บทที่ 157
ช่วย หรือ ไม่ช่วย
ต้นปีเซริสที่ 1758 หนังสือเรียกตัวลอร์ดแห่งแดนเหนืออย่างเร่งด่วนจากเมืองหลวงถูกส่งมาถึงคฤหาสน์ไม้ดำ กิจการข่าวสารทำให้การส่งข่าวข้ามดินแดนใช้เวลาเพียงไม่ถึงครึ่งวัน
“ลอร์ดเดวิด มีจดหมายด่วนจากราชาเอริคขอรับ” มาร์ตินยื่นจดหมายสำคัญให้กับเจ้านายของตน ทว่าเรื่องที่ควรจะเร่งด่วนกลับไม่ได้ทำให้ท่านชายรู้สึกตื่นตกใจแต่อย่างใด สายข่าวของเขาที่สโตนเกทเองก็มีอยู่จำนวนหนึ่ง ข่าวสารสำคัญล้วนไม่ได้ช้าไปกว่าคำเรียกตัวของท่านเอริคแม้แต่น้อย
“อีธานทราบเรื่องแล้วนะ?”
“เรียบร้อยขอรับ ลอร์ดอีธานจะตามไปร่วมประชุมที่รัสเซลหลังเสร็จกิจจากสภาเมือง...” ข้ารับใช้คนสนิทยังคงแจ้งเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในเมืองให้ทราบอย่างละเอียด ซึ่งคิทก็พยักหน้าด้วยความพอใจ
“หลังจากเข้าอินเซนเดียข้าคงใช้มนตราเคลื่อนย้ายไม่ได้ ช่วยดูแลความเรียบร้อยที่นี่ให้ด้วยล่ะ แล้วเจอกัน...อาจจะนานเป็นปีก็ได้” หลังจากอีกฝ่ายพยักหน้าตอบรับ ผู้เป็นเจ้านายก็หายตัวไปยังที่ที่เขาต้องการ ไม่เหลือไว้เพียงเงา
“.....” มาร์ตินได้แต่มองภาพตรงหน้าอย่างไม่สะทกสะท้านอะไร เขาชินกับเจ้านายที่มีพลังสูงส่งและทำตัวประหนึ่งทวยเทพไปเสียแล้ว ทั้งเคารพ ศรัทธา และหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน
คิทไม่ได้แวะไปรับญาติคนอื่นของตนเอง แต่ตรงไปยังสโตนเกท ชั่วขณะหนึ่งที่เหล่าทหารคุ้มครองดินแดนไม่ทันได้สังเกต ร่างชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังยืนอยู่บนยอดหอคอยตรึงมานาที่ตนเองสร้างเอาไว้ สายตาสีมรกตจ้องไปยังเดินแดนอันกว้างใหญ่นอกหุบเขา โทนสีของมันส่อถึงความแห้งแล้งอย่างเห็นได้ชัด
พลังมานาที่ล่องลอยอยู่ในบรรยากาศรอบนอกล้วนมีสีดำสนิทและเข้มข้นมากเหลือเกิน สายตาของคิทกำลังมองกระแสมานาสกปรกที่ถูกดึงดูดมาเปลี่ยนเป็นมานาบริสุทธิ์ตลอดเวลา แต่มันก็ช่างเหมือนกับการดึงน้ำในมหาสมุทรมาซักฟอกให้สะอาดด้วยท่อน้ำที่เล็กจิ๋ว ไม่ได้ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงในระยะยาวแต่อย่างใด
เซริสและบาบาริส กำลังทำตัวต้านกระแสน้ำที่รุนแรงและผันผวน เขาเองเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมทวยเทพถึงต้องทุ่มพลังมหาศาลเพื่อยึดเหนี่ยวสมดุลของโลกเอาไว้ไม่ให้พังทลาย เหตุการณ์ขณะนี้ช่างวิกฤตเหลือเกิน
หลังจากส่งจดหมายถึงสายข่าวกลุ่มต่างๆ ผ่านนกแก้วเขียว เขาก็เดินทางกลับขึ้นเหนือไปยังเซริส ครั้งนี้เขาไม่ได้โผล่ไปที่ปราสาทของราชวงศ์เพื่อไม่ให้เกิดความแตกตื่น แต่กลับเคลื่อนย้ายมายังวาร์ปเกทที่กลายเป็นศูนย์คมนาคมขนส่งภายในอาณาจักรไปเสียแล้ว สถานที่แห่งนี้เนืองแน่นไปด้วยผู้คน ดังนั้นท่านชายที่ใช้มายาแปลงกายจึงสามารถกลืนไปกลับฝูงชนได้อย่างง่ายดาย
(อีกสองชั่วโมงการประชุมใหญ่คงจะเริ่ม ทำอะไรดีนะ?)
(วาริน่าอยากออกไปบินเล่นค่า) (ข้าอยากกินเนื้อ...) ภูตสายลมและจิตวิญญาณเหยี่ยวในสร้อยข้อมือบอกความต้องการของตนเอง หลังจากคิทอนุญาต เจ้าก้อนกลมสีเขียวใสก็ลอยละล่องไปทักทายเพื่อนฝูงบนฟากฟ้า ตอนนี้ใกล้เวลาเที่ยงแล้ว ไปฝากท้องที่ตลาดอาหารพร้อมกับหาเนื้ออร่อยๆ ให้ซิลเวอร์ไนท์กินก็ดีเหมือนกัน
เมืองเก่าแก่อย่างเซริสมีความเปลี่ยนแปลงไปมากเพราะผลกระทบจากแดนเหนือ หัวเมืองโดยรอบที่ไร้ผู้ปกครองถูกยึดกลับคืนมาเรียบร้อยแล้ว สิ่งก่อสร้างที่ไม่ได้สลักสำคัญล้วนถูกรื้อถอนเพื่อวางผังเมืองใหม่ตามคำแนะนำที่มีในหนังสือของปราชญ์แห่งแดนเหนือ ด้วยกำลังคนมหาศาล เซริสจึงสามารถขยายตัวออกไปกว้างไกลไม่แพ้รัสเซลด้วยเวลาที่รวดเร็วยิ่ง
ประชาชนที่เคยอยู่อาศัยกันอย่างแออัดในเมืองใหญ่ ได้รับที่พักอย่างเหมาะสม เม็ดเงินที่ไหลเวียนอยู่ในเซริส ไม่ได้เล็ดลอดออกไปจากอาณาจักรเพราะกิจกรรมพัฒนาเหล่านี้แม้แต่น้อย ดุลการค้าและการคลังยังสมดุลเพราะพลังของทุกคนที่ช่วยเหลือกันด้วยไมตรี
วิกฤตร้ายแรงมักจะดึงธาตุแท้ของคนให้เผยออกมา เมื่อเหล่าคนชั่วและพวกโกงกินถูกกำจัดไปจนหมดสิ้น หรือไม่อาจทำตัวเหนือกฎหมายได้อีก ก็ถึงคราวที่คนดีจะช่วยพัฒนาสังคมให้ก้าวหน้าไปอีกขึ้น คิทเคยเห็นตัวอย่างมากมายจากประเทศที่เจริญแล้วบนโลกใบแรก หลายที่ล้วนต้องประสบกับยุคมืดของตนเอง
ไม่ว่าจะเป็นสงคราม หรือภัยพิบัติ ก็จะทำให้พวกเขาระลึกตัวได้และพัฒนาไปอีกขั้น
พอคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว เขาก็เข้าใจความหมายของทวยเทพขึ้นมาหลายส่วน เทพแห่งสงคราม ความอดอยาก โรคภัยไข้เจ็บ และความตายคงพยายามทำหน้าที่ของตนเพื่อภาพรวมที่ยิ่งใหญ่กว่า อย่างไรก็ตามเขายังต้องเรียนรู้อีกมากนัก ถ้าหากได้พบเจอกับทวยเทพทั้งสี่ที่ยังคงเร้นตัว คงต้องพูดคุยทำความรู้จักอย่างเป็นทางการสักหน่อย
ปึก! คงเพราะเดินคิดอย่างเหม่อลอย เขาจึงเดินชนชายผู้หนึ่งเข้า
“เฮ้ เดินไม่ดูทางเลยนะ จะหาเรื่องเรอะ?” ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเมาหัวราน้ำตั้งแต่เที่ยง คิทรู้สึกสงสัยเล็กน้อยว่าทำไมมนตราพรางกายถึงทำให้อีกฝ่ายเห็นเขาได้เพราะมั่นใจว่าภาพมายาทำให้เขาไม่โดดเด่น
“ขออภัยด้วยครับ” ท่านชายตอบอย่างขอไปที เขาเองก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าตนเองเดินอย่างระมัดระวังท่ามกลางผู้คนมากมายบนท้องถนนเช่นนี้
“ดูนั่นสิ ไอ้ขี้เมาจาคอบเอาอีกแล้ว”
“สงสารเจ้าหนุ่มนั่นนะ กลายเป็นเป้าของเจ้านั่นไปเสียได้”
(หืม...?) เสียงกระซิบของคนรอบด้านทำให้คิทหูผึ่ง ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ใช่ฝ่ายที่ทำเรื่องผิดกระมัง ยังไม่ทันรู้สึกว่าตนเองรอดพ้นจากการเป็นเป้าสายตา แขนเสื้อก็ถูกฉุดเอาไว้เสียก่อน
“จะรีบไปไหน เจ้ายังไม่ได้ชดใช้ให้ข้า! จ่ายค่าเสียเวลามาเดี๋ยวนี้”
เซริสยังไม่ปราศจากขยะสังคมหรืออย่างไรนะ ทำไมย่านค้าขายเช่นนี้ถึงมีพวกมิจฉาชีพขี้เมามาคอยสร้างความเสื่อมเสียอยู่ได้
สายตาของชายหนุ่มสอดส่องไปยังพื้นที่โดยรอบ แต่ก็ไม่เห็นเงาของทหารรักษาความสงบแม้แต่คนเดียว ช่างเป็นเรื่องที่หละหลวมมาก พ่อค้าแม่ค้าในบริเวณน่าจะรู้จักชายขี้เมาคนนี้ดี แต่ทำไมกลับไม่มีผู้ใดพยายามยื่นมือช่วยเหลือหรือไกล่เกลี่ย
“เฮ้ หูหนวกเรอะ บอกให้ส่งเงินชดเชยค่าเสียเวลาให้ข้า! รู้หรือไม่ว่าข้ารู้จักกับใคร?” คำพูดของอีกฝ่ายเริ่มทำให้เขาเข้าใจแล้ว คงเป็นพวกมีเส้นสายนี่เอง “ข้ารู้จักกับลอร์ดแห่งเรดวู้ดแดนสวรรค์เชียวนะ ถ้ามีเรื่องกับข้า อย่าหวังจะได้เหยียบแดนเหนืออีกเลยชั่วชีวิต!”
“โฮ่...” คิทส่งเสียงอุทานอย่างตกใจเล็กน้อย ขณะนี้ทั้งรู้สึกขำและสมเพชชะตากรรมของชายผู้นี้เล็กน้อย “จาคอบสินะ สงสัยซิลจะต้องไปกินอาหารพร้อมกับท่านเอริคแล้วมั้งนี่...” เขาบ่นพึมพำกับตัวเอง แต่พฤติกรรมพูดคนเดียวดังกล่าวสร้างความหงุดหงิดให้คู่กรณีไม่น้อย หมัดของคนเริ่มหายเมาจึงถูกประเคนมาให้ถึงที่ ซึ่งเขาก็หลบได้อย่างง่ายดาย
โทษแอบอ้างแดนเหนือของอีกฝ่ายไม่ได้ถึงตาย แต่การสร้างความรำคาญให้กับลอร์ดก็มีโทษที่ค่อนข้างหนักหนาเช่นกัน
อักขระพันธนาการเริ่มร้อยเรียงตัวอย่างรวดเร็ว เพียงไม่ถึงอึดใจ เจ้าตัวปัญหาก็ลงไปนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น
“ท่าน...” คิทหันหน้าไปมองพ่อค้าที่อยู่ข้างเคียง “ตอบข้า... คนผู้นี้แอบอ้างและสร้างความเสื่อมเสียให้แดนเหนือมานานเท่าไหร่แล้ว”
“ขอ...ขอรับ ตั้งแต่กลับมาจากงานก่อสร้างที่แดนเหนือ... เมื่อหกเดือนก่อนเห็นจะได้... ขอรับ”
“มิน่า...” มันเป็นช่วงที่แดนเหนือเปิดรับคัดเลือกคนเข้าร่ำเรียนในสองสถาบันการศึกษา จึงไม่แปลกเลยที่จะมีคนเดินทางจากทั่วดินแดนไปร่วมคัดเลือก พวกเขายังคงหละหลวมเกินไป ไม่มีกฎห้ามผู้เข้าร่วมแอบอ้างชื่อเสียงไปใช้ในทางที่ผิดๆ
“จาคอบ... ข้าจะไม่อ้อมค้อม เจ้าไม่ใช่พลเมืองของแดนเหนือ จึงอาจจะไม่รู้กฎเกณฑ์ของผู้คนที่นั่น แอบอ้างชื่อเสียงของท่านลอร์ดเพื่อใช้หาผลประโยชน์โดยมิชอบ ต้องชดใช้ด้วยการเป็นทาสแรงงานขั้นต่ำสุดในเหมืองเกือบห้าปีเชียวนะ...”
“เจ้า... เจ้า! ถ้าข้ารอดไปได้ เจ้าจะต้องไม่ตายดีแน่”
การพูดคุยที่ยืดเยื้อเล็กน้อย ทำให้พลเมืองดีตามทหารที่เพิ่งหยุดพักเที่ยง มาควบคุมสถานการณ์ได้อย่างพอดิบพอดียิ่งกว่าละครน้ำเน่า สถานการณ์นี้ฉายชัดว่าประสิทธิภาพของเหล่าผู้รักษาความสงบต่ำต้อยเพียงใด
ทว่า...เมื่อเหล่าทหารเห็นพลังของอักขระที่ทอแสง พวกเขาก็ทราบทันทีว่าชายหนุ่มปริศนาคือผู้ใด จึงไม่มีเรื่องโวยวายน่าปวดหัวอีก
“ขออภัยขอรับท่านชาย...” ทหารทั้งสิบคุกเข่าอย่างพร้อมเพรียงจนชาวบ้านและเหล่าผู้ค้าขายมึนงงไปหมด
“กำลังทหารไม่พอหรือ... ข้าไม่นึกว่ามาเที่ยวเซริสครั้งแรกในรอบปีจะเจอเรื่องแบบนี้ด้วยตนเอง...”
(รู้สึกเหมือนอยู่ในหนังย้อนยุคชะมัด...) บทบาทที่เขาสัมผัสอยู่ในตอนนี้ ช่างเหมือนกับเรื่องราวในละคร ทว่ามันก็สะท้อนหลายสิ่งให้ได้เห็น
ร่างกายของชายปริศนาเริ่มสลายตัว ภาพมายาปกปิดฐานะไม่จำเป็นอีกแล้ว เหลือเพียงท่านชายผมสีน้ำตาลทองที่สะท้อนกับแสงแดดจนงดงาม ร่างกายที่ดูบึกบึนสมส่วนและแข็งแกร่งเริ่มเผยให้เห็นพร้อมชุดที่แต่งประดับเต็มยศสำหรับเข้าประชุม ยิ่งใหญ่สมฐานะยิ่งนัก ทว่าใบหน้าหล่อเหลากลับไม่ยิ้มแย้มเหมือนเก่า มีเพียงอาการเหนื่อยใจและหงุดหงิดให้ได้เห็น
จาคอบอ้าปากค้างเพราะตนเองหาเรื่องจนเจอแจ็คพอตเข้าอย่างจัง ชีวิตของทาสหลังจากนี้คงหดหู่น่าดู ชายขี้เมาและชอบสร้างปัญหาไปทั่วยังไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำ ว่าเขาจะไม่ได้ทำงานในแดนเหนืออย่างสุขสบายตามที่คาดเอาไว้ แต่จะเป็นเหมืองที่เฟลมมิ่ง ซึ่งโหดร้ายกว่ามากนัก
กฎหมายของแดนเหนือได้พัฒนาไปอีกระดับแล้ว มันเด็ดขาดและไม่ได้มีเมตตาเหมือนเช่นในอดีตอีกต่อไป เหล่าผู้ทำผิดจึงถูกกระจายตัวไปใช้แรงงานพัฒนาดินแดนที่วินเดล ลองอีริส หรือไม่ก็เฟลมมิ่ง ตามข้อตกลงที่มีร่วมกันกับอาณาจักรเซริส
“ส่งตัวให้ทหารที่วาร์ปเกท พาพยานไปด้วยสักสองสามคน แจ้งข้อหาตามสมควร แดนเหนือจะจัดการตัดสินตามขั้นตอนเอง...”
“ขอรับ! เอ่อ... ท่านชายจะให้ข้านำทางไปที่ปราสาทเซริสไหมขอรับ?” ระหว่างจาคอบถูกรวบตัวพร้อมเสียงฮือฮาของชาวบ้านโดยรอบ หัวหน้าเหล่าทหารก็ถามขึ้นอย่างรีบร้อนเพราะกลัวว่าจะเสียมารยาท
“ไม่ต้องหรอก เรื่องจำนวนทหารรักษาการณ์ ข้าจะช่วยพูดให้เอง ขอบคุณที่ทำงานหนักนะ...” หลังจากพยักหน้า เขาก็หายตัวไปด้วยมนตราเคลื่อนย้ายส่วนตัวเพราะไม่อยากเดินฝ่าฝูงชนที่เริ่มคับคั่งเพราะเหตุการณ์นี้อีก
เรื่องราวในวันนี้จึงจบลงด้วยคำเล่าลือปากต่อปาก สถานการณ์ในเซริสคงจะดีขึ้นหลายส่วนและคงจะไร้ซึ่งกลุ่มคนแอบอ้างชื่อเสียงผู้อื่นเพื่อกระทำความผิดไปอีกนานทีเดียว
.
.
.
การประชุมใหญ่ที่รวมตัวลอร์ดจากทั้งดินแดนโดยไม่ผ่านเวสเซลตัวแทนเหมือนเช่นครั้งอื่นๆ เริ่มขึ้นในช่วงบ่าย สมาชิกบนโต๊ะประชุมใหญ่ที่ใช้กินเลี้ยงในช่วงเที่ยงจึงเริ่มการพูดคุยโดยไม่มีพิธีรีตองมากนัก ทุกฝ่ายล้วนรู้จักกันและสนิทสนมดีอยู่แล้ว
ปัญหาหลักในดินแดนถูกชี้แจงอย่างรวดเร็ว ทุกคนร่วมกันปรึกษาและสรุปผลเพื่อหาทางแก้ไขจนเสร็จสิ้นภายในหนึ่งชั่วโมงแรก แดนเหนือที่คับคั่งไปด้วยประชากรจนแทบล้นทะลัก จะแก้ปัญหาด้วยการช่วยเขตอื่นพัฒนาจนก้าวไกลและสะดวกสบายจนทัดเทียมตนเองภายในสองปีข้างหน้า เพื่อให้ชุมชนแออัดได้ระบายจำนวนออกไปบ้าง
บลูวาเรียได้แก้ไขปัญหาน้ำกัดเซาะเขตแดนจนสถานการณ์คงตัวแล้ว กระแสน้ำเชี่ยวกรากจนไม่สามารถทำกินได้ ถูกนำมาใช้ประโยชน์ด้วยการใช้กังหันน้ำทดแทน และเปลี่ยนอุตสาหกรรมภายในเพื่อให้เหมาะสมกับทรัพยากรที่มี
บอราลร่วมมือกับมอราลพัฒนาแหล่งทรัพยากรไข่มุกในลองอีริส เส้นทางการค้าภาคพื้นดินกำลังถูกจัดสร้าง กิจกรรมดังกล่าวคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในกลางปีนี้ ชุมชนนายช่างผู้เชี่ยวชาญงานอัญมณีสูงค่าคงจะเริ่มก่อตัวหลังจากนั้นไม่นานเช่นกัน
สโตนเกทเอื้อมมือไปช่วยบริหารงานเหมืองแร่ในเฟลมมิ่ง ด้วยความสนับสนุนจากวาร์ปเกท คงจะทำให้อุตสาหกรรมโลหะเฟื่องฟูภายในปีหน้า แน่นอนว่าแดนเหนือจะช่วยเรื่องตรึงกำลังป้องกันการโจมตีของอสูรมานา ที่เกิดขึ้นประปรายนอกเขตเมืองเฟลมมิ่งเก่า
สมาคมนักผจญภัยได้ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว พวกเขารับทั้งงานรักษาความปลอดภัย ออกกำจัดอสูรมานาตามท้องที่ต่างๆ และยังช่วยด้านการหาทรัพยากรในดินแดน มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วเซริส และทำให้คนรุ่นใหม่ไฟแรงทั้งหลายสนใจสร้างฐานะของตนเองบนความตื่นเต้นเช่นกัน
เหตุการณ์ทุกอย่างที่สงบสุขดี ทำให้ทุกคนเผยรอยยิ้มออกมาให้ได้เห็น ทว่าความดีใจดังกล่าวมีอายุที่สั้นนัก
“ข้าได้รับจดหมายจากม้าเร็วของฮาดราห์แห่งอินเซนเดีย เมื่อสัปดาห์ก่อน... สถานการณ์ของเพื่อนบ้านในตอนใต้กำลังย่ำแย่มาก...” ราชาเอริคพูดขึ้นพร้อมพยักหน้าให้ราชินีซาบิน่าเป็นพูดสานต่อ
“อย่างที่พวกท่านทราบดี ลอร์ด หรือ ฮาดราห์แห่งแดนใต้ ล้วนแบ่งพรรคแบ่งพวกหลังการล่มสลายของราชวงศ์อินเซนเดีย หลักๆ แล้ว พวกเขาสามารถแบ่งได้เป็นสามกลุ่ม ตามเกณฑ์การช่วยเหลือประชาชนในดินแดน...”
“กลุ่มรักสันติ กลุ่มบ้าอำนาจ และกลุ่มที่นิ่งเฉยสินะครับ” บุตรชายของลอร์ดแห่งสโตนเกทพูดขึ้น ถ้าให้เทียบกับลอร์ดในเขตอื่นแล้ว สโตนเกทนับว่าเป็นเขตที่รู้เรื่องราวของเพื่อนบ้านมากที่สุด
“ถูกต้อง จดหมายที่พวกเราได้รับเป็นของกลุ่มรักสันติ พวกเขาใช้ชื่อว่า พันธมิตรซาลาม... ขณะนี้ปัญหาความอดอยากของเขตอินเซนเดียถึงขั้นวิกฤติแล้ว หัวหน้าของกลุ่มซาลาม ฮาดราห์อาลี ตัดสินใจสละชีวิตทหารส่งข่าวถึงห้าสิบนาย เพื่อส่งข้อความถึงพวกเรา แดนใต้กำลังจะเข้าสู่ภาวะสงครามกลางเมือง...”
“กลุ่มฝักใฝ่อำนาจ กำลังออกปล้นชิงเสบียงอาหารทั่วดินแดน เห็นว่าฮาดราห์ราชัท ที่ได้ชื่อว่าเป็นอสูรสงคราม ได้นำทัพด้วยตนเอง ข้าเคยได้ยินมาว่าเขาบ้าดีเดือดมาก...”
“บ้า... ขนาดเอาศพของศัตรูมาเสียบประจานทุกสนามรบ” เลดี้แห่งมอราลกล่าวเพิ่มเติม สายข่าวของเธอก็มีข้อมูลมากเช่นกัน
ลอร์ดแห่งเซริสรู้สึกขนลุกเกรียว ทว่าท่านชายเดวิดกลับคิดถึงแผนการช่วยเหลือให้กลุ่มรักสันติสามารถอยู่รอดต่อไปได้ แต่ปัจจัยเสี่ยงก็มากเหลือเกิน ระหว่างที่หลายฝ่ายยังคงถกเถียงหารือว่าวิธีการใดเหมาะสม องค์เอริคก็หันมาหาเหล่าลอร์ดแห่งแดนเหนือ
“พวกท่านพอจะช่วยเหลือด้านเสบียงได้หรือไม่ ข้าจะนำทหารขนย้ายพวกมันไปยังอินเซนเดียเอง” ความหมายของเอริคนั้นชัดเจน เขาไม่อยากรบกวนแดนเหนือไปมากกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
“พวกข้ามีอาหารเหลือเฟือ” ออดริคตอบ “แต่...”
“แต่มันจะใช่วิธีการช่วยเหลือที่ดีจริงๆ รึ?” ลอร์ดเอ็ดวินส่ายหน้า “ส่งอาหารไป ก็เหมือนจะเติมเชื้อไฟให้ลุกโหมรุนแรงมากขึ้น ข้าไม่คิดว่ามันจะเป็นวิธีที่เหมาะสมในระยะยาวหรอกนะ ที่แห่งนั้นกำลังจะเข้าสู่สงครามแล้ว พวกเราเข้าไปพัวพันกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จะเป็นสิ่งที่เหมาะสมรึ?”
มนุษย์นั้น... ยิ่งได้ก็ยิ่งอยากมี เห็นฝ่ายใดได้ดีก็ยิ่งอิจฉา จากนั้นก็ตบตีต่อสู้แย่งชิงกัน วนเวียนไม่สิ้นสุด
แล้วเซริสที่ยังต้องพัฒนาตัวเองไปข้างหน้า จะยื่นมือลงมากวนน้ำให้ขุ่นจนเปรอะเปื้อนไปทำไม