บทที่189 สหายต่างวัย
ฮุ่ยจวินอาศัยตอนกลางคืนในการเร่งเดินทางหลบหนีสู่แดนตะวันออกตอนกลางวันหาที่ลับตาหลบซ่อน หลายวันมานี้การไล่ล่าติดตามของคนจากวิหารปัญญาลดลง ทำให้มันใช้ชีวิตอย่างไม่ยุ่งยากเท่าใดนักต้องขอบคุณเหตุการณ์ฟ้าเปิดที่เขาเถาหมิงซาน เพราะเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้ใดจึงต่างตื่นตัวต้องการไปเห็นด้วยตนเอง
คนจากนิกายเทวะวจนะเริ่มหลั่งไหลไปยังเขาเถาหมิงซานตัวตนสำคัญล้วนมีข่าวว่าต่างตบเท้าไปที่นั่น นี่จึงเป็นหนทางที่สะดวกต่อชายหนุ่ม ทำให้มันได้มีเวลาฝึกขัดเกลาพลังในมหาวิถีเจ็ดดาราไปพลางและหลบหนีไปพลางอย่างไม่ต้องเป็นกังวลเหมือนหลายวันที่ผ่านมาและหากเป็นเช่นนี้ต่อไป การหลบหนีเพื่อไปซ่อนตัวฝึกวิชายังนิกายเทวะวจนะมีแต่ความราบรื่นแน่แท้
เดินทางมาหลายวันหลายคืนแล้ว จุดหมายปลายทางเริ่มใกล้เข้ามาทุกทีความเจริญรุ่งเรือง ความมั่งคั่งทางอารยะที่เด่นชัดแตกต่างก็ยิ่งปรากฏให้เห็น ดูเหมือนดินแดนที่ยิ่งใกล้นิกายเทวะวจนะยิ่งได้รับการส่งเสริมจนรุ่งเรืองและมีความเจริญก้าวหน้าอย่างท่วมท้นดูแตกต่างจนแดนตะวันตกยากจะพัฒนาเทียบเทียมได้ทัน
“ความเท่าเทียมยากหาได้จากโลกของผู้แข็งแกร่งจริงๆ"
“เจ้ากล่าวมาไม่ผิด โลกแห่งนี้มีแต่แข็งแกร่งจึงจะสร้างความเท่าเทียมแต่นั่นก็เพียงเป็นความเท่าเทียมส่วนตัว แต่กลับกดโลกให้ตกต่ำเท่านั้น"
จู่ๆ เสียงชราก็ดังขึ้นที่เบื้องหลังของฮุ่ยจวินสร้างความแปลกใจแก่ชายหนุ่มไม่น้อย มีคนเข้าใกล้ถึงเพียงนี้มันแทบไม่รู้สึกตัว เมื่อมองไปยังเจ้าของเสียงก็พบว่าเป็นบุรุษชราหน้าตาที่เปี่ยมไปด้วยแววความเมตตาอารีผู้หนึ่ง
บุรุษชราผู้นี้ดูไปคล้ายสูงศักดิ์ แม้มันจะอยู่ในชุดไว้ทุกข์ที่ดูเก่าโทรมก็ตามแววตาที่หมองเศร้าของมันฉายแววความลึกล้ำที่คนธรรมดายากจะมีได้ ไม่รู้บุรุษชราผู้นี้เป็นใครเมื่อเจอแล้วก็ยากหลบเลี่ยง เช่นนั้นฮุ่ยจวินจึงประสานมือขึ้น
“ผู้อาวุโสมองโลกได้น่าสนใจยิ่ง”
บุรุษชราแย้มยิ้มอย่างอารีออกมา
“นั่นก็เป็นมุมมองของเจ้าเช่นกันมิใช่หรือ"
ด้วยเพราะมีบางสิ่งที่เหมือนกัน จึงเกิดเป็นความถูกคอและถูกชะตาและด้วยขณะนี้การไล่ล่าติดตามของคนจากนิกายเทวะวจนะซาลง ฮุ่ยจวินจึงเดินทางไปพลางและสนทนาเกี่ยวกับโลกไปพลางร่วมกับบุรุษชราผู้นี้มันไม่ได้ขอตัวแยกจาก เพราะความรู้สึกบอกมันว่าหากบุรุษชราไม่ปล่อยให้มันไป มันยากที่จะไปแต่ในทางเดียวกัน หากมันไปพร้อมกับบุรุษชรา การถูกไล่ล่าก็เสมือนไม่เคยเกิดขึ้นก็ปาน
ฮุ่ยจวินมองเงาหลังชราที่ดูห่อลงเพราะความทุกข์ตรมเบื้องหน้าแม้ในใจมีความตรึงเครียด แม้ต้องการทราบตัวตนของมัน แต่เมื่อบุรุษชรามิได้มีเจตนาจะฆ่าฟันตนมันจึงเก็บเรื่องนั้นไว้ในใจพลางกล่าวว่า
“ดูเหมือนว่าวันนี้จะมืดเร็วกว่าปกติ ไม่สิโลกของพวกเราเริ่มมืดแล้วต่างหาก"
ทั้งที่เวลานี้พึ่งย่างสู่บ่ายคล้อย แสงแดดยังแรงกล้าแผดเผาสรรพสิ่งฮุ่ยจวินกลับบอกว่าวันนี้มืดเร็ว บุรุษชราจึงชะงักฝีเท้า มันมิได้สงสัยในวาจาของฮุ่ยจวินเพราะมันเองครั้งหนึ่งก็เคยกล่าวคำนี้ มันเองก็กำลังเห็นฟ้าในทุกวันมืดเร็วเช่นนี้เพียงแต่ไม่คิดว่าบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งจะมองเห็นสัจธรรมของโลกได้อย่างลึกซึ้งราวกับคนที่เจนโลกมาอย่างยาวนานหากมองจากอายุของบุรุษหนุ่ม คงต้องบอกว่ามันมิใช่คนมีอายุเจนโลก เช่นนั้นมันคงเป็นผู้มีปัญญาที่อาจเข้าขั้นตรัสรู้แล้ว!
บุรุษชราแหงนมองฟ้า ท่ามกลางแสงที่แยงตามันกลับเบิกตามองแสงจ้าโดยไม่หรี่ลง
“โลกที่มืดลงในความเห็นเจ้าเป็นอย่างไร"
ฮุ่ยจวินเดินทอดน่องออกไปเบื้องหน้าบุรุษชรามันชี้ไปที่อกซ้ายของบุรุษชราผู้นั้นแล้วกล่าวตอบ
“ใจที่ทุกข์ตรม ใจที่โกรธแค้น ใจที่มิอาจตัดกิเลสล้วนเป็นความมืด ข้าเห็นว่าท่านดูตรอมตรม ข้ารู้ว่าตัวข้าเองก็มีความโกรธที่ยากยับยั้งข้าเห็นว่ามนุษย์หลายผู้ดำรงชีวิตอยู่บนกิเลส เช่นนั้นในทุกวัน โลกจึงเริ่มมืดเร็วขึ้นกว่าปกติ”
“เมื่อเจ้ารู้ว่าสิ่งใดคือความมืด เหตุใดจึงมิอาจตัด"
“สิ่งที่ตัดง่ายคือความคิด สิ่งที่มิอาจตัดคือจิตใจความคิดตัดได้ แต่จะตัดใจนั้นยากเย็นแสนเข็ญ ต่อให้มองโลกได้ทะลุปรุโปร่งกว่านี้ มองสรรพสิ่งเป็นดั่งสายลมแต่ใครจะสามารถมองสิ่งที่รักเป็นสายลมได้"
คำกล่าวของฮุ่ยจวินต้องใจบุรุษชรานัก แม้นมันฝึกจิตใจให้สงบปล่อยผ่านทุกสรรพสิ่งทั่วโลกหล้าให้เปรียบดั่งธาตุอากาศ แต่เมื่อต้องสูญเสียคนรัก โลกในใจมันจึงได้มืดเร็วความมืดในใจมันถึงได้รอวันปะทุ ทำให้มันสับสนตรอมตรมยากเลือกเดินทางที่ถูกต้องได้
“แล้วความมืดในใจเจ้าฆ่าคนได้หรือไม่"
บุรุษชรากล่าวถามอย่างจริงจัง
ฮุ่ยจวินมองสบตาของบุรุษชรา
“ความมืดในใจข้า มิได้มีไว้เพื่อฆ่า"
“แล้วมีไว้เพื่อสิ่งใด"
ฮุ่ยจวินตอบโดยที่ไม่ลังเล
“เพื่อปกป้อง"
โดยที่ไม่จำเป็นต้องขยายความ บุรุษชราก็ผงกศีรษะและเข้าใจในทันทีมันที่เจนโลกมามาก เห็นคนมามาก ฟังคำโกหกมามาก เช่นนั้นมันจึงรู้ว่าบุรุษหนุ่มมิได้โกหก
“เช่นนั้นก็ตามข้าต่อไปเถิด"
ฮุ่ยจวินมองบุรุษชรา
“ไปที่ใด"
บุรุษชราทอดสายตาไปยังทิศตะวันออก
“ไปยังที่ที่เจ้าอยากไป”
“ท่านรู้ว่าข้าต้องการจะไปที่ไหน?"
“คนฉลาดเช่นเจ้าย่อมมีที่ไปไม่กี่ที่"
หัวคิ้วของฮุ่ยจวินกดลึก
“ท่านรู้ว่าข้าเป็นใคร"
บุรุษชรายิ้มออก
“พึ่งรู้แจ่มแจ้งก็ตอนนี้"
“รู้แล้วยังจะช่วย?"
“เพราะรู้จึงช่วย ถ้าหากยังไม่รู้นั่นจึงยากจะช่วย"
ตัวตนของบุรุษชรา ฮุ่ยจวินเริ่มที่จะมั่นใจแล้วว่ามันเป็นใครแรกชายหนุ่มรู้สึกตรึงเครียดเป็นอย่างมาก แต่พอได้ประสบกับตัวจริงมันค่อยได้รู้ว่าบุรุษชราผู้นี้แตกต่างจากคนอื่นที่มันเคยประสบมา
“ข้ายังมิได้แสดงหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความจริง"
“ใจคนก็คือความจริง เจ้าได้แสดงจิตใจต่อข้าแล้ว"
คำกล่าวของบุรุษชราดูเมตตาน่านับถือ จนฮุ่ยจวินอดที่จะเลื่อมใสมันขึ้นมามิได้ด้วยตัวตนของบุรุษชราสมควรจะทำตัวสูงส่งเย่อหยิ่ง และแสดงอำนาจเหมือนคนอื่น แต่คนผู้นี้กลับแตกต่างอย่างลิบลับบุรุษชรายังกล่าวต่อ
“ไปกับข้าเจ้าจะปลอดภัย ข้าควบคุมคนบางส่วนได้แต่ก็มีคนบางส่วนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของคนอื่น"
คำกล่าวของบุรุษชราล้วนไม่ผิดเพี้ยน สิ่งนี้ฮุ่ยจวินเข้าใจดีและเพราะเข้าใจดีมันถึงเลือกติดตามบุรุษชราในชุดไว้ทุกข์นี้ไป มันเองพอได้รู้จักบุรุษชรามากขึ้นยิ่งรู้สึกว่าบุรุษชรานี้แตกต่างจากผู้อื่น คนผู้นี้มีคุณธรรมและจิตใจที่เที่ยงตรงจากก้นบึ้งไร้การซ่อนแฝงหรือซ่อนเร้นใด หากคนผู้นี้ไม่ใช่ศัตรู ก็จะเปรียบได้ดั่งมิตรแท้ผู้หนึ่ง
หนึ่งบุรุษหนุ่มหนึ่งบุรุษชรามุ่งหน้าสู่ตะวันออกต่อไปเรื่อยๆพานพบผู้คนระหว่างทาง แต่ผู้คนราวกับไม่เห็นพวกมัน การเดินทางจึงค่อนข้างสะดวก ในระหว่างนี้บุรุษชรายังกล่าวถึงหลักเกณฑ์และสัจธรรมมากมายที่มันประสบมาทั้งชีวิตถ่ายทอดให้ฮุ่ยจวินฟังแรกฟังคำกล่าวฮุ่ยจวินก็รู้สึกเลื่อมใสต่อหลักการเหล่านั้นที่บุรุษชรากล่าวอ้าง แต่พอได้ฟังนานเข้าชายหนุ่มกลับรู้สึกได้ถึงความไม่ธรรมดาและกฎเกณฑ์ที่แฝงในคำกล่าว มันฟังคำของบุรุษชรานำไปไตร่ตรอง ปรับปรุง ขัดเกลาร่วมกับมหาวิถีเจ็ดดาราในกาย ยิ่งทำยิ่งเห็นผล ยิ่งเดินทางตามหลังบุรุษชรามันยิ่งแข็งแกร่งแง่คิดและสัจธรรมหลายอย่างก็แทบทะลุปรุโปร่ง จนถึงตอนนี้มันค่อยรู้ว่าสิ่งที่บุรุษชรากล่าวออกมามิใช่คำพูดธรรมดาแต่มันคือหลักการแห่งวจนะปัญญาอันเป็นหนึ่งในมหาวิถีเทวะวจนะ!
“สี่สรรพธาตุแตกแขนงเป็นเจ็ดธาตุ เจ็ดสรรพธาตุหลอมคืนล้วนเป็นหนึ่ง.…”
บุรุษชราเพียงกล่าวแต่ละประโยคหนเดียวไม่กล่าวซ้ำแต่ฮุ่ยจวินกลับจดจำตรึกตรองแทบไม่ขาดตก สิ่งใดเห็นแนวทางไปต่อมันค่อยยกขึ้นมากล่าวอ้างพลางชี้แนะว่าสมควรเป็นแบบนี้หรือไม่
เห็นสติปัญญาเช่นนี้ของชายหนุ่ม บุรุษชราก็นึกชอบใจตั้งแต่อบรมสั่งสอนคนมา บุรุษหนุ่มผู้นี้คืออัจฉริยะยากพานพบอย่างแท้จริง
“ผู้อาวุโสชี้แนะข้ามากมาย หรือไม่เกรงกลัว….”
“มีสิ่งใดที่ให้กลัว การถ่ายทอดหลักคำสอนคือหน้าที่ไม่ทำจึงเรียกว่าละเลย"
“แต่นั่นมิใช่หลักคำสอนเฉยๆ แน่…”
“ทุกสิ่งล้วนคือคำสอน ข้าถ่ายทอดเพราะอยากมอบแง่คิดในทางกลับกันข้าก็ต้องการแง่คิด ตั้งแต่เด็กจนถึงชรามีใครบ้างกล้าวิจารณ์คำสอนแห่งเทวะ…เจ้าเป็นคนแรกที่กล้ายกความคิดของตนมาสอดแทรกหักล้างหลักการที่สูงส่งตายตัวนี้คำวิจารณ์ของเจ้านับว่ามีเหตุและผล ทำให้หลักการที่ข้าคิดมิตก… ไม่สิ ต้องบอกว่าข้าไม่กล้ามีความคิดที่จะวิจารณ์ ได้เปิดเผยแง่มุมที่คนไม่เคยมองเห็นออกมาสิ่งนี้เจ้าได้ประโยชน์ ข้าเองก็ได้ประโยชน์ เจอคนที่มีสติปัญญาเช่นเจ้า จะปล่อยผ่านเฉยๆก็น่าเสียดาย"
นับแต่ได้พานพบฮุ่ยจวิน เสมือนหนึ่งได้พบสหายรู้ใจความตรอมตรมของบุรุษชราจึงลดทอนลงมาก ทำให้มันได้คิดทบทวนเรื่องราวหลายสิ่ง แม้มีหลายอย่างคิดได้แล้วแต่ทว่าเป้าหมายของมันยังไม่เปลี่ยนแปลง ฟ้าในใจมันยังมืดอยู่ มันยังต้องการที่จะช่วยคนรักเป้าหมายของมันยังอยู่ที่แดนตะวันออก
เช่นเดียวกับฮุ่ยจวิน แม้บุรุษชราเบื้องหน้าจะไม่เอาผิดมันแต่ยังมีคนบางกลุ่มคิดอาศัยเรื่องนี้เอาผิดมัน มันจึงยังต้องไปแดนตะวันออก จนกว่ามันจะแข็งแกร่งเพียงพอเพียงพอจะต่อต้านตัวตนระดับบุรุษชราที่อยู่เบื้องหน้า เมื่อถึงตอนนั้นมันค่อยออกจากแดนตะวันออกก็ยังไม่สายในเมื่อมันยังสัมผัสถึงพลังชีวิตของท่านย่าและพี่น้องบุญธรรมของมันอยู่ พี่น้องร่วมสาบานสหาย รวมถึงคนรู้จักมากมายในแดนตะวันตกก็ยังอยู่ดี มันจึงยังไม่ต้องกังวลใจมากในตอนนี้และในเมื่อสิ่งที่บุรุษชราถ่ายทอดมีประโยชน์ต่อมัน บุรุษชราเองก็ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้เช่นนั้นมันจึงไม่กล่าวขัดสิ่งใดอีก มีหน้าที่วิจารณ์ก็วิจารณ์ ในขณะเดียวกันก็จดจำหลักการณ์ที่ลึกล้ำจากบุรุษชราจนกว่าจะถึงแดนตะวันออก การได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกับบุรุษชราย่อมมีคุณประโยชน์ต่อมันอย่างมิอาจประเมินค่าได้
การเดินทางของคนทั้งสองแม้ต่างจุดประสงค์แต่ที่หมายเดียวกันนิกายเทวะวจนะจะเป็นทางออกสำหรับปัญหาของพวกมัน…