ตอนที่ 122 ปฏิญญาเวท
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมอร์ลินตรงไปที่ห้องจารึกเวทมนตร์ แน่นอนว่าเขาเลือกห้องระดับกลางซึ่งมีค่าบริการที่สูงกว่าห้องธรรมดา
เขาใช้เงินเพื่อซื้อความสะดวกและเวลา
การจารึกเวทมนตร์ครั้งนี้ก็เป็นไปได้อย่างง่ายดายเหมือนเดิม
เมอร์ลินสามารถทำการจารึกเวทมนตร์คัดลอกได้อย่างรวดเร็วและทำสำเร็จภายในครั้งเดียว
ทั้งหมดต้องยกความดีความชอบให้กับดวงเนตรสีเงิน คุณสมบัติของมันคือเมอร์ลินจะได้รับการรับรู้ที่เยี่ยมยอดอยู่แล้ว ดังนั้นการสร้างสูตรเวทเพื่อจารึกบนร่างกายจึงแม่นยำเป็นอย่างมาก
ขอเพียงเป็นสิ่งที่กระทำได้ในร่างกายดวงเนตรสีเงินจะจัดการให้กับเมอร์ลินได้อย่างไม่มีปัญหา ดังนั้นเมอร์ลินจะไม่มีปัญหาเหมือนนักเวทคนอื่นๆ ที่ต้องรับความเสี่ยงจากความล้มเหลว
เรื่องนี้เมอร์ลินพอจะคาดเดาเอาไว้ได้ ดังนั้นเขาจึงมั่นใจเป็นอย่างมากที่จะใช้วัสดุเวทแค่ชุดเดียว
เมอร์ลินเข้าไปในห้องจารึกเป็นเวลาไม่ถึงสิบนาทีเท่านั้น
แกร๊ก ...
หลังจากประตูเปิดออกใบหน้าของมาร์เทลก็ยังคงดูตกใจอยู่ แม้ว่านี่จะเป็นแค่เวทระดับหนึ่ง แต่ความเร็วนี้ก็น่ากลัวเกินไป
“คุณออกมาแล้ว”
มาร์เทลไม่จำเป็นต้องถามว่าเมอร์ลินทำสำเร็จหรือไม่ เพราะใบหน้าของเด็กน้อยนั้นสามารถตอบคำถามของเขาได้
เขายังไม่เห็นเด็กน้อยคนนี้ทำอะไรล้มเหลวเลยสักครั้ง
“อืม” เมอร์ลินพยักหน้าเล็กๆ
ไม่ว่ายังไงมาร์เทลก็ไม่ชินกับความเร็วในการจารึกเวทมนตร์ของเด็กคนนี้เลย มันเกินความนึกคิดของปุถุชนอย่างเขา
เมอร์ลินหยิบนาฬิกาพกขึ้นมาดู เขาเหลือบมองมันอย่างรวดเร็วแล้วเก็บมันเข้าไป
“ช่วยส่งผมกลับไปที่มหาวิทยาลัยหน่อย”
“กลับไปที่นั่นหรอครับ?” มาร์เทลถามซ้ำ เพราะพวกเขาพึ่งจะออกมาจากที่นั่นเองเมื่อไม่นานนี้เองและช่วงนี้ก็เป็นช่วงบ่าย
“ครับ ดูเหมือนว่าผมจะทำธุระเสร็จเร็วกว่าที่คิด มันยังพอมีเวลาให้ผมกลับไปอ่านหนังสือได้” เมอร์ลินตอบ
ยังไงเวลาที่เหลือเขาก็ไม่ได้ทำอะไรอยู่แล้ว สู้กลับไปอ่านหนังสือในห้องสมุดดีกว่า มันยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่เขายังไม่ได้อ่าน ซึ่งนี่ยังไม่นับถึงเหล่าวิทยานิพนธ์ที่เขายังไม่ได้แตะต้องพวกมันเลย
เมอร์ลินยังไม่รีบอ่านพวกมันตอนนี้ เพราะยังไงเขาก็ยังมีเวลาอีกมาก อีกอย่างเขาก็พึ่งมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้ไม่ถึงสองเดือนเลยด้วยซ้ำ
“ได้ครับ” มาร์เทลรับคำ
จากนั้นเขาก็กลับไปส่งเมอร์ลินที่มหาวิทยาลัยอีกครั้ง
เมอร์ลินใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือ กลับบ้านมาก็บ่มเพาะพลังเวท
ในยามว่างเขาเริ่มที่จะสำรวจความลับของเคล็ดวิชาพลังสมาธิ
เนื่องจากห้องสมุดของมหาวิทยาลัยมีหนังสือเคล็ดวิชาพลังสมาธิระดับหนึ่งถึงระดับสามอยู่ มิหนำซ้ำเคล็ดวิชาแต่ละระดับยังมีรูปแบบที่หลากหลาย แล้วแต่ว่าใครจะเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา
เมอร์ลินนำเคล็ดวิชาพลังสมาธิเหล่านั้นมาวิเคราะห์และเปรียบเทียบกัน
แล้วเขาก็ได้รู้ว่าเคล็ดวิชาที่อยู่ในห้องสมุดนั้นยังอ่อนด้อยกว่าเคล็ดวิชาพลังสมาธิของออสตินมาก
แน่ล่ะเพราะนั่นคือเคล็ดวิชาของมหาปราชญ์ ซึ่งเป็นวิชาลับติดตัว หากไม่ใช่บุคคลใกล้ชิด เคล็ดวิชาชนิดนี้ย่อมไม่มีวันเผยแพร่ออกสู่โลกภายนอกแน่
“ฉันได้ยินมาว่าเมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยจะได้รับเคล็ดวิชาระดับสี่ แต่ฉันก็ไม่เห็นเคล็ดวิชาระดับนั้นในห้องสมุด?”
ใช่แล้ว ช่วงนี้เมอร์ลินเริ่มค้นคว้าเรื่องนี้ แล้วเขาก็พบว่าในห้องสมุดมีเคล็ดวิชาอยู่แค่ระดับสามเท่านั้น
“เห็นทีฉันจะต้องถามเคลบี้ในวันพรุ่งนี้แล้วล่ะ”
โชคดีที่เมอร์ลินมีนักเวทระดับกลางเป็นเพื่อน เคลบี้ที่เป็นนักเวทระดับสามวงเวทจะต้องรู้เรื่องนี้อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามเมื่อเขานำเคล็ดวิชาที่หาในห้องสมุดมาวิเคราะห์ เขาก็ได้พบกับปัญหามากมาย
เคล็ดวิชาเหล่านั้นไม่สมบูรณ์ มันจึงเป็นได้แค่เคล็ดวิชาระดับต่ำเท่านั้น
แน่นอนล่ะ เพราะเคล็ดวิชาที่เผยแพร่ในห้องสมุดล้วนเป็นเคล็ดวิชาที่เหล่านักศึกษาได้คิดค้นขึ้นมาทั้งสิ้น มันจึงไม่แปลกที่จะเป็นเคล็ดวิชาระดับต่ำ
“ยังไงมันก็ไม่ไร้ประโยชน์ไปทั้งหมดอยู่ดี โชคดีที่เคล็ดวิชาบางเล่มยังมีบางส่วนที่น่าสนใจ หากฉันสามารถดึงเอาจุดเด่นเหล่านั้นมาสร้างขึ้นใหม่ บางทีมันอาจจะกลายเป็นเคล็ดวิชาใหม่ที่เยี่ยมยอดก็ได้”
ตอนนั้นเองเมอร์ลินบังเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
หลังจากที่ได้ส่งวิทยานิพนธ์เรื่องการย่อเวทต้นกำลังสายลม เขาก็ติดใจในการทำวิทยานิพนธ์
แม้ตอนนี้เขาจะไม่ได้รับเข็มกลัดสีเงินของนักวิชาการ แต่ก็ยังเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำเรื่องแบบนี้
ว่าแล้วเมอร์ลินก็เขียนจุดเด่นของเคล็ดวิชาระดับต่ำเหล่านั้นออกมามากมาย
การสร้างเคล็ดวิชาพลังสมาธิซึ่งเป็นแก่นของการบ่มเพาะพลังเวทนั้นไม่ใข่เรื่องง่าย ไม่เช่นนั้นแล้วคงจะมีนักเวทมากมายที่พัฒนาได้อย่างรวดเร็ว
เมอร์ลินนำจุดเด่นเหล่านั้นมาวิเคราะห์และเปรียบเทียบกับเคล็ดวิชาพลังสมาธิของออสตินซึ่งเป็นเคล็ดวิชาระดับหก
ในความคิดของเมอร์ลินเคล็ดวิชาของออสตินค่อนข้างสมบูรณ์แบบกว่ามาก เขาในตอนนี้ยังไม่มีความสามารถมากพอที่จะปรับปรุงเคล็ดวิชาระดับนั้นได้
แต่ถ้าจะสร้างเคล็ดวิชาที่มีระดับต่ำกว่านั้นก็ไม่แน่
“บางทีฉันอาจจะสร้างเคล็ดวิชาระดับสี่หรือห้าสำเร็จก็ได้”
ตอนนี้เมอร์ลินมีความคิดที่จะท้าทายตนเอง โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าผู้ที่จะมีคุณสมบัติสร้างเคล็ดวิชาระดับสี่หรือห้านั้น อย่างน้อยๆ พวกเขาเหล่านั้นจะต้องเป็นนักศึกษาปริญญาแพทตินั่มหรือนักวิจัย
นักศึกษาปริญญาทองที่เห็นได้มากสุดก็แค่สร้างเคล็ดวิชาพลังสมาธิระดับหนึ่งหรือสองออกมาได้เท่านั้น ส่วนนักศึกษาปริญญาไดม่อนก็สร้างสูงสุดได้เพียงเคล็ดวิชาระดับสาม
ในวันรุ่งขึ้นเขาถามเรื่องนี้กับเคลบี้ทันที
“เรื่องนี้ฉันตอบนายได้ ตามปกติแล้วเรื่องนี้จะมีแต่พวกที่เป็นนักเวทระดับสามเท่านั้นที่จะรู้ ตามกฎของมหาวิทยาลัยจะไม่เผยแพร่เคล็ดวิชาระดับสี่ออกมาจนกว่านักศึกษาคนนั้นจะกลายเป็นนักเวทระดับกลาง นั่นก็คือการสร้างวงเวทที่สามได้ โดยเคล็ดวิชาระดับสี่จะถูกเก็บเป็นความลับ ต่อให้ถูกสร้างขึ้นโดยนักศึกษาก็จะไม่เผยแพร่ให้คนนอกรู้อยู่ดี” เคลบี้หยุดและกล่าวต่อ
“นักศึกษาที่มีสามวงเวทจะได้รับสิทธิ์รับเคล็ดวิชาระดับสี่ โดยที่จะมีการทำสัญญาห้ามเผยแพร่ต่อบุคคลภายนอก”
“นายหมายถึงการทำปฏิญญาเวทอย่างนั้นหรอ?” เมอร์ลินเอ่ยถาม
เขารู้จักการทำสัญญาของนักเวท มันคือสัญญาลึกลับที่ส่งผลต่อพลังเวทของคู่สัญญา หากผิดสัญญาก็จะมีผลต่อพลังเวท หลายครั้งที่พลังเวทในร่างถูกทำลาย
ผู้ที่ผิดสัญญาของปฎิญญาเวทมักจะกลายเป็นคนธรรมดาซึ่งเห็นได้มาก
“ใช่แล้วล่ะ เพราะแบบนี้นักเวทที่จบไปจึงรักมหาวิทยาลัยของพวกเขามาก” เคลบี้กล่าวอย่างยิ้มๆ