อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 87 สงเคราะห์พวกข้าที

    “เห็นแก่ที่พวกท่านยังมิได้ทำอะไรรุนแรง รีบถอยไปซะ…  แล้วข้าสัญญาว่าจะผ่านไปเฉยๆ ไม่ทำอะไรพวกท่าน ”  มู่เชียนเอ่ยด้วยท่าทางผ่อนคลาย 


    แม้เมื่อครู่นางจะสามารถขวางปราชญ์ยุทธ์ชั้นสูงไว้ได้  แต่ท่วงท่าที่เรียบง่ายนั้นดูธรรมดาเสียจนหลายคนรู้สึกว่าน่าจะเป็นเพียงเรื่องบังเอิญเท่านั้น  อย่างไรเสียการที่ปราชญ์ยุทธ์ชั้นต้นผู้หนึ่งจะสามารถเอาชนะปราชญ์ยุทธ์ชั้นสูงได้ก็เป็นเรื่องที่ไม่มีทางเกิดขึ้นอยู่แล้ว  


    ‘ลู่อู่หมิง’ องค์หญิงแห่งแคว้นลู่ได้ยินประโยคนี้ของมู่เชียนก็พลันเปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา


    “น่าขำสิ้นดี คนที่มาจากแคว้นชั้นล่างอย่างพวกเจ้ามีสิทธิอะไรเอ่ยคำสัญญานั้น ”  


    นางเอ่ยเสียดสีพวกเขาด้วยน้ำเสียงเฉื่อยเนือย  ดวงตาคู่งามหลุบต่ำมิได้เหลือบมองพวกเขาเลยด้วยซ้ำ  นางเพียงก้มหน้าลงพิจารณาเล็บมือตนที่ถูกประดับไว้ด้วยผงทองคำอย่างงดงาม


    มู่เชียนมองร่างที่กำลังเอนตัวนวยนาดบนเสลี่ยงสีทองอร่าม  แล้วก็อดนึกถึงพี่ชายของนาง  …. องค์รัชทายาทในร่างมนุษย์ทองคำผู้นั้นไม่ได้  


    ‘ดูท่ารสนิยมนี้คงสามารถถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม’


    “รีบจัดการพวกมันเสีย  ข้ายังมีธุระอีกมาก” ลู่อู่หมิงออกคำสั่งอย่างไม่ใส่ใจ


    “พะย่ะค่ะ !” ปราชญ์ยุทธ์กว่าสิบคนพุ่งร่างเข้าหากลุ่มของมู่เชียนทันที 



    “เอาเช่นนั้นก็ได้”  มู่เชียนยกยิ้มรับการตัดสินใจของ ก่อนที่จะหลับตาลงอย่างสงบ


    เห็นเด็กสาวหลับตาลงต่อหน้า คู่ต่อสู้ที่พุ่งเข้ามาต่างก็งุนงงไม่น้อย แต่กลับคิดไปว่านี่คือการแสดงความยอมจำนนของนางเท่านั้น บุรุษร่างใหญ่เงื้อดาบในมือคิดจะฟันลงมาที่ร่างเล็กเบื้องหน้าในฉับเดียวเป็นการเปิดฉากการต่อสู้


    “เข็มผ่านฟ้า !” ดวงตากลมโตของเด็กสาวเปิดออกพร้อมกับประกายสีเงินวาบผ่าน ร่างของคนสิบกว่าคนตรงหน้าก็ทรุดตัวลง สลายกลายเป็นละอองสีฟ้าไปอย่างง่ายดาย


    “อะไรกัน..  ?!”


    ผู้ที่อยู่ด้านหลังนั้นย่อมมองไม่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาเห็นเพียงปราชญ์ยุทธ์สิบกว่าคนที่พุ่งไปด้านหน้าจู่ๆก็ร่างสลายออกไปจากหุบเขาแห่งนี้อย่างแปลกประหลาด


    “เจ้าใช้วิชามารอะไร ?!”  ร่างบางขององค์หญิงผู้สูงศักดิ์ผุดลุกขึ้นนั่งตัวตรงบนเสลี่ยงอย่างไม่รู้ตัว


    ทว่ากลับไม่มีคำตอบกลับจากหญิงสาว นางเริ่มก้าวเดินเข้าหากลุ่มทหารแคว้นลู่อย่างเชื่องช้า  ยันต์ในร่างของพวกเขาถูกนางใช้สัมผัสพิเศษระบุตำแหน่งคร่าวๆได้แล้ว 


    การค้นหายันต์ไม่กี่สิบแผ่นนี้  สำหรับนางที่บรรลุปราชญ์ยุทธ์แล้วถือว่าง่ายดายกว่าการค้นหาสมุนไพรต้นที่ดีสุดท่ามกลางกองสมุนไพรนับพันไม่รู้กี่เท่า


    เคล็ดวิชาแสงศักดิ์สิทธิ์ของนางก็พัฒนาขึ้นมาก ในระยะสามสิบก้าว สามารถส่งเข็มออกมาได้นับพันเล่ม ขอแค่เป็นผู้ฝึกตนในระดับปราชญ์ยุทธ์ลงมานางก็สามารถส่งเข็มศักดิ์สิทธิ์เข้าไปทำลายยันต์ของพวกเขาได้ทั้งสิ้น


    เห็นนางเดินเข้ามาใกล้ พวกเขาก็เผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ในใจไม่คิดว่านางคือปราชญ์ยุทธ์ชั้นต้นที่สามารถจัดการได้ง่ายดายอีกแล้ว


    “องค์หญิง สตรีนางนี้มีบางอย่างแปลกประหลาด พวกเราควร…”


    “หุบปาก…!!  หากพวกเจ้าหลายสิบคนจัดการนางคนเดียวไม่ได้ หลังกลับแคว้นก็เตรียมตัวตายได้เลย”  ลู่อู่หมิงตะโกนสั่งเสียงเย็นเยียบจากเบื้องหลัง 


    เหล่าทหารแคว้นลู่ไม่อาจขัดคำสั่ง  ปราชญ์ยุทธ์ชั้นต้นกว่ายี่สิบคนด้านหน้าสืบเท้าเข้าใกล้มู่เชียนอย่างระมัดระวัง  ชณะที่ปราชญ์ยุทธ์ชั้นสูงทั้งหลายนั้นยืนคุ้มกันเสลี่ยงด้านหลังอย่างแน่นหนา นอกจากนี้พวกเขายังพร้อมใจกันสร้างเกราะวารีขึ้นปกคลุมหน่วยกล้าตายด้านหน้าเอาไว้อีกด้วย


    มู่เชียนไม่ใส่ใจเกราะวารีแม้แต่น้อย เคล็ดวิชาแสงศักดิ์สิทธิ์นี้สามารถทะลุผ่านปราการทุกอย่างได้ นางก้าวเดินเข้าหากลุ่มคนด้านหน้าพร้อมกับสะบัดมือทีหนึ่ง ร่างยี่สิบกว่าร่างก็สลายไปเช่นกัน…  การส่งพวกเขาออกไปเช่นนี้ มิได้เปลืองแรงนางแม้แต่น้อย.. 


    “องค์หญิง ถอยสักก้าวดีหรือไม่ ?”   ปราชญ์ยุทธ์ชั้นสูงคนหนึ่งเอ่ยแนะนำ  เพียงแค่ให้พวกเขาผ่านทางไป ไม่นับเป็นความเสียหายเท่าใดนัก 


    “แค่กำจัดปราชญ์ยุทธ์ชั้นต้นไม่กี่คนเท่านั้น พวกเจ้าตื่นเต้นอะไร ?” ลู่อู่หมิงยังคงจ้องมองไปเบื้องหน้าอย่างดื้อรั้น… 


    การเลี้ยงดูของแคว้นลู่ส่งให้นางมีนิสัยดูแคลนผู้อื่น ทั้งยังมองตนเองเป็นผู้สูงส่งจนไม่มีใครกล้าแตะต้อง   ในจำนวนห้าแคว้นของทวีปกลางมีเพียงแคว้นฉินเท่านั้นที่นางจะยอมหลีกทางให้  


    หากวันนี้ต้องพ่ายให้กับแคว้นต้าหนาน ที่เปรียบดั่งแคว้นบริวารของตน นางยังจะมีหน้ากลับไปแคว้นลู่อีกหรือ ?


    เหล่าปราชญ์ยุทธ์ชั้นสูงทั้งหมดมองออกว่ามู่เชียนนั้นมิใช่ธรรมดา  โชคยังดีที่สตรีนางนี้มิได้มีเจตนาฆ่าฟัน เพียงคิดทำลายยันต์ของพวกเขาเท่านั้น ระหว่างลงมือก็ไม่มีรังสีอำมหิตปรากฏแม้แต่น้อย..  หาไม่… บนพื้นทั่วบริเวณนี้คงปกคลุมไปด้วยโลหิตแดงฉานแล้ว  


    เมื่ออีกฝ่ายคิดเมตตาพวกเขาก็ไม่อยากสู้กับนางอีก   ทว่าคำสั่งทหารกลับไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  พวกเขายังคงถูกบีบบังคับให้ต้องออกไปสู้เพื่อองค์หญิงโง่เขลาและเย่อหยิ่งนางหนึ่ง ยิ่งคิดก็นึกชังลู่อู่หมิงผู้นี้มากขึ้น 


    หลายวันมานี้ นอกจากคำสั่งให้พวกเขาขุดค้นรวบรวมหินปราณในถ้ำแล้ว หลังออกจากถ้ำทุกวันยังต้องถูกค้นตัวราวกับพวกเขาเป็นเพียงแรงงานชั้นต่ำที่ชอบลักเล็กขโมยน้อย  แม้แต่เพียงเศษเสี้ยวก็ไม่คิดแบ่งให้  


    ส่วนตัวนางเองเล่า วันทั้งวันนอกจากเสพย์สุขจากการปรนนิบัติของเหล่ากำนัลพร้อมกับให้คนยกเสลี่ยงขึ้นเดินไปมาเพื่อตรวจตราแล้ว พวกเขาก็ไม่เคยเห็นนางทำสิ่งใดที่มีสาระสำคัญสักครั้ง สำหรับปราชญ์ยุทธ์ผู้มีเกียรติสูงส่ง การต้องมารับใช้นายเช่นนี้ช่างเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากเหลือเกิน


    ที่สุดแล้วเหล่าปราชญ์ยุทธ์ทั้งหลายจึงหันมองหน้ากันแล้วตัดสินใจวิ่งเข้าหามู่เชียน เพื่อให้นางสงเคราะห์พวกเขาให้หลุดพ้นจากภารกิจอันบัดซบนี้โดยเร็ว


    มู่เชียนเห็นกลุ่มคนที่พุ่งเข้ามา  แม้เงื้ออาวุธมาแต่ไกลแต่กลับไม่มีรังสีฆ่าฟันแม้แต่น้อย บนใบหน้ายี่สิบกว่าดวงนั้น มีเพียงความเบื่อหน่ายปะปนความละอายใจก็รู้ดีถึงความต้องการของพวกเขา  เด็กสาวเผยยิ้มสดใสให้พวกเขาครั้งหนึ่งแทนคำมั่น…. แน่นอนว่านางย่อมไม่ทำให้พวกเขาผิดหวัง


    เข็มขนาดเล็กกว่าปกติเล็กน้อยปรากฏขึ้นบนร่างคนกว่ายี่สิบคน ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกเจ็บแปลบก่อนที่ร่างของพวกเขาจะสลายออกไปจากหุบเขานั้น บนใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดีและซาบซึ้งใจ


    “ศิษย์น้องของเจ้าคนนี้ร้ายกาจมาก”  หนานจื่อชิ่งก้มลงเอ่ยกับร่างงดงามด้านข้าง


    “แน่นอนสิ ข้าสอนนางมากับมือ !! ” อิงอู่หลานไม่ได้หันไปหาเขา แต่กลับจ้องมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยภาคภูมิใจ  


    “อ้อ.. มิน่าเล่า….” เสียงทุ้มเอ่ยต่อกลั้วหัวเราะ  


    อิงอู่หลานยิ้มรับวาจาแฝงเลศนัยครั้งนี้อย่างยินดี  หากไม่ใช่ถูกนางทุบตีอยู่ทุกวัน  เด็กสาวเฉื่อยเนือยคนหนึ่งจะสามารถเปลี่ยนเป็นยอดฝีมือที่ทั้งคล่องแคล่วรวดเร็ว และเด็ดขาดเยี่ยงนี้ได้หรือ  


    แน่นอนว่าการฝึกฝนอย่างหนักตลอดเวลาของมู่เชียนนั้น ศิษย์พี่ผู้เข้มงวดมิได้เอ่ยถึง

     

    ลู่อู่หมิงยามนี้รอบข้างเหลือเพียงนางกำนัลแปดคนพลันรู้สึกโดดเดี่ยวขึ้นมาเล็กน้อย  ทว่าดวงตาเย่อหยิ่งยังคงมองไปที่มู่เชียนอย่างไม่เกรงกลัว  เสียงเอ่ยสอบถามคาดคั้นราวกับกำลังเอ่ยวาจากับผู้ใต้บังคับบัญชาของตน


    “เจ้าเป็นใคร…​ ?” 


    ‘เพิ่งคิดสอบถามยามนี้ไม่สายไปหน่อยหรือ ?’  แม้มู่เชียนจะนึกขบขันอยู่ในใจ ทว่าเสียงใสยังคงตอบออกไปตามตรง


    “ข้า..มู่เชียน แคว้นต้าหนาน” เทียบกับการให้นางกระเด็นออกไปแล้วไล่อาละวาดกับผู้อื่นไปทั่ว  สู้บอกไปเลยดีกว่า  นางจะได้รู้ว่าวันนี้ตนพ่ายแพ้ในมือของผู้ใด


    ลู่อู่หลานหรี่ตางดงามมองหญิงสาวหน้าตาธรรมดาตรงหน้าอย่างทบทวนความจำ ครู่หนึ่งก็จำได้ ใบหน้างามยามนี้เต็มไปด้วยความดูแคลนและเย่อหยิ่ง


    “ข้าเคยได้ยินพี่ชายพูดถึงเจ้า  ก็แค่เชลยที่พวกข้าให้มาคอยดูแลภูติพฤกษา  เป็นบ่าวกล้าท้าทายนายเช่นนี้ ไม่กลัวข้าประหารเจ้าหรือ ?”


    “นางเป็นชาวแคว้นต้าหนาน ไม่รบกวนองค์หญิงเป็นธุระแล้ว”  หนานจื่อชิ่งเอ่ยขัดขึ้น 


    สำหรับผู้มีฝีมือเก่งกาจ ทั้งยังมีพระคุณกับเขา  ราชวงศ์ต้าหนานย่อมไม่ยินดีให้นางไปรับใช้แคว้นอื่นอย่างแน่นอน ต่อให้ต้องเกิดสงครามจริงเขาก็ยินดีรับไว้


    “หนานจื่อชิ่ง ?  เฮอะ…  ผีอายุสั้นอย่างเจ้าเอาตัวเองให้รอดก่อนเถิด”  


    องค์หญิงแห่งแคว้นลู่เหลือบมององค์ชายใหญ่แห่งต้าหนานอย่างดูถูก แน่นอนว่านางรู้จักเขา … เรื่องที่เขาถูกลอบสังหารคนของนางได้ข่าวมานานแล้ว ทั้งยังแอบร่วมมือด้วยไม่น้อย 


    “เป็นเพียงองค์ชายของแคว้นระดับล่าง ถึงกับกล้าเอ่ยวาจาต่อต้านองค์หญิงของข้าช่างไม่รู้ที่ต่ำที่สูง !!” 


    นางกำนัลผู้หนึ่งเอ่ยปากต่อว่าพลางหันมององค์หญิงของตน เห็นทรงมีรอยยิ้มพอพระทัยก็รู้สึกได้ว่าตนกล่าวถูกต้องแล้ว


    “ต้าหนานของพวกเจ้าแต่ไรมาก็เป็นเพียงแคว้นบริวารของแคว้นลู่ บ่าวคิดล่วงเกินนายเช่นนี้ไม่กลัวกลับไปจะถูกพวกเราเอาคืนก็ลองดู” 


    นางกำนัลปากเก่งอีกคนเอ่ยขึ้น พวกนางก็มีความรู้สึกไม่ต่างจากนายของตน แต่ไรมาไม่เคยคิดว่าต้าหนานจะกล้าล่วงเกินแคว้นลู่จริงๆ….  


    ลู่อู่หมิงพลันเชิดหน้าขึ้นอีกเล็กน้อย…​ควรรู้ว่าแม้แต่องค์รัชทายาทของพวกเขายังมีหน้าที่เพียงถือรองเท้าเดินตามพี่ชายของนางด้วยซ้ำ !


    มู่เชียนเหลือบมองการโต้แย้งครั้งนี้ แล้วส่ายหน้าครั้งหนึ่งอย่างอ่อนใจ … มือบางยื่นออกด้านหน้าคิดจะทำลายยันต์ในร่างองค์หญิงและนางกำนัลพูดมากฝูงนี้ให้จบสิ้นเสียที ….เห็นมือข้างนั้นยกสูงขึ้น  ดวงตาของเหล่านางกำนัลก็พลันหดเกร็ง 


    หรือว่าสตรีนางนี้จะไม่กลัวแคว้นลู่จริงๆ….. 


    องค์หญิงลู่อู่หมิงเริ่มหวาดหวั่นขึ้นมาบ้างแล้ว ร่างในฉลองพระองค์หรูหราถอยไปด้านหลังเล็กน้อยก่อนจะตวาดเสียงแหลมสูงออกมาดังลั่น


    “หากเจ้ากล้าแตะต้องข้า…​ข้าจะให้เสด็จพี่สั่งประหารพวกเจ้าทั้งตระกูล !!”


    ดวงตาเฉื่อยเนือยของมู่เชียนพลันลุกวาบด้วยความโกรธ..​ มีคนคิดแตะต้องครอบครัวของนางอีกแล้ว !!


    มือบางสั่นไหวแวบหนึ่งก่อนจะหยุดลง จุดประกายแห่งความมั่นใจให้กับองค์หญิงลู่อู่หมิงอีกครั้ง ทว่าขณะที่ใบหน้างามจะคลี่ยิ้มเยาะเย้ย มือของมู่เชียนพลันสะบัดวูบ !!


    องค์หญิงแห่งแคว้นลู่รีบหลับตาลง ทั่วร่างเกร็งแน่นเพื่อรอรับความเจ็บปวด …..


    ทว่าครู่ใหญ่ความเจ็บปวดเหล่านั้นกลับไม่เกิดขึ้น  ลู่อู่หมิงลืมตาขึ้นช้าๆ พบเพียงรอยยิ้มเยาะของมู่เชียนที่อยู่เบื้องหน้า  นางกำนัลแปดคนข้างกายของนางล้วนจากไปจนหมดสิ้นแล้ว


    “ในเมื่อองค์หญิงเอ่ยเช่นนี้  หม่อมฉันไหนเลยจะกล้าล่วงเกิน  ขอทูลลาเพคะ..” เอ่ยจบนางก็หันมาพยักหน้ายิ้มกับพรรคพวกแล้วเดินจากไป  ทิ้งให้ลู่อู่หมิงนั่งงุนงงกับสถานการณ์เบื้องหน้าอีกครู่ใหญ่


    ‘ตกลง…นางกลัวแคว้นลู่ของข้าจริงหรือ ?’   


    ในป่าวังเวง… รอบด้านมีเพียงเสลี่ยงทองคำและสตรีงดงามในฉลองพระองค์เต็มยศนั่งอยู่อย่างเดียวดาย


     

    “ฮ่าฮ่า… วิธีนี้ของเจ้าดียิ่งนัก”  อิงอู่หลานเดินอยู่ข้างกายมู่เชียนพลางหัวเราะอย่างสนุกสนาน


    “อย่างไรหรือเจ้าคะ ?”  เสี่ยวจือจือยังคงงุนงง 


    นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดคุณหนูจึงไม่ระเบิดร่างหญิงหยาบคายนั่นให้แหลกเละไปเสีย ไม่เพียงไม่ฆ่ากลับปล่อยไปง่ายๆ


    “ให้องค์หญิงเอาแต่ใจผู้หนึ่งอยู่ในป่าโดยไม่มีแม้แต่นางกำนัลคอยดูแล เจ้าว่าน่าสนุกหรือไม่เล่า ?”  อิงอู่หลานเอ่ย


    “อ้อ.. อย่างนี้นี่เอง” เสี่ยวจือจือดวงตาเป็นประกาย  ดูก็รู้ว่านางรักสำอางค์นัก ไม่มีคนรับใช้ต้องทำทุกอย่างด้วยตนเอง ถือเป็นบทเรียนที่ไม่เลวจริงๆ 


    หนานจื่อชิ่งมองหญิงสาวไร้เดียงสาสองคนนี้ด้วยดวงตาอ่อนใจ


    “ทิ้งสตรีระดับชั้นนักยุทธ์ผู้หนึ่งให้อยู่ในเทือกเขาหู่ลี่ตามลำพัง..​​ นี่สิถึงจะเป็นบทลงโทษที่แท้จริง ?” หนานจื่อชิ่งเอ่ย พลางมองมู่เชียนด้วยสายตาสอบถาม


    ในเทือกเขาหู่ลี่แห่งนี้เต็มไปด้วยสัตว์อสูรดุร้าย  ระดับยอดอสูรขึ้นไปทั้งสิ้น ต่อให้มียันต์คอยปกป้องอย่างไรก็ต้องบาดเจ็บทุลักทุเลอยู่นาน ..​ จะทำลายยันต์ตนเองก็ไม่ได้ 


    หากโชคร้ายบังเอิญไปเจอเข้ากับยอดยุทธ์หรือปราชญ์ยุทธ์บ้ากามสักคน นั่นย่อมน่ากลัวยิ่งกว่าแล้ว…


    “เจ้าคิดเช่นนี้สินะ…..​? ” หนานจื่อชิ่งเอ่ยถาม ทว่ากลับเห็นเด็กสาวส่ายหน้า บนใบหน้าเล็กปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์


    “ไม่หรอก… ทิ้งนางไว้ตามมีตามเกิด ก็เพียงแค่นึกสนุกเท่านั้น ส่วนบทลงโทษที่แท้จริง.. อยู่ด้านหน้าต่างหาก”


    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน