ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่53 ทุ่มเทสุดกำลัง!

            เหรินอวิ้นอวี้กระทืบเท้าลงที่พื้นอย่างรุนแรงฝุ่นผงปลิวว่อนปลุกเร้าสัญชาตญาณแห่งสัตว์ป่ากลิ่นอายของสัตว์อสูรแผ่ซ่านออกมาเล็กน้อยจากเคล็ดวิชากายากระทิงเหล็ก ร่างกายเริ่มถูกห่อหุ้มไปด้วยเหล็กหนาหลายชั้น

             

            ชายร่างเหล็กวิ่งเข้าใส่กิ้งก่าประหลาด ฝีเท้าไม่ได้หยุดด้านหน้าแต่กลับพุ่งชนอย่างรุนแรง!

             

            ปัง!

             

            กิ้งก่าตัวนั้นไม่ทันได้ใช้การโจมตีของมันก็กระเด็นไปไกลปลิวละล่องลู่ไปกับลมจวบจนแรงพุ่งนั่นหมดลงจึงดิ่งตกลงมาอย่างรวดเร็วทำเอาเจ้ากิ้งก่าตัวนั้นบาดเจ็บสาหัส ทว่าแววตากลับยิ่งดูโกรธแค้น!

             

            บนหัวของมันกลับปูดโปนขึ้นอีก แผดร้องเสียงแหลมระคายหู คลื่นเสียงที่ปล่อยออกมาทรงพลังมากทั้งเจ็ดคนต้องรีบนำมือขึ้นมาปิดป้องหูแล้วใช้ลมปราณป้องกันหูตนเองไว้ คราวนี้กิ้งก่าประหลาดนี้ตั้งใจจะโจมตีไปทำลายการได้ยินของพวกมัน

             

            สีหน้าของทั้งเจ็ดคนต่างขาวซีดโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหรินอวิ้นอวี้ที่อยู่ใกล้กิ้งก่านั้นที่สุดได้รับผลกระทบมากที่สุดอาการบาดเจ็บที่หูนั้นยากจะหลีกเลี่ยง ยังดีที่ได้กายากระทิงเหล็กนี้ช่วยไว้ไม่เช่นนั้นมันคงจะไม่ได้ยินเสียงใดอีกแล้วเป็นแน่! ไม่เว้นแม้แต่ชายอาภรณ์สีฟ้าที่บัดนี้หน้าตากลับปรากฏร่องรอยความเจ็บปวด

             

            มันหมดสิ้นซึ่งความอดกลั้น หากไม่รีบสังหารสัตว์อสูรตนนี้ลงไม่รู้ว่ามันจะส่งคลื่นเสียงหรือคลื่นอะไรที่แปลกประหลาดมาอีกหรือเปล่าถึงแม้จะป้องกันเสียงนั้นได้แต่ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถต้านรับคลื่นอย่างอื่นได้หรือไม่

             

            ชายอาภรณ์ฟ้าไร้ซึ่งความลังเลระเบิดพลังหยวนพุ่งทะยานเข้าใส่กิ้งก่านั้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับเงื้อมือที่ถือกระบี่จะฟาดฟันลง!

             

            ทว่ากลับมีสิ่งหนึ่งเข้ามารับการโจมตีนั้นไว้แทน สิ่งนั้นสีดำเทาลักษณะทรงกระบอกดูเงาและแข็งคล้ายกับเหล็กที่ถูกเคลือบมันไม่ใช่อะไรที่ไหนนอกเสียจากหางของอสรพิษสองหัวอสรพิษสองหัวรอดออกมาจากถ้ำได้สำเร็จ ทว่าลำตัวกลับเต็มไปด้วยร่องรอยการถูกแทงด้วยของแหลมที่มาจากโขดหินแหลม

             

            อสรพิษสองหัวหอบหายใจอย่างรวยรินเมื่อสักครู่มันพึ่งจะออกจากถ้ำมาได้ก็รีบใช้ความเร็วสูงสุดมาต้านรับกระบี่ของชายอาภรณ์ฟ้าไว้ทำให้หางของมันที่เป็นส่วนที่แข็งแกร่งที่สุดเกิดรอยกระบี่ขึ้นมา

             

            เดิมทีสัตว์อสูรไม่ควรมีสติปัญญาถึงเพียงนี้ แต่ด้วยสัญชาตญาณที่มันรับรู้หากว่าปล่อยให้กิ้งก่าตัวนี้ตายมันจะไม่สามารถแก้แค้นเจ้ามนุษย์พวกนี้ได้เลยมันจึงยอมเสี่ยงมารับกระบี่นี้ไว้

             

            ดวงตาแดงฉานเปล่งประกายอีกครั้งพิษร้ายก็ออกจากปากของมันเข้าเล่นงานชายอาภรณ์ฟ้า ชายอาภรณ์ฟ้ายังไม่ทันได้ตั้งตัวอสรพิษสองหัวนี้ก็โจมตีเข้ามาจึงฝืนตวัดกระบี่หมุนวนต้านรับพิษนั้นไว้ไม่ให้เข้ามาโดนตัว แล้วก็ถอยร่นห่างออกมาอย่างไม่เต็มใจเท่าใดนัก

             

            “หากอสรพิษสองหัวไม่มาขัดขวางมันไว้ ป่านฉะนี้กิ้งก่าหัวปูนนั่นคงได้ตายไปแล้ว!” ชายอาภรณ์ฟ้ากล่าวออกมาอย่างไม่สบอารมณ์

             

            ทั้งเจ็ดคนกลับเข้ามารวมกลุ่มกันใหม่เพื่อวางแผนชายอาภรณ์ฟ้ารับหน้าที่นำกลุ่มของตนก่อกวนอสรพิษสองหัว ส่วนหนิงจินและพวกจะเข้าไปจัดการกิ้งก่าตัวนั้นแล้วจะรีบตามไปสมทบ

             

            ตั้งแต่การโจมตีของเหรินอวิ้นอวี้ที่พุ่งเข้าใส่กิ้งก่าตัวนั้นก็ทำให้รู้ว่ากิ้งก่านี้แม้จะมีพลังโจมตีที่รุนแรง แต่การป้องกันช่างอ่อนด้อยนักหากไม่ปล่อยให้มันโจมตีก็จะได้รับชัยชนะอย่างง่ายดายหนิงจินจึงเลือกที่จะนำพรรคพวกเข้าสู้กับสัตว์อสูรตัวนี้มากกว่าอสรพิษสองหัวนั่น

             

            การปะทะกันของมนุษย์และสัตว์อสูรได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งอย่างดุเดือด ไม่นานความชุลมุนก็บังเกิดผงฝุ่นควันตลบอบอวนไปทั่วบริเวณ ประกายแสงวาดผ่านแล้วเล่า คมกระบี่ฟาดฟันกลางสายลมหมอกโลหิตฟุ้งกระจาย

             

            เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยามทุกคนต่างสะบักสะบอม แรงพลังเริ่มหมดลงแต่ยังเหลือชายผู้หนึ่งยืนยงอย่างองอาจ กวาดสายตามองไปด้านหน้าแววตาเผยให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยววาดแขนออกไปอย่างมั่นคงพริบตาเดียวชายผู้นั้นก็กลายเป็นเงาพร่าเลือน

             

            ประกายแสงวิบวับพุ่งผ่านตัวของอสรพิษสองหัวไปอย่างรวดเร็วอสรพิษสองหัวอ่อนแรงลง หัวกระเด็นหลุดออกไปอย่างไม่รู้ตัว เจ้าอสรพิษสองหัวบัดนี้เหลือเพียงหัวเดียว

             

            ในจังหวะเดียวกันนั้นหนิงจินพุ่งทะยานเข้ามาใช้พัดเหล็กของตนตัดผ่านลำคอของอสรพิษที่เหลือเพียงหัวเดียวนั้นไปเป็นอันจบชีวิตของสัตว์อสูรระดับสาม เหรินอวิ้นอวี้ที่รออยู่แล้วกระโจนเข้ามาทะลวงร่างเก็บแก่นสัตว์อสูรอย่างรวดเร็วพร้อมกับผู้ติดตามทั้งสองที่ติดตามมาอย่างฉับไวกลุ่มของหนิงจินหนีออกไปไม่ได้สนใจกลุ่มชายอาภรณ์ฟ้าอีก

             

            ปล่อยให้กลุ่มของชายอาภรณ์ฟ้าเผชิญหน้ากับกิ้งก่าประหลาดเพียงลำพัง สีหน้าของชายอาภรณ์ฟ้าเคร่งขรึมลงแววตาเกิดไฟโทสะครุกกรุ่นแผ่ซ่านไอสังหารทำเอาผู้คนขนหัวลุก!ความรุนแรงของไอสังหารนี้ทำเอาอากาศรอบข้างเกิดความเย็นเยียบ!

             

            ตู้ม!!

             

            เสียงปะทุพลังดังขึ้น! กระบี่ยาวถูกตวัดออกประกายสีครามถูกเคลื่อนออกจากตัวกระบี่แหวกอากาศ

             

            ครืด!

             

            ปราณกระบี่คล้ายคลื่นวารีถาโถมทั้งอ่อนโยนทั้งรุนแรงผสมผสานได้อย่างดีบ่งบอกถึงความเข้าใจในวิถีธาตุวารีและวิถีกระบี่  

             

            หนิงจินเสียวสันหลังวาบ เหลียวหลังหันมามองอย่างทุลักทุเลเหรินอวิ้นอวี้เองก็ไม่ต่างกัน มันหันไปมองชายอาภรณ์ฟ้านั่นถึงกับทำให้มันต้องสั่นสะท้าน! แววตาที่ลุกโชนไปด้วยไฟโทสะนั้นทำให้มันสั่นเทิ้มอย่างอดไม่ได้

             

            เงากระบี่เพียงพริบตาก็มาถึงพุ่งเข้าใส่ทั้งสี่คนอย่างจังกระเด็นลอยไปไกลนับสิบจั้ง จากนั้นพวกมันก็กระเสือกกระสนหนีไปอย่างรวดเร็ว คล้ายลืมทุกสิ่งคงเหลือไว้แต่การเอาตัวรอดไม่สนสิ่งใด

             

            ชายอาภรณ์ฟ้าไม่ได้ติดตามไป เพราะการขัดขวางของกิ้งก่าตัวนี้ที่ส่งคลื่นพลังความถี่สูงเข้าโจมตีอย่างต่อเนื่องชายอาภรณ์ฟ้าถึงแม้ว่าจะอยู่ระดับกำเนิดพลังแล้ว แต่ก็ไม่สามารถสู้ติดพันได้นานนักการต่อสู้ก่อนหน้ามันได้สูญเสียพลังไปมากแล้ว ทั้งต้องต่อกรกับอสรพิษสองหัวและยังต้องคอยช่วยหนิงจินที่อยู่ๆก็พยายามยื้อเวลาไว้ ไม่ยอมลงมือสังหารกิ้งก่าหัวปูดโปนตัวนี้ทำให้เกิดการยืดเยื้อและการบาดเจ็บขึ้น

             

            เหอเจี๋ยเองก็อยู่ในสภาพไม่ดีนักแต่ก็ฮึดสู้ครั้งสุดท้ายกระโจมเข้าไปโคจรรวบรวมพลังทั้งหมดไว้กับการโจมตีครั้งนี้ พร้อมกับผู้ติดตามที่เหลืออีกหนึ่งคน

             

            คลื่นพลังของกิ้งก่าตรงผ่านมายังเหอเจี๋ยเพื่อยับยั้งการโจมตีนี้ในจังหวะนั้นผู้ติดตามเห็นปฏิกิริยาของกิ้งก่าที่แปลกประหลาดไปหัวที่ปูนโปนพองขึ้นยุบลงมันก็ตัดสินใจพุ่งขึ้นหน้าใช้ฝ่ามือผลักเหอเจี๋ยอย่างสุดแรงให้ถอยร่นไปเหอเจี๋ยถูกแรงผลักก็ถอยร่นไปไกล

             

            เพียงไม่นานหลังจากนั้นชายคนนั้นก็เกิดการวิงเวียน คลื่นพลังเข้าทำลายประสาทสัมผัสทั้งหมดของมันไปแล้วค่อยๆกัดกร่อนระบบประสาทการทำงานทั้งหมดของร่างกายไป ทำให้มันตายลงอย่างช้าๆ

             

            เหอเจี๋ยอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงกับการโจมตีที่แปลกประหลาดเช่นนี้ แต่มันก็ไม่สามารถยอมแพ้ได้เมื่อมองไปยังบุรุษอาภรณ์ฟ้าที่ขณะนี้กำลังนั่งโคจรฟื้นพลังและกองโลหิตที่อยู่เบื้องหน้าของชายผู้นั้นนั่นทำให้เหอเจี๋ยฝืนลุกขึ้นอีกครั้ง พุ่งพรวดออกไปโจมตี

             

            มันไม่ได้สนใจที่จะหยุดฝีเท้าแม้แต่น้อย มุ่งมั่นกับการโจมตีนี้อย่างเต็มที่หากพลาดจากการโจมตีนี้ไปคงไม่อาจจะเข้าโจมตีได้อีก มีเพียงความตายที่รอคอยอยู่เท่านั้น!

             

            “ย้าก!!ตายไปซะ!!!” เหอเจี๋ยแผดเสียงลั่น!ท่ามกลางการเคลื่อนที่ของกิ้งก่านั้น

             

            ตู้ม!!

             

            เหอเจี๋ยเบิกตากว้าง!

             

            “หายไปไหน!” กิ้งก่านั้นหายไปแต่ในระหว่างนั้นเองก็ได้มีเงากระบี่พุ่งผ่านหน้าของเหอเจี๋ยผ่านไปเหอเจี๋ยเบิกตากว้างกว่าเดิมแทบถลนออกมา มันยังไม่ทันได้หายตกตะลึงกับกิ้งก่านั้นก็มียอดยุทธ์จากที่ใดไม่ทราบส่งกระบี่ผ่านหน้ามันไป

             

            การที่เงากระบี่พุ่งผ่านก็ทำให้รู้ได้ถึงความแข็งแกร่งของคนผู้นั้นได้แล้วการมาของมันนั้นเงียบเชียบและรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาดทว่ากลับเป็นเหมือนแค่สายลมพัดผ่านเท่านั้น หากไม่เข้าใกล้มาถึงตัวของมันในระยะประชิดห่างไม่ถึงสามก้าวคงจะสัมผัสไม่ได้เป็นแน่!

             

            เงากระบี่นั้นไปหยุดลงที่โขดหินด้านหน้าแล้วเงานั้นก็หายไปโลหิตสายหนึ่งหลั่งไหลออกมาค่อยๆปรากฏให้เห็นสัตว์อสูรที่นอนตายอย่างอนาถดับดิ้นสิ้นชีวี กิ้งก่านั้นตายแล้ว!

             

            เหอเจี๋ยรีบหันไปมองที่ชายอาภรณ์ฟ้า ในใจพลันขบคิดขึ้น “หรือว่าเขาบรรลุถึงเข้าถึงกระบี่แล้ว!”เหอเจี๋ยหวังให้ชายอาภรณ์ฟ้าเป็นเช่นนั้น หากเป็นคนอื่นคงไม่รู้ว่าดีหรือร้าย

             

            ทว่าความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเมื่อมันหันกลับมาก็พบกับชายหนุ่มหล่อเหลาสวมอาภรณ์ขาวสะอาดสะอ้านพร้อมกับผู้มาเยือนอีกสามคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง

             

            สถานการณ์เริ่มเคร่งเครียดอีกครั้งแววตาที่เหอเจี๋ยจ้องมองเต็มไปด้วยความกังวลสีหน้าหมองคล้ำอย่างเห็นได้ชัด

             

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน