『ผนึกมารขาว』(จบ)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 54 การประลองฝีมือข้ามขั้น

            เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นลู่เต้าพบว่าหลังเกิดเหตุหัวขโมยบุกขึ้นเรือน บรรยากาศในจวนสกุลหงก็ตึงเครียดกว่าเมื่อวานเขามาที่ห้องพักโดยมีบ่าวรับใช้สองคนคอยคุ้มกัน

            ไป๋เสียนั่งไขว่ห้างอยู่บนเตียงกว้างลู่เต้ายิ้มเจ้าเล่ห์ ค่อยๆ ย่องเบาเข้าไปใกล้หวังจะแกล้งอีกฝ่าย แต่ไม่ทันไรไป๋เสียกลับเอ่ยขึ้นก่อน“กลับมาแล้วเหตุใดถึงไม่ส่งเสียงเล่า”

            ลู่เต่าประสานมือไว้หลังศีรษะด้วยสีหน้าผิดหวัง“เฮอะ รู้ตัวแล้วหรือ น่าเบื่อชะมัด”

            “จวนสกุลหงแห่งนี้เป็นแดนสุขาวดีเส้นลมปราณที่นี่เปี่ยมล้นไปด้วยพลังวิญญาณบริสุทธิ์ ข้ากำลังทดลองชักนำพลังวิญญาณจากเส้นลมปราณอยู่”

            เพียงเห็นเขาร่ายอาคมจุดแสงสีเขียวเล็กๆ นับไม่ถ้วนก็ค่อยๆ แผ่ออกมาจากรอยแยกบนพื้นดิน ไหลรวมเข้ากับร่างของไป๋เสียกระบวนการนี้ดำเนินไปประมาณหนึ่งนาที พลังวิญญาณอันน้อยนิดใต้จวนสกุลหงก็ถูกไป๋เสียดูดกลืนจนหมดสิ้น

            แต่สำหรับไป๋เสียที่วิญญาณได้รับบาดเจ็บสาหัสพลังวิญญาณเพียงน้อยนิดนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำหยดเดียวดับกระหายร่างวิญญาณของเขายังคงเลือนรางและอ่อนแอ

            ทว่าในเวลาเดียวกันกับที่เส้นลมปราณดูดกลืนพลังวิญญาณไปจนหมดฮูหยินหงผู้กำลังแช่น้ำพุอย่างสบายอารมณ์กลับพบว่าน้ำพุกลับกลายเป็นน้ำธรรมดาไปเสียแล้วไร้ซึ่งสรรพคุณชะลอวัยใดๆ! ทำเอาฮูหยินถึงกับกระทืบเท้าด้วยความโมโห

            “แม้จะไม่มากแต่ก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย” ไป๋เสียลืมตาขึ้นแล้วเอ่ยถาม “ว่าอย่างไรมีเรื่องที่ต้องการบอกข้าหรือ”

            ลู่เต้าพยักหน้าจากนั้นจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่ทะเลสาบมังกรทมิฬเมื่อคืนให้อีกฝ่ายฟังอย่างละเอียด

            หลังจากฟังจบไป๋เสียก็ถามขึ้นว่า “กุ้งที่เจ้าเห็นนั้น เปลือกของมันมีลวดลายคล้ายกับหินอ่อนหรือไม่”

            “เอ๊ะ!ท่านรู้ได้อย่างไร”

            “อย่างที่คิดเอาไว้ไม่มีผิด”ไป๋เสียกล่าวต่อ “กุ้งชนิดนี้มักจะกินซากศพเป็นอาหารการปรากฏตัวของมันบ่งบอกว่าบริเวณใกล้เคียงมีศพอยู่”

            “นั่นสิเมื่อวานกู่เสี่ยวอวี่เล่าให้ข้าฟังว่าช่วงนี้มีผีพรายในทะเลสาบชาวประมงหลายคนหายสาบสูญไปขณะออกหาปลา”

            “การหายตัวไปของชาวประมงต้องเกี่ยวข้องกับแสงประหลาดในทะเลสาบเป็นแน่ไม่มีทางที่เฟิ่งหวงจะอาศัยอยู่ในที่ไร้ซึ่งขุมทรัพย์ ขนาดเจ้าเฉาใบ้ยังต้องรีบไปตรวจสอบกลางดึกแสดงว่าทะเลสาบมังกรทมิฬต้องมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ บางทีอาจเป็นทางเข้าสุสานลับก็เป็นได้”

            “ว่าแต่สุสานลับคืออะไรหรือ”

            “สถานที่ที่ทั้งอันตรายและมีโอกาสอยู่ในที่เดียวกัน”ไป๋เสียอธิบาย “ไม่ทราบแน่ชัดว่าต้นกำเนิดของสุสานลับคืออะไรรู้เพียงว่าภายในมักจะมีสัตว์วิญญาณหายากตำราอาหารที่สามารถปลุกพลังวิเศษที่สาบสูญไปนานแล้วหรือแม้แต่อุปกรณ์วิญญาณล้ำค่า”

            “สุสานลับเปรียบเสมือนโอกาสผู้ที่ผ่านการทดสอบได้จะได้รับรางวัล ยิ่งยากลำบากมากเท่าไรรางวัลก็ยิ่งมากมายเท่านั้น” ไป๋เสียเดินมาหน้าลู่เต้ายกนิ้วแตะไปที่หน้าอกของอีกฝ่ายเบาๆ “เปลวเพลิงสืบสานแห่งภูตที่ข้าได้รับ ก็ได้มาจากศพในสุสานลับและนั่น...ทำให้ชีวิตของข้าเปลี่ยนไปตลอดกาล”

            ลู่เต้าพยักหน้าอย่างเห็นด้วย“ดูท่าแล้วข้าต้องไปตรวจสอบเสียหน่อยแล้ว”

            ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูเบาๆดังขึ้น สาวใช้เอ่ยถามอย่างแผ่วเบา “คุณชาย ท่านตื่นแล้วหรือยังเจ้าคะ”

            ไป๋เสียสะบัดแขนเสื้อร่างของเขาก็หายวับไปกลับเข้าไปในร่างของลู่เต้า จากนั้นลู่เต้าก็เอ่ยตอบ“ตื่นแล้ว”

            สาวใช้ยกอ่างไม้ที่บรรจุน้ำอุ่นและผ้าเช็ดตัวเข้ามาวางลงตรงหน้าลู่เต้าแล้วกล่าวด้วยท่าทีเคารพ “เชิญคุณชายล้างหน้าล้างตาก่อนไปที่ห้องโถงคุณนายมีเรื่องจะพบเจ้าค่ะ”

            กล่าวจบสาวใช้ก็ถอยออกไปลู่เต้าใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กเช็ดหน้าพลางครุ่นคิด ‘ฮูหยินหงหรือเหตุใดนางถึงต้องการพบข้า’

            ‘ดูท่าแล้วเรื่องที่ข้ายกหินเมื่อวานยังทำให้นางไม่คลายสงสัยตอนนี้อาศัยเขาอยู่ จะหลบเลี่ยงเรื่องนี้ไม่ได้หรอกไปดูกันว่านางคิดจะทำอะไรกันแน่’

            หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จลู่เต้าก็มุ่งหน้าไปยังห้องโถง แต่ยังไม่ทันถึง เขาก็ได้ยินเสียงหงฝูทะเลาะกับฮูหยินหงดังแว่วมาแล้ว

            “ท่านผู้มีพระคุณเคยช่วยชีวิตข้ากับอาฮวาเอาไว้!”เสียงของหงฝูเต็มไปด้วยความกังวล

            ฮูหยินหงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ“แล้วอย่างไรเล่า ข้าแค่ให้เขาลองฝีมือกับเหยียนอันเท่านั้นเอง”

            “ข้าเชิญท่านผู้มีพระคุณมาที่นี่ในฐานะแขก!หากเขาได้รับบาดเจ็บ คนภายนอกจะมองสกุลหงของเราอย่างไร”

            ขณะนั้นลู่เต้าก็มาถึงห้องโถงพอดีเขาเห็นฮูหยินหงนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ ส่วนเจี่ยเหยียนอันยืนอยู่ข้างหลังนางหงฝูกำลังเกลี้ยกล่อมให้ฮูหยินหงเปลี่ยนใจ แต่ดูเหมือนนางจะตัดสินใจแน่วแน่แล้วไม่ว่าอย่างไรก็ต้องให้เจี่ยเหยียนอันหัวหน้าองครักษ์มาประลองกับลู่เต้าให้ได้

            “โอ๊ะมาแล้วหรือ” เจี่ยเหยียนอันเดินเข้ามาหาลู่เต้าก่อนเป็นคนแรกเขามองลู่เต้าตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง แล้วเอ่ยเยาะ“นี่หรือคือยอดฝีมือที่ท่านพูดถึง”

            หลังจากพิจารณาแล้วเจี่ยเหยียนอันก็ลอบหัวเราะอย่างสมเพชในใจ ‘ระดับพลังของไอ้หนูนี่แค่ระดับหนึ่งดาราขั้นต้นเท่านั้นเห็นทีคงไม่เกินระดับกลาง เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นคู่มือของข้า!ปล่อยให้ข้าเปิดโปงมันต่อหน้าทุกคนเสียดีกว่า! จะได้ทำลายชื่อเสียงของหงฝูด้วย!’

            เพื่อกระตุ้นจิตวิญญาณนักสู้ของลู่เต้าเจี่ยเหยียนอันจึงจงใจเหยียบรองเท้าของลู่เต้า ประทับรอยแนบแน่นเอาไว้

            หงฝูรู้ดีว่ายอดฝีมือที่ครอบครองกระบี่บินได้นั้นแค่สะบัดมือเบาๆ ก็สามารถพลิกฟ้าดินได้ หากโกรธขึ้นมา คงไม่ใช่เรื่องเล่นๆแค่ทำลายเมืองมังกรทมิฬทั้งเมืองก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร

            เมื่อเห็นว่าเจี่ยเหยียนอันเสียมารยาทเช่นนี้เขากลัวว่าลู่เต้าจะโกรธเคือง จึงรีบก้าวเข้าไปขวางทั้งสองคนเอาไว้ไม่ยอมถอย

            “เรื่องไร้สาระเช่นนี้พอกันที!”

            ลู่เต้าที่อยู่ด้านหลังก็เอ่ยอย่างใจเย็น“ฟังดูน่าสนใจดีนี่ ข้าเอาด้วยก็ได้”

            “แต่ว่าท่านผู้มีพระคุณ...”หงฝูกำลังจะอธิบาย แต่เมื่อหันกลับไปมอง กลับพบว่าสีหน้าของลู่เต้าเย็นชาขึ้น และกลิ่นอายรอบตัวก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

            ลู่เต้าที่ถูกแย่งร่างเอ่ยถามในใจ‘เอ๊ะ เจ้าจะลงมือเองหรือ ไม่กลัวว่าจะเปิดเผยตัวตนหรืออย่างไร’

            “ข้ากดพลังของตัวเองไว้ต่ำที่สุดแล้วอีกอย่างการรับมือกับคนแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องให้ข้าลงมือเองหรอก”

            ไป๋เสียประเมินความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย“แต่ระดับพลังของมันสูงกว่าเจ้าอย่างน้อยๆ ก็ระดับสองดารา”

            “หากเจ้าแพ้มีหวังข้าต้องเร่ร่อนอีกแน่ๆ แถม...” ดวงตาของไป๋เสียเปล่งประกายเย็นเยียบจ้องเจี่ยเหยียนอันไม่วางตา“เจ้าบัดซบนี่ กล้าดียังไงมาทำให้ ‘เสื้อผ้า’ ของข้าสกปรก”

            ลู่เต้ารู้สึกแปลกใจทั้งที่โดนเหยียบรองเท้าแท้ๆ เหตุใดไป๋เสียถึงบอกว่าเสื้อผ้าสกปรกเล่า

            ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็เพิ่งเข้าใจว่าที่แท้ไป๋เสียหมายถึงร่างกายของเขานั่นเอง!ดังนั้นการที่รองเท้าถูกเหยียบ จึงเปรียบเสมือนทำให้เสื้อผ้าของไป๋เสียสกปรก!

            “ก็แค่ประลองกันหน่อยเดียวทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้ ไม่อยากมีเรื่องก็หลีกทางไปซะ!” เจี่ยเหยียนอันเร่งหงฝูอย่างหมดความอดทน

            หงฝูไม่รู้จะพูดอะไรได้แต่ถอนหายใจอย่างจนใจ ภาวนาในใจขอแค่เจี่ยเหยียนอันอย่าทำอะไรเกินเลยจนไปล่วงเกินลู่เต้าก็พอ

            ทุกคนเคลื่อนย้ายไปรวมตัวกันที่สวนตรงกลางลานถูกจัดการพื้นที่เพื่อให้ลู่เต้าและเจี่ยเหยียนอันประลองฝีมือกัน

            เจี่ยเหยียนอันเดินไปยังหินฮวงจุ้ยที่ลู่เต้าลำบากลำบนขนย้ายมาเมื่อวานจากนั้นก็ผลักออกไปอย่างง่ายดาย เพียงพริบตาเดียวลานประลองก็ว่างเปล่า

            “ข้าเจี่ยเหยียนอันขอคำชี้แนะด้วย” เขากำหมัดคารวะด้วยท่าทีเสแสร้ง

            “ข้า...”ไป๋เสียชะงักไป ครุ่นคิดอยู่นานก็ได้แต่พูดอย่างไม่เต็มใจ “เฮยเจิ้ง”

            “นามแฝงสินะ”เจี่ยเหยียนอันยิ้มเยาะ “ไม่เป็นไร รอให้เจ้ายอมแพ้แล้วข้าค่อยถามก็มิสาย”

            ทั้งสองคนยืนเผชิญหน้ากันอยู่คนละฟากของสวนฮูหยินหงนั่งอยู่ใต้ร่มเงา บอกกฎพร้อมกับมีสาวใช้คอยปรนนิบัติอยู่ข้างกาย“ครั้งนี้ประลองกันด้วยเพลงหมัดมวยและเตะเท่านั้น หยุดเมื่ออีกฝ่ายแพ้ห้ามใช้พลังวิเศษและอุปกรณ์วิญญาณ เข้าใจหรือไม่”

            เจี่ยเหยียนอันแสยะยิ้มหยิบก้อนหินขนาดเท่าฝ่ามือขึ้นมากำไว้แน่น ครั้นคลายฝ่ามือออกก้อนหินก็แตกเป็นผุยผงปลิวหายไปตามสายลม

            “อยากยอมแพ้ก็รีบๆทำเสียตั้งแต่ตอนนี้” เจี่ยเหยียนอันข่มขู่เสียงต่ำ“ต้องรู้เอาไว้ว่าหมัดมวยไร้น้ำใจนัก รู้สึกตัวอีกทีอาจจะบาดเจ็บสาหัสไปแล้วก็ได้”

            “ทำอะไรข้าไม่ได้หรอก”ไป๋เสียยิ้มเยาะ “เพราะต่อจากนี้ เจ้าไม่มีวันที่แม้แต่จะแตะต้องตัวข้าได้ด้วยซ้ำ”

            มุมปากของเจี่ยเหยียนอันกระตุกโดยไม่รู้ตัวสีหน้าเข้มขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะลอบรวบรวมพลังไว้ที่ฝ่ามือ

            “เริ่มได้!” สิ้นเสียงประกาศของฮูหยินหงการประลองก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ

    คล้ายกับเรื่อง『ผนึกมารขาว』(จบ) ที่คุณอ่าน