาพการต่อสู้ในหอพิชิตดาวก็สลายตัวไปทันที

            เหล่านักศึกษาด้านหลังถึงกับอึ้งไปตามๆกัน กำลังดูถึงช็อตสำคัญอยู่ดีๆ กลับโดนตัดจบแบบนี้ ใครจะไปทนไหว?

            แต่ก่อนที่พวกเขาจะทันได้โวยวายเสียงของคณบดีหลี่ก็ดังขึ้น

            “เรื่องในวันนี้ให้จบลงแค่นี้ห้ามใครนำเรื่องที่เห็นในวันนี้ไปพูดต่อข้างนอกเด็ดขาด”

            “นอกจากนี้ คณะเวทมนตร์จะจัดการประลองล่ารางวัลขึ้นนักศึกษาใหม่ของสุ่ยมู่ทุกคนสามารถเข้าร่วมได้”

            “ไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น วัดกันที่อันดับสุดท้ายในหอพิชิตดาวเท่านั้น”

            “อันดับสองถึงสิบจะได้รับรางวัลเหมือนกัน แต่อันดับหนึ่ง...จะได้เป็นศิษย์เอกของผม!”

            สิ้นเสียงประกาศฝูงชนก็เกิดความโกลาหลขึ้นทันที

            ส่วนคณบดีจี้และคณบดีเฉียนที่ได้ยินดังนั้นต่างก็สีหน้าเปลี่ยนไป

            “ตาแก่เจ้าเล่ห์ เล่นสกปรกนี่!”

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน