หลินอวิ๋นตั้งใจดู ศิษย์ฝ่ายในที่ก้าวออกมามีชื่อว่าเฝิงเต้าอวี่ มีทักษะและประสบการณ์ในสำนักสูง อยู่อันดับแปดในศิษย์ฝ่ายใน
กล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในศิษย์ที่สำนักชิงอวิ๋นให้ความสำคัญกับการบ่มเพาะ กำลังรบแข็งแกร่ง หมัดวัชระค่อนข้างโดดเด่น
หมัดวัชระก็คือทักษะยุทธ์ระดับสูงของสำนัก แกร่งกว่าหมัดพยัคฆ์ร้ายมาก ได้ยินมาว่าเฝิงเต้าอวี่ฝึกฝนมันจนถึงขั้นสูงแล้ว
เมื่อก่อนหลินอวิ๋นแค่ได้ยินชื่อเสียงเรียงนาม แต่ไม่เคยเห็นเขาลงมือมาก่อน พูดให้ถูกคือมีโอกาสเห็นคนนี้น้อยครั้งมาก
“ศิษย์พี่เฝิง ต้องสั่งสอนมันหน่อยแล้ว!”
“ศิษย์พี่เฝิง ใช้หมัดวัชระของท่านสั่งสอนไอ้เด็กอวดดีนี่หน่อย!”
พอเห็นเฝิงเต้าอวี่เดินหน้ามา ศิษย์ฝ่ายในสำนักชิงอวิ๋นพากันส่งเสียงให้กำลังใจเขา
ส่วนลึกในใจหลินอวิ๋นเองก็รู้สึกเหมือนกับคนอื่นว่าสำนักถูกหยามเกียรติอยู่เล็กน้อยเช่นกัน
คุณชายน้อยสำนักฝ่ายขวงเตาหลัวซิงลูบคางพลางมองไป๋อวี่ฝานและพูดด้วยรอยยิ้ม
“สหายไป๋ ที่นี่คือโถงใหญ่ของสำนักชิงอวิ๋น จะใช้ดาบใช้หอกกันก็ไม่ดี เจ้าว่าอย่างนี้ดีหรือไม่ ประชันหมัดเท้าฝ่ามือกัน สิบกระบวนท่าก็พอ จะได้ไม่ทำลายมิตรภาพระหว่างกัน”
ไป๋อวี่ฝานอึ้งไปเล็กน้อย เฝิงเต้าอวี่ชำนาญการฝึกวิชาหมัด ส่วนอีกฝ่ายจางเย่มีชื่อเสียงเรื่องวิชาดาบ ไม่ใช้อาวุธก็แทบไม่มีผลอะไรกับเฝิงเต้าอวี่ แต่จางเย่จะเสียเปรียบอย่างหนัก
เวลานี้เขาไม่เข้าใจเลยว่าหลัวซิงมีลับลมคมในอะไรอยู่
ไป๋อวี่ฝานพูดด้วยความสงสัย “เจ้ามั่นใจนะ?”
“คุณชายน้อยสำนักพูดถูกแล้ว เขาจะไม่ใช้ดาบจริง ๆ”
หลัวซิงไม่ตอบ แต่ผู้โดดเด่นรุ่นเยาว์จากฝ่ายขวงเตาชิงตอบก่อนด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ
คำพูดนี้ทำไป๋อวี่ฝานอึกอัก อึดอัดใจไปหมด ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าปั้นยากเล็กน้อย “ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มเถอะ”
เฝิงเต้าอวี่พลันรู้สึกถึงแรงกดดันราวกับภูเขา แบบนี้ถ้าเขายังแพ้ก็คงไม่มีหน้าไปเจอใครจริง ๆ
โถงใหญ่ของสำนักเทียบกับเวทีประลองอย่างเป็นทางการไม่ได้ แต่ก็ยังถือว่ากว้างขวาง ถ้าประลองหมัดเท้า การกระโดด หมุนหรือขยับตัวก็ยังมีที่เหลือเฟือ
สองคนห่างกันหลายสิบก้าว สายตาจ้องมองกัน เริ่มคุมลมหายใจโคจรวิชา
สิบวินาทีต่อมา พลังที่สะสมในร่างเฝิงเต้าอวี่เริ่มคุมไม่อยู่เล็กน้อยจนแผ่กระจัดกระจายออกไป ใบหน้าเขาเปลี่ยนเป็นสีทองเหลืองทีละนิด มองไปดูเหมือนรูปปั้นแกะสลักอย่างชัดเจน ทั่วร่างเต็มไปด้วยพลังงานคุณสมบัติระเบิด
เฝิงเต้าอวี่ฝึกฝนหมัดวัชระ เป็นวิชาพุทธศาสนา ได้รับขนานนามว่าดุดันและทรงอำนาจ เอกลักษณ์เหมือนกับหมัดพยัคฆ์ร้ายของหลินอวิ๋นมาก แต่เส้นทางเดินต่างกัน
อย่างแรกรวมออกมาเป็นโทสะนักรบวัชระแห่งพุทธศาสนา อย่างหลังแปรเปลี่ยนเป็นอำนาจแห่งราชาพยัคฆ์ ซึ่งต่างกันโดยสิ้นเชิง
หากเอ่ยถึงความสูงต่ำตรงตามความหมาย หมัดพยัคฆ์ร้ายดูจะต่ำกว่าไม่น้อย
ทว่าหมัดพยัคฆ์ร้ายของหลินอวิ๋นผ่านการชะล้างโดยพยัคฆ์เทพ ทั้งยังมีหมัดกับกระบี่ผสานเป็นหนึ่งเดียว ในด้านความเด็ดขาดแล้ว หมัดพยัคฆ์ร้ายของเขาเหนือกว่าระดับวิชาหมัดพื้นฐานทั่วไปอย่างสมบูรณ์แบบ
เพียงแค่พลังที่แผ่กระจายออกไปทำให้คนรู้สึกถึงโทสะน่าพรั่นพรึงของเฝิงเต้าอวี่ หมัดวัชระของเขาไม่ธรรมดาจริง ๆ
มองไปทางด้านจางเย่ สีหน้าเขาเรียบนิ่ง ยังคงมองตื้นลึกหนาบางไม่ออก
มองจากภายใน พลังเขาถูกเฝิงเต้าอวี่ควบคุมไว้อย่างสมบูรณ์
“โทสะแห่งนักรบวัชระ!”
โทสะในกายทวีคูณคุมไม่อยู่ยิ่งขึ้น
ไม่รอให้จางเย่เผยช่องโหว่ใด ๆ เฝิงเต้าอวี่ก็คำรามด้วยความบ้าคลั่งก่อนชกหมัดเข้าไป
เขาห้อวิ่งเข้ามาพร้อมกับกายแผ่กระจายแสงเงาสีเหลืองจาง ๆ มีอานุภาพแห่งพุทธะอ่อน ๆ เลือนราง
นี่คือสัญลักษณ์ของหมัดวัชระขั้นสูง!
จนเมื่อเขามาอยู่ข้างกายจางเย่ หมัดขวาที่ชกออกไปเปล่งแสงหมัดสีเหลืองแล้ว มองไปเหมือนเปลวไฟลุกโชตช่วง
จางเย่ไม่ขยับแม้แต่นิด เขาใช้มือขวาเป็นดาบ ใช้แขนเป็นคมดาบตั้งขวางไว้ตรงหน้าอก
แก๊ง!
โทสะแห่งนักรบวัชระของเฝิงเต้าอวี่ปะทะกับแขนของจางเย่อย่างแรง เกิดเสียงทองสัมฤทธิ์กระทบกันดังขึ้น
อีกฝ่ายไม่เขยื้อนแม้แต่น้อยราวกับชกใส่รูปปั้นแกะสลัก
“มีแค่นี้เองหรือ?”
จางเย่ฉีกมุมปากเย้ยเยาะก่อนจะสั่นสะเทือนร่างอย่างแรง พลังที่สั่งสมทั่วร่างเขาพลันปะทุออกมา ราวกับมีเสียงร้องดาบดังขึ้น
เฝิงเต้าอวี่ไม่ทันป้องกัน ถูกกระเทือนปลิวไป
“ฆ่า!”
จางเย่หุบรอยยิ้มทันควัน ขมวดคิ้วสองข้างมุ่น ก่อนจะรวมพลังที่แผ่ออกไปเข้ามา ประกายคมกริบตรงระหว่างคิ้วให้ความคมราวกับดาบล้ำค่า
เขาใช้ฝ่ามือเป็นคมดาบ เห็น ๆ อยู่ว่าไม่มีอาวุธ ทว่าเสียงแสบหูที่ออกจากฝ่ามือเขากลับคมเสียยิ่งกว่าดาบ
ชิ้ง ๆ ๆ!
ทันทีที่บุกโจมตีอย่างเฉียบคมก็จู่โจมเข้าไปมืดฟ้ามัวดิน
เพียงลมหายใจเดียวทำให้เฝิงเต้าอวี่ลำบากหนัก สำแดงอานุภาพดุดันของหมัดวัชระออกมาไม่ได้เลย
ราวกับว่ามีเงาดาบขยับวูบวาบเกลื่อนฟ้า เฝิงเต้าอวี่มีสีหน้าเหนื่อยเกินแรง หลบซ้ายทีขวาที ทว่าก็หลบยาก ไม่นานอาภรณ์ก็ขาดออก
เผยริ้วเลือดเป็นเส้น ๆ มองไปไม่ต่างอะไรกับรอยถูกอาวุธคมฟันเลย
ขณะที่โลหิตสาดกระจายอยู่นั้น เฝิงเต้าอวี่หน้าซีดขาวขึ้นเรื่อย ๆ พยายามป้องกันจุดยุทธศาสตร์เอาไว้
ศิษย์ฝ่ายในสำนักชิงอวิ๋นตกใจกันใหญ่ สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างพลิกผัน
มิน่าจางเย่นี่ไม่ใช่อาวุธ เขามีหรือไม่มีดาบแทบจะไม่ต่างกันเลย
“นักรบวัชระปราบมาร!”
เฝิงเต้าอวี่ที่โดนอานุภาพดาบกดดันจนเดินไม่ได้ทำการสู้สุดชีวิต พยายามจะออกมาจากสถานการณ์เลวร้ายให้ได้
“ตัดวายุมาร!”
จางเย่หัวเราะเย็นชา ใช้แขนเป็นคมดาบชิงจังหวะจู่โจมก่อนด้วยความเร็วปานสายฟ้า
แขนดั่งคมดาบฟันเข้าที่หน้าอกเฝิงเต้าอวี่ ได้ยินเพียงเสียงกระดูกซี่โครงหัก
เฝิงเต้าอวี่กระอักเลือดมาคำหนึ่ง ถูกซัดปลิวไปอย่างแรง ใบหน้าซีดขาวไปหมด
“ถ้าข้าใช้ดาบ เจ้าตายไปแล้ว!”
จางเย่มองเฝิงเต้าอวี่ที่ไม่มีแรงลุกขึ้นบนพื้นพลางพูดเย้ยเยาะเบา ๆ
เฝิงเต้าอวี่มีสีหน้าโมโหจัด แต่กลับแย้งไม่ได้ อีกฝ่ายพูดความจริง ดาบเมื่อครู่นั่น เขาไม่เห็นเลยว่าออกดาบอย่างไร ยังไม่ทันใช้นักรบวัชระปราบมารก็ถูกซัดปลิวไปแล้ว
“ศิษย์พี่เฝิง”
ศิษย์ฝ่ายในสองคนตรงเข้าไปตรวจสอบอาการบาดเจ็บของเฝิงเต้าอวี่ สีหน้าแลดูตกใจ
“คุณชายน้อย อวัยวะภายในของศิษย์พี่เฝิงแหลกเลย…”
“เจ้าคนแซ่จาง เจ้าลงมือหนักไปแล้ว!”
ประลองหมัดเท้ากันกลับบาดเจ็บหนักถึงเพียงนี้ ไม่มีสามเดือนไม่มีทางฟื้นกลับมาได้แน่
ไป๋อวี่ฝานมุมปากกระตุกทีหนึ่ง แต่ก็ยังอดกลั้นเอาไว้
หลัวซิงแสร้งยิ้มว่า “สหายไป๋ หมัดเท้าไร้ดวงตา ลงมือไปคงคุมไม่อยู่จริง ๆ จางเย่คงไม่ได้ตั้งใจ ถ้าสหายไป๋เห็นว่าไม่ดี ข้ายินดีจะชดใช้ด้วยยาลูกกลอนละลายโลหิตหนึ่งเม็ด”
“ไม่จำเป็น”
ไป๋อวี่ฝานรู้สึกแสบร้อนใบหน้า จะโดนตบจนหน้าบวมอยู่แล้ว
หลัวซิงหัวเราะเสียงดัง “ฮ่า ๆ ๆ สหายไป๋ใจกว้างนะ ไม่ทราบว่าสหายท่านนี้อยู่อันดับเท่าไรในสำนักเจ้ากัน”
“ศิษย์น้องเฝิงมีพรสวรรค์ไม่เลว เขตแดนพลังไม่ธรรมดา แต่ก็อยู่อันดับท้ายสุดของฝ่ายในข้าเท่านั้น” ไป๋อวี่ฝานพูดสบาย ๆ ระลอกคลื่นในใจไม่ได้เผยมาบนใบหน้าเลย
หลัวซิงหัวเราะเยาะ “เหอะ ๆ สำนักชิงอวิ๋นสมกับเป็นสำนักหมายเลขหนึ่งของแคว้นเทียนสุ่ยจริง ๆ ศิษย์วิถียุทธ์ขั้นแปด ฝึกหมัดวัชระขั้นสูงยังอยู่แค่อันดับสุดท้ายของฝ่ายใน!”
“อันดับสุดท้ายรึ? ถ้าอย่างนั้นไม่ทราบว่ายังมีสหายท่านใดอยากจะประลองกับข้าน้อยบ้าง” จางเย่ได้ยินแบบนั้นก็ไม่ยอมอยู่นิด ๆ จึงมองพวกหลินอวิ๋นด้วยสายตายั่วยุ
ศิษย์ฝ่ายในสำนักชิงอวิ๋นทั้งแถวเงียบไม่พูด ลังเลไม่ตัดสินใจ
บอกว่าอันดับสุดท้าย แต่ทุกคนรู้ความจริงดี
กำลังรบของเฝิงเต้าอวี่อยู่อันดับแปดอย่างมั่นคงในศิษย์ฝ่ายใน ไม่อ่อนแอกว่าพวกเขาเท่าไรเลย การจะเอาชนะจางเย่อย่างน้อยต้องอยู่สามอันดับแรกของฝ่ายใน ถึงจะมีโอกาสบ้าง
แต่อีกฝ่ายเลือกไม่ใช้อาวุธ คนที่รับคำท้าก็ไม่มีอาวุธเช่นกัน ดังนั้นแล้วโอกาสที่ว่าจึงไม่มากจริง ๆ
หลินอวิ๋นคิดในใจ คุณชายฝ่ายขวงเตานี่เจ้าแผนการมาก
เปิดเงื่อนไขมาก่อนเลยว่าไม่ใช้อาวุธ แต่ไม่ทันไรก็ทำให้ศิษย์ฝ่ายในสำนักชิงอวิ๋นเสียกำลังรบไปมากกว่าครึ่ง
ได้เห็นดาบมือน่าสะพรึงของจางเย่กับการจู่โจมอันโหดเหี้ยมนั้นแล้ว เกรงว่าคงไม่มีใครกล้าก้าวออกมา
“ไม่มีใครเลยรึ? ถ้าอย่างนั้นคุณชายน้อยคิดว่าตอนนี้ข้ามีสิทธิ์ประมือกับเจ้ารึยัง”
เห็นไม่มีใครรับคำท้า จางเย่ก็ทำหน้าเยาะเย้ย ก่อนจะมองไป๋อวี่ฝานอีกครั้ง
ไป๋อวี่ฝานเงียบไม่ตอบ
ทุกคนรู้ว่าเขาไม่ได้กลัวจางเย่นี่ เพียงแต่คุณชายน้อยสำนักผู้ยิ่งใหญ่กลับถูกอัจฉริยะรุ่นเยาว์ฝ่ายขวงเตาบีบให้ต้องลงมือเอง หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปจะส่งผลกับชื่อเสียงสำนักอย่างยิ่ง
หลินอวิ๋นคิดรวดเร็วปานสายฟ้า ถ้าไม่ใช่อาวุธ ใช้แค่วิชาหมัดปะทะกัน
ในใจเขาเองก็ไม่ได้มั่นใจว่าจะเผชิญหน้ากับจางเย่นี่ได้มากนัก
ทว่าคุณชายน้อยถูกกดดันถึงขนาดนี้แล้ว
คนอื่นคิดอย่างไรเขาไม่สน ตนเป็นศิษย์ฝ่ายในสำนักชิงอวิ๋น เขาไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ก้าวออกมา แต่ช่วงที่หลินอวิ๋นจะรับคำท้าประลองนั้น พลันมีคนผลักประตูโถงเข้ามา
“ใครบอกว่าสำนักชิงอวิ๋นข้าไม่มีใคร?”
ก่อนจะเห็นหูจื่อเฟิงปรากฏกายพร้อมกับแสงตะวันที่ส่องเข้ามา ยามนี้มองไปแลดูองอาจนักโปรดติดตามตอนต่อไป