จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 78 อสูรวิญญาณ

                วันต่อมาไป๋หยุนเฟยไม่ได้ออกจากห้องไปเตร็ดเตร่ที่ใดเพียงใช้เวลาทั้งวันเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ภายในห้องกระทั่งยามค่ำจึงเริ่มอัพเกรดสิ่งของที่หลงเหลืออยู่หลังจากอาวุธและเครื่องประดับถูกทำลายไปมากมาย ในที่สุดพลังวิญญาณของไป๋หยุนเฟยก็หมดสิ้นและล้มตัวลงบนเตียง

                รัตติกาลผ่านไปอย่างรวดเร็วยามเช้าตรู่ไป๋หยุนเฟยจึงลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้าก่อนจะบิดกายอย่างเกียจคร้านจนกระดูกลั่นกร๊อบแกร๊บไปทั่งร่างหลังจากสะบัดแขนทั้งสองข้างและเหยียดกายพร้อมสูดลมหายใจสองสามครั้งก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ

                “การใช้กระบวนการอัพเกรดยังคงเป็นวิธีที่รวดเร็วที่สุดอยู่ดี!วิธีนี้เรียบง่ายและได้ผลนัก...แต่โชคร้ายนักที่ค่าตอบแทนคือข้าต้องหมดสติในตอนท้ายทุกครั้งแม้ว่าการหมดสตินี้จะไม่แตกต่างอันใดกับการนอนหลับแต่ข้าก็ยังต้องหมดสติไปร่วมสี่ชั่วยาม แม้นจะฝืนบังคับตนเองให้ตื่นก่อนเวลาได้สองชั่วยามแต่ข้าก็ต้องง่วงงุนเซื่องซึมผลข้างเคียงเช่นนี้ส่งผลมากเกินไปทางที่ดีสมควรปล่อยให้ร่างกายฟื้นตื่นด้วยตนเองจะปลอดภัยกว่า”

                “ได้เวลาแล้ววันนี้สมควรอำลาทุกคนและไปจากสำนักหลิวขจีโดยเร็วจะเป็นการดีที่สุด” ไป๋หยุนเฟยครุ่นคิดเรื่องนี้พลางหยิบจี้หยกเขียวรูปมัจฉาออกมาวางบนฝ่ามือและพิจารณาอย่างละเอียด

              “ระดับไอเทม: ดีเลิศ”

              “ระดับการอัพเกรด: +10”

              “คุณลักษณะเพิ่มเติม: ความเร็ว +45”

              “ผลกระทบพิเศษสำหรับ +10: เพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่อีก3%”

              “สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด:แต้มวิญญาณ 22 แต้ม”

                หลังจากยืนยันคุณสมบัติของจี้หยกแล้วไป๋หยุนเฟยจึงพยักหน้าเล็กน้อย“เคล็ดวิชาต่อสู้และท่าร่างที่สำนักหลิวขจีฝึกปรือมุ่งเน้นที่ความคล่องแคล่วหากข้ามอบจี้หยกนี้แก่อวี้เหอ นางย่อมต้องชมชอบแน่ คิดว่า...”

                ยามที่เดินออกจากห้องพักอากาศเย็นสดชื่นยามเช้าก็โชยมาปะทะสร้างความคึกคักกระปรี้กระเปร่าแก่ไป๋หยุนเฟยอีกสักพักฉู่อวี้เหอจึงจะนำอาหารเช้ามาส่ง

                ไป๋หยุนเฟยเคาะประตูห้องของหงยินที่อยู่ติดกันแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ คาดว่าหงยินจะตื่นนอนและออกไปด้านนอกแล้ว

                ไป๋หยุนเฟยตัดสินใจเดินเตร็ดเตร่ไปยังเรือนใบหลิวบางทีอาจบังเอิญได้พบกับฉู่อวี้เหอที่จะนำอาหารมาส่ง

                ยามที่เดินออกจากตึกรับรองแขกไป๋หยุนเฟยก็เลี้ยวซ้ายเดินผ่านทางเดินปูแผ่นหินสีครามชายหนุ่มเดินเตร็ดเตร่อย่างแช่มช้ารอบด้านปรากฏหยดน้ำค้างพร่างพรมบนดอกไม้ใบหญ้าราวอัญมณีสายลมละมุนโชยพัดอย่างอ่อนโยนส่งน้ำค้างหยาดหยดลงสู่เบื้องล่าง ไป๋หยุนเฟยได้ยินเสียงหยดน้ำแว่วมาแผ่วเบาทุกสิ่งรอบกายช่างสุขสงบทั้งเปี่ยมความสดใสของยามรุ่งอรุณ

                หลังจากเดินผ่านสวนเล็กๆแห่งหนึ่งไป๋หยุนเฟยก็มองเห็นสระขนาดย่อมอยู่ตรงหน้าถัดไปจึงเป็นเรือนใบหลิวที่ฉู่อวี้เหอและศิษย์ร่วมสำนักพำนักอยู่

                “เอ๊ะ?” หลังจากเดินเข้าใกล้สระน้ำไป๋หยุนเฟยก็อุทานอย่างแผ่วเบาด้วยความประหลาดใจพร้อมกับหยุดเท้าลงนั่นเพราะมันพบว่าริมสระฝั่งขวา หงยินกำลังนั่งอยู่บนม้านั่งหินลูบตัวสุนัขป่าสีเทาที่หมอบอยู่ตรงหน้าท่าทางราวกับกำลังพูดคุยกับสุนัขป่าตรงหน้า

                สุนัขป่าตรงหน้าหงยินตัวนี้คืออสูรวิญญาณที่มัน‘แย่งชิง’มาจากหลี่หลงแห่งสำนักเจ้าอสูรในวันนั้นเอง!

                และที่ข้างกายหงยินก็มีหญิงสาวนั่งอยู่โดยไม่กล่าววาจาอันใดดวงตาของนางมองสลับไปมาระหว่างหงยินและสุนัขป่าอสนีบาตด้วยสายตากระตือรือร้นอยากรู้อยากเห็น

                “พี่ใหญ่หงยินลู่หลิว พวกท่านกำลังทำอะไร?”ไป๋หยุนเฟยโบกมือให้แก่ทั้งคู่อีกฝ่ายจึงพบเห็นชายหนุ่มขณะเร่งฝีเท้าเดินเข้าไป

                หงยินค้อมศีรษะให้แก่ไป๋หยุนเฟยเล็กน้อยก่อนจะหันไปเพ่งตามองสุนัขป่าอสนีบาตตรงหน้าจากนั้นยื่นมือขวาไปตบคอสุนัขป่าอสนีบาตเบาๆพร้อมกับกล่าวคำพูดพึมพำที่ไม่อาจฟังออกบนศีรษะสุนัขป่าอสนีบาตยืนไว้ด้วยมุสิกสีขาวเสี่ยวถังที่ยื่นขาหน้าด้วยท่าทีดุจเป็นมนุษย์ไปลูบใบหูสูนัขป่าอสนีบาตพลางส่งเสียงไม่หยุดยั้ง

                “นี่...”ไป๋หยุนเฟยประหลาดใจต่อสิ่งที่หงยินและมุสิกของมันกระทำอย่างยิ่งจึงอ้าปากหมายจะเอ่ยถามแต่ชิวลู่หลิวที่ด้านข้างกลับยกมือบอกใบ้ว่าอย่างเพิ่งขัดจังหวะ

                ไป๋หยุนเฟยจึงค่อยๆเดินอย่างระมัดระวังไปที่ข้างกายนางก่อนจะถามด้วยเสียงแผ่วเบา“เกิดอะไรขึ้น?”

                “พี่ใหญ่หงยินบอกว่ากำลังพยายามสื่อสารกับสุนัขป่าอสนีบาต...”ชิวลู่หลิวจับจ้องไปที่หงยินโดยไม่กระพริบตายามตอบคำถามเสียงค่อย

                “อา...สื่อสาร?” ไป๋หยุนเฟยถึงกับตะลึงงัน ก่อนจะมองไปที่สุนัขป่าอสนีบาตอย่างสับสนมันมองสุนัขป่าสีเทาขนาดเท่าโคที่ยืนนิ่งตรงหน้าหงยินราวรูปสลักแม้ดวงตาสุนัขป่าตรงหน้าจะเป็นสีแดงฉานแต่ก็ปราศจากชีวิตชีวาหากไม่เห็นว่าตัวของมันยังสั่นระริกอยู่เล็กน้อยทั้งยังมีลมหายใจ ไป๋หยุนเฟยคงสงสัยแล้วว่ามันยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

                “เอ๊ะ? พี่หยุนเฟยไฉนท่านอยู่ที่นี่” ทันใดนั้นเสียงของอวี้เหอก็ดังมาจากด้านหลัง ไป๋หยุนเฟยหันไปมองก็พบกับเด็กสาวกำลังประคองถาดใส่ชามข้าวต้มและซาลาเปายืนมองมาที่ตน

                ไป๋หยุนเฟยส่งสัญญาณให้ฉู่อวี้เหออย่าส่งเสียงก่อนจะกวักมือเรียกนางเข้ามา

                อวี้เหอจึงเดินเข้ามาหาหลังจากไป๋หยุนเฟย‘อธิบาย’ให้ฟังแล้ว นางจึงปรายตามองหงยินอย่างสงสัยก่อนจะกล่าวกับไป๋หยุนเฟยว่า“พี่หยุนเฟย ข้ากำลังจะนำอาหารเช้าไปให้ท่าน แต่ในเมื่อท่านอยู่นี่แล้วก็รับประทานก่อนเถอะ”

                ไป๋หยุนเฟยชำเลืองมองหงยินที่กำลังพยายาม‘สื่อสาร’กับสุนัขป่าอสนีบาตและชิวลู่หลิวที่ตั้งใจเฝ้าดูอย่างสนอกสนใจก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยแล้วเดินไปยังโต๊ะหินที่อยู่ด้านข้างจากนั้นจึงนั่งลงและเริ่มรับประทานอาหารเช้า ฉู่อวี้เหอจึงเดินเข้าไปหาชิวลู่หลิวและเริ่มสนทนากับนางด้วยเสียงแผ่วเบา

                ชั่วขณะที่ไป๋หยุนเฟยรับประทานอาหารเสร็จสิ้นหงยินก็เสร็จสิ้นการ‘สื่อสาร’มันชักมือกลับจากนั้นถอนหายใจอย่างแผ่วเบาพร้อมกับเก็บสุนัขป่าอสนีบาตเข้าสู่แหวนช่องมิติ

                “พี่ใหญ่หงยินเป็นอย่างไรบ้าง?” ชิวลู่หลิวที่อยู่ด้านข้างรีบเอ่ยปากถาม

                ดวงตาหงยินทอแววผิดหวังเลือนรางขณะที่สั่นศีรษะตอบคำ“ย่ำแย่นัก ข้าไม่อาจสัมผัสถึง‘สำนึก’ของมันได้แม้แต่น้อยมิหนำซ้ำนอกจากความสามารถในการดื่มกินตามสัญชาตญาณแล้วไม่ว่าสิ่งใดก็ไม่อาจกระตุ้นให้มันเกิดปฏิกิริยาได้ สำนักเจ้าอสูร...พวกมันปฏิบัติต่ออสูรวิญญาณเช่นนี้เสมอ ช่างน่าคลั่งแค้นนักต้องมีสักวันที่ข้าเสาะพบวิธีเยียวยาอสูรวิญญาณภายใต้การควบคุมของพวกมันเมื่อนั้นข้าจะบดขยี้สำนักเจ้าอสูรให้สิ้นซาก!เรื่องที่บิดาบุญธรรมและผู้อื่นทำไม่สำเร็จ ข้าต้องทำสำเร็จให้จงได้!!”

                ทันใดนั้นหงยินราวกับรู้ตัวว่าเสียกิริยามันถอนหายใจแผ่วเบาระงับความพลุ่งพล่านในใจก่อนจะยิ้มขออภัยต่อทุกคน“ขออภัยพวกเจ้าด้วย เมื่อครู่ข้าพลุ่งพล่านเกินไปข้าไม่ได้ทำให้พวกเจ้าหวาดกลัวกระมัง?”

                นี่เป็นครั้งแรกที่ไป๋หยุนเฟยได้เห็นหงยินพิโรธโกรธกริ้วพริบตานั้นจู่ๆก็สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตอันดุดันเกรี้ยวกราดที่พร้อมจะปะทุของหงยินแต่กระนั้นพริบตาต่อมารังสีอำมหิตนั้นกลับสลายไปอย่างฉับพลัน กระทั่งไป๋หยุนเฟยยังคิดว่าเป็นความรู้สึกหลอน

                “พี่ใหญ่หงยินสุนัขป่าอสนีบาตระดับสามขั้นต้นตัวนี้เป็นอสูรหุ่นเชิดที่สำนักเจ้าอสูรสร้างขึ้น? ท่านได้มาอย่างไร?ท่านและสำนักเจ้าอสูร...” ขณะเอ่ยปากถามด้วยความสงสัยชิวลู่หลิวก็ชำเลืองมองแหวนบนนิ้วหงยิน

                “ข้าและสำนักเจ้าอสูรไม่มีความเกี่ยวข้องใดต่อกัน!สำนักเช่นพวกมันที่ปฏิบัติต่ออสูรวิญญาณอย่างต่ำช้าเช่นนี้...ต้องมีสักวันที่ข้าจะกวาดล้างพวกมันจนหมดสิ้น!” หงยินจู่ๆก็พลุ่งพล่านขึ้นยามที่ได้ยินนามสำนักเจ้าอสูรอีกครั้งแต่สุดท้ายมันก็สั่นศีรษะอย่างแช่มช้า “ข้าชิงสุนัขป่าอสนีบาตมาจากศิษย์สำนักเจ้าอสูรที่พบในเมืองชุ่ยหลิวไม่กี่วันก่อนยามนั้นหยุนเฟยก็อยู่ที่นั่น”

                “โอ? อสูรวิญญาณนี้เรียกว่าสุนัขป่าอสนีบาตหรือ?จริงสิ อสูรวิญญาณระดับสามคืออะไร?” ไป๋หยุนเฟยถามอย่างสงสัย

                “เอ่อ...”

                คำถามอย่างกะทันหันของไป๋หยุนเฟยทำให้ทั้งหงยินและชิวลู่หลิวตะลึงงันไปชั่วขณะหงยินส่งสายตาประหลาดพิกลไปยังไป๋หยุนเฟย “หยุนเฟย เจ้าไม่ทราบเกี่ยวกับอสูรวิญญาณ?”

                “ไม่ทราบ”ไป๋หยุนเฟยสั่นศีรษะยอมรับอย่างไม่ปิดบัง

                หงยินจ้องมองไป๋หยุนเฟยด้วยสายตาจริงจังชั่วครู่ก่อนจะพลันสั่นศีรษะอย่างท้อแท้ มันถอนหายใจกล่าวว่า “หยุนเฟยเจ้าออกเดินทางโดยไม่ทราบเรื่องราวเช่นนี้ช่าง...”

                “เอ่อ...นี่ ไม่เคยมีผู้ใดบอกข้ามาก่อน” ไป๋หยุนเฟยผายมือทั้งสองข้างด้วยท่าทีไร้เดียงสา“เพราะเหตุนี้ข้าจึงขอให้พี่ใหญ่หงยินสอนสั่ง”

                หงยินหัวเราในลำคอก่อนจะพยักหน้า“ตกลง ถ้าเช่นนั้นข้าจะอธิบายให้เข้าฟัง”

                “อสูรวิญญาณเป็นชื่อเรียกของสัตว์ที่สามารถฝึกปรือวิญญาณได้เรียกได้ว่าเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณในหมู่สัตว์ทั้งหลายพวกมันก็เป็นเช่นเดียวกับผู้ฝึกปรือวิญญาณคือมีพลังอันน่าหวั่นเกรงในหลายๆด้านพวกมันนับว่ามีความเหนือล้ำและข้อได้เปรียบมากกว่ามนุษย์... ดังเช่นอายุขัยสำหรับผู้ฝึกปรือวิญญาณเมื่อบรรลุด่านภูตวิญญาณการจะยืดอายุขัยถึงหนึ่งร้อยห้าสิบปีนับว่าไม่เป็นปัญหาและหากบรรลุด่านจักรพรรดิวิญญาณจะสามารถยืดอายุได้ถึงสามร้อยปีแต่กับอสูรวิญญาณเพียงบรรลุถึงระดับสี่ก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างน้อยสามร้อยปีและหากบรรลุถึงระดับหกอย่างน้อยจะสามารถมีชีวิตได้ถึงห้าร้อยปียิ่งพวกมันมีพลังมากเท่าใดก็จะยิ่งอายุยืนยาวเท่านั้น”

                “ในแง่ของพลังวิญญาณอสูรวิญญาณสามารถแบ่งได้เป็นเก้าระดับ ซึ่งแต่ละระดับแบ่งย่อยได้เป็นขั้นต้นกลางและปลาย ซึ่งเทียบได้กับทั้งเก้าด่านของผู้ฝึกปรือวิญญาณ ยกตัวอย่างเช่นสุนัขป่าอสนีบาตระดับสามขั้นต้นตัวนี้จะมีพลังเทียบได้กับวีรชนวิญญาณขั้นต้น”กล่าวถึงตรงนี้หงยินจึงชี้ไปยังมุสิกสีขาวตัวเล็กบนไหล่“สำหรับเสี่ยวถังเป็นอสูรวิญญาณระดับห้าขั้นกลาง เทียบได้กับบรรพวิญญาณขั้นกลาง”

                “ว่ากระไร?!” ไม่เพียงแต่ไป๋หยุนเฟยแม้แต่หญิงสาวทั้งสองที่ด้านข้างก็ยังร่ำร้องอย่างตระหนกทั้งสามใช้สีหน้าตื่นตะลึงจ้องมองเสี่ยวถังบนไหล่ของหงยินไม่วางตา

                “มัน...มันมีพลังเทียบเท่าบรรพวิญญาณขั้นกลางจริงหรือ? ถ้าเช่นนั้นไม่ใช่หมายความว่ามันฝีมือร้ายกาจกว่าท่านอาจารย์อีกหรือ?จะเป็นไปได้...”ฉู่อวี้เหอกล่าวอย่างเหลือเชื่อยามที่เบิกตากว้างจ้องมองเสี่ยวถังที่กำลังลูบหมวดของมันอย่างเกียจคร้าน

                หงยินกล่าวอย่างยิ้มแย้ม“อย่าได้ประเมินสหายข้าต่ำไป หากเสี่ยวถังอยู่ในน้ำ...ยังจะร้ายกาจกว่าบรรพวิญญาณขั้นกลางด้วยซ้ำ”

                หงยินมองดูไป๋หยุนเฟยที่ดูเหมือนจะครุ่นคิดบางอย่างอยู่ก่อนจะกล่าวต่อ “การฝึกปรือของอสูรวิญญาณนั้นต่างจากผู้ฝึกปรือวิญญาณโดยสิ้นเชิงพวกมันไม่มีวิชาหรือเคล็ดวิญญาณอันซับซ้อนใดเพียงอาศัยพลังวิญญาณของตัวเองอีกทั้งพวกมันยังสามารถใช้พลังธรรมชาติจากฟ้าดินได้ผู้ฝึกปรือวิญญาณจำต้องบรรลุด่านภูตวิญญาณจึงจะสามารถควบคุมพลังธรรมชาติได้แต่สำหรับอสูรวิญญาณกลับมีความสามารถนี้โดยกำเนิด แม้แต่อสูรวิญญาณระดับหนึ่งขั้นต้นก็ยังทำได้”

                “อสูรวิญญาณส่วนใหญ่อาศัยอยู่ภายในพนาไร้ขอบเขตทางภาคเหนือของอาณาจักรเราที่แห่งนั้นยังมีอีกชื่อเรียกว่าป่าอสูรวิญญาณผู้ฝึกปรือวิญญาณส่วนใหญ่ที่หวังจะตามหาอสูรวิญญาณมาเป็นคู่หูจะไปที่นั่นยามที่ฝีมือเข้มแข็งพอ”

                “ผู้ฝึกปรือวิญญาณทุกคนสามารถเชื่อมต่อวิญญาณกับอสูรวิญญาณได้เพียงตัวเดียวไม่มีผู้ใดทราบว่าเพราะเหตุใดแต่’กฎ’นี้มีมาตั้งแต่แรกเริ่มที่ผู้ฝึกปรือวิญญาณและอสูรวิญญาณปรากฏขึ้นผู้ฝึกปรือวิญญาณและอสูรวิญญาณที่ร่วม‘พันธะ’กันจะประทับส่วนหนึ่งของวิญญาณตนลงในวิญญาณของอีกฝ่ายประทับวิญญาณนี้จะไม่สามารถลบล้างออกได้ ต่อให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสิ้นชีพไปฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่อาจสร้างพันธะใหม่ได้”

                “เมื่อใดที่พันธะวิญญาณถูกสร้างขึ้นก็จะบังเกิดเป็นความผูกพันไปทั้งชีวิตทั้งสองฝ่ายจะสามารถสื่อสารกันได้อย่างลึกซึ้ง เข้าใจจิตใจอีกฝ่ายโดยไม่ต้องใช้คำพูดหรือแม้แต่พลังวิญญาณยังแบ่งปันใช้ร่วมกันได้!นี่เป็นเหตุผลหลักที่ผู้ฝึกปรือวิญญาณทั้งหลายปรารถนาจะมีอสูรวิญญาณเป็นคู่หูด้วยพลังจากอสูรวิญญาณย่อมทำให้คู่หูมีพลังฝีมือเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว!”

                “ผู้ฝึกปรือวิญญาณและอสูรวิญญาณสมควรเกื้อหนุนและช่วยเหลือกันและกันแต่ทว่าตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ มนุษย์ค่อยๆเปลี่ยนความคิดไปอย่างช้าๆพวกมันเริ่มมองตนเองเป็น‘เจ้านาย’และจำนวนผู้ฝึกปรือวิญญาณที่ปฏิบัติต่ออสูรวิญญาณอย่างเท่าเทียมนับวันจะน้อยลงทุกทีทุกวันนี้สำนักที่เป็นเช่นสำนักเจ้าอสูรปรากฏขึ้นมากมาย พวกมันทำลาย‘กฎ’โดยใช้วิธีการบางอย่างเปลี่ยนอสูรวิญญาณให้กลายเป็นหุ่นเชิดที่ไร้ความนึกคิดพวกมันหลีกเลี่ยงการสร้างพันธะวิญญาณฝืนประทับตราทาสรับใช้ลงบนวิญญาณของอสูรวิญญาณทำให้คนหนึ่งสามารถควบคุมอสูรวิญญาณได้พร้อมกันหลายตัวพวกมัน...พวกมันปฏิบัติต่ออสูรวิญญาณราวกับเป็นสิ่งของ พวกมันทั้งหมดสมควรตาย”

                ไม่ว่าใครก็ดูออกว่าหงยินเกลียดชังสำนักเจ้าอสูรจนถึงกระดูกนับว่ายากจะจินตนาการได้จริงๆว่าผู้ฝึกปรือวิญญาณเช่นมันจะกลายเป็นพลุ่งพล่านดาลเดือดได้ถึงเพียงนี้ยามเอ่ยถึงสำนักเจ้าอสูร

                ไป๋หยุนเฟยขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกล่าวด้วยความกังวล “พี่ใหญ่หงยิน...”

                “โฮกกกกก!”

                ทันใดนั้นเสียงคำรามดังสนั่นราวจะเขย่าทั้งแผ่นดินก็ดังขึ้นขัดจังหวะไป๋หยุนเฟย

                หงยินพลันเงยหน้าขึ้นพร้อมกับหันหน้าไปเพ่งตามองทางประตูใหญ่สำนักหลิวขจีดวงตามันกลับทอประกายแวววับ

                “อสูรวิญญาณระดับห้า!มิหนำซ้ำความรู้สึกเช่นนี้... เป็นสำนักเจ้าอสูร!”

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน