ตอนที่ 32
สายน้ำทั้งห้า
หลังเสร็จสิ้นการทดสอบ แม้ว่าโจวอู่เว่ยจะยังมีข้อสงสัยอีกประการที่ต้องการจะซักถามเสวี่ยหมิง นั่นคือเรื่องราวการทดสอบในรอบที่ 2 ซึ่งหากดูจากพลังที่เสวี่ยหมิงแสดงให้โจวอู่หมิงชม เสวี่ยหมิงย่อมสามารถผ่านด่านทดสอบที่ 2 ได้อย่างง่ายดาย เหตุใดรายงานจึงออกมาว่าเขามีสภาพย่ำแย่ แม้จะสังหารอสูรลมปราณได้ แต่ก็เป็นแบบฉิวเฉียดเท่านั้น
แต่ไม่ทันที่จะเอ่ยถามเพื่อไขข้อข้องใจ ประมุขสำนักมังกรฟ้านาม...ซือไฉ ก็เรียกตัวโจวอู่เว่ยให้ไปพบเพื่อรับภารกิจด่วน ทำให้มันไม่มีเวลามากพอที่จะสอบถาม และตรวจสอบข้อสงสัย จึงทำได้เพียงมอบตำราหมัดมวยที่มันคิดค้นเอง และพกติดตัวเอาไว้ให้แก่เสวี่ยหมิง เพื่อให้ศึกษาเองไปก่อนระหว่างที่รอมันกลับมาจากภารกิจด่วน...แต่หารู้ไม่ว่าเพราะการต้องจากไปภารกิจด่วนในครั้งนี้ เกือบจะทำให้ศิษย์และอาจารย์ไม่ได้เจอหน้ากันอีกตลอดกาล
พร้อมทั้งใช้ยันต์สื่อสาร แจ้งต่อจื่อฮุยว่าตัวมันได้รับเสวี่ยหมิงเข้าเป็นศิษย์สายตรงของตัวเอง พร้อมให้จื่อฮุยพาเสวี่ยหมิงไปพักอยู่ที่บ้านของตัวเองในเมืองหยกม่วงก่อน เพราะตอนนี้โจวอู่เว่ยติดภารกิจด่วนของสำนักจำต้องรีบไปสะสางให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วจะรีบตามกลับไป
หลังจากที่จื่อฮุยเข้าพิธีรับศิษย์ใหม่ของสำนักเรียบร้อยแล้ว มันก็รีบออกมาพาเสวี่ยหมิงไปยังบ้านของโจวอู่เว่ย ผู้มีศักดิ์เป็นตาของตัวเองในทันที แต่เพราะช่วงหนึ่งเดือนแรกศิษย์ใหม่ของสำนักมังกรฟ้า ล้วนมีภารกิจ และเรื่องราวต่าง ๆ ให้ทำเป็นจำนวนมาก จื่อฮุยจึงมิอาจอยู่เป็นเพื่อนเสวี่ยหมิงได้ เมื่อจื่อฮุยสั่งการบ่าวไพร่ในบ้านของผู้เป็นตาเรียบร้อยแล้ว มันจึงขอตัวจากมา ทำให้ตอนนี้ภายในบ้านของโจวอู่เว่ย นอกจากบ่าวไพร่ชราสองคนซึ่งมิได้เป็นผู้ฝึกตนแล้ว ก็มีเพียงเสวี่ยหมิงอีกคนเดียวเท่านั้นที่อาศัยอยู่
ซึ่งแน่นอนว่าหลังจากข่าวเรื่องของเด็กหนุ่มนาม...เสวี่ยหมิง ท้าพนันเพื่อให้สำนักมังกรฟ้า รับตัวเองเข้าเป็นศิษย์ของสำนัก โดยผู้ที่รับเงื่อนไขก็คือ...รองประมุขจิวอิงผู้ที่เป็นประธานในการรับศิษย์ของสำนักมังกรฟ้าในปีนี้ โดยมีผู้ที่ถือหางฝั่งเสวี่ยหมิงก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน เพราะผู้ที่ยืนอยู่ข้างเด็กหนุ่มปริศนา ก็คือรองประมุขอีกผู้หนึ่งของสำนักมังกรฟ้านาม...โจวอู่เว่ย ซึ่งเงื่อนไขในการพนันครั้งนี้ก็คือ เสวี่ยหมิงจำต้องประลองเอาชนะศิษย์ในของสำนักมังกรฟ้าภายในเวลา 1 เดือน มิเช่นนั้นแล้วรองประมุขโจวอู่เว่ยจำต้องสละตำแหน่งรองประมุขของตัวเอง แต่หากฝั่งเสวี่ยหมิงเกิดชนะขึ้นมา รองประมุขจิวอิงก็ต้องสละตำแหน่งรองประมุขของตัวเองเช่นกัน เรื่องราวเผยแพร่ออกไปไวราวกับไฟลามทุ่ง ผู้คนในเมืองหยกม่วงส่วนใหญ่ต่างก็ฉงนงงงวย ว่าเด็กหนุ่มนาม...เสวี่ยหมิงผู้นี้เป็นใครกัน ถึงได้กลายเป็นข้อพิพาทระหว่างรองประมุขผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองของสำนักมังกรฟ้า แต่ทุกผู้คนก็ล้วนมิได้รับคำตอบที่ชัดเจนกลับมา
แม้ผู้คนเกือบทั้งหมดในเมืองต่างฉงนสงสัย แต่ในจวนตระกูลหลี่ตอนนี้ นามของเสวี่ยหมิงกลับเป็นที่โด่งดังมิใช่น้อย เพราะหลังจากที่หลี่เปียวกลับมาถึงจวน ก็สั่งห้ามทุกผู้คนเอ่ยนามเสวี่ยหมิงให้มันได้ยินอีก หากใครเอ่ยขึ้นต้องถูกลงโทษสถานหนัก แต่ไม่ทันที่จะมีผู้ใดถูกลงโทษ ข่าวเรื่องราวท้าพนันของรองประมุขทั้งสองของสำนักมังกรฟ้า ก็มาถึงเสียก่อน อารมณ์อันบูดบึ้งของหลี่เปียวพลันแปรเปลี่ยนกลับกลาย บัดเดี๋ยวยิ้ม...บัดเดี๋ยวหัวเราะร่วน เมื่อโอกาสที่คิดว่าหมดไปแล้วกลับลอยมาถึง หลี่เปียวจึงมิคิดมากความอีก และครานี้มันไม่ต้องการให้ความผิดพลาดเกิดขึ้นอีก รีบใช้ผู้คนออกสะกดรอยตามเสวี่ยหมิงในทันที
ผ่านไปกว่า 1 ชั่วยามสายสืบกว่า 10 นาย ที่หลี่เปียวใช้ออกโดยไม่เสียดายเงินทอง เร่งผลัดกันกลับมารายงานสถานการณ์เป็นอยู่ระยะ จนเมื่อรายงานถึงช่วงที่จื่อฮุยแยกออกมาจากที่พำนักของโจวอู่เว่ย ดวงตาของหลี่เปียวก็ปรากฏแววเจิดจ้าแวบหนึ่ง มันหมายมั่นปั้นมือว่าครานี้จำต้องสังหารเสวี่ยหมิงให้จงได้
นักฆ่าฝีมือฉกาจ 5 นายที่ถูกว่าจ้าง ล้วนเป็นผู้ฝึกตนในระดับลมปราณพื้นฐานขั้นที่ 4 ซึ่งในเมืองหยกม่วงนักฆ่าระดับนี้ถือเป็นสุดยอดหัวกะทิของเมืองเลยก็ว่าได้ แต่หลี่เปียวยังคงไม่วางใจ มันออกคำสั่งให้เจี้ยนเฉินที่มีระดับฝึกปรืออยู่ในขอบเขตขั้นผสานชีพจร(ระดับพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 5) หรือครึ่งก้าวก่อนจะทะลวงไปสู่...ลมปราณระดับแรกธรรมชาติ ลงมือด้วยตัวเองโดยกำชับให้เจี้ยนเฉิน ต้องสังหารเสวี่ยหมิงให้จงได้ เพื่อทำคุณลบล้างข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการทดสอบรับศิษย์เข้าสำนักมังกรฟ้ารอบแรก แต่หากผิดพลาดอีก เจี้ยนเฉินก็รู้บทสรุปของเหตุการณ์ดี โดยที่หลี่เปียวมิต้องเอ่ยปากบอก
เมื่อได้รับคำสั่ง เจี้ยนเฉินก็รับปากเป็นมั่นเหมาะ แม้มันจะรู้ว่าการยกขบวนนักฆ่าระดับพระกาฬถึง 5 นายไปพร้อมกับตัวมัน เปรียบประดุจขี่ช้างจับตั๊กแตน แต่เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นได้ เจี้ยนเฉินจึงออกแรงวางแผนการจู่โมสังหารด้วยตัวเอง
.
.
หลังจากที่จื่อฮุยจากไปแล้ว เสวี่ยหมิงก็ไม่ได้ออกไปด้านนอกอีก เขาเข้าไปยังห้องฝึกยุทธ์ภายในบ้าน ลงมือฝึกฝีมือทบทวนประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ได้รับตลอดสามวันที่ผ่านมา
ตกเย็นบ่าวชราก็เคาะเรียกพร้อมนำอาหารมาบริการ เสวี่ยหมิงเอ่ยขอบคุณ ก่อนจะรับอาหารไปกินด้วยความหิวโหย
หลังเสร็จจากมื้อเย็น เสวี่ยหมิงก็ไม่ได้กลับห้องพัก แต่เลือกที่จะฝึกฝนต่อในห้องเดิม เมื่อฝึกเดินลมปราณเสร็จสิ้นแล้ว เสวี่ยหมิงจึงได้หยิบตำราเพลงหมัดที่โจวอู่เว่ยคิดค้นขึ้นเอง และมอบให้กับเสวี่ยหมิงออกมากางดู...เพลงหมัดสายน้ำทั้งห้า แม้จะตั้งชื่อว่าเพลงหมัดสายน้ำทั้งห้า แต่เพลงหมัดชุดนี้กลับมีเพียงแค่สามกระบวนท่า หาได้มีห้ากระบวนท่าตามชื่อของมัน แต่เสวี่ยหมิงก็พอจะเข้าใจได้ว่าคำว่าห้านั้น น่าจะสื่อถึงชื่อของผู้ที่คิดค้น และหาได้ใส่ใจถึงชื่อของมันอีก
โดยเพลงหมัดชุดนี้ แม้ไม่ได้ร้ายกาจรุนแรงหรือล้ำค่านัก แต่ยังนับว่าสูงส่งกว่าเพลงหมัดอสรพิษที่หย่งสือใช้ เพราะมันถือเป็นเพลงหมัดขั้นต่ำสุดของทักษะลมปราณระดับมนุษย์ ซึ่งทั้งสามกระบวนท่าล้วนเหมาะแก่การใช้งานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
กระบวนท่าแรกเรียกว่า...สายน้ำมิหวนคืน เป็นท่าหมัดเลียนแบบกระแสน้ำที่ไหลซัดรุนแรง ราวกลับน้ำที่ไหลบ่าเข้าใส่ทำลายออกในทิศทางเดียว มิมีการสาดย้อนกลับคืน เพลงหมัดเต็มแน่นไปด้วยพลังทำลาย แต่แฝงด้วยความพลิกแพลงลื่นไหลดุจเดียวกับสายน้ำ เพียงกระบวนท่าแรกในตำรา เสวี่ยหมิงก็ตาลุกวาวแล้ว เพราะในชีวิตที่ผ่านมาตำราทักษะหมัดมวยเล่มนี้ถือเป็นวิชาทักษะต่อสู้ซึ่งดีที่สุดแล้วที่เสวี่ยหมิงเคยพบเจอ
แม้มิได้ร่ายรำกระบวนท่าด้วยกายเนื้อ แต่มโนภาพในจิตใจกลับโลดโจนทะยานไปตามรูปภาพ และคำบรรยายในตำรา แม้ยังมิอาจใช้ลมปราณปกติในร่างขับเคลื่อนกระบวนท่าตามไปด้วย (เนื่องจากการขับเคลื่อนลมปราณจะทำได้ก็ต่อเมื่อบรรลุลมปราณพื้นฐานขั้นที่ 4) แต่เพราะความพิสดารของลมปราณร้อนลวกในกาย ที่หลังจากผ่านประสบการณ์เฉียดตายในข่ายอาคมมายา มันก็ผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเสวี่ยหมิงอย่างไม่รู้ตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
จิตจินตนาการไปตามภาพ ลมปราณร้อนก็วิ่งรี่ติดตามไป โดยที่เสวี่ยหมิงไม่รู้ตัว ยามอ่านตำราจมดิ่งสู่สมาธิจิตแน่วแน่ลืมเลือนเรื่องราวภายนอก เผลอตัวสะบัดมือเท้าใช้ออกตามท่วงท่าในตำรา...เพลงหมัดสายน้ำมิหวนคืน หมัดที่วาดขึ้นลอย พลันกลับกลายเป็นเปลวเพลิงห้อตะบึง พวยพุ่งออกไปเกิดเพลิงไฟติดไหม้ ผนังด้านหนึ่งของโรงฝึกอย่างมิตั้งใจ
เปลวเพลิงยามอยู่ชิดในร่าง แม้รู้สึกร้อนลวกแต่มิได้มีผลทำร้าย กลับช่วยฟื้นฟูรักษาอาการ แต่เปลวเพลิงที่ปะทุออกไปแล้วติดไหม้หาได้มีผลดุจเดียวกัน ความร้อนลวกที่เกิดภายนอกจึงปลุกเสวี่ยหมิงให้ผละออกจากภวังค์ ยิ่งกว่านั้นโรงฝึกยังสร้างจากไม้ทั้งหลัง แม้ลงอักขระป้องกันแรงทำลาย แต่หาได้คิดป้องกันอัคคีผลาญเช่นนี้ เปลวไฟจึงโหมลุกลามอย่างรวดเร็ว
เสวี่ยหมิงเห็นท่าไม่ดี ร้องตะโกนเรียกบ่าวไพร่ชรา แต่ไร้ซึ่งวี่แววตอบกลับ ยามตื่นตกใจ กลัวว่าเปลวเพลิงจะลุกลามเผาไหม้จนใหญ่โต พลันปรากฏเสียงพังทำลายผนังด้านหนึ่งเข้ามา
แม้เป็นยามมืดค่ำ แต่เพราะเปลวเพลิงกองใหญ่ แสงจ้าสว่างของมันจึงส่องให้เสวี่ยหมิงเห็นผู้มาชัดตา ชายสวมชุดดำพรางกับม่านราตรีสองคน ถลาผ่านผนังโรงฝึกเข้ามา เมื่อเห็นประจักษ์ว่าผู้มาไม่น่าจะประสงค์ดี จึงรีบเก็บตำราทักษะเป็นคำรบแรก ก่อนจะหลบฉากไปยังด้านตรงข้าม แต่ดูเหมือนสองคนที่บุกเข้ามาจะไม่ใช่ทั้งหมด เมื่อด้านข้างฝั่งขวาของเสวี่ยหมิงก็ปรากฏเสียงอึกทึก กระแทกทำลายผนังเข้ามาเช่นกัน