อรุณเบิกฟ้า นกกาโบยบิน ต้อนรับเช้าวันใหม่เสียงเจื้อยแจ้วตามท้องถนนดังมาแต่ไกล เด็กส่งหนังสือพิมพ์ปั่นจักรยานพร้อมกับโยนม้วนหนังสือพิมพ์ข้ามรั้วบ้านกลิ่นอบขนมปังใหม่ลอยออกจากร้านเบเกอรี่ เ้าของร้านออกมากวาดหน้าร้าน พนักงานร้านขายเสื้อผ้ากำลังเช็ดกระจกผู้ชายที่กำลังออกมาเดินเล่นจากสวนสาธารณะ หญิงชราที่ออกมาเดินจูงหมา
บรรยากาศวันใหม่ของชุมชนเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนถึงแม้จะมากด้วยผู้คน แต่กลับน่าอยู่ สร้างความตื่นตาตื่นใจกับคนต่างชาติอย่างเธอ เมื่อวานหลังจากมาถึงโรงแรมพวกเธอก็มัวแต่วุ่นวายกับเช็คสัมภาระจนถึงดึกแล้วสุดท้ายก็สลบมอดกันทั้งสอง จีเซลยืนรับลมที่หน้าต่างห้องพัก พลางกวาดสายตาสำรวจคนเมืองนอร์ติกาเริ่มสายแล้วผู้คนถยอยออกมาใช้ชีวิต แต่ใครบางคนก็ยังไม่ลุกออกจากที่นอน
“เช้าแล้วนะ ตื่นได้แล้ว”
จีเซลพูดพลางมองไปยังเพื่อนสาวที่นอนแผ่อยู่บ้านเตียงอย่างสบายใจ
ดูมันทำเข้า คิดว่ามาเที่ยวรึไง
เมื่อพิจารณาแล้วคิดว่า ถ้าปล่อยให้มันนอนนานกว่านี้คงได้พากันสายแน่ ๆ จีเซลขว้างหมอนใกล้ตัวปาใส่ไอ้คนนอนสบาย แต่กลับไม่ได้ทำให้มันสะทกสะท้านแม้สักนิดจีเซลถอนหายใจ ก่อนจะเพ่งสมาธิบังคับสายลมรอบตัว โบกมือรียก แล้วพุ่งใส่เพื่อน
คนหลับสบายโดนหอบลมชนจนกลิ้งตกเตียงดังโครมจนต้องตื่นขึ้นมาดูคนที่ปลุกเธอแบบป่าเถื่อน มือเรียวเสยผมดำยาวที่ปรกหน้า ก่อนจะเอ่ยปากด่าเพื่อน
“อะไรวะ คนจะหลับจะนอน”
“เช้าจนจะสายแล้วเดี๋ยวก็ไปไม่ทันกันพอดี”
“ให้นอนต่ออีกนิดก็ไม่ได้ไม่สายหรอกน่า”
“เมื่อวานก็นอนบนรถไฟมาตั้งเยอะแล้ว”
ข้ออ้างนอนต่อของคนขี้เซาฟังไม่ขึ้น แซมเป่าปากพ่นลมเบาๆ บ่งบอกถึงความไม่ได้ดั่งใจ ไอ้เราก็แค่อยากจะกวนบาทา แต่ดูฝ่าาไม่มีอารมณ์จอยด้วยเลย
แซมลุกขึ้นยืดตัวยืดแขนเรียกเสียงกระดูกดังเก๊าะแก๊ก สะบัดผ้าห่มที่ลงมากองอยู่พื้น
“เราต้องไปกี่โมง”
“ก่อน 10 โมง ไม่งั้นคนเยอะวันนี้วันสุดท้ายแล้วด้วย ถ้าไม่ลงทะเบียนภายในวันนี้ เราไม่ได้เรียนต่อที่นี่แน่ๆ”
แดดยามสายที่สอดส่องลงมายังพื้นอิฐสีน้ำตาลแดงสายลมพัดเอื้อย ๆ พอให้คลายร้อนได้ ในเมืองนอร์ติการ์ตอนนี้กำลังวุ่นวายได้ที รถม้าวิ่งสวนกันไปมาบนถนนในเวลานี้พลุกพล่านคนเดินสวนกันไปมา เด็กสาวต่างชาติสองคนกำลังง่วนกับการดูแผนที่เพราะรู้สึกว่าพวกเธอคงจะเดินเลี้ยวผิดซอยเป็แน่
“ถูกซอยแล้วเลี้ยวตรงหัวมุมเมื่อกี้ ออกมาเราก็จะเจอประตูโรงเรียน”
“ผิดแล้วนี่ไม่เห็นอะไรที่ดูเหมือนรั้วโรงเรียนด้วยซ้ำ”
แซมหันมองซ้ายขวาหาสถานที่ที่ควรจะตรงกับแผนที่ ส่วนจีเซลยังคงงมกับแผนที่ในมืออย่างไม่ยอมแพ้จะให้คนอย่างเธอมายอมแพ้กับเื่หลงทางงั้นหรอ แซมปลงกับการนำทางของเพื่อนเพราะตัวเองดันเป็คนสาย เลยไม่อย่าจะเถียงมัน ยอมให้มันนำ แต่ลืมนึกไปเลยว่าจีเซลหลงทางเก่งถึงขั้นมีแผนที่ในมือก็ยังหลงได้
เมื่อก้มมองนาฬิกาพกก็ตั้งสินใจได้ว่าหาเองต่อไปคงไปไม่ทันแน่ ๆ แซมถอนหายใจอีกรอบแล้วกวาดตามองผู้คนที่คิดว่าจะอัธยาศัยดีพอให้คนต่างถิ่นถาม
“เฮ้ลุง พอดีพวกเราหาโรงเรียนนวอร์พิกซิสอยู่น่ะ”
ลุงท่าทางใจดีที่ร้านขายหนังสือพิมพ์กำลังจัดแผงหนังสือที่เรียงรายอยู่เงยหน้าขึ้นมาตามเสียงแจ๋วๆ ของสาวน้อยต่างชาติ
“อ้อไอ้หนูหลงทางหรอ ดูท่าเป็นักเรียนใหม่มาสมัครล่ะสิ”
แซมยิ้มแหย แล้วพยักหน้ารัวๆ
“เห็นรถรางสายสองนั่นไหมขึ้นรถรางสายนั้นเลย เดี๋ยวมันก็ผ่านไปส่งพวกหนูที่หน้าโรงเรียนพอดี”
ลุงชี้นิ้วไปยังรถรางที่จอดนิ่งอยู่ถัดจากร้านไปเล็กน้อยแซมขอบคุณลุง แล้วลากคนหลงทางกับแผนที่ไปขึ้นรถรางทันที
รถรางสายสองวิ่งตามรางมาจนถึงจุดหมายของทั้งสองแซมโดดลงมายืนบนพื้นอิฐทางเดิน พร้อมกับมองไปยังฝั่งตรงข้าม โรงเรียนนวอร์พิกซิส สถานที่ที่รับสอนทั้งผู้มีเวทมนตร์แต่กำเนิดและผู้ไม่มีเวทมนตร์ในการศึกษาระดับปลาย โรงเรียนที่มีชื่อเสียงเื่สอนวิทยาการและเวทมนตร์รวมกันได้อย่างลงตัว แต่สิ่งที่เป็ข้อจำกัดอันยิ่งใหญ่ คือรับเฉพาะนักเรียนที่จบจากโรงเรียนระดับต้นในเครือข่ายเท่านั้นรับโดยไม่ต้องสอบเข้า ขอเพียงนักเรียนที่จบจากโรงเรียนในเครือข่ายสนใจมาสมัครเรียนต่อในระดับปลาย
ประตูรั้วเหล็กที่เปิดอ้าต้อนรับนักเรียนใหม่บนประตูมีสัญลักษณ์ตัว N บ่งบอกว่าเป็ประตูทิศเหนือรั้วที่ทอดยาวออกไป บนยอดประดับด้วยธงสีดำและขาว ซึ่งเป็สีประจำโรงเรียนพร้อมกับสัญลักษณ์รูปเข็มทิศ มีหัวลูกศรชี้ไปยังทิศทั้งสี่ N E W S ธงสีดำสะบัดลู่ไหวไปตามแรงลม เหมือนกำลังยินดีต้อนรับนักเรียนน้องใหม่ในปีการศึกษานี้
มองเข้าไปจะเห็นผู้คนกำลังเดินเข้าออกมีแถวคนที่ต่อยาวจนเกือบจะออกมานอกโรงเรียน มีคนหนุ่มสาวใส่ชุดยูนิฟอร์มโรงเรียน เสื้อสูทนอกสีดำขลิบขอบขาวปักตราโรงเรียนที่อกซ้าย ป้ายชื่อสีเงินที่อกขวา ประดับด้วยกระดุมเงิน เสื้อนักเรียนด้านในเป็สีขาวนักเรียนชายผูกเทคไทสีดำลายขาว พร้อมปักตราโรงเรียนอกซ้าย ใส่กางเกงสีดำยาว นักเรียนหญิงใส่กระโปรงสีดำยาวเกือบถึงเข่าเข้าคู่กับเสื้อด้านในสีขาว ผูกโบว์สีดำเส้นเล็ก นักเรียนเ่าั้ดูเหมือนจะเป็ผู้ช่วยบริการการลงทะเบียนเรียนในวันนี้
“ยูนิฟอร์มไม่แย่นะ”
แซมเอ่ยปากชมทันทีที่เริ่มก้าวเท้าเข้ามาในบริเวณโรงเรียนเธอคิดว่ายูนิฟอร์มของโรงเรียนเครือข่ายจะเหมือนกันหมดซะอีก ชุดผู้ชายคล้าย ๆ เดิมแต่ชุดผู้หญิงนี่สิ ดีกว่าตั้งเยอะ
“แต่ฉันชอบชุดเก่ามากกว่านะ”
แซมทำหน้าเหยเกทันทีที่คนข้างตัวพูดเมื่อนึกถึงสภาพตัวเองในปีก่อนที่ต้องใส่ยูนิฟอร์มชุดเอี๊ยมสีดำยาวคลุมเข่า
“ไม่เอาด้วยแกใส่ไปคนเดียวเถอะ”
“ฮ่า ๆ น่ารักออก”
จีเซลปิดปากหัวเราะเบา ๆกับท่าทางของเพื่อน สายตาเหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มที่คุ้นหน้าคุ้นตาในยูนิฟอร์มนักเรียนกำลังเดินตรงมาที่พวกเธอมือสะกิดเรียกเพื่อนที่กำลังตื่นตาตื่นใจไปสิ่งรอบข้าง แต่คิดว่าคงไม่ทันเสียแล้ว...
ปึก!
สันหนังสือหนาถูกเคาะ(ด้วยแรงระดับปานกลาง)ลงมาบนกระหม่อมบางของแซม เล่นเอาคนไม่ทันตั้งตัวสะดุ้งเฮือกร้องเสียงหลงจ๊าก
“อะไรวะเนี่ย!!”
แซมหันขวับไปเตรียมด่าใส่คนทำร้ายร่างกายเด็กหนุ่มผิวขาว ร่างสูงโปร่งในชุดยูนิฟอร์ม ผมสีดำขลับทรงมูลเล็ต ต่างหูเงินบนใบหูที่เจาะ5 รู ดวงตาคมสีฟ้าใสอันคุ้นเคยที่กำลังส่งมาเอ็นดูปน ๆ ปรามาสเธอ ทันทีที่เห็นหน้าความเจ็บกลางหัวหายไปชั่วครู่ถูกแทนด้วยความโมโห โมโหที่มันหายหน้าไป แล้วพึ่งโผล่มาตอนนี้
“โวยวายเสียงดังเป็หมาโดนเหยียบหางไปได้”
“ฟินน์!!! ทำบ้าอะไรเนี่ย แล้วพี่ไปตายที่ไหนมา พึ่งโผล่มาอะไรตอนนี้!!!”
พอหายใ คำพูดหลุดออกจากปากที่ไม่สมกับเป็ผู้หญิงแต่สมกับเป็มัน
“แล้วนั่นอะไรฟาดลงมาได้ หัวน้องแตกมาจะทำไง”
มือเรียวคล่ำหัวป้อย ๆ หลืบมองหนังสือปกหนังเล่มหนาในมือคนที่เธอเรียกว่าพี่ส่วนเพื่อนที่มาด้วยกันกลับเอาแต่กลั้นขำ
“ไอ้นี่น่ะหรอจะเอาไปให้อาจารย์น่ะ ก็บอกแล้วว่าทำงานโรงเรียนเลยไม่ได้ไปหา แล้วมัวอะไรอยู่ รีบไปลงทะเบียนสิไม่ได้เรียนต่อ ฉันบอกพ่อแน่ พ่อแกทั้งสองคนเลย”
ฟินน์พยักเพยิดหน้าไปทางแถวที่ต่อยาวลงไปจากประตูทางเข้าออกมาจนถึงหน้ารั้วโรงเรียนต้นแถวต่อมาจากโต๊ะยาวสีขาวที่มีเด็กสาวใส่ยูนิฟอร์มนั่งเขียนลงในแฟ้มเล่มหนาแค่เห็นจำนวนคนต่อแถว ทำเอาแซมกับจีเซลถึงกับเหงื่อซึม
“แถวยาวๆ นั่นน่ะหรอ”
“ใช่แล้ว รีบไปต่อซะ เดี๋ยวก็มีคนไปตั้งโต๊ะลงทะเบียนเพิ่มฉันไปก่อนล่ะ” ว่าเสร็จคนเป็พี่ก็เดินหันหลัง โบกบายให้แล้วจากไป ทิ้งให้คนอ่อนวัยกว่าทั้งสองยืนอึ้งกิมกี่
ความครึกครื้นที่เต็มไปด้วยผู้คนหน้าใหม่หน้าเก่าทำให้โรงเรียนที่ปิดเทอมไป 3 เดือนกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งในปีการศึกษาใหม่โรงเรียนนวอร์พิกซิสที่ถูกก่อตั้งที่เมืองนอร์ติกา เมืองแห่งการศึกษา
ในเอลแกนประเทศแห่งวิทยาการ มีประวัติอย่างยาวนานและเลื่องชื่อในด้านการพัฒนาประชากรให้มีความสามารถทั้งทางวิทยาการและเวทมนตร์ควบคู่กับอย่างลงตัวจนกระทั่งขยายสาขาไปยังประเทศอื่นเป็เครือข่ายที่มีคุณภาพ เปิดรับนักเรียนที่มีอายุั้แ่16 ถึง 20 ปี ทั้งผู้ไร้เวทและผู้มีเวท ไม่ว่าจะเป็สามัญชน คนมีตระกูลหรือเชื้อพระวงศ์ ทุกคนสามารถเข้าเรียนที่นี่ จะต้องผ่านการคัดเลือกและเข้าเรียนในโรงเรียนเครือข่ายก่อนจึงจะสามารถมาศึกษาต่อในระดับปลายที่นวอร์พิกซิสที่เป็โรงเรียนต้นแบบแห่งแรกที่นี่ได้ดังนั้นนอกจากสถาบันแห่งนี้จะขึ้นชื่อเื่คุณภาพแล้ว ยังขึ้นชื่อเื่การเข้ายากอีกด้วยไม่ว่าใครก็อยากจะให้ลูกหลานได้เข้าโรงเรียนที่มีคุณภาพ ทั้งยังอยู่ในสภาพแวดล้อมเป็เมืองที่เจริญรุ่งเรืองแบบนี้เหมาะต่อการเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุดทางการศึกษา
“บรรยากาศการรับสมัครปีนี้นักเรียนจัดการความเรียบร้อยได้เป็อย่างดีเลยนะคะ”
เสียงหวานเอ่ยขึ้นจากหญิงสาวดวงตาสีเขียวทะเลผมบลอนด์ยาวที่ถูกดัดเป็ลอนสวยงาม รูปร่างดีในชุดกระโปรงยาวสีครีมที่ดูแล้วเสริมให้เ้าของร่างดูสวยและน่าดึงดูดมากขึ้น ใบหน้าสวยส่งยิ้มหวานให้ว่าที่นักเรียนหน้าที่ยืนต่อแถว
“อย่างที่อาจารย์ซิลีนว่าเลยนะคะนักเรียนของเรามีความสามารถกันเยอะอยู่แล้ว ดิฉันลองดูจากรายชื่อคร่าว ๆแล้วมีนักเรียนที่เป็เชื้อพระวงศ์เยอะขึ้นเลยนะคะ หวังว่าเด็ก ๆ พวกนั้นจะพร้อมกับที่นี่นะ”
คนข้างตัวอาจารย์สาวสวยคืออาจารย์สาวอีกคนที่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเ้าของใบหน้าเรียบเฉย ั์ตีดำดุ สีเดียวกับผมที่ถูกรวบมัดขึ้นไว้อย่างเรียบร้อยเธอสวมชุดสีน้ำเงินเข้มทำเอาคนนอกมองเข้ามารู้สึกถึงบรรยากาศที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของอาจารย์สาวทั้งสองคน
“แหม อาจารย์ลินด์เซย์ก็อย่าเข้มงวดั้แ่เริ่มนักสิคะ”ซิลีนคนสวยพูดพลางกับขำคนข้างตัว ถึงแม้ทั้งสองคนจะอายุไร่เรี่ยกันและยังเข้าสอนที่นี่พร้อมกัน แต่ลินด์เซย์ดูจะจริงจังและเข้มงวดมากกว่าเธอ
“ถูกอย่างที่คุณซิลีนว่านะครับหรือว่าคุณเริ่มไม่อยากสอนวิชาเลขในปีการศึกษานี้แล้วเอาวิชาฟันดาบและการป้องกันตัวของผมไปสอนแทนไหมครับ”
เสียงยียวนจากอาจารย์อีกคนที่อยู่ข้างตัวเอ่ยขึ้นอย่างหมายมั่นตั้งใจจะกวนประสาทลินด์เซย์ ซึ่งได้ผลอย่างชัดเจนอาจารย์สาวหันหน้ามาส่งสายตาดุให้เ้าของคำพูด
“อาจารย์แดเนียลก็อย่าพูดแบบนั้นสิคะ คุณเอาความมั่นใจที่ล้นหลามไปสอนฟันดาบนักเรียนหน้าใหม่พวกนั้นเหมาะสมกับคุณแล้วนะคะ”
ไม่วายโดนหยอกจากอีกคนจนได้ลินด์เซย์ถอนหายใจฟึดฟัด ก่อนจะเปลี่ยนประเด็นเปลี่ยนวิชาสอนเป็เื่อื่น“แล้วอาจารย์แดเนียลล่ะคะ เห็นหน้าค่าตาเด็ก ๆ ในปีนี้แล้ว รู้สึกยังไงบ้าง”ลินด์เซย์เอ่ยถามคนข้างตัวที่เอาแต่กวาดสายตามองดูนักเรียนหน้าใหม่ที่กำลังต่อแถวลงทะเบียนอยู่
แดเนียลอาจารย์หนุ่มท่าทางชิลล์และเป็กันเอง ผมสีบลอนด์ทอง ดวงตาสีเทาอมฟ้านั่นยิ่งทำให้เขาดูน่าเข้าหาด้วยเสน่ห์บางอย่าง เขากวาดสายตามองไปเรื่อย ๆจนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่เด็กคนหนึ่งที่กำลังยืนเถียงกับนักเรียนชายในยูนิฟอร์มโรงเรียนแค่เพียงดูผ่าน ๆ คงจะคิดว่าเป็การสอบถามข้อมูลแต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกสะดุดคงจะเป็เพราะทั้งสองคนมีผมสีดำเหมือนกันเมื่อพิจารณาแล้ว ดวงตาคมสีฟ้าใสนั่นมีความคล้ายกัน รวมถึงใบหน้าคมคายของทั้งคู่คงจะมีสายสัมพันธ์กันทางสายเื คนใส่ยูนิฟอร์มคือคนพี่ส่วนนักเรียนใหม่คนนั้นคงเป็น้องแน่
“นักเรียนใหม่ปีนี้...มีแต่คนน่าสนใจทั้งนั้นเลยล่ะ”
แสงแดดยามสายส่องสะท้อนลงพื้นไอความร้อนเริ่มทำงานตามเวลาที่เคลื่อนคล้อย แถวคนที่มาลงทะเบียนเริ่มบางตาลง จากแถวที่ต่อจนยาวออกมานอกรั้วโรงเรียนเริ่มขยับเข้ามาสู่ในตัวโรงเรียน พื้นอิฐบล็อกสีขาวหม่นเรียงแซมด้วยสีดำเป็ลวดลายแปลกตาปูเป็ลานกว้างเข้าสู่ตัวโรงเรียนเผยให้เห็นตัวอาคาร ที่สมควรเรียกว่า ปราสาทมากกว่า ปราสาทสีขาวสูง 5 ชั้นถูกออกแบบให้มีความร่วมสมัย มีหน้าต่างกระจกสูงและโค้ง ฝั่งทิศตะวันออกของชั้นแรกเป็บันไดและซุ้มประตูโค้งทางเข้าทะลุไปด้านหลังมองเข้าไปเห็นทางเดินทอดยาวเข้าไปสู่ใจกลางโรงเรียน ตัวปราสาทนี้พึ่งถูกสร้างขึ้นใหม่เมื่อ8 ปีที่แล้ว เหล่านักเรียนรวมถึงคนที่นี่จึงนิยมเรียกว่า ปราสาทใหม่ยอดปราสาทมีหอคอยอยู่ 2 ฝั่ง บนยอดตัวปราสาทประดับด้วยธงสีดำและขาวตามสีประจำโรงเรียน พร้อมด้วยตราโรงเรียนรูปเข็มทิศ มีหัวลูกศรชี้ไปยังทิศทั้งสี่แต่ไร้ซึ่งเข็มชี้บอกทิศ เช่นเดียวกับบนผนังของผนังก็มีตราสัญลักษณ์โรงเรียนประดับอยู่เหนือตราโรงเรียนขนาดใหญ่ คือตัวหนังสือ N บ่งบอกว่าปราสาทใหม่นี้ตั้งอยู่ทิศเหนือของโรงเรียน
นวอร์พิกซิสเป็ที่หมายปองของนักเรียนทุกชนชั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเหล่าเชื้อพระวงศ์ ทำให้ในวันที่โรงเรียนเปิดให้คนนอกเข้าออกอย่างวันนี้มีการรักษาความปลอดภัยอย่างหนาแน่นจากเดิมที่มีทหารรับจ้างคอยเป็ยามตรวจตราดูแลความเรียบร้อย ใน่นี้ยิ่งเต็มไปฝ่ายรักษาความปลอดภัยทหารจากทุกประเทศคอยอารักขาเชื้อพระวงศ์ของประเทศตนเอง กองกำลังคุมกันจากส่วนกลางที่ถือว่าเป็หน่วยสำคัญอย่างมากก็ส่งคนมาดูแลความปลอดภัยในโรงเรียนถึงแม้ว่าทางโรงเรียนจะได้ทำการยืนยันการันตีกับทางผู้ปกครองของนักเรียนทุกคนแล้วว่าทางโรงเรียนมีความสามารถดูแลความปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ตาม
นั่นก็ทหาร นั่นก็หน่วยรักษาความมั่นคงระหว่างประเทศนั่นก็กองกำลังคุมกันจากส่วนกลาง นี่ที่มีแต่พวกคุณลุงขาโหดพกอาวุธทั้งนั้นเลยนี่หว่าแซมคิดในใจระหว่างที่ต่อแถว และหันซ้ายขวาสำรวจผู้คน ท่าทางจะมีผู้ลากมากดีมาเรียนเยอะแน่เลยเผลอ ๆ พวกเชื้อพระวงศ์ว่าที่กษัตริย์ก็คงถูกส่งมาเรียนที่นี่มากกว่าที่คิดอีกด้วยซ้ำ
“ฟังอยู่ไหม!”
น้ำเสียงดุดังแทรกเข้ามาเรียกสติคนใจลอยแซมหันขวับกลับมาตามเสียงพี่ชายที่กำลังบอกรายละเอียดของเอกสารที่เธอต้องเตรียมให้พร้อมในการลงทะเบียนนี้
“อ่า ๆฟังอยู่”
“ไหนล่ะจดหมายส่งตัวจากโรงเรียนเก่า”
จีเซลชูซองกระดาษสีขาวขอบทองขึ้นมาในขณะที่แซมยังคงค้นหาในกระเป๋าสะพาย ก่อนจะหยิบซองกระดาษแบบเดียวกันกับจีเซลขึ้นมาต่างกันตรงที่มีสภาพยับยู่ยี่กว่า
“แกเนี่ยนะแซมจริง ๆ เลย”
“อะไร ฉันทำอะไรผิด”
“ช่างเถอะ แล้ว...”
“ฟินน์”
ยังไม่ทันที่ฟินน์จะเอ่ยปากพูดต่อสาวน้อยน่ารักผมเปียไพล่ไหล่ซ้ายในชุดยูนิฟอร์มโรงเรียนก็ตรงเข้ามาเรียกเขา เดิมทีที่สายตาของผู้คนก็สนใจที่ความสวยของจีเซลการปรากฏตัวขึ้นของเธอทำเอาคนอื่น ๆ ในแถวหันมาให้ความสนใจตำแหน่งของพวกเธอมากขึ้นกว่าเดิมดวงตาสีน้ำเงินเข้มแลดูน่าค้นหาของเธอมองดูฟินน์สลับกับแซม จากนั้นรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าแล้วหันมองจีเซล เสี้ยววินาทีนั้นเองเธอส่งยิ้มให้เด็กสาวทั้งสอง
“มาแอบอู้อยู่นี่ไม่ได้นะคนอื่น ๆ เขาตามหานายกันให้วุ่น”
“เฮ้อ นี่ฉันออกมาไม่นานพวกนั้นก็ขาดฉันไม่ได้เลยหรอ”
ฟินน์ไม่ได้แก้ตัวเพียงแต่ตอบด้วยท่าทางไม่ซีเรียส แล้วเดินจากเด็กสาวทั้งสองไปกับเพื่อนผมเปียทิ้งไว้ให้ว่าที่นักเรียนใหม่ทั้งสองคนจัดการกับเอกสารเอง
“ก็นึกว่าตั้งใจมาบอกเื่ลงทะเบียนที่แท้ก็แอบอู้งานมาอยู่กับน้องนี่เอง” แซมพูดแขวะพี่ตัวเองหลังจากเขาเดินห่างออกไปแล้ว
“เอาน่าอย่างน้อยฟินน์ก็ไม่ได้ทิ้งเราเลย ดูท่าจะยุ่งกับงานวันนี้มากเลยนะยังอุตส่าห์แอบออกมาหาเราได้”
“ให้มันจริงเถอะ”ไม่วายก็ยังตามแขวะคนไม่อยู่ได้อีก “ให้ตายสิ ตอนนี้กี่โมงแล้วเนี่ยอากาศร้อนชะมัด” แซมขยับคอเสื้อขึ้นลงเป็เสียงพึ่บพั่บพอให้รู้สึกเย็นขึ้นพร้อมกับดูเวลาที่นาฬิกาพก จีเซลที่รู้สึกร้อนไม่ต่างจากเพื่อนจึงโบกมือเบา ๆเพื่อเรียกลมให้พัดผ่าน แต่นั่นกลับทำให้เธอรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่แปลกไปทันที
“รู้สึกแปลกๆ ไหม”
“อะไร หมายถึงพวกยามหน้าโหดนั่นน่ะหรอ”
“ไม่ใช่ อืม ลืมไปแกเป็ผู้ไร้เวท”
“งั้นอะไรที่แปลกไป”
“ั้แ่ก้าวเข้ามาในเขตโรงเรียนน่ะสิ...”จีเซลพูดในเสียงที่เบาลงพร้อมกับค่อย ๆ ชำเลืองแลซ้ายขวาผิดกับคนข้างตัวที่หันซ้ายขวา มองหน้าคนนั้นทีคนนี้ที “ฉันรู้สึกว่าพลังเวทในตัวน้อยลง”
“โดนดูดไปหรอ”
“เปล่า...เหมือนกับว่า...เราไม่สามารถใช้ออกมาได้อย่างเต็มที่ราวกับที่นี่ทำให้พลังจาก 100 ใช้ได้แค่ 80”
“อ๋อ อย่างนี้นี่เองแต่สบายใจเถอะ ฉันว่าคงไม่ใช่แค่แกคนเดียวหรอกที่คิดแบบนั้น” แซมตอบพอให้เพื่อนไม่รู้สึกกังวลใจกับสถานที่แห่งใหม่ของพวกเธอแต่เ้าตัวกลับยังไม่วายคอยสอดส่องคนรอบข้าง
“ฉันรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาพวกนักเรียนที่นี่จังแกว่าไหม”
“อื้อ พวกผู้ปกครองอย่างคุณพ่อก็คงส่งลูกหลานมาเรียนที่นี่ด้วย”จีเซลตอบเป็ข้อสนับสนุนความคิดในหัวแซมเธอก็รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาพวกเขาหลายคน พวกลูกท่านหลานเธอจากที่เคยเจอเวลาถูกเชิญไปเยี่ยมที่ประเทศต่าง ๆ
“ต้องขอบคุณที่ผู้ปกครองของพวกนี้ส่งทหารมารักษาพระองค์ที่นี่นะถึงแม้ผู้ปกครองไม่ได้มากันเองก็ตาม” แซมพูดถึงบรรดาทหารพร้อมอาวุธที่ยืนกำกับบริเวณประตูและรอบ ๆ บริเวณโรงเรียน การปรากฏของพวกนั้นช่วยให้เธอและจีเซลปลอดภัยมากขึ้น
“โธ่แซม ฉันก็บอกแล้วไง องครักษ์ดูแลฉันมีแค่แกฉันก็พอแล้ว”
“ว้าวเป็เกียรติของกระหม่อมมากเพคะองค์หญิง ที่เล็งเห็นถึงความสามารถของดิฉัน”คำพูดจีเซลเข้าทางคนชอบต่อบท
“ไหนลองรายงานสถานการณ์มาสิเจออะไรผิดแปลกไปหรือไม่”
“จากที่กระหม่อมลองสอดส่องสายตาดูแล้วมีชายฉกรรจ์หน้าโหดไว้หนวดเคราอยู่เต็มไปหมด แถมยังพกดาบยาวยืนทำท่าตะเบ๊ะอยู่”
การรายงานจากองค์รักษ์ประจำตัวทำเอาจีเซลถึงกับหลุดหัวเราะก่อนจะรีบเก็บอาการสำรวมให้สมสถานะของตัวเอง
“อยู่นอกประเทศแล้วไม่ต้องเก๊กท่าผู้ดีก็ได้”
คำพูดหยอกทำเอาผู้ดีดังกล่าวแทบอยากจะค้อนใส่หัวมันก็เพราะมันชอบติดเล่นแบบนี้ตลอดไง จนต้องมาคิดว่าสรุปใครดูแลใครกันแน่ถึงแม้แซมจะถูกส่งเข้ามาอยู่ข้างกายเธอในฐานะขององครักษ์แต่ทั้งสองอยู่กันั้แ่เด็ก จนกลายเป็เพื่อนสนิทกันไปแล้ว
ในระหว่างที่แซมและจีเซลกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นใครบางที่ต่อหลังแซมอยู่นั้นที่ได้สะกิดเข้าที่ไหล่ สาวผมดำหันขวับไปตามที่รู้สึกพบกับเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลแดง ดวงตาสีเขียวหม่นมองจ้องมายังเธอ พร้อมด้วยคิ้วดกหนาที่ขมวดเล็กน้อยเป็สัญญาณถึงความไม่พอใจอะไรบางอย่าง
“หืมอะไรหรอ”
สาวเ้าคนมารยาทดี(?)ถามคนแปลกหน้าที่สะกิดเธอ ด้วยการเอ่ยคำพูดและยักคิ้วขึ้นหนึ่งข้างด้วยท่าทีสงสัยกลับไป
เด็กหนุ่มหัวแดงได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจเบาๆ อย่างไม่ถือสา แล้วตอบ “ก็ข้างหน้าเธอน่ะมันว่างแล้ว ขยับหน่อย แถวจะได้เดิน” ว่าพลางชี้ไปให้ดู
แซมได้ยินแบบนั้นก็หันกลับมาแล้วชะโงกหน้าขึ้นมองดูแถวตามนิ้วที่ชี้ ดูเหมือนจะหมายถึงมี่ที่ว่างแล้วถัดจากพวกเธอไปอีกสองสามคนเป็ผู้หญิงกับผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ ผู้หญิงมีผมสีน้ำตาลเข้มในขณะที่ผู้ชายที่หันหลังอยู่นั้นมีผมสีน้ำตาลอ่อนจนซีด ให้ความรู้สึกแปลกใจชอบกล แต่ที่สำคัญดูเหมือนคนตรงนั้นยังไม่ขยับและยังคุยกันแบบออกรสออกชาติ
“ข้างหน้าไหนนู่นน่ะหรอ หน้าคนนู่นเลย”
“ข้างหน้านั่นแหละมันก็ข้างหน้าเธอเหมือนกัน ก็บอกให้ขยับไปก่อนไม่ได้หรือไง”
“เฮ้ ฉันก็ยังไม่ได้ว่าอะไรนี่”
“เอาน่าแซม เดี๋ยวจัดการให้นะ”เห็นทีปล่อยให้คุยกับคนแปลกหน้าได้ไม่ถึงนาที ก็จะเปิดศึกกันซะแล้วจีเซลหันไปเจรจาแทน แซมหันกลับมาทำหน้ามุ่ย บ่นอุบอิบกับตัวเองไอ้หมอนั่นมันปากไม่ดีก่อนเอง
แซมส่ายหัวไล่ความคิด ส่วนจีเซลสะกิดสาวผมน้ำตาลเข้มข้างหน้าพวกเธอแต่ดูเหมือนเธอไม่ได้รับรู้อะไร
“เฮ้ข้างหน้านั่นน่ะ ขยับแถวไปได้ไหม”
แซมส่งเสียงเรียกได้ผลเ้าหล่อนหันหลังมามองด้วยท่าทางหยิ่งและสูงส่ง ั์ตาสีน้ำตาลเข้มมองจีเซลต่อด้วยมองแซมด้วยหางตาจากหัวจรดลงเท้าเล่นเอาคนถูกมองรู้สึกอยากเปิดศึกกับเพื่อนร่วมปีการศึกษานี้เลย
“โห คนแถวนี้ยังไม่แก่ก็หูตึงแล้วหรอ”
“เหอะ...”
เสียงหัวเราะเย้ยหยันเบาๆ ดังเล็ดลอดออกมาจากสาวผมน้ำตาล
“ยัยนี่มันจะเอายังไง”
คนหัวแดงข้างหลังแซมพึมพำเบาๆ หลังเห็นท่าทางของคนไม่ขยับแถว ซึ่งนั่นเป็สิ่งแรกที่เธอรู้สึกว่าหมอนี่เป็พวกเดียวกับเธอ
“ร้อนเป็บ้าเลย ขยับแถวได้ไหม”หนุ่มผมแดงพูดเสียงดังเสริมอีกรอบ
“โทษทีนะ”
เด็กสาวท่าทางหยิ่งตอบด้วยน้ำเสียงไม่พอใจก่อนจะหันกลับไปแล้วคุยกับคนข้างหน้าตัวเอง ก่อนที่แถวจะเริ่มขยับเข้าสู่ลานอิฐเข้าใกล้สู่ตัวปราสาทสีขาวมากยิ่งขึ้น
“กว่าจะขยับได้ลีลาอยู่นั่นแหละ ผู้ดีตายแหละท่ามากอยู่ได้”
แซมพึมพำนินทาคนด้านหน้าเล่นเอาไอ้หนุ่มผมแดงข้างหลังหลุดขำกับคำพูดของเธอ แซมหันขวับไปดูเขาทำเหมือนไม่มีอะไร มองท้องฟ้ากลบกลืน
เอาจริงไอ้หมอนี่ก็ไม่ได้น่าคบขึ้นมาเท่าไรหรอกนะ สงสัยเพื่อนร่วมรุ่นปีนี้จะมีแต่พวกนิสัยแปลกๆ ไม่ค่อยจะน่าเล่นด้วย แซมคิดในใจ
จีเซลเดินเข้าไปยังโต๊ะรับลงทะเบียนยื่นเอกสารที่เกี่ยวข้องให้กับคนที่อยู่โต๊ะใส่ชุดยูนิฟอร์มโรงเรียนดูเหมือนจะเป็นักเรียนรุ่นพี่ เธอเป็สาวผิวแทนเข้ม ผมดำยาวเหยียดตรงดูเข้าถึงยากแต่กลับมีเสน่ห์ดึงดูด ใบหน้าเรียบเฉยดูหยิ่งเงยหน้ามามองหน้าจีเซล ั์ตาสีน้ำตาลของเธอสบประสานกับั์ตาสีฟ้าใสของจีเซลทำเอานักเรียนรุ่นพี่ตกอยู่ในภวังค์ รับรู้ถึงสายลมอันบริสุทธิ์จากูเาใหญ่ มันยั่วยวนให้เธออยากลองัักับสายลมนี้เธอเพียงจะมองเพื่อพิจารณาน้องใหม่ กลับกลายเป็ว่าต้องมนต์สะกดจากสาวน้อยผมทองตาฟ้าแทนเธอไม่ได้มีเพียงแค่ความสวยสง่าที่ทำให้ประทับใจ แต่เธอยังมีมวลพลังเวทที่ได้จากธรรมชาติอย่างมหาศาล
“ยินดีต้อนรับสู่นวอร์พิกซิสนะคะองค์หญิง”
สาวผิวแทนยื่นมือมาจีเซลยื่นมือมาจับเป็มารยาท พลางเหลือบมองป้ายชื่อสีเงินของคนตรงหน้า แคนเดิลโรโดไลท์ คนของตระกูลโรโดไลท์ ถ้าเธอจำไม่ผิดเป็ตระกูลที่มีชื่อเสียงในประเทศเอลแกนตระกูลขนาดใหญ่ที่ทำกิจการเกี่ยวกับเครื่องประดับ เพชรพลอย และดูเหมือนจะมีอย่างอื่นอีกที่เธออาจจะนึกไม่ออก
“เช่นกันนะคะ”
จีเซลระบายยิ้มอ่อนหวานเล่นเอาคนที่มองมารู้สึกใจเต้น คนสวยพอยิ้มแล้วยิ้มดูสวยไปอีก จีเซลเดินออกไปทางซ้ายในขณะที่แคนเดิลสาวผิวแทนก้มลงตรวจสอบรายละเอียดการลงทะเบียนของคนเมื่อครู่
สายเืเอลฟ์สายลมผสมมิน่าล่ะถึงรู้สึกเหมือนต้องมนต์สะกด คงต้องระวังให้ดีซะแล้ว แคนเดิลนึกในใจ พลางยกมือกวักเรียกคิวต่อไป
แซมยื่นเอกสารให้สาวรุ่นพี่แล้วก้มลงกรอกรายละเอียดต่างๆ จากนั้นเงยหน้าขึ้น เป็สัญญาณว่าเรียบร้อยแล้วพบสบกับสายตาพินิจพิจารณาจากดวงตาสีน้ำตาลของคนตรงหน้า เล่นเอาเกิดคำถามในใจดัง ๆว่า อะไรกันวะเนี่ย มองหน้ากันแบบตรง ๆ ก็ได้หรอ สาวผิวแทนตรงหน้าล่ะสายตาจากเธอพลางอมยิ้มเปลี่ยนมาตรวจสอบความเรียบร้อยของเอกสารทำเอาอีกคนถึงกับงงกับเ้าหล่อนคนนี้ว่าคิดอะไรของเธอ
“ว้าว ริคาร์โด้อีกคนมาแล้วสินะไม่ยักรู้ว่าคุณริคาร์โด้จะมีน้องสาวกับเขาด้วย ยินดีต้อนรับนะคะ”
“ขอบคุณนะคะ”
เธอยื่นมือมาให้แซมจับมือทักทายตามมารยาท แล้วส่งยิ้มตอบพอเป็พิธี แต่ไม่วายคิดว่ารุ่นพี่คนนี้เอาแต่จ้องมองเธอเพียงแค่จะดูให้รู้ว่าเธอเป็น้องสาวของฟินน์ ริคาร์โด้งั้นหรอ
ทันทีที่แคนเดิลได้ััมือของแซม สาวผิวแทนถึงกับชะงักความสงสัยประทุขึ้นมาภายในใจ ก่อนจะโบกมือไปทางซ้าย ให้เด็กใหม่เดินไปตามทาง
แคนเดิลก้มอ่านรายละเอียดข้อมูลของแซมก่อนจะได้คำตอบที่ไม่ค่อยจะชัดเจน แต่ก็เป็เหตุผลอธิบายความรู้สึกเมื่อกี้นี้ได้เด็กสาวทั้งสองมีั์ตาสีฟ้าใสเหมือนกัน มาจากประเทศวัลตูนอร์ธ ประเทศทางเหนือซึ่งเป็ที่รู้จักในชื่อ ดินแดนแห่งสายลม เอลฟ์สายลมคงจะอยู่ที่นั่นสินะจากข้อมูลทั้งสองคน ต่างก็มีเชื้อสายของเอลฟ์สายลมผสมแต่เธอััได้ถึงพลังเวทกับแค่จีเซลเท่านั้น แตกต่างจากแซมที่เธอไม่รับรู้ถึงสิ่งนั้นเลยทั้งที่มีเชื้อสายเอลฟ์สายลมเหมือนกัน จะว่าไปฟินน์ ริคาร์โด้ พี่ชายของเด็กคนนั้นก็สามารถใช้เวทมนตร์ได้ตามปกติ แต่ทำไมคนน้องถึงได้... คงจะเป็คนไร้เวทในครอบครัวผู้มีเวทสินะแต่จากสัญชาตญาณของเธอบอกเธอว่า ถึงแม้ริคาร์โด้คนน้องจะดูเป็คนธรรมดา แต่กลับมีกลิ่นอายของความเยือกเย็นบางอย่างที่เหมือนกับริคาร์โด้คนพี่เลยนี่คงจะเป็ความสามารถของคนตระกูลนี้สินะ ช่างเป็เด็กที่น่าสนใจจริง ๆ
“เฮ้พี่สาวผมกรอกใบลงทะเบียนเรียบร้อยแล้วนะ ไปได้หรือยัง”
เด็กหนุ่มผมแดงพูดกระแทกเสียงทำเอาสาวรุ่นพี่สะดุ้งจากความคิด
“อ้อ ขอโทษด้วยนะคะ เชิญไปทางซ้ายมือได้เลยจะมีคนรอรับพวกเธอไปสู่กิจกรรมต่อไปอยู่นะคะ”
ไอ้เด็กคนนี้มันจะกระแทกเสียงทำไมเื่แค่นี้เอง