ร่างบุรุษค่อยๆ ยืดขึ้นอย่างช้า ๆ มือสองข้างกุมทวนอยู่ ผมเผ้ายุ่งเหยิงประจวบกับสายลมพัดผ่าน ยิ่งทำให้ผู้พบเห็นต้องขนลุกสู้สีหน้าของมันซีดเผือด คล้ายคนไร้โลหิต ดวงตาเลื่อนลอย มองทอดสายตาไปยังร่างที่เกือบจะไร้ลมหายใจ
ร่างนั้นนอนแน่นิ่งแววตาดูเลื่อนลอยกว่าตัวมันเสียอีกลมหายใจแผ่วเบา คล้ายจะสิ้นลมประเดี๋ยวนี้ รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้น คล้ายจะยิ้มเยาะหรือคล้ายจะยินดีก็ไม่ทราบ ปากนั้นขยับอย่างช้า ๆ คล้ายจะกล่าวสิ่งใดแต่กลับไม่มีเสียงออกมาแม้แต่น้อย
ดวงตาของชายผู้นอนแน่นิ่งหม่นลงมันหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีต ในยามที่มันยังเด็กอยู่กับครอบครัวที่ยากจนทนทุกข์ยากลำบาก บิดาถูกผู้มีอิทธิพลสังหาร มารดาต้องเลี้ยงมันมาอย่างยากเข็นน้ำในดวงตาก็พลันไหล
จากนั้นฉากก็ตัดไปยามที่มันโตแล้วมีความใฝ่ฝันที่ยิ่งใหญ่ เพื่อที่จะปกป้องมารดาและทำให้ตนเองไม่ต้องได้รับความอยุติธรรมอีกหลายปีที่ผ่านมันผ่านเรื่องราวมากมายเพียงพอให้เข้าใจโลกได้มากขึ้นเติบโตเป็นบุรุษร่างกายสูงใหญ่ ใบหน้าคมคาย ที่กำลังก้าวตามความฝันของตนเอง
สติของมันเริ่มพร่าเลือนความทรงจำมากมายประดังเข้ามา แต่ภาพที่เด่นชัดที่สุดในชีวิตของมันคือภาพที่มันยืนอยู่หน้ากองทัพนับแสน แสดงความเกรียงไกรผู้ใต้บังคับบัญชาต่างอวยพรให้มัน รอยยิ้มจาง ๆ ก็แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่เบิกบานในตอนนี้มันหมดห่วงแล้ว ดวงตาหม่นหมองจนมืดดับไป ลมหายใจที่แผ่วเบาก็หายไปเช่นกันแต่สิ่งที่ยังคงอยู่คือเกียรติยศที่มันได้ปกป้องรักษาไว้
จู่ช่างลิวมองดูบุรุษผู้แน่นิ่งด้วยความเสียดายมันประสานมือโค้งคำนับด้วยความนับถือ แม้ก่อนหน้ามันจะผิดหวังในตัวแม่ทัพผู้นี้แต่ยามจากไปได้ทิ้งซึ่งเกียรติยศให้กับตนเอง ต่อสู้อย่างห้าวหาญเกินความคาดหมายของจู่ช่างลิวด้วยซ้ำไป
ชายผู้โดดเดี่ยวมองร่างกายตนเองที่ถูกทะลวงซ้ำรอยเก่า ทะลุไปทั้งสองด้านอาการสาหัสมาก แม้ว่าจะไม่เท่าชื่อซิ่นก็ตาม มันหยิบเอาโอสถมากิน กระดกไปหมดขวดฟื้นฟูทั้งพลังลมปราณ และร่างกายของตนเองส่วนทวนที่ยังค้างก็ยังคงค้างอยู่ที่หน้าท้องเช่นนั้น
ขณะที่กำลังจะดึงทวนเล่มนั้นออก ก็ได้ยินเสียงเหยี่ยวของมันกรีดร้องพลางกระพือปีกอันแสนสวยเข้ามาหา ท่าทางของเหยี่ยวดูตื่นตระหนกใบหน้าของจู่ช่างลิวที่ซีดขาวก็พลันมืดลง
“ใครทำร้ายเจ้ากัน ?” จู่ช่างลิวยามนี้อ่อนแรงนักแม้จะถามคำออกยังต้องเค้นเสียง
เหยี่ยวนั้นก็ทำท่าทางยื่นปากไปทางที่จากมาจู่ช่างลิวสัมผัสได้ถึงกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่กำลังเข้ามาใกล้มันภาวนาให้กลุ่มคนพวกนั้นไม่ใช่คนที่มันคิด ทว่าสวรรค์ช่างไม่เมตตากับมันเลย...
“บุตรชายข้าสบายดีอยู่หรือ ?” ชายหนุ่มที่เดินนำหน้าโบกไม้โบกมือมา
จู่ช่างลิวหน้าตาบิดเบี้ยว ‘เจ้าเด็กบ้านี่มันน่าฆ่าให้ตายก่อนหน้านี้นัก !’ มันโคจรพลังเตรียมไว้หากกลุ่มของชายหนุ่มโจมตีมามันจะระเบิดพลังแลกชีวิตกันไปยังไงมันก็ถือว่าได้เปรียบ มันตายหนึ่งคนแลกกับอีกหกคนถือว่าคุ้มค่า !
“อย่าได้ตระหนกไป บิดาไม่ได้มาร้าย มาเพื่อช่วยเจ้าโดยเฉพาะ”ชายหนุ่มยืนมองด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
จู่ช่างลิวเห็นก็อดเดือดดาลไม่ได้ “ไอ้เด็กสารเลว บิดาข้าตายไปนานแล้ว โว้ย !! ถ้าอยากเป็นบิดาข้าก็รีบตาย ๆ ไปซะ!!”
ชายหนุ่มไม่ได้มีสีหน้าที่โกรธเคืองกลับตอบไปอย่างน้อยอกน้อยใจว่า “ดูสิดูบุตรชายของข้า ข้าอุตสาห์มาเกิดใหม่เจ้าก็ยังจะไล่ข้าไปตายเจ้านี่ไม่มีความรักต่อบิดาเลย พวกเจ้าเห็นหรือไม่ ?”ชายหนุ่มหันไปมองพรรคพวกของตนเพื่อขอความเห็นใจคนเหล่านั้นต่างพากันเดินมาต่อว่าจู่ช่างลิวเป็นการใหญ่ปล่อยให้มันต้องงงงันกับความบ้าบอนี้
“ช่างเป็นบุตรชายอกตัญญูเสียจริง”
“อกตัญญูไม่พอ ยังเนรคุณเสียอีก”
“ยังนับเป็นคนอยู่หรือ ?”
“เจ้าสิสมควรตาย ๆ ไปซะ !”
คำพูดมากมายถูกกล่าวออกมาต่อว่าบุรุษผู้โง่งมชายหนุ่มเห็นดังนั้นก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้ “ฮ่าฮ่า ช่างลิวเจ้าคงจะอกแตกตายแล้วกระมัง หากยังไม่รีบปลดปล่อยเกรงว่าเจ้าจะต้องลาโลกแล้ว !” ชายหนุ่มเยาะเย้ยอย่างสะใจ
“เจ้า...!” อั่ก !! จู่ช่างลิวโกรธจนกระอักเลือดมันจ้องเขม็งไปที่ชายหนุ่มอย่างโกรธเกรี้ยว !
ชายหนุ่มผู้นั้นก็คือหนิงเฟยหลง หนิงเฟยหลงเข้าใจดีว่าจะหาจู่ช่างลิวได้อย่างไรก่อนหน้านี้จึงได้ตั้งใจทำร้ายเหยี่ยวปีกทองให้มันหนีกลับไปหาจู่ช่างลิวและขณะนี้มันก็ตั้งใจยั่วยุให้จู่ช่างลิวปลดระวางการป้องกันของตนเองเพื่อหาจังหวะจู่โจม มันรู้ดีว่าต่อให้พยัคฆ์ที่บาดเจ็บ แต่อย่างไรก็ยังเป็นพยัคฆ์มีคมเขี้ยวและกงเล็บ ลวดลายของมันก็คงไม่ย่อหย่อนไปกว่าเดิม
การกระอักโลหิตออกมาครั้งนี้ก็เหมือนการที่เขี้ยวเล็บถูกถอดไปจู่ช่างลิวไร้ซึ่งเรี่ยวแรงแล้ว มันไม่ได้โคจรพลังอีกพลางทรุดตัวลงกับพื้นหมดความสง่างาม หน้าที่แดงก่ำบัดนี้ซีดเผือดแล้ว
หนิงเฟยหลงเลิกหยอกล้อแล้ว มองดูจู่ช่างลิวที่ใกล้จะตาย ก็อดจะสังเวชไม่ได้จึงเปลี่ยนความคิดที่จะสังหารเสีย “จู่ช่างลิว....ข้ามีข้อเสนอให้เจ้าหากเจ้ารับปาก ข้าจะปล่อยเจ้าไป แต่หากไม่ล่ะก็ข้าจะปล่อยให้เจ้าตาย..”ชายหนุ่มหยิบข้อเสนอสุดท้ายให้
“เข้าร่วมกองกำลังส่วนตัวของข้า มีทางเดียวเท่านั้นที่เจ้าจะรอดพ้น หากตกลงให้พยักหน้าหากไม่ตกลงให้นิ่งไว้...” หนิงเฟยหลงจ้องมองไปที่ดวงตาคู่นั้นที่จ้องมันด้วยความโกรธอย่างไม่หลบเลี่ยงแม้แต่น้อย มันจ้องมองด้วยความจริงจัง
จู่ช่างลิวเริ่มลังเล ในตอนนี้มันยังไม่อยากตายแต่หากยอมรับมันต้องไปรับใช้เจ้าเด็กน้อยผู้นี้ แน่นอนว่าสำหรับมันคือการเสียเกียรติมันพึ่งจะบอกกล่าวกับแม่ทัพพยัคฆ์ไป หากมันทำเองก็ไม่เท่ากับว่ากลืนคำพูดตนเองหรือ?
หนิงเฟยหลงคล้ายจะเข้าใจ จึงเอ่ยต่อ “เจ้าอย่าได้กังวลไปข้ารู้ว่าเจ้ากังวลเรื่องเกียรติแต่เจ้าอย่าลืมว่าสิ่งที่สำคัญกว่าคือชีวิตของเจ้า การโลดแล่นของเจ้าจะจบลงง่ายดายเพียงนี้หรือ? สิ่งที่เจ้าเฝ้าใฝ่ฝัน ขอบเขตแดนพิภพ ! หรือว่าเจ้าไม่อยากก้าวไปให้ถึงขอบเขตที่ยิ่งใหญ่”ชายหนุ่มหยุดกล่าว จ้องมองเข้าไปในดวงตาของชายผู้ทรุดตัวอยู่กับทวนเล่มหนึ่ง
“และถ้าเจ้าคิดว่าข้าเป็นแค่ชายหนุ่มที่ธรรมดาสามัญ ข้าขอให้เจ้าคิดใหม่ข้าไม่ได้อยากจะโอ้อวด แต่อย่างใดแต่ข้านั้นอายุเพียงเก้าขวบก็ก้าวขึ้นมาถึงขอบเขตแดนพลังแล้วและคงอีกไม่นานก็จะก้าวสู่ขอบเขตแดนพิภพเจ้าคิดว่าการติดตามคนอย่างข้าเสียเกียรตินักหรือ ? ข้าไม่ได้ทำลายเกียรติของเจ้าจำไว้เจ้าไม่ได้ขอร้องให้ข้าปลดปล่อยเจ้าจากความตาย แต่นี่คือข้อเสนอของข้า ! ข้าขอข้อเดียวหากเจ้ารับปากจงซื่อสัตย์กับข้า !!”
หนิงเฟยหลงชื่นชมในตัวของจู่ช่างลิวมาก ด้วยฝีมือเช่นนี้ยังไม่สมควรตายมันพยายามหว่านล้อมให้มากที่สุดเรื่องที่มันถึงขอบเขตแดนพลังอายุเก้าขวบคือเรื่องจริง แต่มันแค่ไม่ได้บอกว่าเจอกับปัญหาอะไรต่อมาก็เท่านั้นชายหนุ่มไม่ได้โกหกแต่อย่างใด คำพูดทุกคำล้วนหนักแน่น แสดงซึ่งความจริงใจ
จู่ช่างลิวที่ได้ฟังอยู่นานก็คิดตามไปด้วยคิดแล้วก็อัศจรรย์ผู้ใดบ้างที่จะก้าวสู่ขอบเขตแดนพลังได้ตั้งแต่อายุเก้าขวบทั่วทั้งทวีปจะหาผู้ใดเสมอเหมือน มันตกตะลึงไม่น้อยที่ได้ฟังเรื่องราวมันรู้สึกว่าตนเองยึดติดกับเกียรติยศมากเกินไปอีกทั้งชายหนุ่มยังหาทางออกให้กับมันในเรื่องนี้เป็นการเชิญชวนอย่างอีกฝ่ายแทนคำขอร้องจากตัวของมันเอง
ขณะนี้ไม่ควรจะคิดมากอีกแล้วมันพยักหน้าเบา ๆ อย่างจนใจ เมื่อพยักหน้าเสร็จก็คล้ายว่าโซ่ตรวนแห่งเกียรติยศได้สลัดหลุดไปทำให้มันรู้สึกสบายขึ้นจนร่างกายเบาสบายล้มลงไปที่พื้นเต็มตัวอย่างไม่รู้สึกมันหลับตาลงคล้ายจะหลับฝัน
หนิงเฟยหลงยิ้มออกมาช้า ๆรีบออกคำสั่งให้ลงมือช่วยจู่ช่างลิวทันที แผลของจู่ช่างลิวสาหัสนัก หากไม่ได้โอสถฟื้นฟูร่างกายระดับหนึ่งมาช่วยรักษาคงตายเป็นแน่แต่ยังดีที่ก่อนหน้านี้มันได้รับมาจากหนิงเทียนตอนที่มานครหลวงเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้ใช้รักษาตัว
“ผู้นำการรักษาจู่ช่างลิวค่อนข้างใช้เวลา และยังต้องใช้หน่วยโอสถให้ช่วยเหลือ ลำพังพวกเรามีความสามารถไม่เพียงพอ..”กงจิ้นกล่าว
“ข้าเข้าใจเจ้ากับเย่เซียวก็นำจู่ช่างลิวไปรักษาที่เมืองเซียงเถอะส่วนเหยี่ยวปีกทองนี่คงจะต้องไปกับข้าแล้วไม่เช่นนั้นคงยากที่จะปกปิดว่าเขาเป็นใคร”
“ขอรับ”เมื่อรับคำสั่งแล้วทั้งสองก็เคลื่อนย้ายไปทันที ในกลุ่มเหลือเพียงหนิงเฟยหลงซู่เฟิง จางจิ้นจี้และจางจิ้นสิงแล้ว พวกมันต้องรีบออกจากป่านี้เพื่อทำภารกิจต่อไป...