กลับชาติมาเกิดใน Urban Fantasy

    ตอนที่สามสิบห้า Light Shadow Darkness แสงสว่าง เงาและความมืด

    ตอนที่สามสิบห้า Light Shadow Darkness แสงสว่าง เงาและความมืด

       คืนวันศุกร์สยองขวัญก็ผ่านไปโดยผมเพิ่มปริมาณเกลือที่ผมโรยรอบๆบ้านเพื่อกันวิญญาณร้ายและคิดว่าควรจะซื้อเกลือมาตุนเอาไว้เพิ่มหากมีเวลาในตอนเช้า พร้อมกับอุปกรณ์การประดิษฐ์ต่างๆ

    อาวุธแช่แข็งและอุปกรณ์ต่างๆที่สามารถเอามาประกอบใส่จักรยานได้ควรจะมีเอาไว้อย่างยิ่ง

    จากเหตุการณ์ในคืนนี้

    ที่ถ้าผมไม่ฝึกคาถาต่อสู้ไว้บ้างคงโดนฝูงแวมไพร์รุมฆ่าไปแล้ว

    มันเป็นแค่เรื่องของดวง..หรือเพราะผมเองว่าที่ทำให้แอนนาไปใส่ใจกับอ.ดมิธรีทำให้ไม่ออกตามล่าแวมไพร์กลุ่มนั้น?

    นั่นล่ะ ผมถึงไม่อยากเป็นศัตรูกับกลุ่มแอนนาหรือให้เธอมาสนใจผมว่าเป็นวายร้าย จะทำให้เธอละสายตาจากวายร้ายคนอื่นๆไป

     

    ผมเปลี่ยนใจแล้ว

    ผมจะช่วยเธอในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับแวมไพร์ให้มากขึ้น เธอจะได้ไม่มีเวลาไปดราม่าและละเลยงานปราบแวมไพร์ของเธอที่ผมเกือบตายก็เพราะอย่างนี้

     

    ผมเป็นคนเชื่อทฤษฎีเรื่อง ใช้ทุนส่งฮิตเลอร์เรียนศิลปะนั้นมีประสิทธิภาพกว่าการลอบสังหารฮิตเลอร์ถ้าเราย้อนเวลาได้

    ผมควรจะรู้สึกหวาดกลัว

    แต่ร่างกายของผมที่ผ่านการเสริมสร้างจิตใจจากหนังสือ mind domination การล้างสมอง

    ทำให้ผมสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดีมากกว่าที่คิด

     

    เราจะควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของคนอื่นได้อย่างไรหากเราควบคุมอารมณ์ของเรายังไม่ได้

    และมันมีปีศาจบางตัวที่กินความกลัวของคนได้ด้วย ผมจึงต้องหาวิถีทางป้องกันตนเองเอาไว้ก่อน

    การควบคุมอารมณ์ของตนเองทำให้สามารถตัดสินใจได้ทันทีแม้ในภาวะคับขัน

    เวทมนตร์ทำให้ผมเปลี่ยนไปแล้ว

    ฮอร์โมนในร่างกายทำให้ผมรู้สึกชอบต่อสู้มากขึ้น ทั้งที่รู้แก่ใจว่านี่คือโลกแห่งความเป็นจริง มันไม่มีค่าประสบการณ์ให้เก็บแต้มแบบระบบเกมส์

    การต่อสู้และทักษะควรจะมาจากการวางแผนการอย่างรอบคอบ

    หืม ไปโรงฝึกศิลปะการต่อสู้น่าจะดีแฮะ

    ลองฝึกซ้อมในสภาพแวดล้อมที่เอกับการต่อสู้เพื่อเก็บประสบการณ์และปลอดภัยกว่าด้วย

     

    พรุ่งนี้ลองไปหาโรงฝึกละกันแต่ต้องวางแผนการเดินทางดีดี ไม่อยากออกมาข้างนอกตอนกลางคืนนี่สิ

    ผมก็ค่อยๆฝึกวิชาไปก่อนนอนแบบเดิม

    สร้างความเข้าใจในกฎเกณฑ์ของเวทย์มากกว่าจะหาพลังที่มากมาย

    หรือพูดง่ายๆ ผมหาวิธีได้พลังมามากมายแล้วโดยการเปลี่ยนสสารเช่นก้อนหินเป็นพลังงานให้กับอุปกรณ์เล่นแปรธาตุต่างๆหรือพลังไฟฟ้าและแสงสว่างจากดวงอาทิตย์หรือแม้แต่ลมและน้ำที่เปลี่ยนเป็นพลังงานได้

    ผมมองไฟล์เอกสารและโน้ตต่างๆที่บันทึกเกี่ยวกับการเปลี่ยนสิ่งต่างๆให้เป็นพลังเวทย์เอาไว้

    แต่ละอย่างราวกับมีคนวางกฎแปลกๆไว้เพื่อกวนผมเล่นๆเสียอย่างนั้น

    แต่ผมคิดว่าผมค่อนข้างวางทฤษฎีได้คร่าวๆแล้ว

    ดังนั้นที่สำคัญที่สุดสำหรับผมตอนนี้คือการควบคุมพลังเวทย์ ไม่ให้มันระเบิดตัวผมหากผมใช้มันมากเกินไป

    ผมลองใช้แหวนควบคุมความมืดดู ตรงข้ามกับแสงสว่าง ความมืดคือการที่ไม่มีแสงสะท้อน

    แต่ท่าทางจะไม่ใช่อย่างนั้นหากมีเวทย์มาเกี่ยวข้องเพราะดันมีปีศาจตัวที่ขโมยเงาได้

     

    ความมืดจะแค่เป็นการไม่มีแสงได้อย่างไร หากเงาสามารถเคลื่อนไหวได้และเกิดผลกระทบต่อคนทั่วไปถ้าเงาหายไปได้?

    อย่างที่ว่า ผมเลือกการป้องกันตนเองก่อนที่จะฝึกการโจมตีแบบการฝึกศิลปะการต่อสู้ทั่วไปที่ต้องฝึกท่าป้องกันพื้นฐานก่อน

    และได้ค้นพบว่า

     

    แสง เงา ความมืด นั้นมันคนละอย่างกันหามองในสายตาของเวทมนตร์

    ตกลงมันอย่างไรกันแน่ฟะ ทำไมกฎมันดูแปลกๆจัง

    แสง light นั้นค่อนข้างเชื่อฟังดีไม่มีปัญหา

    เงา shadow ผสมกับแสงทำให้ผมควบคุมเงาจากวัสดุสิ่งของได้ง่ายดายพอสมควรแม้จะไม่ต้องพึ่งแหวนแต่มีข้อจำกัดคือ เงาจากวัตถุจะไม่สามารถเปลี่ยนรูปแบบเป็นอย่างอื่นนอกจากวัตถุนั้นได้

    แต่ยังสามารถบิดตะแคงหรืออะไรพอได้แต่ต้องกลับมาเป็นรูปร่างเดิม จากตอนที่ผมพยายามงอเงาของเทียนไขที่ตั้งอยู่ให้เป็นรูปต่างๆแต่เงาจะดีดกลับมาเป็นรูปเงาของเทียนไขแบบเดิม

    แต่ความมืดนี่สิที่เป็นปัญหา

    ไม่ใช่ว่าควบคุมยาก

    ผมควบคุมได้ง่ายเสียจนไม่ต้องใช้แหวนในการช่วยฝึกด้วยซ้ำ

    แต่มันง่ายจนเกินไปจนรู้สึกผมกำลังโดนความมืดที่อยู่รอบกายผมลวนลามไปมาเลย

    รู้สึกแหยงๆไงไม่รู้เมื่อความมืดกระเพื่อมไปมารอบตัวผม

    หรือเลโอนาร์ดมันเป็นวายร้ายประจำตอนจริงๆ?

    ผมคิดเช่นนั้นขณะที่จดทฤษฏีการฝึกประจำวันลงในสมุดโน้ตและคอมพิวเตอร์ว่าได้ข้อสรุปประมาณรูปสามเหลี่ยมคือ

     

    แสงชนะความมืด

    ความมืดชนะเงา

    เงาชนะแสง

     

    แสงขับไล่ความมืดให้หายไปได้

     

    ความมืดกลืนกินเงาที่คงรูปร่างอยู่ได้

    เงายังเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระภายใต้แสงแม้จะเปลี่ยนรูปร่างไปก็ตาม

    ทำไมเวทมนตร์รู้สึกเหมือนมันเป็นกฎที่ดูเหมือนเด็กไม่ค่อยใส่ใจในการคิดค้นมันขึ้นมานะ

    ผมใช้ความรู้ที่มีพยายามเก็บแสงจันทร์ใส่ขวดแก้วที่ผมสลักรูนอาคมในการเก็บรักษาสิ่งของไว้

     

    แสงจันทร์ในขวดแก้วส่องอย่างนุ่มนวลออกมา ผมวางแผนว่าจะเอาแสงจันทร์ที่เก็บได้นี้ไปตีดาบบ้าง

    ฮืม คงต้องสั่งซื้อพวกแร่เงินต่างๆมาเคลือบดาบเงินบ้างแฮะ

    ผมคิดในใจขณะมองขวดแก้วที่ใส่แสงจันทร์และแสงอาทิตย์ที่รวบรวมไว้ได้ในช่วงนี้

    “รอยยิ้มของนางฟ้า”

    “รอยเท้าของคนแคระ”

    “เสียงหัวเราะของเหล่าภูต”

    ส่วนประกอบอื่นๆที่บันทึกไว้นี่มันต้องไปหาที่ไหนฟะ?

    ผมถอนหายใจมองดูสมุดเล่มสีเหลืองที่มีเปลือกไม้เกาะเกี่ยว

    ตำราประดิษฐ์อุปกรณ์อาคมที่หนาหนักและราคาแพงกว่าหนังสือเล่มอื่นๆ

    แต่สายตาผมมองว่า”ปลอดภัย”กว่าเพราะเน้นไปทางประดิษฐ์สิ่งของอาคมที่ต้องการได้

     

    แต่ก็อย่างที่เห็นตัวอย่างของหายากนั่นล่ะครับ

     

    ผมต้องใช้เวลาสักพักในการควบคุมเวทย์จึงจะสามารถเก็บพวกแสงจันทร์ แสงดาว แสงอาทิตย์มาเป็นส่วนประกอบของการเล่นแร่แปรธาตุได้

    แต่ของบางอย่างที่หาไม่ได้ก็เพราะมันหาไม่ได้

    ผมเก็บของให้เรียบร้อยเพื่อเตรียมตัวสู้ต่อไปในวันพรุ่งนี้และโยนสมุนไพรบูชาเฮสเทียที่เตาผิงก่อนจะเข้านอนเพื่อป้องกันสิ่งเหนือธรรมชาติบุกเข้ามาในบ้าน

     

    หรือเราต้องพึ่งปืนน้ำแข็งของเจ้าแอนดรูในระบบการรักษาความปลอดภัยของบ้านเราแทนอุปกรณ์อาคม?

    เรื่องตลกที่มันสมองของเลโอนาร์ดดูรายละเอียดของอุปกรณ์วิทยาศาสตร์และประดิษฐ์สิ่งของได้ง่ายกว่าการสร้างอุปกรณ์อาคม

    อุปกรณ์อาคมเก็บของเอาตามธรรมชาติได้แต่บางอย่างก็หายาก

    อุปกรณ์วิทยาศาสตร์สามารถหาซื้อได้ง่าย แต่อย่างว่านั่นล่ะปัญหาคือราคาสิ่งของ

    คร่อก...

    ..

    คล้ายกับเรื่องกลับชาติมาเกิดใน Urban Fantasy ที่คุณอ่าน