ในเมื่อพูดไปตามที่คิดไม่ได้จึงบอกแค่เพียงว่า “เห็นทีเร็ว ๆ นี้ ฮูหยินรองคงจะมีข่าวดีกระมัง”
มู่หรงเซียวเอ่ยไปเช่นนั้นตามประสาแต่กลับกลายเป็สร้างความวิตกกังวลให้เหออันเหลียนที่ไม่เคยร่วมเตียงกับรองแม่ทัพหยางจริง ๆ เสียอย่างนั้น นางเหงื่อตก แววตาหลุกหลิกราวกับกำลังครุ่นคิดแผนการ
พลันใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็ยิ้มแย้ม ไม่ว่าอย่างไรนางก็จะทำให้คำพูดที่เหมือนไม่เชื่อกลายเป็จริงขึ้นมาให้ได้
“ขอบคุณที่ฮูหยินอวยพร ข้าเองก็หวังว่าฮูหยินจะมีข่าวดีเช่นกัน” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานแต่กลับแอบถามหมอที่ตรวจอาการมู่หรงเซียวแล้วได้รู้ความจริงว่าร่างกายฮูหยินอาจไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้ตลอดชีวิต
“อืม… ได้ยินเสียงเด็ก ๆ วิ่งเล่นด้วยกัน จวนแห่งนี้คงจะมีชีวิตชีวามากขึ้น” มู่หรงเซียวจำภาพของหยางหยางได้ นางยิ้มละมุนทุกครั้งที่นึกถึงราวกับตัวละครนี้คือบุตรชายแท้ ๆ ของตนเอง
ท่านแม่ ข้าอยากกินลูกกวาดแต่ท่านพ่อบอกว่ากินมากไปไม่ดี ท่านพ่อดุข้าด้วย ฮือ…
ท่านแม่ ข้าเก็บดอกไม้มาเต็มตะกร้า ท่านแม่ชอบหรือไม่
ท่านแม่ ข้าต้องไปเรียนที่ต่างเมืองเกือบปี รักษาสุขภาพด้วยนะขอรับ
ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้ว ข้าคิดถึงท่านแม่เหลือเกิน
ภาพของหยางหยางทุก่วัยปรากฏในความคิด ดึงมู่หรงเซียวเข้าสู่ภวังค์ความสุขที่พัดผ่านมาโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงสดใสของเขาทำให้หัวใจเต้นตึกตัก ความสุขก่อตัวในใจทีละนิดจนนึกอยากให้ภาพที่เห็นเป็ความจริงโดยเร็ว
“ฮูหยิน เ้าฟังข้าอยู่หรือไม่” เสียงเหออันเหลียนเรียกสตินางกลับมาสู่ความเป็จริง
“เ้าพูดว่าอันใดหรือ”
“ฮูหยินรู้หรือไม่ว่าท่านพี่เชิญคุณหนูเสิ่นมาทานข้าวที่จวนในคืนชมจันทร์” เหออันเหลียนเอ่ยถามพร้อมจุดชนวนให้คนตรงหน้าหึงหวง
“อย่างนั้นหรือ” สีหน้าเศร้าสร้อยที่แสดงออกเป็เพราะเสียดายที่จะไม่ได้ไปฟังกู่ฉินที่หอราตรีแต่เหออันเหลียนเข้าใจผิดคิดว่านางเสียใจ
“ท่านพี่คงยังมีใจให้นาง” หญิงสาวพูดออกมาเช่นนี้เพื่อทำลายความรู้สึกอีกฝ่ายแต่กลับกลายเป็สร้างความไม่พอใจให้ตัวเองมากกว่า
ทันใดนั้น หยางเสวี่ยเฟยปรากฏตัวขึ้น เขาเดินเข้ามายืนใกล้ฮูหยินรองแล้วโอบเอวนางไว้ ดวงตาดำขลับจ้องมู่หรงเซียวอย่างมีเลศนัย
“ท่านพี่ ข้าเพิ่งบอกฮูหยินว่าท่านพี่จะเชิญคุณหนูเสิ่นมาที่จวนเ้าค่ะ” น้ำเสียงหวานยังคงออดอ้อนกอดเอวชายหนุ่ม ซบใบหน้าอิงแอบ รอยยิ้มกว้างดูไม่จริงใจเอาเสียเลยจนมู่หรงเซียวแทบทนดูไม่ได้เพราะขัดหูขัดตากับการเสแสร้งยิ่งนัก
“ข้าคิดอยากทำสิ่งใด คงไม่ต้องขออนุญาตฮูหยินกระมัง” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงประชดประชัน หากทำหน้ามุ่ยได้คงทำไปแล้ว กระนั้นสายตายังคงจ้องมู่หรงเซียว
“พูดอย่างกับก่อนหน้าเคยขออนุญาตข้า” นางเพียงพูดพึมพำแต่คนตรงหน้ากลับได้ยินชัดเจนแล้วชักสีหน้าไม่สบอารมณ์ ฟืดฟาดเหมือนคนไม่ได้ดั่งใจ
“เฮอะ…” หยางเสวี่ยเฟยแสยะยิ้ม “ข้าหวังว่าฮูหยินจะช่วยเตรียมงานให้เรียบร้อย อย่าได้ทำให้แขกของข้าไม่พอใจ”
“รองแม่ทัพอย่าได้กังวลไปเลย ถึงอย่างไรข้าก็เต็มใจทำทุกอย่างให้แขกของท่านพึงพอใจอยู่แล้ว” คนตรงหน้าไม่ยอมแพ้ นึกอยากพูดอะไรก็ไม่ค่อยเก็บไว้ในใจเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา บุคลิกค่อนข้างผิดแปลกไปจากนิยาย
ทว่า หยางเสวี่ยเฟยไม่เคยสนใจมู่หรงเซียวอยู่แล้ว ไม่ว่าจะทำตัวเรียบร้อยเหมือนกุลสตรีหรือเถียงคำไม่ตกฟากย่อมไม่ต่างกัน
ร่างสูงแกะมือที่เหออันเหลียนที่โอบกอดออกแล้วเดินเข้าหามู่หรงเซียว สีหน้าเยือกเย็นแต่ดวงตาสีทับทิมเองก็แข็งกร้าวพร้อมรับมือเช่นกัน
“ข้าจะคอยดู” เขากระแทกเสียงพูดแค่เพียงเท่านั้นแล้วสะบัดหน้าเดินออกไปนอกจวน
คนที่รู้สึกขนลุกซู่กับการกระทำแสนเ็าของรองแม่ทัพหยางก็คือเหออันเหลียน นางเคยชินกับการผลักไสไล่ส่งของเขาแต่ยังไว้หน้ากันบ้างจึงไม่คาดคิดเลยว่าบุรุษแสนสุภาพอย่างเขาจะทำนางสั่นกลัวได้
ทั้ง ๆ ที่คำพูดดูแสนธรรมดา แต่น้ำเสียง แววตาและท่าทางที่เขาปฏิบัติต่อมู่หรงเซียว มองจากที่ไกล ๆ ก็รู้ว่าเกลียดชัง หญิงสาวแสยะยิ้มเพราะรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่า
ตอนที่ได้ยินว่าเขาแต่งงาน ร่วมเตียงกับมู่หรงเซียว ทั้งยังทำทีหวานชื่นเหมือนคู่รักข้าวใหม่ปลามันก็แอบคิดว่าหยางเสวี่ยเฟยถูกนางล่อลวง
ครั้นเวลานี้ได้อยู่ใกล้ชิดและัับรรยากาศภายในจวนแล้วก็คิดได้ว่าเขาเพียงทำตามพระราชโองการเท่านั้น หาได้มีใจรักบุตรสาวแม่ทัพใหญ่เสียหน่อย
“ฮูหยิน ไม่ต้องกังวลไปหรอก ข้าจะคอยช่วยเ้าจัดการงานให้เรียบร้อยเอง” เหออันเหลียนกล่าวด้วยสีหน้าแกล้งอ่อนโยน “ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนดุไปหรอก ข้าเชื่อว่าท่านพี่ไม่ได้ใจร้ายถึงเพียงนั้น ข้าเองต่อให้เคยทำให้ท่านพี่ไม่พอใจก็ไม่เคยพูดด้วยน้ำเสียงเ็าอย่างเมื่อครู่เลย”
“ขอบคุณที่ฮูหยินรองเป็ห่วงแต่ว่าข้าชินแล้ว ข้ารู้ว่าเขาเกลียดข้ามากเพียงใด” คนดื้อดึงเล่นไปตามบทบาทของตัวละครที่น่าสงสาร “ข้าเพียงหวังว่าวันหนึ่งท่านพี่จะหันมองข้าบ้าง”
“ฮูหยิน คนที่ไม่รัก ทำอย่างไรก็คงไม่รักง่าย ๆ ฮูหยินอย่าเพิ่งท้อใจไปเลย” เหออันเหลียนมองหน้าหญิงสาวพลางถอนหายใจเล็กน้อย “คนไม่รักต่อให้ทำดีสักแค่ไหนก็คงไม่รักอยู่ดี”
“อืม คงจะเป็จริงอย่างที่เ้าพูด ใจของเขามีเพียงเสิ่นอวี้หลาน ต่อให้พยายามสักเท่าไรก็ไม่อาจเปลี่ยนใจเขาได้หรอก”
เมิ่งเซียงที่ยืนอยู่ไม่ไกลได้ยินสิ่งที่เ้านายพูดก็รู้สึกว่าเป็บทสนทนาที่แปลกระคน เหมือนจะให้กำลังใจปลอบใจกันแต่กลับทิ้งท้ายด้วยเข็มทิ่มแทงใจเสียอย่างนั้น
สายตาของนางมองคนตรงหน้า หาร่องรอยความอ่อนไหวที่ซ่อนอยู่ในนั้นแต่กลับเห็นเพียงความสดใสมีชีวิตชีวา หากไม่ใช่เพราะอยู่ด้วยกันมานานคงไม่มีทางแยกออก
“เช่นนั้นข้าขอตัวไปจัดการงานที่เขาสั่งก่อน ข้าไม่อยากถูกเขาว่ากล่าวอีกแล้ว ใจข้าเ็ปจริง ๆ” มู่หรงเซียวตีหน้าเศร้าแล้วจากไปพร้อมบรรยากาศหม่นหมองจนเหออันเหลียนยิ้มกว้างเหมือนได้กำจัดศัตรูหัวใจไปอ้อม ๆ
ในเมื่อยืนยันได้แล้วว่าหยางเสวี่ยเฟยเกลียดนาง ดังนั้นคนที่เป็เป้าหมายต้องกำจัดให้พ้นทางก็คือเสิ่นอวี้หลาน หญิงสาวจึงคิดวางแผนปั่นป่วนความสัมพันธ์ในคืนชมจันทร์
คืนนั้นมาถึง
หยางเสวี่ยฮวารู้สึกดีใจนักที่พี่สาวคนโปรดตอบรับคำเชิญมาทานอาหารร่วมกันที่จวน นางรู้สึกเบื่อที่ต้องเห็นหน้าพี่สะใภ้ที่ไม่้าถึงสองคนอยู่ในเรือนเดียวกัน ไม่ว่าจะทำอะไรก็รู้สึกขัดใจไปหมดแต่ไม่มีใครให้ระบายความในใจด้วย
“ท่านพี่อวี้หลานมาแล้วหรือเ้าคะ” นางเอ่ยทักทาย แววตาเป็ประกายรีบวิ่งมาหาอีกฝ่ายทันที
“เสี่ยวฮวา ข้ามีของขวัญมาให้เ้าด้วย” เสิ่นอวี้หลานยังคงใจดีกับเด็กสาวอยู่เสมอ นางยื่นกล่องเครื่องประดับเล็ก ๆ ให้แล้วรอดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย
ต่างหูไข่มุกชั้นดีดูจะถูกใจหยางเสวี่ยฮวายิ่งนัก นางเอ่ยขอบคุณผู้เป็พี่สาวแล้วชวนไปนั่งในศาลาใหญ่
“เหตุใดจึงนั่งตรงนี้เล่า” คุณหนูเสิ่นเอ่ยถามเพราะที่ตรงนี้ควรจะเป็ที่ของฮูหยินเอกเพราะอยู่ติดกับรองแม่ทัพหยาง ไม่ใช่ที่ของแขกอย่างนางเสียหน่อย
“คุณหนูเสิ่นอย่าได้ถือสาไปเลยเพราะว่าคุณหนูเป็แขกคนสำคัญของรองแม่ทัพจะให้นั่งอยู่ที่ไกลโพ้นได้อย่างไร” มู่หรงเซียวที่เป็คนจัดที่นั่งเอ่ยตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแต่เหออันเหลียนกลับเข้าใจผิดเหมือนเคยว่านางฝืนใจทำเพราะกลัวหยางเสวี่ยเฟยไม่พอใจแล้วเกลียดตัวเองมากกว่าเดิม
“แต่ว่าข้า…” ดวงตาสีอำพันคิดคัดค้านแต่เ้าของจวนโผล่มาพอดี “อวี้หลาน... เ้านั่งข้างข้าก็ดีแล้ว เหตุใดต้องทำตัวห่างเหิน เราสองคนหาใช่คนอื่นคนไกลเสียหน่อย”
ชายหนุ่มไม่พูดเปล่าแต่ขยับเข้ามาใกล้แล้วจับที่ปิ่นปักผมหยกรูปดอกอวี้หลานที่นางประดับบนเรือนผมในวันนี้ก่อนจะเชิญให้นั่งลงข้างกัน
มู่หรงเซียวจำได้ว่าเป็ปิ่นที่เขาซื้อให้นางจึงกรอกตาแวบหนึ่งแล้วมองไปทางอื่น รู้สึกหมั่นไส้กับการกระทำของเขาโดยไม่รู้ตัวแต่ไม่แสดงอาการอันใดออกไป
นอกเหนือจากนั้นยังจัดที่นั่งให้เหออันเหลียนอยู่ข้างเขาอีกด้วย ตั้งใจทำอย่างนั้นเพราะนางจะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายกับตัวเองแล้วนั่งลงที่ถัดไปโดยไม่รีรอ
เวลานั้น ใครใคร่จะพูดคุยสนทนาด้วยความหลงใหลใคร่รักก็ตามใจ มู่หรงเซียวคีบอาหารเข้าปากแล้วชมจันทร์พลางนึกถึงเสียงกู่ฉินในใจอย่างมีความสุข
“พี่เมิ่งเซียง ฮูหยินเป็อันใดหรือไม่ วันนี้ไม่ค่อยพูดจา เอาแต่กินอย่างเดียว” เสิ่นจื้อเหลียงที่ยืนอยู่ไม่ไกลถามคนข้างกาย
เมิ่งเซียงพอจะเข้าใจความคิดเ้านายบ้างแล้วจึงพูดว่า “ไม่ว่าคุณหนูจะรู้สึกอย่างไร ข้าจะเป็คนคอยอยู่เคียงข้างเอง”
“…”
“เฮ้อ… เ้าเห็นดวงจันทร์หรือไม่”
“ขอรับ” เด็กหนุ่มตอบทันใด แล้วนึกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับที่เขาพูดอย่างไร
“ฮูหยินเศร้าเพราะอดไปหอราตรีต่างหาก ข้าได้ยินมาว่าคืนนี้เซียงเซียงจะมาเล่นกู่ฉินที่นั่นด้วย” เมิ่งเซียงพูดอย่างนี้เพราะรู้ใจเ้านาย คืนดวงจันทร์เต็มดวงควรจะต้องได้ฟังเสียงไพเราะแต่กลับต้องมาติดอยู่ที่นี่เสียอย่างนั้น
ขณะที่อีกฝากหนึ่ง เหออันเหลียนพยายามเอาใจรองแม่ทัพหยางเป็พิเศษ นางรินสุราเติมให้เขาไม่มีขาดราวกับ้ามอมให้เขาเมามาย ส่วนเสิ่นอวี้หลานก็พูดไปยิ้มไปอย่างมีความสุข
“ท่านพี่” หยางเสวี่ยฮวาสะกิดเรียกคนที่เมามายจนหน้าแดง เวลานี้แทบไม่มีสติแต่มือข้างหนึ่งกลับคว้าเอวเหออันเหลียนเข้ามากอด
“รองแม่ทัพคงจะเมามากแล้ว ฮูหยินรองพาเขาไปพักเถิด” สิ้นคำพูดของมู่หรงเซียว ใบหูของหยางเสวี่ยเฟยแดงก่ำจนลามมาถึงคอ พลันหญิงสาวรู้สึกได้ถึงแรงกดทับบางอย่างที่แผ่ออกมาจากเขาคนนั้นแต่เพราะอีกฝ่ายหลับตาพริ้มเหมือนหลับใหลจึงไม่คิดว่าเขาจะแผ่รังสีโเี้มาให้นาง
จู่ ๆ หยางเสวี่ยเฟยลืมตาโพลงแล้วคว้าร่างบางของเหออันเหลียนมาแนบชิดพูดว่า “เสี่ยวฮวา ข้าฝากอวี้หลานไว้กับเ้าด้วย”
“เ้าค่ะ” เด็กสาวตอบด้วยสีหน้าไม่พอใจที่เห็นเขาอยู่ใกล้ชิดกับคนที่ไม่ชอบหน้าแล้วรีบพาเสิ่นอวี้หลานกลับเรือนของตัวเองเพราะถึงอย่างไรนางก็มักจะมาพักผ่อนที่นี่เป็ประจำ
ครั้นเหลือกันอยู่สามคน มู่หรงเซียวจัดแจงสั่งบ่าวรับใช้ให้เก็บข้าวของ ไม่แม้แต่จะมองสองคนที่ตัวติดกันก่อนจะได้ยินเสียงเข้มพูดอย่างเฉพาะเจาะจงราวกับอยากให้ใครได้ยิน
“อันเหลียน เ้าพาข้ากลับห้องได้หรือไม่ คืนนี้เราสองคน…” เขาหยุดพูดชั่วขณะ ดวงตาสีดำขลับมองไปยังเบื้องหน้าที่กำลังหยุดนิ่งด้วยความรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
“ท่านพี่…” นางเขินอายหน้าแดงเพราะคิดว่าสุราหมักอย่างดีได้ผลยิ่งนักจึงคิดพาเขาเข้าห้องร่วมสังวาสอย่างที่ใจหวังเพื่อทำให้แผนการที่วางไว้กลายเป็จริง
“อันเหลียน… รีบไปกันเถอะ ข้าไม่ไหวแล้ว” หยางเสวี่ยเฟยพูดเสียงดังขึ้นกว่าเดิม แทนที่จะเดินลัดไปอีกทางกลับอ้อมโต๊ะมายังฝั่งมู่หรงเซียว ครั้นอยู่ห่างเพียงคืบกลับพูดว่า “กลิ่นกายเ้าหอมยิ่งนัก คืนนี้ข้าจะทนได้อย่างไร” ทำเอาร่างบางขนลุกซู่ เสียวหลังคอเพราะเหมือนเขายืนอยู่ใกล้และพูดกับตัวเองจึงหันไปมอง
สายตาเหออันเหลียนแวววาวเพราะคิดว่าจะสมหวัง ส่วนอีกคนแข็งกร้าวและเคืองโกรธ
เหตุใดจึงมองข้าเช่นนั้นเล่า ข้าไม่ได้รั้งเ้าไว้เสียหน่อย อยากไปทำอะไรก็ตามใจเถอะ แต่ว่า... หยางเสวี่ยเฟย เ้าแกล้งเมาหรอกหรือ คิดจะทำให้ข้าเสียใจเพราะนึกว่าเ้ากับนางมีสัมพันธ์เร่าร้อนหรือ แต่เ้าคงลืมไปว่าคืนนี้เสิ่นอวี้หลานพักอยู่ที่จวนสินะ เฮ้อ… หากนางเข้าใจเ้าผิด ความดีความชอบลดลง ข้าไม่รู้ด้วยแล้ว...
ข้าพนันหนึ่งถุงทองเลยว่าเ้าเข้าไปในห้องนางแล้วต้องแกล้งหลับอย่างแน่นอน
มู่หรงเซียวคิดอย่างนั้นไม่รู้เป็เพราะเหตุใดแต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในห้องนอนของเหออันเหลียนกลับเป็อย่างที่นางคาดคิดไว้เพราะทันทีที่หัวถึงหมอน หยางเสวี่ยเฟยก็ทิ้งตัวลงราวกับหลับใหลจนปลุกอย่างไรก็ไม่ตื่น ทิ้งให้เหออันเหลียนหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่คนเดียวแล้วคิดหาทางแก้แผนการที่จะทำให้ตัวเองท้องลูกของเขาในเร็ววันให้ได้ นางแสยะยิ้มเมื่อนึกได้ว่ารู้จักเถ้าแก่ร้ายสมุนไพรจึงคิดจัดการหยางเสวี่ยเฟยให้อยู่หมัดด้วยการหลอกเขากินยาปลุกกำหนัด