ตอนที่ 152 ฉางเกอ เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่กันแน่ คาดมิถึงเลยว่ากลับเลือกปกป้องนางเช่นนี้
หวือ!
ณ ห้วงอากาศอันว่างเปล่าห่างออกไปไกลสามพันลี้จากนครโบราณ
ร่างของกู้ฉางเกอพลันปรากฏขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง เขาหันมองกลับไปยังนครที่ตกอยู่ในความอลหม่าน แววตาเจือรอยยิ้มบางเบา ปราศจากซึ่งความรู้สึกผิดใดๆ
ตระกูลเซียนโบราณทั้งหลายมิใช่หรือที่อยากจะแก้แค้นเขา เช่นนั้นแล้วก็ขอดูสักหน่อยว่า ผู้ใดจะสามารถลงมือได้อย่างรวดเร็วกว่ากัน
และแน่นอนว่า เหตุผลที่สำคัญที่สุดในการลงมือครั้งนี้ก็คือ เขาต้องการกำจัดภัยคุกคามซึ่งอาจเปิดเผยความลับของซากมังกรนั้นเสียก่อน
ถึงเวลานั้น ต่อให้ตระกูลเซียนโบราณสงสัยในตัวเขา ก็มิอาจจะทำอันใดได้ ทั้งยังอาจยิ่งเพิ่มความบาดหมางระหว่างตระกูลเซียนโบราณกับสำนักต่างๆ ในดินแดนภายนอกอีกด้วย
กลยุทธ์ของกู้ฉางเกอนี้เรียกได้ว่าชั่วร้ายยิ่ง หนึ่งลูกศรพุ่งปะทะเป้าหมายหลายดอก
เมื่อนั้นกระแสคลื่นแห่งเซียนโบราณจะยิ่งปั่นป่วน ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์แก่เขาทั้งสิ้น
"นายท่าน ผู้ต้องสงสัยทั้งหมดได้ถูกพวกเราจัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ"
ในเวลามินาน เหล่าผู้ติดตามของ กู้ฉางเกอก็มาถึงจากทั่วทุกทิศ ก่อนพากันรายงานด้วยท่าทีเคารพยำเกรง
พวกเขาลงมือสังหารสิ่งมีชีวิตใกล้เคียงที่อาจเป็นพยานเห็นภาพเหตุการณ์ตามคำสั่งของเขา
กู้ฉางเกอพยักหน้ารับ "ดีมาก ไปกันเถิด"
เมื่อเป็นเช่นนั้น เหล่าผู้ที่พบเห็นเขามายังสถานที่แห่งนี้ล้วนถูกกำจัดจนหมดสิ้น
อีกทั้งเวลาแห่งการลงมือยังถูกคำนวณไว้อย่างแม่นยำ ในขณะที่เขาถูกพบเห็นนั้นก็ได้กำลังสังหารคนอยู่พอดี
หากทุกอย่างชัดแจ้งเกินไป ก็อาจดูเป็นการจงใจได้ ซึ่งจะกลับก่อให้เกิดผลลัพธ์ในทางลบ
กลอุบายของกู้ฉางเกอนั้นมีเป้าหมายเพื่อที่จะให้เยวี่ยหมิงคงนั้นสงสัยว่าเขากำลังปกป้องนางอย่างลับๆ
ทว่าต้องมิเปิดเผยให้ชัดเจนจนเกินไป
เพราะหากเยวี่ยหมิงคงเริ่มเคลือบแคลงสงสัยในตัวเขาอีกครั้ง สถานการณ์คงมิสู้ดีแน่
กู้ฉางเกอมิชอบทำความดีแล้วต้องเก็บเงียบไว้
หากความดีนั้นมิอาจมีผู้ใดรับรู้ แล้วมันจะมีค่าอันใดเล่า
สำหรับเขาแล้ว การทำความดีเพียงส่วนหนึ่ง ก็ย่อมต้องทุ่มเทสิบส่วนเพื่อประกาศให้โลกรู้
เช่นนั้นแล้ว จึงจะทำให้เยวี่ยหมิงคงซาบซึ้งจนมิอาจกลั้นน้ำตาไว้ได้
เขาจะทำให้นางตระหนักว่า สามีผู้นี้ยังคงห่วงใยและปรารถนาดีต่อนางยิ่ง
เมื่อคิดถึงตรงนี้ กู้ฉางเกอก็พาผู้ติดตามออกไปจากที่แห่งนั้น โดยมิคิดจะหยุดพักอีกต่อไป
ในเวลามินาน ข่าวลือสะท้านฟ้าก็แพร่กระจายไปทั่วอาณาเขตเซียนโบราณ
การลอบสังหารอันโหดเหี้ยมโดยมหายุทธ์รุ่นเยาว์ ได้ปลิดชีพยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์จากตระกูลเซียนโบราณหลายแห่งในระหว่างการชุมนุม
ข่าวนี้สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วทั้งดินแดนเซียนโบราณ
ตระกูลอันสูงส่ง ดังเช่น ตระกูลวิหคสุริยะศักดิ์สิทธิ์และตระกูลมนุษย์ปักษา ต่างก็โกรธแค้นอย่างไร้ที่สิ้นสุด
ยอดคนของพวกเขาหลายคนล้วนสูญสิ้นทั้งร่างกายและจิตวิญญาณในงานชุมนุมนั้น จนมิเหลือแม้แต่เศษธุลีให้เห็น
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีผู้แข็งแกร่งระดับเทวะสวรรค์จากตระกูลวิหคสุริยะศักดิ์สิทธิ์ถูกสังหารเสียสิ้น ซึ่งนี่มิใช่สิ่งที่คนหนุ่มสาวธรรมดาสามัญจะกระทำได้ด้วยพลังของตนเอง
หากมิใช่การใช้สมบัติศักดิ์สิทธิ์หรือเคล็ดลับแห่งเซียนแล้ว ก็ย่อมต้องเป็นเพราะพลังที่เหนือจินตนาการจนสามารถปลิดชีพเทวะสวรรค์ได้
เหตุการณ์นั้นกลับแปลกประหลาดยิ่ง เพราะความปั่นป่วนในขณะนั้นมิใหญ่โตพอที่จะดึงดูดความสนใจของผู้แข็งแกร่งในบริเวณใกล้เคียง จนกระทั่งทุกคนค้นพบความจริงในภายหลัง
เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นความอัปยศของตระกูลเซียนโบราณ สร้างความเดือดดาลให้กับพวกเขาอย่างยิ่งยวด ทุกตระกูลต่างออกค้นหาเบาะแสของผู้กระทำลงมือ
ในหมู่ตระกูลเซียนโบราณนั้นมีเพียงมิกี่คนเท่านั้นที่จะสามารถลงมือลอบเร้นเข้าสู่นครโบราณ กำจัดเป้าหมาย แล้วหลบหนีโดยไร้ร่องรอย ซึ่งสามารถกระทำการได้อย่างแนบเนียนยิ่งนัก
แม้แต่เหล่ามหายุทธ์รุ่นเยาว์ผู้มีความเร็วสูงสุด ก็ยังมีน้อยคนนักที่จะมีพลังแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้
คำถามที่ยังไร้คำตอบก็คือ เหตุใดเขาจึงทำเช่นนี้กันเล่า
น่าเสียดายนักที่เหล่าพยานในที่เกิดเหตุล้วนดับสูญเสียสิ้นทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ มิเหลือผู้ใดให้สอบสวนแม้เพียงสักคนเดียว
ท้ายที่สุด บรรดาตระกูลเซียนโบราณก็ต้องกลับหันมาสงสัยยอดอัจฉริยะจากโลกภายนอก ซึ่งก็คือกู้ฉางเกอผู้เป็นผู้ต้องสงสัยสูงสุด
แม้จะมิมีหลักฐานมัดตัว ทว่าท่าทีไร้เดียงสาของเขาที่ดูเหมือนจะมิรู้เรื่องอันใดนั้น กลับยิ่งทำให้เหล่าผู้แข็งแกร่งแห่งตระกูลเซียนโบราณเดือดดาล พวกเขามั่นใจว่านี่คือผลงานของเขา
ถึงกระนั้น ความมั่นใจนั้นก็ยังปราศจากหลักฐานเพียงพอที่จะลงโทษ
หลังจากการเสียชีวิตของหลงเถิง เหตุการณ์ในดินแดนเซียนโบราณก็ยิ่งปั่นป่วน ความบาดหมางระหว่างดินแดนเซียนโบราณและโลกภายนอกยิ่งเพิ่มพูนขึ้น ยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์จากทั้งสองฝ่ายต่างเข้าห้ำหั่นกันจนกลายเป็นสายโลหิตนองแผ่นดิน
ตระกูลมังกรทนมิไหวอีกต่อไป ถึงกับประกาศกร้าวให้กู้ฉางเกอคืนซากศพมังกรมาให้ มิเช่นนั้นเขาจะต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่เลวร้าย
คำตอบของกู้ฉางเกอนั้นกลับช่างแข็งกร้าวนัก
"มิมีทาง!"
อีกทั้งเขายังกล้ากล่าวทิ้งท้ายว่า “อย่าได้ส่งคนรุ่นเยาว์จากตระกูลมังกรมาให้ข้าพบหน้าเล่า หากพบเจอผู้ใดหน้าไหน ข้าก็จะสังหารเสียให้สิ้นซาก”
คำขู่นี้มิใช่เพียงแค่คำลอยลม วันเดียวกันนั้นเอง กู้ฉางเกอก็ได้พาผู้ติดตามออกตามไล่ล่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับตระกูลมังกรอย่างดุเดือด ก่อนจะสังหารทิ้งจนโลหิตอาบฟ้า!
ความเด็ดขาดและทรงพลังของเขาทำให้เหล่าตระกูลเซียนโบราณและสำนักต่างๆ ในดินแดนภายนอกต่างต้องตกตะลึง
โลหิตที่หลั่งรินทั่วดินแดนเซียนโบราณกลับมิอาจหยุดยั้งได้
เมื่อเป็นเช่นนั้น ตระกูลมังกรจึงมิกล้าส่งคนรุ่นเยาว์ไปเผชิญหน้ากับเขาอีก
ผู้สูงศักดิ์ในตระกูลล้วนต่างหน้าดำคร่ำเครียดจนถึงขีดสุด
แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสยังฟาดโต๊ะหยกแตกออกเป็นเสี่ยงๆ กลางที่ชุมนุม!
…
ท่ามกลางเทือกเขาไป่เหิงอันสูงตระหง่าน สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยซากปรักหักพังอันยิ่งใหญ่และเคร่งขรึม
เยวี่ยหมิงคงยืนอยู่บนยอดเขา สายลมเย็นพัดพาร่างของนางที่เปลือยเท้าดั่งหิมะขาว ผมดำพลิ้วไหว อาภรณ์ปลิวสะบัด ประกายตาล้ำลึกดุจห้วงลึกของฟากฟ้า มองไปยังซากโบราณสถานที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบ
นางนำพาผู้ติดตามมายึดครองสถานที่แห่งนี้ คล้ายกับกำลังรอคอยบางสิ่ง
ดังที่กู้ฉางเกอคาดการณ์ไว้ นางย่อมได้ยินข่าวคราวในช่วงมิกี่วันที่ผ่านมา
"ดูเหมือนว่าหลังจากที่เขาหายตัวไป ก็ได้ไปไล่ล่าผู้แข็งแกร่งที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดสินะ"
เยวี่ยหมิงคงเอ่ยพึมพำกับตนเอง พลันหวนคิดถึงทิศทางที่กู้ฉางเกอจากไปในครานั้น
แม้ผู้อื่นอาจมิเข้าใจในเหตุผลของการสังหารผู้แข็งแกร่งแห่งตระกูลวิหคสุริยะศักดิ์สิทธิ์ระดับเทวะสวรรค์ผู้นั้น ทว่าด้วยสติปัญญานี้ นางก็ได้ล่วงรู้ถึงเหตุผลเบื้องหลัง
ในยามที่กู้ฉางเกอได้มอบซากมังกรให้แก่นางนั้น คล้ายกับว่ามีผู้แข็งแกร่งแห่งตระกูลวิหคสุริยะศักดิ์สิทธิ์ในเงามืดได้ลอบเห็น
ดังนั้น การที่เขาไล่ล่าคนผู้นั้นจึงเป็นเพราะเหตุนี้หรือ
หากเป็นเช่นนั้น ก็มิมีผู้ใดล่วงรู้ว่า ซากมังกรนั้นได้อยู่ในการครอบครองของนางอีกต่อไป
กู้ฉางเกอกำลังปกป้องนาง เขายอมรับความเสี่ยงและความเกลียดชังทั้งหมดไว้เอง
"ฉางเกอ เจ้า...กำลังคิดสิ่งใดอยู่กันแน่..."
ดวงตาของเยวี่ยหมิงคงพลันพร่ามัว น้ำเสียงในลำคอเจือแววสะเทือนใจ
กู้ฉางเกอในชาติภพก่อนย่อมมิมีวันทำเช่นนี้ เขาอาจเผยแพร่เรื่องซากมังกรในครอบครองของนางให้เลื่องลือทั่วหล้า มิใช่ยอมรับความเกลียดชังจาก ตระกูลมังกรไว้กับตน
ทว่าในยามนี้ เขากลับปกป้องนางจากการตามล่าของผู้แข็งแกร่งเหล่านั้น
ความคิดนี้ทำให้นางสะท้อนใจอย่างลึกล้ำ
"ดูเหมือนว่า ระหว่างที่เขาปิดปากพยาน ก็ถูกสายตาของตระกูลอื่นจับจ้องไว้...เช่นนั้น เขาจึงมิได้ดึงดูดเพียงความโกรธแค้นของตระกูลมังกรเท่านั้น ทว่ายังรวมถึงตระกูลอื่นๆ ด้วย"
เยวี่ยหมิงคงขมวดคิ้วงามละเอียด พินิจพิเคราะห์ถึงสถานการณ์ นางครุ่นคิดอยู่นาน จนกระทั่งความคิดหนึ่งพลันแวบผ่าน
นางอยากออกตามหากู้ฉางเกอ
แม้เขาจะแข็งแกร่งถึงเพียงใด ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับตระกูลเซียนโบราณทั้งปวงพร้อมกัน นั่นย่อมเป็นอันตรายถึงชีวิตแน่
แม้นางจะแค้นเขาในชาติภพก่อน ทว่านางจะมิยอมปล่อยให้ผู้ใดพรากชีวิตเขาไป
นี่คือเรื่องราวระหว่างนางกับเขาเท่านั้น
"อย่างไรก็ตาม เมื่อจิตวิญญาณแห่งเซียนปรากฏขึ้น ผู้อาวุโสเซียนจากทั่วทุกสารทิศย่อมเร่งรุดมุ่งมา และเซียนโบราณทั้งหลายย่อมยอมลดท่าทีลง ช่วงเวลานี้ ข้าควรปักหลักอยู่ในที่แห่งนี้ เพราะในเทือกเขาไป่เหิงแห่งนี้ มีเส้นทางสู่มรรคาเซียนซ่อนอยู่"
หลังจากไตร่ตรองอย่างรอบคอบ เยวี่ยหมิงคงก็ตัดสินใจรอคอยต่อไป
นางมั่นใจว่า กู้ฉางเกอผู้ที่สามารถช่วงชิงจิตวิญญาณแห่งเซียนจากเงื้อมมือของเหล่าผู้อาวุโสเซียนในชาติภพก่อนได้ ย่อมมีวิธีเอาชีวิตรอดเป็นของตนเอง
ในยามนี้ ต่อให้ตระกูลเซียนโบราณโกรธแค้นเขาถึงเพียงใด พวกเขาก็มิกล้าส่งผู้อาวุโสออกมาเผชิญหน้า
เมื่อนึกถึงสิ่งเหล่านี้ นางจึงเบาใจลงได้บ้าง
เพียงแต่นางยังคงลังเล ว่าควรบอกข่าวคราวของจิตวิญญาณแห่งเซียนให้เขาทราบล่วงหน้าหรือไม่…
ท้ายที่สุดแล้ว หลายสิ่งหลายอย่างในยามนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า กู้ฉางเกอนั้น เปลี่ยนแปลงไปแล้วจริงๆ
…
ณ เขตแดนของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล ดินแดนเซียนโบราณ
ในลานเรือนอันเงียบสงบ
ร่างของเด็กหนุ่มนามเฮยหมิงนั่งขัดสมาธิอยู่ท่ามกลางหมอกดำอันลึกลับ สายหมอกนั้นราวกับเส้นไหมที่ล่องลอยพันรอบร่างกาย มันเคลื่อนไหวช้าๆ อย่างน่าสะพรึงกลัว
ดวงตาของเขาลืมขึ้นในทันใด แววตาสาดประกายแห่งความตื่นเต้น
"เพียงเวลามิถึงเดือนครึ่ง ข้าก็สามารถทะลวงถึงขอบเขตจ้าวศักดิ์สิทธิ์ได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ข้าเพิ่งจะอยู่ใน ขอบเขตมรรคาเทพเพียงเท่านั้น! หากข้ารักษาความรวดเร็วเช่นนี้ต่อไป อีกเพียงครึ่งปี ข้าก็จะสามารถทะลวงถึงขอบเขตจอมราชัน ก้าวข้ามท่านพี่ และกลายเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลได้!"
เฮยหมิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น หากเป็นเมื่อหนึ่งเดือนก่อน เขาย่อมจะมิกล้าคิดฝันถึงสิ่งเหล่านี้
ทว่าบัดนี้ เขามิเพียงแต่ทำสำเร็จ ทว่ายังทะลวงขอบเขตสองขั้นใหญ่ในคราวเดียว และพลังของเขาก็ยังคงเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน
ความน่าพิศวงเช่นนี้เป็นสิ่งที่เกินความคาดคิดโดยสิ้นเชิง
เคล็ดวิชาอาภรณ์เซียนแห่งการอุทิศนี้ คือสิ่งมหัศจรรย์ซึ่งทรงพลังเหนือฟ้าดิน
มินานมานี้ เฮยเหยียนอวี้ ท่านพี่ของเขา ก็ยังได้นำส่วนหนึ่งของเคล็ดวิชานี้ไปมอบให้แก่เหล่าผู้อาวุโสในตระกูล ก่อนมันจะสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล
หลังจากผู้อาวุโสหลายคนได้ศึกษาถึงรายละเอียด ก็ต่างมีข้อสรุปอย่างตรงกันว่า สิ่งนี้คือเคล็ดวิชาเซียนอย่างแท้จริง ซึ่งแฝงไว้ด้วยมรรคาสูงสุดที่สามารถนำทางสู่เส้นทางแห่งเซียนได้
สิ่งนี้ทำให้ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลทุกคนต่างตื่นเต้นยินดี ดุจได้รับสมบัติไร้เทียมทาน พวกเขายกย่องเคล็ดวิชานี้เป็นสุดยอดมรดกประจำตระกูล
ผู้อาวุโสหลายคนที่ติดอยู่ในขอบเขตเดิมมาเป็นเวลานาน ก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความคลายตัวของพลังภายใน ยิ่งสร้างความปิติยินดีให้แก่พวกเขายิ่ง
ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลนั้นมั่นใจว่า นี่คือโอกาสทองที่จะเรืองอำนาจเหนือสี่ตระกูลที่เหลือ และขึ้นครองดินแดนเซียนโบราณทั้งมวล
เฮยเหยียนอวี้เองก็ได้รับสถานะสูงส่งเหนือกว่าเดิมจากการมอบเคล็ดวิชานี้ นางมิได้ลืมกล่าวถึงน้องชายเฮยหมิง ว่านี่คือสิ่งที่เขาได้รับมาโดยบังเอิญจากแผงขายของ และเขาได้มอบมันให้กับตระกูลด้วยใจอันบริสุทธิ์
คำกล่าวนี้ทำให้เหล่าผู้อาวุโสต่างยกย่องเฮยหมิงว่าเป็นเด็กหนุ่มที่ยอดเยี่ยม
ด้วยแผนการเช่นนี้ เฮยหมิงจึงได้รับสถานะเป็นอัจฉริยะอันดับสองของตระกูลรองจากพี่สาว
ทว่าภายในใจของเฮยหมิงก็มีเพียงเสียงหัวเราะเย้ยหยัน
"ยิ่งพวกมันฝึกเคล็ดวิชานี้มากเท่าใด พลังของข้าก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น ท้ายที่สุด ข้าก็จะก้าวข้ามพวกมันทั้งหมด และกลายเป็นผู้ปกครองที่แท้จริงของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล"
มิเพียงเท่านั้น เฮยหมิงยังได้เผยแพร่เคล็ดวิชานี้ไปยังตระกูลอื่นอีกด้วย
"ความทะเยอทะยานของข้า มิอาจหยุดอยู่แค่ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลได้ สักวันหนึ่ง ตระกูลทั้งหลายจะต้องกลายเป็นทรัพยากรที่ข้าใช้เสริมพลัง!"
ความคิดนี้ทำให้เขาสั่นสะท้านไปด้วยความตื่นเต้น
"บัดนี้ ผู้อาวุโสส่วนใหญ่และผู้มีพรสวรรค์สูงส่งในตระกูล ต่างก็ได้ฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ไปแล้ว แม้แต่สองผู้อาวุโสสูงสุดที่หลับใหลมาเกือบสิบล้านปี ก็ถูกปลุกขึ้นมาเพื่อฝึกเคล็ดวิชานี้!"
ความคิดนี้ยิ่งทำให้เขาร้อนรนไปด้วยความยินดี
สองผู้อาวุโสที่ถูกปลุกขึ้นมานั้น คือผู้ทรงพลังและเก่าแก่ที่สุดในตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล บัดนี้พวกเขาได้เริ่มต้นฝึกเคล็ดวิชาอาภรณ์เซียนแห่งการอุทิศแล้ว และเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาแข็งแกร่งขึ้น เฮยหมิงเองก็จะได้รับพลังตอบแทนกลับมาอย่างมหาศาล
"หากข้าได้พบกับมหาผู้สูงสุดอีกสักครั้งก็คงจะดีมิน้อย หากมิมีท่าน ข้าก็คงยังเป็นได้แค่คนไร้ค่า ที่วันๆ เอาแต่เฝ้ารอวันสิ้นชีพเท่านั้น!"
ในใจของเฮยหมิงเต็มไปด้วยความศรัทธาและเคารพบูชาต่อผู้ที่เขาเรียกว่า มหาผู้สูงสุด เขาปรารถนาอย่างยิ่งที่จะได้พบกับท่านอีกครั้ง หวังจะได้รับการประทานเคล็ดวิชาและมรรคาเทพที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม
ในขณะนั้นเอง เสียงอันอ่อนโยนพลันดังมาจากด้านนอกลานเรือน
"น้องชาย ผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสองต้องการพบเจ้า มีเรื่องบางอย่างที่อยากจะถามเจ้าเสียหน่อย"
เฮยเหยียนอวี้ ท่านพี่ของเขา ผู้มีรูปลักษณ์อันอ่อนเยาว์ราวกับหญิงวัยสิบเจ็ดสิบแปดปี สวมใส่อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ เส้นผมดำขลับดุจหมอกแห่งรัตติกาล ปักด้วยปิ่นเก้าหงส์ประดับมงกุฎ สวมแต่งอาภรณ์ชั้นในอย่างประณีตงดงามที่ทอด้วยลวดลายภูผาธารา
นางยืนอยู่หน้าลานเรือนด้วยท่วงท่าศักดิ์สิทธิ์ งดงามดุจดอกบัวเทพ ท่ามกลางเมฆหมอกที่ล้อมรอบ
เฮยหมิงลุกขึ้นยืน ก่อนจะเอ่ยทักทายท่านด้วยสีหน้าฝืนยิ้ม แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความหวั่นเกรง
เขารู้ดีว่าผู้อาวุโสสูงสุดต้องการตรวจสอบคำกล่าวของเขาเกี่ยวกับที่มาของเคล็ดวิชาเซียนนั้น
เขาอ้างว่าได้รับเคล็ดวิชานั้นมาจากแผงขายของ ทว่าเขาก็รู้ดีว่าข้ออ้างนี้อาจใช้ปกปิดความจริงได้เพียงชั่วคราว ทว่ามิอาจรอดพ้นจากการสอบสวนในระยะยาวไปได้
ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้อาวุโสตัดสินใจใช้การสืบค้นวิญญาณค้นหาความลับใดๆ ที่เขาปกปิดไว้ นั่นย่อมมิอาจรอดพ้นไปได้
มือของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น เมื่อยิ่งคิดถึงผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น ก็ยิ่งทำให้ความหวาดกลัวนั้นเพิ่มพูนยิ่งขึ้น
หากผู้อาวุโสรับรู้ถึงการมีอยู่ของมหาผู้สูงสุดเล่า แล้วสิ่งใดจะเกิดขึ้น
ภายในใจของเขาเปี่ยมไปด้วยคำภาวนา หวังให้มหาผู้สูงสุดได้ยินถ้อยคำวิงวอนของเขา และช่วยให้เขารอดพ้นไปจากสถานการณ์นี้
ในขณะนั้นเอง เฮยหมิงพลันรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนในจิตใจ คล้ายกับมีพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่แผ่ลงมา
ภาพเงาของเทพเจ้าที่เก่าแก่และน่าสะพรึงกลัวพลันปรากฏขึ้นในความคิด เทพนั้นมีหกเศียรแปดกร มองมายังเขาด้วยแววตาเยือกเย็น
ภายในจิตใจของเขาราวกับถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกอันลึกลับ
"นี่…หรือว่า จะเป็นมหาผู้สูงสุด ท่านได้ยินคำภาวนาของข้าแล้วหรือ"
ความตกตะลึงผสานกับความตื่นเต้นจนยากจะควบคุม ทำให้ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความผันผวน
เฮยเหยียนอวี้ที่ยืนมองอยู่มิอาจเพิกเฉยต่อความผิดปกติของน้องชายไปได้ นางกล่าวถามขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"น้องชาย เจ้าเป็นอันใดหรือไม่"
เฮยหมิงรีบส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มแฝงความลนลาน "ไม่…มิมีอันใด ข้าเพียงแต่ตื่นเต้นที่จะได้พบกับผู้อาวุโสเท่านั้นเอง"
"เช่นนั้นก็ใจเย็นไว้เถิด มิต้องเกร็งเกินไป ผู้อาวุโสนั้นเป็นผู้มีเมตตา เจ้าจะมิลำบากใจอันใด"
เฮยเหยียนอวี้กล่าวด้วยท่าทีปลอบประโลม นางเองก็เคยรู้สึกตื่นเต้นยิ่งนักเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้อาวุโสทั้งสอง ผู้ซึ่งว่ากันว่ามีพลังอำนาจอยู่ในระดับว่าที่มหายุทธ์สูงสุดหรือสูงกว่านั้น
……
ณ ซากปรักหักพังอันไกลโพ้น ห่างออกไปนับหมื่นลี้
กู้ฉางเกอยืนนิ่งพร้อมรอยยิ้มบาง ดวงตาเจือแสงประกายทองคำดุจลวดลายแห่งวิถีเซียนที่ค่อยๆ จางหายไป
ภาพที่เฮยหมิงมองเห็นเมื่อครู่นั้น ลับเลือนจากวิสัยทัศน์ของเขาโดยสิ้น
สิ่งที่เฮยหมิงกระทำในช่วงที่ผ่านมา มิได้ทำให้เขาผิดหวังเลยแม้แต่น้อย
เด็กหนุ่มผู้นี้แทบจะซึมลึกเข้าสู่ทุกมุมของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล ได้แล้ว
ฝีมือการแสดงนั้นย่อมจัดได้ว่าเยี่ยมยอด แม้จะเทียบเคียงมิได้กับอิ่นเหมย ทว่าก็นับว่ามิเลว
"สองผู้อาวุโสสูงสุดแห่งตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล…ข้ากังวลอยู่บ้างว่าพวกเขาอาจจะจับพิรุธของเคล็ดวิชาอาภรณ์เซียนแห่งการอุทิศได้ หากพลังของพวกเขาอยู่ในขอบเขตจักรพรรดิก็มีความเสี่ยงอยู่มิใช่น้อย"
"ทว่าหากข้าต้องการพลิกสถานการณ์ เช่นการใช้ทั้งตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลเป็นตัวประกัน…บางทีพวกเขาอาจจะยอมศิโรราบได้"
"ตราบใดที่พลังของพวกเขามิถึงระดับมหายุทธ์สูงสุด ข้าก็เบาใจไปได้"
กู้ฉางเกอยืนกอดอก มองไปยังกลุ่มนครอันกว้างใหญ่เบื้องหน้า
เขาอยู่เพียงลำพัง ไร้เงาของผู้ติดตามใดๆ
การวางแผนเช่นนี้ ยิ่งมีผู้ที่ล่วงรู้น้อยเท่าใด ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อเขามากขึ้นเท่านั้น
เขามิมีวันให้เคล็ดวิชามหามารกลืนเทพ หรือความลับของเคล็ดวิชาอาภรณ์เซียนแห่งการอุทิศถูกเปิดโปง
การตั้งตนเป็นศัตรูกับโลกทั้งใบนั้นช่างเป็นความคิดที่โง่เขลาสิ้นดี
อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้ กู้ฉางเกอ ได้ครองความได้เปรียบไว้อย่างสมบูรณ์
แม้เฮยหมิงจะถูกผู้อาวุโสจับพิรุธอันใดได้ ทว่าก็ยังมิมีผู้ใดสามารถเชื่อมโยงสิ่งเหล่านี้มาถึงตัวเขา
เคล็ดวิชาอาภรณ์เซียนแห่งการอุทิศเป็นเช่นเดียวกับเคล็ดวิชามหามารกลืนเทพ ซึ่งเคยปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทว่าหาได้มีผู้ใดหยั่งรู้ถึงที่มาอันแท้จริงไม่
หากเผอิญพบเจอกับกลุ่มผู้อาวุโสแห่งยุคบรรพกาลที่คุ้นเคยกับเคล็ดวิชานี้ นั่นจึงจะกลายเป็นปัญหาใหญ่
"ความเป็นไปได้นี้มีน้อยนัก ผู้ที่รู้จักเคล็ดวิชาอาภรณ์เซียนแห่งการอุทิศ อย่างแท้จริง อย่างน้อยก็ต้องเป็นผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิเท่านั้น ข้าคงจะคิดมากไปเอง"
ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักและคำนวณถึงทุกความเป็นไปได้ เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดแม้เพียงเสี้ยว
"เมื่อสองผู้อาวุโสสูงสุดตกอยู่ในกำมือข้าแล้ว ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลทั้งหมดก็จะกลายเป็นของข้าโดยมิต้องเปลืองแรง นับว่าง่ายดายเสียเหลือเกิน"
เขาเปล่งเสียงหัวเราะเบาๆ เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้น
ในเวลาเดียวกัน กู้ฉางเกอตัดสินใจที่จะเร่งเพิ่มพูนพลังของตนเองให้มากขึ้น ก่อนที่ทุกสิ่งจะเดินหน้าไปตามแผน
ในช่วงนี้ แต้มวาสนาและแต้มชะตาสวรรค์ของเขาเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว
อีกทั้งยังได้รับแต้มวาสนาจำนวนมิน้อยจากจากกู้เซียนเอ๋อร์และเยวี่ยหมิงคง สองหญิงสาวผู้ครอบครองชะตาฟ้าลิขิต
เขาพลันเปิดดูหน้าต่างคุณสมบัติในยามนี้ของตนเอง
ผู้ครอบครองระบบ: กู้ฉางเกอ
รัศมี: ตัวร้ายผู้ลิขิตฟ้า
อาวุธ: ทวนมารทลายสวรรค์
สถานะ: ศิษย์เอกแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ นายน้อยตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยง
สายเลือดและร่างกาย: กระดูกมรรคาจิตมาร
ขั้นบำเพ็ญเพียร: ระดับเทวะมายา ขั้นต้น (ขั้นบำเพ็ญเพียร ด้วยวิชามหามารกลืนเทพ: ระดับราชันเทวะ ขั้นปลาย)
เคล็ดวิชา: คัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์ (ขั้นที่ 9 ความคืบหน้า 30 ส่วน) กายาอสูรหมื่นแปรผัน (พรสวรรค์) จิตแห่งเทพศักดิ์สิทธิ์กำเนิดฟ้า (พรสวรรค์) พลังแห่งมิติ (พรสวรรค์) วิชามหามารกลืนเทพ วิชาเซียนไร้สิ้นสุด…
ค่าชะตาสวรรค์: 35,000
ค่าวาสนา: 12,000 (ระดับสีดำ)
ระบบร้านค้า: เปิดใช้งานแล้ว
คลังเก็บของ: ยันต์ทำลายมิติ *1 ยันต์ทำลายพันธนาการ *1 การ์ดปล้นวาสนา *2
"เพียงมินาน แต้มวาสนาของข้าก็ทะลุถึง 12,000 แต้มแล้ว อีกทั้งแต้มชะตาสวรรค์ก็สูงถึง 30,000 กว่าแต้ม ข้านั้นช่างร่ำรวยเสียจริง"
กู้ฉางเกอเผยยิ้มด้วยความพึงพอใจ
"ระบบ แลกกระดูกแห่งวิถีเหนือสิ้นพันธนา จำนวน 4 ชิ้น"
สิ้นเสียงคำสั่ง เขาใช้แต้มวาสนาทั้ง 12,000 แต้มแลกกระดูกเหล่านั้นมา
มินาน พลังลี้ลับอันคุ้นเคยก็ปกคลุมทั่วร่างเขา
ครั้งนี้ กู้ฉางเกอเลือกจะแลกเปลี่ยนกระดูกแห่งวิถีเหนือสิ้นพันธนาสำหรับบริเวณกระดูกสันหลัง กระดูกฝ่ามือ กระดูกขา และกระโหลกศีรษะ
เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการ กระดูกแห่งวิถีเหนือสิ้นพันธนาก็ได้กระจายตัวไปยังจุดสำคัญทั่วร่างกายของเขา