จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 46 ทะลวงสู่ปราณนภา กับงานเปิดตัวนิยาย Re

            ในวันศุกร์  ไป่ฉีดำเนินชีวิตไปตามปกติ  ไปโรงเรียน  เข้าคลาสการแสดง และกลับบ้าน  เขารอให้พ่อกับแม่หลับ  จึงค่อยหลบออกไปยังถ้ำที่เขาใช้ฝึกเมื่อวาน


            “เรามีเวลา 8 ชั่วโมงในการทะลวงสู่ชั้นปราณนภา” ไป่ฉีนำขวดหยกสำหรับใส่โอสถออกมาจากแหวนมิติของเขา  จากนั้นก็เปิดฝาออก  เทโอสถออกมา 8 เม็ด


            ตัวโอสถแผ่กลิ่นอายที่เข้มข้นออกมา  ไป่ฉีไม่รอช้า  เขากลืนทั้ง 8 เม็ดลงไปทันที  หากเป็นคนทั่วไปแล้ว  การกินโอสถเสริมปราณระดับกลาง 8 เม็ดพร้อมกันนั้นถือเป็นการฆ่าตัวตาย  พลังปราณที่เกิดจากโอสถจะทำให้ร่างของคน ๆ นั้นระเบิดออก  แต่ไป่ฉีนั้นมีวิธีในการย่อยสลายพวกมันทีละเม็ดอยู่  เรื่องนี้จึงไม่เป็นปัญหาสำหรับเขา


            “ลงทุนใช้โอสถระดับกลางความบริสุทธิ์ 10 ส่วน ไปถึง 8 เม็ด  หวังว่าคงจะทะลวงถึงชั้นปราณนภาได้ภายใน 6-8 ชั่วโมงนะ  ถึงจะเสียดาย  แต่ข้าในตอนนี้ไม่สามารถหาสมุนไพรที่จะนำมาปรุงเป็นโอสถระดับสูงกว่านี้ได้เลย  ยังดีที่ข้ามีโอสถขั้นกลางติดเอาไว้ในมิติจิตวิญญาณนิดหน่อย” ไป่ฉีเริ่มนั่งขัดสมาธิตรงกลางวงอาคม


            เขาเริ่มจากการย่อยสลายโอสถขั้นกลางเม็ดแรกและโคจรพลังปราณไปยังจุดชีพจรลมปราณทุกจุด  จากนั้นก็กักปราณไว้ตรงจุดชีพจรเหล่านั้น  ตามด้วยการย่อยโอสถเม็ดที่ 2  เขาทำแบบนี้เรื่อย ๆ จนย่อยโอสถทั้ง 8 เม็ดครบ  


            ใบหน้าและร่างกายของเขาเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อผุดขึ้น  การกักลมปราณไว้ตามจุดชีพจรลมปราณนั้นเป็นอันตรายมาก  อาจทำให้พิการหรือตายได้  แต่ไป่ฉีตัดสินใจใช้วิธีนี้  เพราะมันเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการทะลวงชั้นปราณสู่ปราณนภา


            “เอาล่ะ ทำการดูดซับปราณโดยรอบเข้ามาที่ตันเถียนเพิ่มอีกสักหน่อย” ไป่ฉีเริ่มดูดซับปราณบริสุทธิ์โดยรอบ  เขาต้องใช้เวลาอย่างมากในการรวมปราณในตันเถียน  ปราณโดยรอบถูกเขาดูดซับเข้าสู่ร่างกายอย่างบ้าคลั่งจนเบาบางลงไปหลายส่วน


            ผ่านไป 5 ชั่วโมงหลังจากไป่ฉีเริ่มรวบรวมลมปราณ  เขาเห็นว่าปราณที่ตันเถียนเพียงพอแล้ว  จึงได้ทำการเชื่อมต่อจุดชีพจรแต่ละจุดด้วยปราณจากตันเถียน  จากนั้นทำการปลดปล่อยลมปราณที่ที่กักเก็บเอาไว้ในแต่ละจุดชีพจรลมปราณ  ให้ไหลเวียนไปทั่วทั้งร่าง


            หากผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปทำเช่นนี้เช่นชีพจรจะเสียหาย  อย่างน้อยก็พิการ  อย่างมากคือตายจากการที่อวัยวะภายในถูกปราณมหาศาลเข้าทำลาย  แต่ด้วยไป่ฉีได้ฝึกรากฐานกายโพธิสัตว์ถึงขั้นสูงแล้ว  ทำให้ร่างกายของเขาพัฒนาทั้งกล้ามเนื้อและเส้นชีพจรลมปราณ  จนสามารถต้านทานพลังปราณที่รุนแรงเช่นนี้ได้


            ลมปราณโคจรไปตามเส้นชีพจรลมปราณ  รวดเร็วรุนแรงราวกับน้ำป่าที่ไหลบ่าลงมาภูเขาสู่เบื้องล่าง  พลังปราณที่มากมายเช่นนี้ได้แทรกซึมไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย  จนเริ่มมีไอพลังปราณแผ่ออกมาจากร่างของไป่ฉีอย่างรุนแรง  พร้อมกับคราบสีดำที่กระเด็นออกมากจากร่างกายของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า


            การทะลวงเข้าสู่ปราณนภาโดยทั่วไปจะค่อนข้างยากลำบาก  ในต้าเซียน  เขาได้รับการชี้แนะวิธีนี้จากไท่ซื่อคง  ถึงแบบนั้นมันก็ลำบากมาก  แต่ตอนนี้เขาสามารถทำมันได้อย่างสบาย


            ไป่ฉีทำการควบแน่นพลังปราณในตันเถียนเป็นครั้งสุดท้าย  ก่อนจะปล่อยให้มันระเบิดออกอย่างรุนแรง  ทำให้จุดชีพจรลมปราณของเขาถูกทะลวงจนหมด  พร้อมกับพลังปราณที่เพิ่มพูนขึ้นเป็นเท่าตัว


            “สำเร็จแล้ว” ไป่ฉีลืมตาขึ้น  รอบตัวของไป่ฉีมีแต่คราบสีดำส่งกลิ่นเหม็น  ถึงเขาจะพยายามกำจัดมันออกไปก่อนหน้านี้  แต่มันยากเกินกว่าที่เขาจะกำจัดมันได้หมด  ดังนั้น  เขาจึงถือโอกาสทะลวงชั้นลมปราณไปพร้อมกับกำจัดพวกมันออกพร้อม ๆ กัน


            นอกจากนี้เขายังพบว่าเส้นผมของเขายาวทิ้งตัวลงมาถึงกลางหลัง  เขาจึงสร้างกรรไกรด้วยเจตจำนง  แล้วบังคับมันให้ตัดแต่งทรงผมให้เรียบร้อย


            “อา ในที่สุด  ข้าก็มาถึงชั้นปราณนภาจนได้” ไป่ฉีเห็นว่ายังเหลือเวลาอีก 2 ชั่วโมง  เขาจึงเริ่มทำการปรับเปลี่ยนถ้ำแห่งนี้ต่อ


            2 ชั่วโมงต่อมา  ไป่ฉีได้สร้างห้องสำหรับปลูกสมุนไพรไว้ 10 ห้อง  เขานำสมุนไพรสำหรับผลิตโอสถขั้นกลางออกมา  นำมันผ่านกระบวนการเตรียม และนำลงปลูก  พร้อมกำกับลงอาคมสภาพแวดล้อมภายในห้องเหมาะกับการเจริญเติบโตของสมุนไพรแต่ละชนิด


            “เรียบร้อยแล้ว  ทีนี้เหลือแต่เวลา  อาคมที่เกี่ยวกับเวลาค่อนข้างยุ่งยาก  คงต้องค่อย ๆ ทำ  ไม่ก็ต้องรอชั้นปราณที่สูงกว่านี้ก่อน” ไป่ฉีเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว  เขาก็รีบใช้ท่องดารากลับบ้านทันที  วันนี้เขาต้องเตรียมตัวไปยังเมืองหลวง  เพื่อไปงานเปิดตัวหนังสือนิยายของเขา


            ไป่ฉีกลับมาและพบว่าภายในห้อง  แม่ของเขาตื่นแล้ว  เขาจึงกินโอสถคืนร่างเดิม  ก่อนจะเดินเข้าไปด้วยเนื้อตัวที่ชุ่มเหงื่อ


            ไป่เหลียนฮวาที่เห็นลูกชายของเธอใส่เสื้อวอร์ม  เนื้อตัวเต็มไปด้วยเหงื่อ  จึงคิดว่าลูกคงออกไปวิ่งตอนเช้า  จึงไม่ได้ถามอะไร  เธอแค่บอกให้ไป่ฉีไปอาบน้ำ  เพราะรู้ว่าวันนี้ลูกชายของเธอจะไปงานเปิดตัวนิยายเรื่องแรกของเขา


            ไป่ฉีรีบไปอาบน้ำแต่งตัว  เขาเตรียมปากกาสำหรับแจกลายเซ็นไปด้วย  ถึงแม้เขาอยากจะใช้พู่กันเซ็นก็ตาม


            “แล้วนี่ลูกจะไปยังไงล่ะ  รถประจำทางหรือ” ไป่เหลียนฮวาถาม


            “เดี๋ยวประธานอู๋จะส่งรถมารับน่ะครับ” ไป่ฉีตอบ


            เขาเดินออกจากบ้านไปรอตรงจุดที่นัดกับประธานอู๋ไว้  ไม่นานก็มีรถมารับเขาไปยังเมืองหลวง


            ไป่ฉีมาถึงห้างสรรพสินค้าที่จัดงานเปิดตัวนิยายของเขาแล้ว  หลังลงจากรถ  ทีมรักษาความปลอดภัยที่ประธานอู๋จ้างมาก็เข้ามายืนประกบไป่ฉีทันที และมีทีมงานเดินนำเขาไปยังสถานที่จัดงาน


            “นั่น ๆ ไป่ฉีที่เป็นนายแบบน้ำหอมกับครีมบำรุงผิวมู่เทียน” 


            “จริงด้วย  เขามาทำอะไรที่นี่กัน”


            “ทางนั้นมันเวทีจัดงานเปิดตัวนิยายนี่”


            “หรือว่าเขาได้รับเชิญให้มาเป็นพิธีกรกัน”


            “อย่ามโน  เขาเพิ่งเข้าวงการมา  จะทำงานพิธีกรได้เหรอ”


            “นั่นไงเขาเข้าไปหลังเวทีแล้ว  ต้องได้รับเชิญให้มาเป็นพิธีกรแน่ ๆ”


            ไป่ฉีเดินเข้ามาหลังเวทีที่กั้นเป็นห้องเอาไว้  ช่างแต่งหน้ารีบเดินเข้ามาหาเขา  ก่อนจะหยุดชะงักลง  สิ่งที่ช่างแต่งหน้าเห็นคือชายหนุ่มที่ดูบุคลิกชวนมองจนไม่อาจละสายตาได้  การแต่งตัวที่เรียบแต่มีสไตล์  ดูราวกับมีออร่าความเป็นสามีแห่งชาติแผ่ออกมาจากตัว  ทุกอย่างดูสมบูรณ์จนช่างแต่งหน้าไม่กล้าที่จะทำอะไรลงไปอีก


            “คุณไปพักเถอะครับ  ขอบคุณที่ทำงานหนักนะครับ” ไป่ฉีกล่าว  ก่อนจะเดินไปคุยกับทีมงานเรื่องกำหนดการณ์บนเวที  ซึ่งพิธีกรได้เข้ามาพูดคุยกับไป่ฉีเพื่อซ้อมสคริปกัน


            “ไป่ฉี  เธอมาแล้ว” อู๋เจี่ยเดินเข้ามาหลังเวที  พร้อมกับเฉียนม่อ (ประธานสมาคมนักเขียนแห่งชาติ)


            “สวัสดีครับประธานอู๋  ประธานเฉียน” ไป่ฉีโค้งทำความเคารพ


            “ประธานอะไรกัน  เล่มแรกที่ฉันอ่านจบมันยังไม่จุใจเลย  ฉันถึงขนาดกดดันให้เสี่ยวอู๋ทำเร่งตีพิมพ์เล่มอื่น ๆ ให้ฉันอ่านก่อนเชียวนะ” เฉียนม่อกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม  ก่อนจะให้ผู้ติดตามของเขานำนิยายทั้ง 10 เล่มที่เขาอ่านแล้วมายื่นให้ไป่ฉี


            ไป่ฉีรู้ว่าเฉียนม่อต้องการอะไร  ไป่ฉีได้หยิบปากกาที่เขาซื้อเตรียมเอาไว้ขึ้นมาเซ็นชื่อลงไปทั้ง 10 เล่ม  โดยแฝงกลอักษรไว้เล็กน้อย


            “โฮ่ ขนาดเซ็นยังแฝงกลอักษรให้ตาแก่คนนี้ได้สนุกอีกนะ  ถูกใจฉันจริง ๆ  กลอนที่ซ่อนกลอักษรเหล่านี้ 1 บทในแต่ละเล่มช่างงดงามทั้งภาษาและอารมณ์กลอนยิ่งนัก” เฉียนม่อพอใจอย่างมาก  เขาสั่งให้ผู้ติดตามเก็บนิยายทั้ง 10 เล่มไปอย่างระมัดระวัง  ก่อนจะพูดคุยกับไป่ฉีต่ออีกเล็กน้อย


            ด้านหน้าเวทีตอนนี้ได้เริ่มจำหน่ายนิยายของไป่ฉีแล้ว  มีนักอ่านเดินเข้ามารับหนังสือที่สั่งจองเอาไว้ล่วงหน้า  ส่วนที่มาซื้อหน้างานก็มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ  ทั้งนี้เพราะบทวิจารณ์ของเฉียนม่อ ประธานสมาคมนักเขียนแห่งชาติที่การันตีนิยายเล่มนี้เอาไว้  เมื่อประธานอู๋เห็นว่าคนเริ่มเยอะพอสมควรแล้ว  เขาจึงสั่งให้เริ่มงานเปิดตัวนิยายบนเวทีได้แล้ว


            “คุณไป่ฉีได้เวลาแล้วครับ” ทีมงานเรียกให้ไป่ฉีขึ้นไปบนเวที  ไป่ฉีลุกขึ้นไปยืนรอให้พิธีกรเชิญเขาขึ้นไป


            “ขอเชิญพบกับนักเขียนนามปากกา [เทียนหู่] ได้เลยครับ” หลังจากพิธีกรกล่าวเชิญ  ไป่ฉีเดินขึ้นเวทีอย่างรวดเร็ว  ทันทีที่เขาขึ้นมา  ราวกับมีมนต์สะกด  หญิงสาวที่เดินผ่านไปผ่านมาหยุดเดินและมองเขา


            “หือ นั่นไป่ฉีไม่ใช่เหรอ”


            “นิยายเรื่องนี้ ไป่ฉี เขียนเหรอเนี่ย”


            “เขาเป็นนายแบบ  ถึงฉันจะอ่านบทวิจารณ์มาแล้วก็เถอะนะ  นิยายจะสนุกไหมเนี่ย”


            “สวัสดีครับทุกคน  ผมคือไป่ฉี  นามปากกาคือ เทียนหู่  ขอขอบคุณทุกคนที่อุดหนุนหนังสือของผมนะครับ  สำหรับงานเขียนแรกของผมนี้  ผมเขียนด้วยความตั้งใจ  หวังว่าทุกคนคงจะชอบมัน” ไป่ฉีใช้น้ำเสียงให้เหมาะสม  เพื่อดึงดูดความสนใจคนฟัง


            หลังจากนั้นพิธีกรได้สัมภาษณ์ไป่ฉี  ระหว่างการสัมภาษณ์ทุกคนไม่อาจละสายตาจากไป่ฉีได้  บางคนยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาถ่ายภาพไป่ฉี


            “ดูดีเกินไปแล้ว  ฉันละสายตาจากเขาไม่ได้เลย”


            “เขาดูเปล่งประกายจัง”


            “ตัวจริงดูดีกว่าในโฆษณาอีก”


            “อา มองเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อเลย”


            ตั้งแต่ไป่ฉีเดินขึ้นมาบนเวที  จำนวนคนที่เข้ามานั่งด้านหน้าเวทีก็มากขึ้นเรื่อย ๆ  เป็นเพราะโฆษณาของมู่เทียน  ทำให้ทุกคนสามารถจดจำไป่ฉีได้ทันทีที่เห็นเขา


            งานดำเนินต่อไปจนถึงช่วงท้ายของการสัมภาษณ์  พิธีกรได้กล่าวปิดการสัมภาษณ์และได้บอกว่าไป่ฉีจะแจกเซ็นให้กับคนที่ซื้อนิยายหน้างาน  รวมทั้งผู้ที่สั่งจองและมารับที่งานด้วย  เพียงเท่านั้นผู้คนก็แห่กันซื้อนิยายของไป่ฉีราวกับของลดราคา


            ไป่ฉีใช้เวลาเซ็นนิยายอยู่นาน  เพราะวันนี้อู๋เจี่ยได้เตรียมนิยายมาจำหน่ายมากกว่าที่เขาบอกไป่ฉีเอาไว้  แต่สำหรับไป่ฉีแล้ว  จำนวนแค่นี้เล็กน้อยสำหรับเขา  


            เหล่าคนที่อุดหนุนนิยายของไป่ฉี  พวกเขาพอใจมาก  เพราะไป่ฉียินดีที่จะจับมือและถ่ายรูปคู่กับพวกเขาทุกคนโดยไม่แสดงท่าทีหงุดหงิดหรือไม่พอใจแม้แต่น้อย


            “ขอบคุณเธอจริง ๆ ไป่ฉี  งานนี้ประสบความสำเร็จเกิดคาดเลย  ส่วนเงินฉันจะโอนให้เป็นงวดนะ  ทุกสิ้นเดือนเธอจะได้รับมัน  ตามสัญญา” อู๋เจี่ยกล่าว


            “ครับ  ถ้าเสร็จงานแล้วผมขอตัวก่อนนะครับ” ไป่ฉีกล่าวลาประธานอู๋กับเฉียนม่อ และพิธีกรกับทีมงาน  ก่อนจะเดินไปเข้าห้องน้ำ


            ไป่ฉีนำชุดออกมาจากแหวนมิติ  เขาเปลี่ยนชุด พร้อมกับกินยาแปลงโฉมอีกครั้ง


            ไป่ฉีเดินทางไปยังบ้านที่ซีหลัวให้กุญแจไว้ก่อนหน้านี้  เขาเดินดูห้องและโซนใช้สอยทั้งหมด  ซึ่งทุกอย่างเป็นแบบที่เขาต้องการ  บ้านหลังไม่ใหญ่เกินไป  ทำความสะอาดไม่ยาก


            เขาคิดว่าการตกแต่งที่ซีหลัวทำไว้ดีมาก  เขาจึงโทรหาซีหลัวทันที


            “สวัสดีครับปู่  ตอนนี้ผมอยู่ในบ้านที่ปู่ให้กุญแจมาแล้วนะครับ” ไป่ฉีนั่งลงบนโซฟาที่ห้องรับแขก


            [โอ้ หลานชอบมันรึเปล่าล่ะ] ซีหลัวถาม


            “มันดีมากเลยครับ การตกแต่งก็ดีมากด้วย” ไป่ฉีกล่าวชม


            [งั้น ปู่ยกให้เลยเอาไหม] ซีหลัวถาม


            “ผมขอจ่ายเงินซื้อเองดีกว่าครับ  มันเป็นความภูมิใจของผมน่ะครับ” ไป่ฉีอธิบาย


            [ตกลง  ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวปู่จะส่งทนายไปพร้อมเอกสารสัญญาซื้อขายนะ  แต่การซื้อขายต้องให้พ่อกับแม่ของเธอเซ็นรับรองด้วย  ไม่อย่างนั้นจะถือเป็นโมฆะนะ] ซีหลัวกล่าว


            “เข้าใจแล้วครับ  ขอบคุณครับปู่  ปู่จะว่าอะไรไหมถ้าผมจะขอนอนค้างที่นี่สัก 1 คืน” ไป่ฉีถาม


            “ได้สิ  ตามสบายเลย” ซีหลัวตอบ


            “ขอบคุณครับ  วันนี้ผมแจกลายเซ็นจนเหนื่อยเลยครับ” ไป่ฉีเล่าถึงงานเปิดตัวนิยายของเขาวันนี้


            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า เรื่องนี้ปู่ชำนาญนักล่ะ  เซ็นมาตั้งแต่หนุ่มยันแก่  หลานเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น  จำไว้นะ อย่าเป็นวัวลืมตีนเหมือนพวกดาราหลาย ๆ คน  ปู่เคยเห็นมาเยอะแล้ว  คนพวกนี้ประสบความสำเร็จแค่ช่วงแรก ๆ เท่านั้น  วันนี้หลานคงเหนื่อยมากแล้ว  ไปอาบน้ำ  เข้านอนเถอะ  เดี๋ยวปู่จะทำงานต่อ” ซีหลัวกล่าว


            “ครับ  ปู่เองก็พักบ้างนะครับ  อย่าโหมงานหนักเกินไป  มันไม่ดีต่อสุขภาพ” ไป่ฉีกล่าวก่อนจะวางสายไป


            “เอาล่ะ  คงต้องเตรียมตัวสำหรับงานประมูลคืนพรุ่งนี้ซะหน่อยแล้ว” ไป่ฉีเตรียมการบางอย่างสำหรับการไปงานประมูลที่เขาจะเข้าร่วมวันพรุ่งนี้  ก่อนที่จะไปอาบน้ำและเข้านอน

    ____________________________________

    ส่งงานคร้าบ จะพยายามมาอัพให้บ่อยนะครับ ^^