สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 126 กลุ่มลัทธิเทพ

            เมื่ออันเจิงกลับถึงสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ก็เป็นช่วงบ่ายแล้วร่างของจิงสานลิ้งถูกฝังเอาไว้บนเทือกเขาที่ปลอดโปร่ง เดิมทีเขาเป็นคนแถบชายแดนแต่กลับถูกฝังในย่านเมืองหลวง ทำให้ผู้คนต่างโศกเศร้ากันมากขณะกลับมาทุกคนต่างดูหมดอาลัยตายอยาก ทุกก้าวย่างก็ราวกับมีแต่ความปวดร้าว

     

            ตอนนี้สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ไม่ได้ให้ที่หลบซ่อนแค่มารดาและภรรยาของห่าวผิงอันเท่านั้นแต่ยังมีลีเหยียนเนียนที่เป็นอดีตผู้ดูแลฝ่ายต้อนรับของกรมพิธีการด้วยตอนนี้ลีเหยียนเนียนอาศัยอยู่ในบ้านที่ไม่ไกลจากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เท่าไหร่นักเขาปลูกผักทำสวน หลบอยู่แต่ในบ้านไม่ต่างไปจากการจำศีล ฉะนั้นสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ก็ได้เข้าร่วมการแย่งชิงในราชสำนักไปโดยปริยาย

     

            หลังจากอันเจิงกลับมาเขาก็รีบไปหาฮูหยินทั้งสองก่อนพูดคุยปลอบประโลมอยู่พักใหญ่ก่อนจะกลับห้องตัวเองเมื่อเดินผ่านห้องของกู่เชียนเยว่ เขาก็เห็นชวีหลิวซีกอดผ้าห่มยืนอยู่ในห้องอย่างทำตัวไม่ถูก

     

            “เสี่ยวเยว่ เจ้านอนแบบนี้จริง ๆ น่ะหรือ?” ชวีหลิวซีมองดูเตียงนอนที่ยับเยิน

     

            กู่เชียนเยว่รู้สึกเขินอายจึงใช้มือเขี่ยของบนเตียงไปกองรวมกัน“ไม่เป็นไร ๆ ก่อนเข้านอนข้าจะขุดหลุมให้เจ้ามุดเข้าไปเหมือนกัน”

     

            ชวีหลิวซีเอาผ้าห่มในมือยัดใส่กู่เชียนเยว่“ถือไว้”

     

            กู่เชียนเยว่รับผ้าห่มมา นางยังไม่ค่อยเข้าใจว่าชวีหลิวซีกำลังจะทำอะไรชวีหลิวซีใช้เวลาเพียงห้านาทีในการคัดแยกกองสิ่งของบนเตียงจากนั้นก็พับผ้าห่มไว้อย่างเป็นระเบียบ เก็บเสื้อผ้าบนเตียงใส่ในตะกร้าไม้แล้วเดินถือตะกร้าออกไปด้านนอก“ข้าจะช่วยเจ้าซักเสื้อผ้า แต่เจ้าต้องตอบแทนข้า”

     

            กู่เชียนเยว่หัวเราะแล้วถาม “จะตอบแทนอย่างไรดีเล่าแต่งงานกับเจ้าหรือ?”

     

            “อีกหน่อยก็ต้องนอนเตียงเดียวกันในเมื่อเจ้าก็เป็นคนของข้าแล้ว งั้นก็ให้ข้ากอดหน้าอกเจ้านอนแล้วกัน”

     

            ชวีหลิวซีพูดพลางเดินออกไปด้านนอก พลันเห็นอันเจิงที่ยืนหัวเราะแห้งๆ อยู่หน้าประตู

     

            “เอ่อ...” ชวีหลิวซีหันหลังวิ่งกลับไปในห้องแล้วปิดประตูแน่นทันที

     

            กู่เชียนเยว่มีความสุขมาก “ฮ่า ๆ ๆ หลิวซี...ทีนี้ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะอธิบายอย่างไรกับอันเจิงหลิวซีที่อ่อนโยนของสำนักเรา ที่แท้ก็เป็นคนลามกแบบนี้นี่เอง”

     

            ชวีหลิวซีหน้าแดงขึ้นทันที“เขาอาจไม่ได้ยินก็ได้”

     

            อันเจิงขานรับก่อนจะพูดขึ้น“ข้าไม่ได้ยินที่พวกเจ้าคุยกันสักนิด”

     

            หน้าชวีหลิวซีแดงมากขึ้นกว่าเก่า“เจ้ารีบไปไกล ๆ เลยนะ ผู้หญิงเค้าจะคุยกัน เจ้ามาแอบฟังอะไรเล่า!”

     

            “ข้าไม่ได้แอบฟังนะ...” อันเจิงรีบแก้ตัว

     

            กู่เชียนเยว่เปิดหน้าต่างออก จากนั้นก็ปีนขึ้นไปนั่งบนหน้าต่างพลางหัวเราะ“บอกให้ไปก็ไปเถอะ จากวันนี้เป็นต้นไปหลิวซีเป็นคนของข้า หากเจ้าไม่พอใจก็มาแย่งคืนเอาเองแล้วกันแต่บอกไว้ก่อนว่าเจ้าสู้ข้าไม่ได้หรอก ข้ากับนางอยู่ด้วยกันตลอดเวลา นอนกอดกันทุกคืนสนิทอย่างกับอะไรดี”

     

            อันเจิงเบ้ปาก “หากจะนับคนที่นอนด้วยกันข้ามีมากกว่าเจ้าหลายเท่า”

     

            กู่เชียนเยว่เบิกตาโต “หา...นี่เจ้ากำลังจะบอกข้าว่าเจ้าไม่ได้ชอบผู้หญิงอย่างนั้นหรือ? ชายในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เจ้าก็เคยร่วมหลับนอนมาหมดแล้วสินะ”

     

            อันเจิงชักสีหน้า “เจ้าแน่มากนะ”

     

            กู่เชียนเยว่ยิ้มยียวน “นับจากวันนี้เจ้าเปลี่ยนชื่อเถอะชื่อชายร้อยผัวเป็นอย่างไร”

     

            อันเจิงเมินหน้าหนี “เจ้านี่มันไม่เหมือนผู้หญิงจริงๆ”

     

            กู่เชียนเยว่ใช้มือเท้าคาง“ข้าเป็นชายอกสามศอกมากกว่าพวกเจ้าอีก?”

     

            อันเจิงส่ายหน้า“ไม่มีเวลามาเถียงกับเจ้าแล้ว ข้าไปฝึกพลังวัตรดีกว่า”

     

            กู่เชียนเยว่ตะโกนไล่หลัง“อย่าใช้คำว่าฝึกพลังวัตรเป็นข้ออ้างหนีไปนอนกับชายเล่า...ช่างเถอะ นอนก็นอนจากนี้ไปผู้ชายทั้งหมดเป็นของเจ้า ส่วนสาว ๆ ทั้งหมดเป็นของข้า เราทั้งสองจับมือยุติสงครามกัน!”

     

            อันเจิงก้มหน้าแล้วก้าวจากไปแกล้งทำเหมือนไม่รู้จักกู่เชียนเยว่

     

            เมื่อเดินไปถึงสนามซ้อม อันเจิงก็เห็นตู้โซ่วโซ่วกำลังดื่มเหล้ากับเหล่าชายร่างกำยำถึงแม้เมื่อครู่อันเจิงจะต่อล้อต่อเถียงกับกู่เชียนเยว่ แต่นั่นก็เป็นเพียงความตั้งใจของนางเท่านั้นกู่เชียนเยว่รู้ดีว่าการตายของจิงสานลิ้งมีผลต่อจิตใจอันเจิงมากฉะนั้นจึงได้แกล้งหยอกเขาเล่น ส่วนเขาก็ตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มนั่นก็เพราะไม่อยากให้กู่เชียนเยว่และชวีหลิวซีห่วงตนมากเกินไป

     

            ทันทีที่เขานั่งลงบนพื้นสนาม ตู้โซ่วโซ่วก็ยื่นเหล้ามาให้“ตอนพี่จิงอยู่แถบชายแดน เขาก็เป็นชายชาตรีที่อยู่ตัวคนเดียวฉะนั้นเมื่อเขาจากไปอยู่อีกโลกหนึ่ง ก็คงไม่รู้สึกกลัวหรอกเนอะ?”

     

            อันเจิงพยักหน้า “ด้วยนิสัยของเขา การฆ่าคนก็ไม่ใช่เรื่องยาก”

     

            ตู้โซ่วโซ่วพูดอย่างเศร้าสร้อย“หวังแค่เมื่อเราไปถึงโลกนั้น ขอให้เขายังจำเราได้”

     

            อันเจิงถามขึ้น “เจ้าจะลืมเขาหรือไม่?”

     

            “ต้องไม่อยู่แล้ว” ตู้โซ่วโซ่วตอบอย่างมั่นคง

     

            อันเจิงดื่มเหล้าในมือ“ฉะนั้นเขาก็จะไม่มีวันลืมเราเหมือนกัน”

     

            ผ่านไปไม่นานนัก เด็กรับใช้ในโรงจวี้ฉ่างก็ส่งบัตรเชิญมาบอกว่าโรงจวี้ฉ่างได้รับของวิเศษมาจำนวนไม่น้อย จึงขอเชิญให้อันเจิงไปช่วยตรวจสอบอันเจิงรู้ว่าต้องเป็นเรื่องของหน่วยทหารแน่ เขาจึงรีบเปลี่ยนชุดแล้วพาตู้โซ่วโซ่วกับเสี่ยวชีเต้าไปยังโรงจวี้ฉ่างถึงเวลาที่เสี่ยวชีเต้าต้องออกไปเผชิญโลก เปิดหาประสบการณ์แล้ว

     

            เพิ่งเดินออกนอกประตู ก็ได้ยินผู้เฒ่าฮั่วตะโกนขึ้น“อันเจิง เสี่ยวช่านตื่นแล้ว”

     

            อันเจิงอดใจไม่ไหวจึงหัวเราะขึ้น “เจ้าแมวน้อยนี่หลับไปตั้งสี่ปี ในที่สุดก็ตื่นขึ้นมาสักที”

     

            ตู้โซ่วโซ่ววิ่งกลับเข้าไป จากนั้นก็อุ้มเสี่ยวช่านมาจากอ้อมแขนผู้เฒ่าฮั่ว“เสี่ยวช่าน เจ้ายังจำข้าได้หรือไม่?”

     

            เจ้าเหมียวส่งเสียงร้องความหมายก็คือปัญญาอ่อนสิ้นดี ตู้โซ่วโซ่วหัวเราะแล้วอุ้มเสี่ยวช่านวิ่งไปมา ทันใดนั้นผ้าฟู่หมัวก็ลอยออกมาจากห้องเอง มันพับอย่างเป็นระเบียบกลางอากาศแล้วหล่นลงข้างตัวเสี่ยวช่าน

     

            เสี่ยวช่านที่อยู่กลางอกตู้โซ่วโซ่วมองอันเจิงพลางส่งเสียงร้องราวกับถามว่าระหว่างที่มันหลับไปเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง เสียดายที่อันเจิงฟังไม่รู้เรื่องจึงได้เพียงลูบหัวเจ้าแมวอย่างอ่อนโยนผ่านไปสี่ปี เสี่ยวช่านไม่ได้โตขึ้นกว่าเดิมมากนัก แต่ขนสีขาวบนตัวแลดูเปล่งประกายกว่าเดิมเมื่ออันเจิงสัมผัสตัวเสี่ยวช่าน แววตาเขาก็เปล่งประกายทันที“เลื่อนระดับพลังแล้ว”

     

            ตู้โซ่วโซ่วรีบถาม “อยู่ขั้นไหนแล้ว?”

     

            “รู้สึกได้ว่าพลังลมปราณในร่างเสี่ยวช่านพลุ่งพล่านมากด้วยความรู้ที่ข้ามีต่อเยาโซ่ว อย่างน้อยเสี่ยวช่านก็เป็นเยาโซ่วระดับล่างหรือกลางหากแบ่งแยกตามระดับสีแล้วละก็ ตอนนี้เสี่ยวช่านน่าจะอยู่ระดับสีขาวแล้ว”

     

            ตู้โซ่วโซ่วลูบหัวเสี่ยวช่านเบา ๆ“เจ้าโง่ หลับไปตั้งสี่ปีทำไมยังอยู่แค่ระดับสีขาวเล่า”

     

            เหมียว...ความหมายของเสี่ยวช่านก็คือ ระดับพลังข้าเลื่อนได้เร็วกว่าเจ้าอีกเจ้าแมวมีท่าทีหยิ่งผยองมาก โดยเฉพาะกับตู้โซ่วโซ่ว ราวกับมันดูถูกเขาไปเสียทุกอย่าง

     

            ตู้โซ่วโซ่วพูดอย่างตื่นเต้น “ตื่นมาพอดีไปกัน จะพาเจ้าไปดูของดี ดูซิว่าดวงตาเจ้าเปลี่ยนไปบ้างหรือไม่”

     

           เสี่ยวชีเต้ายื่นมือออกไปเพื่อจะจับมืออันเจิง ทว่าอันเจิงกลับส่ายหน้า“เจ้าโตแล้ว อีกหน่อยเวลาไปไหนมาไหนก็ไม่ต้องมาจับมือข้า ตอนนี้เจ้าเป็นลูกผู้ชายอกสามศอกต้องดูเด็ดเดี่ยวและมีบารมี”

     

            เสี่ยวชีเต้าทำปากจู๋ “แต่ข้าอยากจับจะทำอย่างไรดี?”

     

            อันเจิงพูดอย่างเบื่อหน่าย “อยู่นอกสำนักห้ามจับอยู่ในสำนักจับได้”

     

            เสี่ยวชีเต้าเอ่ยค้าน “อ้อ...แต่อยู่ในสำนักจะจับทำไมเล่า?”

     

            อันเจิง “...”

     

            อันเจิงเดินไปด้านหน้าตู้โซ่วโซ่วและเสี่ยวชีเต้าเดินตามด้านหลังหลังจากอันเจิงเดินไปไม่กี่ก้าวก็หันกลับมาพูด “ที่ว่าไม่จับมือเจ้าทำได้แล้วแต่เจ้าอย่าลากเสื้อข้าได้หรือไม่?”

     

            เสี่ยวชีเต้าส่ายหน้า

     

            “เมื่อครู่ข้าก็บอกไปแล้วอย่างไรเล่า?เจ้าโตแล้ว ต่อไปเวลาเดินจะจับมือผู้ใหญ่ไม่ได้แล้วเจ้าต้องเดินเอง”

     

            เสี่ยวชีเต้าชี้ไปด้านข้าง ห่างออกไปไม่ไกลนักมีบิดากำลังจูงมือบุตรตัวเองเดินไป“เขาโตกว่าข้าอีก”

     

            “ชีเต้า เจ้ารู้หรือไม่ว่าตัวเองมีพลังในขอบเขตใด?”

     

            เสี่ยวชีเต้าพยักหน้า “รู้อยู่แล้ว”

     

            “อย่างนั้นเจ้าเคยเห็นผู้มีพลังในขอบเขตสุมารุลากแขนคนอื่นเดินรึ?”

     

            “ถึงแม้จะมีพลังในขอบเขตสุมารุแต่ข้าเพิ่งจะอายุแปดขวบเองนะ”

     

            “ต่อให้จะแปดขวบก็คือขอบเขตสุมารุอยู่ดี”

     

            “อายุแปดขวบแล้วมีพลังในขอบเขตสุมารุบอกได้ว่าข้าเก่งกาจ แต่บอกไม่ได้ว่าข้าโตแล้วใช่หรือไม่เล่า?”

     

            อันเจิงถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายจากนั้นก็ยื่นมือออกไป “ไปเถอะ”

     

            เสี่ยวชีเต้ายิ้มหวานทันทีจากนั้นก็จับมืออันเจิงเดินไปด้านหน้า ทั้งยังพูดจ้อไปตลอดทาง“เหมือนถนนเส้นนี้จะมีร้านข้าวหมูบดนะ”

     

            อันเจิงพยักหน้า “ซื้อ!”

     

            “ถนนตรงทางโค้งด้านหน้ามีร้านหนึ่งมาจากจักรวรรดิต้าซีเป็นต้นตำรับของขนมปิ้ง เค้กขาวและเค้กสับปะรด ของอร่อย ๆ ทั้งนั้นเลย”

     

            “ซื้อ!”

     

            อันเจิงถามด้วยความสงสัย“แต่เจ้าไม่ค่อยออกจากสำนักนี่ แล้วรู้ละเอียดขนาดนี้ได้อย่างไร”

     

            “ใครบอกว่าข้าไม่ค่อยออกจากสำนักเล่า ช่วงดึกๆ พี่กู่เชียนเยว่และพี่ชวีหลิวซีมักจะพาข้าออกมาหาอะไรอร่อย ๆ กินประจำ”

     

            อันเจิงถอนหายใจ “ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมเวลากินข้าวพวกนางต้องพูดว่าตัวเองลดน้ำหนักอยู่ด้วย”

     

            เสี่ยวชีเต้าตอบอย่างจริงจัง “ก็กับข้าวที่พ่อครัวในสำนักทำไม่อร่อยนี่”

     

            ตู้โซ่วโซ่วหัวเราะเสียงดัง เขาขำจนน้ำมูกน้ำลายจะไหลออกมาอยู่แล้ว“นี่ข้าหลงเชื่อคำพูดของชวีหลิวซีกับกู่เชียนเยว่ได้อย่างไรนะ พวกนางบอกว่าเป็นหญิงต้องแน่วแน่ทุกวันต้องกินข้าวน้อยกว่าแมว ทีแรกก็ไม่เข้าใจว่าจะแน่วแน่อะไรนักหนาที่แท้แล้วก็เหมือนแมวนี่เอง ขโมยกินทุกวัน...”

     

            เสี่ยวช่านยกเท้าหน้าขึ้นกรงเล็บในมือเปล่งประกาย ตู้โซ่วโซ่วเห็นดังนั้นจึงรีบเอ่ยแก้ “เจ้าไม่เหมือนพวกนางเจ้าไม่ได้กินมาสี่ปีแล้ว”

     

            พวกเขาเดินไปพลางซื้อของกินไปเรื่อย ๆเมื่อเดินมาถึงโรงจวี้ฉ่าง เสี่ยวชีเต้าก็อุ้มของกินเต็มอกแล้วแต่ทว่ามืออีกข้างกลับจับมืออันเจิงแน่น

     

            อันเจิงถอนหายใจพลางพูด“เจ้าอุ้มของเยอะแยะขนาดนี้ด้วยมือข้างเดียว เหนื่อยมากหรือไม่?”

     

            เสี่ยวชีเต้าปล่อยมืออันเจิงออกจากนั้นก็มองของกินในมือแล้วตัดใจเลือกออกมาหนึ่งชิ้น “ข้าให้!”

     

            จากนั้นก็รีบจับมืออันเจิงอีกครั้ง

     

            อันเจิงชะงักไป “ข้าไม่อยากกิน”

     

            “ไหน ๆ ก็แบ่งให้แล้ว...ไม่ต้องพูดมากอีกพี่เชียนเยว่ก็ชอบใช้ไม้นี้ นางมักจะบอกว่าพาข้ามากินของอร่อย ความจริงแล้วตัวเองกินไปมากกว่าครึ่ง”

     

            ตู้โซ่วโซ่วส่ายหน้า“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากใช่หรือไม่ หลอกใครก็หลอกไป แต่อย่าได้หลอกเด็กเชียว”

     

            “ข้าไม่ใช่เด็ก พี่อันเจิงบอกว่าตอนนี้ข้าเป็นชายชาตรีแล้ว”

     

            “หากเป็นชายชาตรี แน่จริงก็ปล่อยมือสิ”

     

            “ชายชาตรีบอกว่าไม่!”

     

            ตู้โซ่วโซ่วยอมแพ้ “เจ้าแน่มาก...”

     

            เมื่อพวกเขาเข้ามาในโรงจวี้ฉ่างจึงพบว่าคนนั่งเกือบเต็มแล้วเดิมทีอันเจิงคิดว่าโรงจวี้ฉ่างอ้างว่าให้มาตรวจสอบของวิเศษแต่ความจริงคือมีเรื่องอยากปรึกษานึกไม่ถึงว่าโรงจวี้ฉ่างจะมีการตรวจสอบของวิเศษจริง ๆก่อนหน้านี้ไม่กี่วันโรงจวี้ฉ่างก็เพิ่งเปิดประมูลไปคิดไม่ถึงเลยว่าจะได้ของวิเศษมารวดเร็วอย่างนี้ แต่ถึงกระนั้นการคงอยู่ของโรงจวี้ฉ่างสำคัญมากกับหน่วยทหาร ค่าใช้จ่ายของทหารส่วนหนึ่งก็มาจากโรงจวี้ฉ่าง

     

            นอกจากหน่วยทหารแล้ว กรมมหาดไทย กรมพิธีการกรมโยธาธิการ กรมเหล่านี้ล้วนอยู่ในการควบคุมของไทเฮาทั้งนั้น โดยเฉพาะกรมมหาดไทยที่ดูแลเงินทั้งหมดของแคว้นเยี่ยนเงินส่วนใหญ่ในกรมก็มักจะถูกใช้ไปกับการต่อเติมตำหนักจิงเซี่ยวไม่ว่าหน่วยทหารจะของบประมาณกี่ครั้ง คำตอบเดียวที่ได้ก็คือ...ไม่มีงบ

     

            อันเจิงเพิ่งเดินเข้าไปจางอี้ฟูที่ดูแลโรงจวี้ฉ่างก็ออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง ผู้อาวุโสท่านนี้มีผมสีขาวแลดูเป็นผู้ที่มีจิตใจเมตตา เมื่อเห็นอันเจิง เขาก็เดินมาหาด้วยใบหน้าที่เปี่ยมรอยยิ้ม“ท่านอันมาพอดีเลย เราขึ้นไปชั้นสองกันเถอะ”

     

            เขาเดินนำอันเจิงขึ้นไปชั้นสองด้วยตัวเองเหล่าชนชั้นสูงในห้องโถงต่างก็หันมามอง ในใจคิดว่าเด็กคนนี้ต้องมีที่มาไม่ธรรมดาแน่ๆ จางอี้ฟูที่ดูแลโรงจวี้ฉ่างถึงกับเดินนำเขาขึ้นไปเอง

     

            ในห้องที่ชั้นสอง จวงเฟยเฟยนั่งรออยู่ด้านในแล้ว

     

            เมื่อเสี่ยวชีเต้าเห็นจวงเฟยเฟยจึงเอ่ยเรียกเสียงหวานว่าพี่สาวจวงเฟยเฟยยิ้มกว้าง “หนุ่มน้อย ปากหวานจริง ๆ มานั่งข้างพี่สิ”

     

            เสี่ยวชีเต้าเดินเข้าไปจากนั้นก็นั่งที่ตักของจวงเฟยเฟยอย่างไม่เกรงใจ

     

            จวงเฟยเฟยชะงักไปตู้โซ่วโซ่วชกเสี่ยวชีเต้าทางแววตา เสี่ยวชีเต้าไม่เข้าใจอะไรพวกนี้เขายังนั่งบนตักนุ่มแล้วก้มหน้ากินขนมในมือ ตู้โซ่วโซ่วยื่นมือจะไปหยิบขนมบ้าง แต่เสี่ยวชีเต้าแสดงสีหน้าราวกับจะไม่ยอมแบ่งให้แม้แต่ชิ้นเดียว

     

            อันเจิงนั่งตรงข้ามจวงเฟยเฟย “นี่อะไรกัน?ได้ของวิเศษอะไรมาอีกหรือ?”

     

            จวงเฟยเฟยชี้ไปยังด้านนอก “ไม่ใช่ได้มาแต่มีคนส่งมาให้ถึงที่นี่ ที่มาแปลกประหลาดยังไม่พอ ตำหนักวิหารสวรรค์ยังส่งคนมาจับตาดูด้วย”

     

            “นี่มันเรื่องอะไร?” อันเจิงถาม

     

            จวงเฟยเฟยพูด “เป็นคนมาจากแคว้นโยวอีกทั้งยังเป็นคนของกลุ่มลัทธิเทพด้วย”

     

            สีหน้าอันเจิงเปลี่ยนไปทันที “กลุ่มลัทธิเทพจากแคว้นโยว!”

     

            ในสมองเขามีความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมา ตอนนั้นตอนที่เจ้าสำนักของหอสมุดมายา รองแม่ทัพอัศวินเพลิงเหล็กเชียวจ่างเฉินถูกสังหาร เขาเผชิญหน้ากับกลุ่มลัทธิเทพแห่งแคว้นโยวที่สวมชุดสีแดงยาว

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.76M 3640
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    อัจฉริยะแห่งราชวงศ์ถัง

    อัจฉริยะแห่งราชวงศ์ถัง

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    450K 1842
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    นิยาย แฟนตาซี
    127K 373
    หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.44M 2988
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 134
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271