๔ เดือนก่อน…
ครืด…ครืด…
เสียงมือถือสั่นทำให้คนที่กำลังนอนหลับฝันดีเป็อันต้องลืมตาขึ้นด้วยอาการงัวเงียพร้อมกับควานหามือถือ ก่อนจะกดรับสายและกรอกเสียงลงไป
“ฮัลโหล…สวัสดีค่ะ”
สักพักจึงมีเสียงปลายสายตอบกลับมาว่า
“นี่ใช่เบอร์ของน้องสาวคุณพุฒิพงศ์หรือเปล่าครับ ผมเป็ตำรวจ”
“ใช่ค่ะ” ภัคธีมาตอบไปด้วยน้ำเสียงของคนที่กำลังสะลืมสะลือเพราะนอนยังไม่เต็มอิ่ม ทว่าคำพูดต่อมาของอีกฝ่ายทำให้หญิงสาวต้องทะลึ่งพรวดนั่งด้วยสีหน้าไม่ค่อยจะดี
“คุณทำใจดีๆ ไว้นะครับ”
ได้ยินแบบนี้เธอก็ชักจะรู้สึกใจไม่ดีแล้วสิ เหมือนมีลางสังหรณ์บางอย่างที่ทำให้ใจสั่นแปลกๆ ราวกับถูกใครบีบอย่างนั้นละ และอาการง่วงนอนก็หายไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เธอจะถามปลายสายไปว่า
“มีอะไรเหรอคะ ทำไมคุณตำรวจถึงพูดแบบนั้น”
“เอ่อ คุณพุฒิพงศ์เสียชีวิตแล้วนะครับ เขาถูกรถชนที่…”
สิ้นสุดคำพูดของคู่สนทนามือถือของหญิงสาวร่วงหล่นจากหูพร้อมกับน้ำตาที่ค่อยๆ ไหลออกมาคลอเบ้า เธอรู้สึกว่าตอนนี้เหมือนโลกทั้งใบมันหยุดหมุนไปชั่วขณะ
สิ่งที่คุณตำรวจบอกเธอมันจริงหรือ คงไม่ได้หลอกเธอเล่นใช่ไหม…
ภัคธีมาได้แต่ถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมาเพราะยังรู้สึกสับสนระคนเสียใจ ทุกอย่างมันประเดประดังเข้ามาจนหญิงสาวแทบจะรับไม่ไหว เธออยากให้สิ่งที่ได้ยินมันเป็เื่ล้อเล่น ไม่ใช่เื่จริง
“มันไม่จริงใช่มั้ย…มันไม่ใช่เื่จริง พี่พงศ์ต้องไม่จากภัคไปแบบนี้สิ พี่พงศ์ต้องอยู่กับภัคก่อน เพราะภัคมีพี่แค่คนเดียว” ยิ่งพูดน้ำตาของเธอก็ยิ่งไหลทะลักออกมาราวกับเขื่อนแตก เพราะความเสียใจถาโถมเข้ามาใส่ตัวเธออย่างหนักหนาสาหัสทีเดียว
เมื่อหญิงสาวตั้งสติได้ก็รีบลุกขึ้นจากเตียงแล้วไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะคว้ากระเป๋าสะพายพร้อมกับเดินออกไปจากห้องนอนอย่างเร่งรีบ
“พี่พงศ์…พี่ตื่นขึ้นมาคุยกับน้องก่อนสิ อย่าหลับแบบนี้เลย” ภัคธีมาถลากอดร่างไร้ิญญาของพุฒิพงศ์ผู้เป็พี่ชายของเธอที่ถูกห่อด้วยผ้าขาวดิบและกำลังจะถูกกู้ภัยนำขึ้นรถไป
เสียงสะอื้นไห้ทำเอาผู้คนที่พากันมุงดูถึงกับมองอย่างรู้สึกะเืใจและรู้สึกสงสารหญิงสาวที่ต้องสูญเสียพี่ชายไป หัวใจของเธอคงจะขาดรอนๆ กระมัง
ใช่สิ! ก็เธอมีแค่พี่พงศ์เหลืออยู่คนเดียวนี่ แต่ตอนพี่ชายก็ทิ้งเธอไปเหมือนบิดาและมารดาอีกคน ใจร้ายเหลือเกินที่ปล่อยให้เธออยู่คนเดียว...
“ขอโทษนะครับ พวกเราต้องนำศพไปชันสูตรที่โรงพยาบาลต่อ รบกวนถอยห่างจากศพหน่อยนะครับ”
เสียงกู้ภัยหนุ่มทำให้ภัคธีมาต้องรีบผละจากร่างไร้ิญญาของพี่ชาย ไม่นานนักรถกู้ภัยก็แล่นออกไป หญิงสาวได้แต่มองตามด้วยหัวใจที่ปวดร้าวและน้ำตาก็ยิ่งเอ่อท้นดวงตาทั้งสองข้าง ทว่าพอตำรวจนายหนึ่งเดินเข้ามาหาเธอก็รีบปาดน้ำตาทิ้งไปทันที ก่อนจะถามอีกฝ่ายว่า
“สรุป…ใครเป็คนขับรถชนพี่ชายของฉันคะ”
“ยังไม่ทราบครับ…เพราะเวลาเกิดเหตุเป็่ประมาณเที่ยงคืนเห็นจะได้ครับ เวลานั้นทุกคนก็เข้านอนกันหมดแล้ว อีกอย่าง ถนนเส้นนี้แทบไม่มีรถวิ่งผ่านไปผ่านมาเลยครับ นานๆ ทีจะมีให้เห็นสักคัน กว่าจะมีคนเห็นว่ามีคนถูกรถชนก็ปาไปถึงตีสองแล้ว” ตำรวจนายนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม จนคนฟังถึงกับทำหน้าเศร้าสลดหดหู่อย่างไม่คิดว่าพี่ชายจะมาเสียชีวิตแบบนี้
“แล้วกล้องวงจรปิดล่ะคะ แถวนี้ไม่มีเลยเหรอคะ” เธอยังคงถามต่อไปอีก
อีกฝ่ายส่ายหัวน้อยๆ ให้คำตอบ
“จากที่ตรวจดูกล้องวงจรปิดบริเวณนี้และบริเวณใกล้เคียง ปรากฏว่ากล้องทุกตัวใช้งานไม่ได้เลยครับ เพราะช่างยังไม่มาซ่อมให้”
“โธ่!” ยิ่งฟังเธอก็ยิ่งถอดสีหน้าเศร้าซึมออกมา
ใครกันนะ…ใครที่ใจอำมหิตชนพี่ชายของเธอแล้วหนีไปอย่างไร้ร่องรอย ยังมีความเป็มนุษย์อยู่หรือเปล่า!
แล้วตำรวจก็พูดต่อไปอีกว่า
“ศพของคุณพุฒิพงศ์โดนชนกระเด็นไปไกลหลายเมตร สภาพศพศีรษะเปิดเพราะถูกชนอย่างแรง”
“เสียงชนก็น่าจะดังมากอยู่นะคะ แล้วคนแถวนี้ไม่ได้ยินเลยเหรอคะ” ภัคธีมาถามออกไปอย่างสงสัย
“เห็นพวกเขาบอกว่าไม่ได้ยินนะครับ เพราะกำลังพากันตกอยู่ในห้วงนิทรา”
หลับเป็ตายเลยหรือไงเนี่ย เสียงรถชนคนก็ไม่ได้ยิน…
หญิงสาวนึกในใจอย่างโมโห พี่ชายเธอถูกรถชนทั้งคนแต่กลับไม่มีใครเห็นรถคันก่อเหตุ ปล่อยให้คู่กรณีหนีไปได้อย่างลอยนวลโดยไม่ได้เจอหน้าผู้กระทำ
โธ่! แล้วแบบนี้พี่ชายของเธอจะได้รับความยุติธรรมหรือไม่ พี่พงศ์จะต้องไม่ตายเปล่า คนร้ายจะต้องได้รับโทษสูงสุดถึงขั้นติดคุกตลอดชีวิต
ต่อจากนั้นภัคธีมาก็คุยกับตำรวจอีกหลายประโยค โดยตำรวจนายนั้นบอกว่าจะตามจับผู้ที่ก่อเหตุมารับโทษทัณฑ์ให้ได้ เมื่อได้ยินดังนั้นหญิงสาวจึงค่อยรู้สึกเบาใจลงไปหน่อย เธอหวังเหลือเกินว่าตำรวจจะตามจับผู้ร้ายได้จริงๆ ไม่ว่าคนๆ นั้นจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจแต่ถึงยังไงก็ต้องรับผลของการกระทำที่ตนเองก่อไว้
หลังจากคุยกับตำรวจเสร็จร่างบางก็เดินไปขึ้นรถด้วยท่าทางอ่อนระโหยโรยราราวกับต้นไม้ที่ไม่ได้โดนน้ำมาสามสัปดาห์แล้ว ก็เป็ธรรมดาละ ตอนนี้เธอยังทำใจยอมรับการสูญเสียไม่ได้ เพราะมันกะทันหันจริงๆ ใครจะไปทำใจได้เร็วขนาดนั้นเล่า
หญิงสาวหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้าสักพักก่อนจะสตาร์ตรถแล้วขับออกไปจากตรงนั้นทันที