ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 52 พลัดพรากจากลา สุดทนสิ้นหวัง

     

             


              หลังคัตสึรางิจัดการรักษามัตสึบาระให้อยู่ในระยะปลอดภัยได้จนประสบผลสำเร็จแล้วเธอจึงเปิดประตูออกมานั่งใกล้ ๆกับเรย์ซึ่งนั่งก้มหน้าบริเวณหน้าห้องที่ทำการรักษา


              หญิงสาวใช้มือปัดปอยผมของเขาที่ตกมาระหน้าผากให้เด็กหนุ่ม


              ดวงตาของเขาตอนนี้เหมือนคนซึ่งผ่านโลกมามากไม่สมกับดวงหน้าอันอ่อนเยาว์นั้นเลย เพิ่งอายุได้เพียงเท่านี้แต่กลับต้องเผชิญวิกฤตและสูญเสียคนสำคัญไปอย่างโหดร้ายทารุณ


              คัตสึรางิถอดถอนหายใจคิดอย่างเจ็บปวด


              เด็กหนุ่มยังคงตกอยู่ในความเงียบงันเพียงเหม่อมองไปยังกำแพงว่างเปล่าตรงหน้าและเมื่อเอ่ยปากเขาก็พูดด้วยเสียงแผ่วเบาราวกับล่องลอย


              “คุณมัตสึบาระจะไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ”


              กลุ่มของเรย์ถูกชายที่ชื่อว่าไคโดและสมาชิกในกลุ่มพามายังไลฟ์เฮาส์ซึ่งเป็นรังลับใต้ดินของเขตเนริมะภายในมีทั้งยาและอุปกรณ์อย่างเพียบพร้อม


              ‘บันไดมันค่อนข้างชัน ระวังด้วยล่ะตึกนี่มันเก่าเลยไม่มีอะไรหรูหราอย่างลิฟต์ แต่มั่นใจได้ว่าปลอดภัยในระดับหนึ่ง’


              ชายที่ชื่อไคโดกล่าวเตือนแม้ยังสงสัยอยู่บ้างว่าเขากลายร่างเป็น ‘สิ่งนั้น’ได้อย่างไร แต่สำหรับเรย์ตอนนี้แล้ว ทุกอย่างล้วนไม่สำคัญอีกต่อไป


              ไคโดเดินจากไปหลังจากฝากฝังพวกเขาไว้กับคนกลุ่มหนึ่ง


              ไม่ใช่ว่าเธอไว้ใจเหล่าคนแปลกหน้าง่าย ๆแต่เพื่อโอกาสในการรักษามัตสึบาระ เธอนั้นไม่มีทางเลือกและต่อให้พวกเขาคิดร้ายขึ้นมาจริง ๆ เธอก็ไม่เหลือกำลังจะต่อต้านอะไรอีกฝ่ายแล้ว


              แต่ทั้งหมดทั้งมวลอาจเป็นเธอที่ระแวงมากไปเองพวกเขาไม่ได้ยึดอาวุธ หรือแสดงท่าทีคุกคามแต่อย่างใดเมื่อเห็นคนเจ็บก็รีบกุลีกุจอช่วยกันเตรียมสถานที่รักษาให้พวกเธอกันจ้าละหวั่น


              “อืมโชคดีที่พวกเขามีเครื่องมือพร้อม ตอนนี้อาการทรงตัวแล้วล่ะที่เหลือแค่ต้องคอยเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดเท่านั้น”


              “ดีจังเลยนะครับ”


              น้ำเสียงของเรย์สั่นเครือใช้สองมือลูบหน้าไปมาอย่างโล่งใจแสดงออกถึงความตึงเครียดที่เก็บกดไว้ตลอดหลายชั่วโมง


              คัตสึรางิลูบศีรษะเด็กหนุ่มเบาๆ แม้สภาวะจิตใจจะยังไม่ปกติแต่เขาก็ยังคอยเป็นห่วงผู้ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาไม่ต่างจากเดิมหากต้องสูญเสียมัตสึบาระไป จิตใจของเรย์จะต้องยิ่งมืดหม่นเข้าไปอีก


              “นี่ครับชาร้อน ๆ ร่างกายจะได้อุ่นขึ้น”


              เรย์กับคัตสึรางิรับแก้วชากรุ่นไอร้อนที่ชายคนหนึ่งเดินเข้ามายื่นให้อย่างสุภาพ


              “อะ— ขอบคุณมากนะคะคุณโอยามะทั้งเรื่องที่คอยช่วยเมื่อครู่ก็ด้วย”


              โอยามะนั้นเป็นลูกมือคอยช่วยเหลือเธอตอนทำการรักษาให้กับมัตสึบาระ เขาเป็นชายวัยกลางคนตัวเตี้ย ท่าทางนักเลงอยู่หน่อยๆ ผิดกับน้ำเสียงแหบห้าวที่ดูใจดีนั่น


              หญิงสาวพยักหน้าขอบคุณเมื่อเห็นความทุ่มเทและอดทนของอีกฝ่ายตอนช่วยเป็นลูกมือให้เธอในการรักษารู้สึกละอายเล็กน้อยที่เคยรู้สึกระแวงสงสัยพวกเขา


              “ทั้งสองคนควรไปพักสักหน่อยนะหน้าตาพวกเธอทรุดโทรมจนทนดูแทบไม่ได้เดียวทางนี้พวกฉันคอยเฝ้าอาการของเธอคนนั้นให้เองไม่ต้องห่วง”


              คัตสึรางิสั่นหัวเบา ๆในขณะที่เรย์ยังคงก้มหน้าเงียบงันสมองของเขาตกสู่สภาวะขาวโพลนอย่างกับกำลังป้องกันตัวเองจากความสูญเสียที่เกิดขึ้น


              “ฉันยังไหวค่ะ...ว่าแต่ช่วยบอกหน่อยได้ไหมคะ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกคุณทำไมถึงมาหลบซ่อนกันในที่แบบนี้ได้ แล้วทำไมไม่ยอมไปเข้าร่วมกับค่ายอพยพอื่น ๆ”


              เธอยังสงสัยว่าพวกเขาเอาชีวิตรอดกันเองจากพวกสัตว์ประหลาดที่ยังเพ่นพ่านไปทั่วได้อย่างไรด้วยจำนวนคนเพียงเท่านี้ซึ่งที่หลบภัยก็ดูหละหลวมไม่แน่นหนาอะไร


              โอยามะถอนลมหายใจเฮือกใหญ่เมื่อระลึกถึงเรื่องราวในอดีต


              “อ๋อเรื่องนั้นเองน่ะเหรอ ไม่ใช่ไม่เข้าร่วมหรอกนะแต่เดิมทีพวกเราเป็นค่ายอพยพแห่งแรกในเขตนี้ที่ตั้งขึ้นเลยต่างหาก ทว่าสุดท้าย...พวกเราก็ประสบชะตากรรมเดียวกันไม่ต่างจากพวกเธอเท่าไหร่นัก”


              “เอ๊ะ”


              คัตสึรางิเลิกคิ้วอย่างสงสัย


              “พวกเธอมาจากค่ายอพยพที่บรอด์เวย์ซึ่งถูกตีแตกไปแล้วใช่ไหมล่ะ...ไม่ต้องแปลกใจหรอกนะเพราะเจ้าไคโดน่ะเคยเห็นพวกเธอปะทะกับกลุ่มของไอ้สารเลวคุราเบะนั่นมาก่อนหน้านี้ตอนออกไปสืบข่าวหมอนั่นน่ะนะจมูกดีเป็นพิเศษ เขาถึงจำพวกเธอได้และช่วยพามาที่นี่ยังไงล่ะ”


              โอยามะเล่าต่อว่าหลังเกิดเรื่องในคืนวันคริสต์มาสได้ไม่นานพวกเขารวบรวมคนจำนวนมากก่อตั้งค่ายลี้ภัยขึ้นที่โรงเรียนมัธยมต้นแห่งหนึ่งในซากุระได


              และช่วงเวลาที่ต้องออกไปหาเสบียงได้ทำให้พวกเขาพบเข้ากับปีศาจตนหนึ่งซึ่งแปลกประหลาดกว่าตัวอื่นๆ หลังช่วยกันจัดการมันลง ก็พบกุญแจดอกหนึ่งบนศพของมันโดยไม่รู้เลยว่ามีไว้ใช้ทำอะไร มีคุณค่าแค่ไหน


              จนกระทั่งไม่กี่วันหลังจากนั้นคุราเบะได้โผล่มาตามหากุญแจ นำกองกำลังมาถล่มค่ายของพวกเขาจนยับเยินซึ่งภายหลังถึงได้รู้ว่ามีคนแฝงตัวปะปนเข้ามากับกลุ่มผู้อพยพและคอยรายงานความเคลื่อนไหวให้กับพวกมันอยู่ตลอด


              เรื่องราวที่ได้ฟังจากโอยามะทำให้คัตสึรางินึกย้อนไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับย่านบรอดเวย์ช่างคล้ายคลึงกันเสียนี่กระไร


              “ก่อนพวกเธอจะลงมาใต้ดินคงจะเห็นแล้วสินะว่ายังมีคนอาศัยอยู่รอบ ๆ บริเวณนี้น่ะ”


              คัตสึรางิพยักหน้าตอนไคโดพาพวกเธอเข้ามาเธอยังพอสังเกตอยู่บ้างว่ามีการเคลื่อนไหวบริเวณม่านหน้าต่างบางหลังราวกับกำลังถูกสายตามากมายแอบจ้องมองดูอยู่


              ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งบ้านเรือนที่มืดสนิท ทั้งตึกร้านที่แสนสงัดทุกสิ่งอย่างดูราวจะพังทลายลงได้ในทุกวินาที


              ทว่าดวงจันทร์บนฟ้ายังคงส่องแสง


              ในโลกใบนี้ ที่ทุกสิ่งได้ตายลงดูราวกับมีเพียงดวงจันทร์ที่ยังมีชีวิต


              “พวกเราเหลือรอดจากเหตุการณ์เมื่อคราวนั้นไม่มากหรอกบางส่วนก็ถูกช่วยมาได้เหมือนพวกเธอนั่นแหละพวกเราเรียนรู้แล้วว่าสะดุดตาเกินไปยิ่งเป็นเป้าให้ถูกโจมตีเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย จึงเลือกหลบซ่อนอยู่กันอย่างเงียบ ๆไม่รับใครเข้ามาพร่ำเพรื่อ”


              “แต่คงไม่ใช่กับผู้ชายคนนั้นใช่ไหมคะที่สามารถทนอยู่เงียบๆ ได้ ...เพราะฉันเคยได้ยินมาบ้างเรื่องหมาป่าสีดำซึ่งปรากฏตัวตามที่ต่าง ๆ”


              ถึงเธอจะไม่ได้อยู่ในหน่วยสำรวจแต่เรื่องที่กลุ่มของเกนโดถูกหมาป่าสีดำลอบโจมตีอยู่บ่อย ๆก็พลอยได้ฟังจากสมาชิกหน่วยตอนมาเข้ารับการรักษาอยู่บ้าง


              ชายวัยกลางคนเผยรอยยิ้มเศร้า


              “จะบอกว่าหมอนั่นเป็นข้อยกเว้นก็ได้นะเพราะในเหตุการณ์การบุกโจมตีเมื่อครั้งนั้น เขาสูญเสียพรรคพวกคนสำคัญไปมากมายแต่สำหรับฉันแค่เอาชีวิตรอดได้ไปวัน ๆ ก็เต็มกลืนแล้วไม่มีกำลังพอให้ทำอย่างอื่นได้หรอก”


              ไม่ใช่ว่าไม่มีความแค้นแต่ตนนั้นไร้กำลังต่อต้าน แค่ไม่เป็นตัวถ่วงก็ดีแค่ไหนแล้ว


              คัตสึรางิชำเลืองมองแผ่นหลังของเรย์ซึ่งกำลังก้มหน้าราวกับเห็นภาพสะท้อน


              “อะ...ถึงภายนอกจะเห็นเป็นแบบนั้น แต่ไม่ใช่คนไม่ดีหรอกนะหากไม่มีหมอนั่นคอยช่วยสร้างสถานการณ์ดึงความสนใจให้แล้วล่ะก็พวกเราคงอยู่ไม่ถึงกันมาจนป่านนี้ เพราะฉะนั้นไคโดน่ะมีบุญคุณกับพวกเราอย่างมากไม่ว่าจะเรื่องเสบียงอาหาร หรือความปลอดภัย ล้วนได้เขาช่วยไว้ทั้งนั้น”


              โลกของเราดำเนินมาด้วยการพยายามทำเรื่องดีๆ ในสังคมและก็ถูกทำลายไปโดยความตั้งใจที่หลากหลายแต่อาจจะเป็นเรื่องร้ายต่อคนอื่น ๆ


              แต่เมื่อสิ่งร้าย ๆเข้ามาทำลายสิ่งหนึ่งไป สิ่งดี ๆที่พยายามประคองให้คนที่เหลือมุ่งหน้าต่อไปได้ก็จะตามมาเสมอ แม้ว่านั่นจะเป็นเพียงแค่จุดแต้มเล็กๆ บนผ้าใบผืนใหญ่ก็ตาม


              คัตสึรางิรู้สึกเหมือนได้รับการปลอบประโลมเมื่อเธอนั้นเกือบสิ้นศรัทธากับสิ่งที่ได้ชื่อว่า ’มนุษย์’


              “ขอบคุณอีกครั้งนะคะที่ช่วยพวกเราไว้”


              โอยามะคลี่ยิ้มส่ายศีรษะเบา ๆเป็นเชิงปฏิเสธ


              “ฉันรับไว้ไม่ได้หรอกไปขอบคุณเจ้าไคโดเถอะ”

     



              สามวันต่อมา


              เรย์แหงนหน้ามองท้องฟ้าสีคราม ต้นซากุระต้นใหญ่ปลูกไว้ใจกลางลานกว้างกิ่งก้านของมันแห้งเหี่ยวเป็นสีดำ ไม่มีใบไม้สักใบถัดออกไปจากตรงนั้นคือท้องฟ้าซึ่งดูเหมือนจะคงอยู่ชั่วนิจนิรันดร์ บัดนี้กลับปรากฏลายแตกร้าวสีดำทะมึนราวกับพร้อมจะแหลกสลายร่วงหล่นลงมาได้ทุกเมื่อ


              ภายใต้ร่มเงาของแมกไม้ตรงหน้ามีหลุมศพหินทำขึ้นอย่างประณีต ถูกสลักชื่อไว้สามชื่อ


              นี่เป็นหนึ่งในสองสิ่งสุดท้ายที่เขาจะสามารถทำให้กับเพื่อนทั้งสามคนได้


              เรย์ยืนนิ่งต่อหน้าความเดียวดายและความว่างเปล่า


              “โลกนี้มีความเจ็บปวดสองประเภท...คือความเจ็บปวดที่ทำร้ายเรากับความเจ็บปวดที่ทำให้เราเปลี่ยนแปลง”


              เขาเลื่อนสายตากลับลงมาเมื่อได้ยินเสียงทุ้มของชายที่ชื่อไคโดกล่าวขึ้นข้างกายอาจเพราะเป็นสภาวะจิตใจที่กำลังไม่มั่นคงของเขาก็ได้ทำให้ไม่สามารถสัมผัสเสียงฝีเท้าของอีกฝ่ายได้เลยว่ามายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่


              “…คุณอยู่กับมันได้ยังไงครับ”


              ไคโดนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่เหมือนได้ยินคำถามอันไม่คาดคิด แต่ตนนั้นเข้าใจความนัยของคำถามนั้นดีคิดว่าโอยามะคงจะเล่าเรื่องราววของเขาให้อีกฝ่ายฟัง


              “ฉันอยู่ได้...อย่างมีแผลเป็น— เพราะเราไม่สามารถแก้ไขอดีตได้ มีแต่ต้องรับความเจ็บปวดและเสียใจแล้วทนทุกข์ทรมานต่อไปเท่านั้น”


              ไม่ใช่ไม่เป็นไรแค่ก้าวต่อไปเฉย ๆ ต่อให้ทางเดินนั้นคับแคบ โรยเอาไว้ด้วยขวากหนาม


              “ราวกับว่าพระเจ้าไม่มีอยู่จริงชีวิตมนุษย์กลายเป็นของไร้ค่า นั่นคือความจริงสินะครับ...แต่ถ้าเกิดสิ่งนั้นมีอยู่จริง แล้วทำไมถึงไม่เมตตาช่วยเหลือพวกเราบ้างเลยล่ะ”


              เรย์กล่าวเหมือนรำพึงก้มลงวางช่อดอกไม้บนหลุมศพทั้งสาม มีเพียงสองหลุมที่ในนั้นว่างเปล่าเขาไม่พบร่างของเพื่อนอีกสองคนที่เหลือ แม้ว่าจะพยายามออกค้นหาแล้วก็ตามจึงได้แต่ฌาปนกิจร่างของชิโฮะและนำเถ้ากระดูกมาฝังไว้เพียงคนเดียว


              ‘ฉันขอโทษนะ...ที่ต้องฝังเธอไว้อย่างโดดเดี่ยว’


              “ถ้าคำวิงวอนไม่เป็นผลถ้าคำพูดไม่สามารถสื่อไปถึงได้ ก็มีแต่ต้องพึ่งพากำลังของตัวเองเท่านั้น”


              น้ำเสียงของไคโดทั้งเด็ดเดี่ยวและแข็งกร้าวชวนให้เขานึกถึงเพื่อนคนสำคัญอีกครั้ง หากเป็นหมอนั่นก็คงจะกล่าวแบบเดียวกันนี้


              “...นั่นสินะครับ”


              เรย์ตระหนักได้ว่าความคิดของตนนั้นอ่อนหัด


              และความอ่อนหัดทำให้เขาต้องสูญเสีย


              เมฆบาง ๆ ลอยอยู่บนท้องฟ้าโดยไม่ไหวติงราวกับโค้งคำนับลงมาเบื้องล่าง สายลมพัดผ่านหมู่ไม้อย่างแผ่วเบาเหมือนกำลังกล่าวคำรำลึกให้พวกมันฟัง


              พวกเขาทั้งคู่ต่างยืนสงบเงียบเพื่อไว้อาลัยแด่ผู้วายชนม์อยู่พักหนึ่งจนไคโดซึ่งเห็นว่าสมควรแก่เวลา จึงได้เอ่ยถามขึ้น


              “คุณโอยามะบอกกับฉันแล้วว่านายอยากจะไปด้วย”


              เนื่องจากไคโดได้ข่าวเรื่องการเตรียมการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของกลุ่มคุราเบะเพื่อรวบรวมกุญแจดอกสุดท้าย ไคโดจึงตัดสินใจใช้โอกาสนี้มองหาโอกาสตลบหลังพวกมัน


              เรย์ซึ่งได้ยินเรื่องราวเหล่านี้จากโอยามะเขาจึงวานขอให้ช่วยติดต่อกับไคโดเพื่อที่ตนจะขอเดินทางไปด้วยในเมื่อหมอคัตสึรางิได้อยู่ในที่ปลอดภัย ส่วนอาการของมัตสึบาระนั้นดีขึ้นตามลำดับแม้จะยังไม่ฟื้นก็ตาม


              แค่นี้ตนไม่เหลืออะไรให้ต้องพะวงหลังอีกต่อไป


              “ครั้งนี้อาจไม่ได้กลับมาเตรียมใจแล้วใช่ไหม”


              เมื่อได้ยินคำถามเรย์หลุบตาลงนึกย้อนกลับไปถึงคำพูดของคัตสึรางิ ซึ่งพยายามขอให้เขานั้นเปลี่ยนใจ


              ‘ฉันไม่ได้บอกให้เธอยกโทษให้แต่ถ้าเธอยังเลือกที่จะแก้แค้นต่อไป สักวันหัวใจของเธออาจแตกสลายและเป็นเหมือนมนุษย์พวกนั้นที่พรากทุกอย่างไปจากเธอ …ดังนั้นเธอเลือกเองได้’


            สักวันทุกคนต้องจบชีวิตลง


            แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ไม่อยากให้ใครต้องตาย


            ไม่ว่าเรย์ มัตสึบาระ หรือใครก็ตามซึ่งตายไปต่อหน้าเธอ


            ‘เพราะถูกช่วงชิง เพราะสูญเสียไปแล้วเลยไม่สามารถวาดหวังสิ่งเดียวกันในอนาคต ไม่รู้ว่าควรมุ่งไปสู่อนาคตแบบไหนพอคิดแบบนั้นแล้ว... มันน่าเศร้านะ’


              ถึงหมอคัตสึรางิจะพูดไว้แบบนั้น ใช่แล้วถึงมันจะเป็นเรื่องน่าเศร้าทว่าเขาได้ตัดสินใจเลือกที่จะทำมัน


              “ครับ ผมตัดสินใจแล้ว”


              เรย์พยักหน้าเตรียมใจอย่างหนักแน่นผ่านความเจ็บปวดทรมานถึงเพียงนั้น หลังเห็นพวกพ้องข้างกายตายจากไปเขาก็ได้เตรียมใจว่าพรุ่งนี้อาจถึงคราวของตัวเอง และต่อให้ไม่ใช่พรุ่งนี้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง— เขาจะตามทุกคนไปอย่างแน่นอน เพราะการอยู่อย่างโดดเดี่ยวการอยู่โดยไม่มีสิ่งใดช่วยค้ำจุน มันช่างทรมานเหลือเกิน


              “พวกมันสมควรได้รับรู้ถึงความรู้สึกเจ็บปวดนี้...จะให้พวกมันได้ชดใช้”


              ถ้าเขาแข็งแกร่งมากกว่านี้โหดเหี้ยมได้มากกว่านี้ เขาอาจไม่ต้องเสียใครไป


              แต่ในโลกนี้ไม่มีคำว่า ‘ถ้า’ สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วไม่สามารถเปลี่ยนแปลง


              มีสิ่งหนึ่งที่เขาตัดสินใจไว้แล้ว


              จะไม่ยอมรับความตายของใครอีกต่อไป


              ถ้าเรื่องเช่นนั้นคือชะตากรรมที่ยัดเยียดมาหาเขาแล้วละก็


              ถ้าต่อต้านแล้วความตายจะมารอรับตนแล้วละก็


              อย่างน้อยก็ขอตายอย่างแข็งขืนให้ถึงที่สุดเถอะ


              แต่ก่อนจะถึงตอนนั้นเขายังมีหนึ่งในสองสิ่งสุดท้ายที่เหลือ ซึ่งต้องทำด้วยตัวเอง


              เพราะยังไงซะตนจะใช้ชีวิตที่ได้รับโอกาสมา ชำระหนี้เแค้นพวกมันให้หมดทุกคน

     

    คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน ที่คุณอ่าน