[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 104 ใบหน้าดำคล้ำราวกับถูกย้อมด้วยสีหมึกดำ ดูเหมือนจะถูกกู้ฉางเกอบีบบังคับ

    ตอนที่ 104 ใบหน้าดำคล้ำราวกับถูกย้อมด้วยสีหมึกดำ ดูเหมือนจะถูกกู้ฉางเกอบีบบังคับ

            หางของจิ้งจอกสวรรค์เก้าหาง สำหรับตระกูลของพวกนางแล้วนั้นหมายถึงสิ่งใดกัน

            มันหมายถึงเกล็ดย้อนมังกรซึ่งเป็นจุดต้องห้ามอันศักดิ์สิทธิ์และเปราะบางที่สุด!

            เหล่ายอดอัจฉริยะที่อยู่ ณ ที่แห่งนั้น ต่างก็ตระหนักถึงความจริงข้อนี้ดี

            หางจิ้งจอกของพวกนางเปรียบได้กับจุดตายเลยทีเดียว

            ผู้ใดกล้าล่วงเกินแม้เพียงปลายนิ้ว ล้วนต้องถูกฉีกทึ้งเป็นชิ้นๆ เฉือนออกเป็นพันหมื่นบาดแผล บดขยี้ผู้นั้นจนวิญญาณสลายสิ้นไร้สุสานกลบฝัง

            ทว่ากู้ฉางเกอกลับกระทำการเช่นนี้อย่างเปิดเผย ไร้ซึ่งความเกรงกลัว

            การกระทำอันอุกอาจเช่นนี้ทำให้เหล่าผู้คนต่างนิ่งตะลึงไปตามๆ กัน ดวงตาแทบจะถลนออกมาด้วยความตกตะลึง

            “อิ่นเหมย…”

            น้ำเสียงของไป๋เลี่ย คู่หมั้นของนางทั้งแหบต่ำและสั่นเทาไปด้วยโทสะรุนแรง ใบหน้าของเขามืดครึ้มจนดูน่ากลัว ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน ฟันที่กัดกรอดนั้นราวกับจะบดจนแตกละเอียด

            ถ้อยคำที่เขาเอ่ยออกมาแทบจะถูกบีบเค้นออกมาจากไรฟัน

            “ช่างหาญกล้านัก!”

            อิ่นเหมยคือคู่หมั้นที่เพิ่งถูกหมั้นหมายมาเมื่อมิกี่ปีมานี้

            ในขณะนั้น อิ่นเหมยยังคงฝึกบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ส่วนไป๋เลี่ยก็ยังคงอยู่ที่ตระกูลของตน

            ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงยังมิเคยพบหน้ากันมาก่อน

            เรื่องการหมั้นหมายในครั้งนี้ แม้จะเป็นการตกลงกันของผู้อาวุโสทั้งสองฝ่าย ทว่าอิ่นเหมยเองก็มิได้เอ่ยปฏิเสธ

            เขาเป็นถึงยอดอัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบหมื่นปีของตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ ทั้งพลังฝีมือย่อมไร้เทียมทานในหมู่คนรุ่นเดียวกัน อิ่นเหมยเองก็มิมีทางปฏิเสธเขาได้

            ยิ่งไปกว่านั้น อิ่นเหมยในฐานะเทวีแห่งตระกูลจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางผู้เลื่องนามในความงดงามไร้ที่ติ ซึ่งเป็นหญิงสาวที่งามสะพรั่งประหนึ่งนางฟ้าแห่งแดนบรรพกาล

            สำหรับบุรุษหนุ่มผู้หยิ่งทะนงเช่นไป๋เลี่ย การมีคู่หมั้นที่เพียบพร้อมและงดงามถึงเพียงนี้ย่อมทำให้เขาภาคภูมิใจอย่างยิ่ง

            ในบรรดายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์แห่งเผ่าพันธุ์บรรพกาล การได้ครองหญิงงามไว้ข้างกายนับเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจที่สุด

            เมื่อได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับสมบัติล้ำค่าแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ที่กำลังจะปรากฏขึ้น ไป๋เลี่ยจึงถือโอกาสนี้เดินทางมาพบกับคู่หมั้นของตน

            แน่นอนว่าเขาได้พบหน้านางแล้ว

            ทว่า… อิ่นเหมยกลับทำราวกับมองมิเห็นเขา แม้แต่การทักทายก็มิมี นางกลับนั่งร่วมโต๊ะกับกู้ฉางเกออย่างสนิทสนม

            ภาพนี้ทำให้ใบหน้าของไป๋เลี่ยดำคล้ำราวกับถูกย้อมด้วยสีหมึกดำ ยิ่งเมื่อมีสายตานับมิถ้วนจับจ้องอยู่ในที่แห่งนี้ ยิ่งทำให้เขารู้สึกเหมือนบนศีรษะนั้นมีอันใดบางอย่างสวมหัวอยู่

            ภาพที่เขาเห็นเมื่อครู่นี้ทำให้ไป๋เลี่ยโกรธจนแทบจะระเบิดออกมา

            ในขณะนั้นร่างของอิ่นเหมยพลันสั่นสะท้านเล็กน้อย แม้ภายในใจของนางจะเต็มไปด้วยความเคารพและเชื่อฟังต่อกู้ฉางเกอ

            ทว่าเมื่อนางนึกถึงถ้อยคำของกู้ฉางเกอที่กล่าวเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่า อย่าได้เผยความสัมพันธ์ของพวกเขาต่อหน้าผู้อื่น

            อิ่นเหมยก็พลันได้สติกลับมาอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของนางเย็นชาเล็กน้อย ก่อนจะดึงหางจิ้งจอกกลับมาจากมือของกู้ฉางเกอ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า

            “ศิษย์มรรคากู้ โปรดสำรวมด้วยเถิด...”

            กู้ฉางเกอยังเผยสีหน้าสงบนิ่ง มุมปากแต้มด้วยรอยยิ้มบาง ดวงตาลึกล้ำราวกับมีเมฆหมอกค่อยๆ ก่อตัวจนมิอาจคาดเดาความคิดใดๆ ของเขาได้

            ทว่าในใจก็กลับชื่นชมนางอยู่เงียบๆ

            สมแล้วกับที่เป็นเทวีเก้าชีวิต เพียงแค่ปฏิกิริยาอันรวดเร็วปานนี้ ก็มิใช่สตรีธรรมดาจะเทียบเคียงได้

            สตรีที่เฉลียวฉลาดเช่นนี้ ช่างน่าพึงใจยิ่งนัก

            “โอ้ ศิษย์มรรคาอิ่นเหมย มิไปทักทายคู่หมั้นของเจ้าหน่อยหรือ”

            กู้ฉางเกอกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ดูมิออกว่ากำลังยินดีหรือโกรธเคือง ราวกับเรื่องเมื่อครู่นี้มิได้สำคัญอันใดสำหรับเขาเลย

            ทว่าความสงบนิ่งในน้ำเสียงของเขากลับทำให้บรรยากาศรอบด้านพลันตึงเครียดขึ้นมาอย่างช้าๆ

            เหล่ายอดอัจฉริยะที่อยู่รอบข้างต่างพากันเงียบกริบ ริมฝีปากเม้มแน่นด้วยความประหม่า แต่ละคนต่างพยายามสงบสติอารมณ์ มิกล้ากระทำสิ่งใดที่อาจสร้างความขุ่นเคืองใจออกมา

            แม้กู้ฉางเกอจะมีท่าทีอบอุ่นอ่อนโยน ทว่าจากคำเล่าลือทั้งหลาย เขาคือบุรุษที่เย็นชาไร้ปรานีและลงมือฟาดฟัดผู้อื่นได้โดยมิเคยลังเล

            ยิ่งไปกว่านั้น ที่แห่งนี้คือเขตแดนของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ซึ่งเป็นพื้นที่ของกู้ฉางเกอ ผู้ใดเล่าจะกล้าหาเรื่องเขาโดยมิคิดหน้าคิดหลังได้

            แม้แต่ยอดอัจฉริยะผู้ทรงพลังทั้งหลาย มิเว้นแม้แต่เย่หลางเทียนเอง ก็หยุดการสนทนาแล้วหันจับจ้องมองมายังที่แห่งนี้กันอย่างเงียบงัน

            เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ อิ่นเหมยถึงกับหน้าซีดเผือดเล็กน้อย แววตาฉายความหวาดหวั่นออกมาอย่างชัดเจน ราวกับเกรงกลัวกู้ฉางเกออย่างถึงที่สุด

            จากนั้น นางจึงหันไปมองไป๋เลี่ยที่อยู่ห่างออกไปเพียงมิกี่ที่นั่ง ส่งสายตาอันเจือด้วยความรู้สึกผิดไปให้เขา

            แต่แล้ว นางก็รีบหลุบตาลงมิกล้ากล่าวคำใดออกมา

            ท่าทางของอิ่นเหมยในยามนี้ ทำให้เหล่ายอดอัจฉริยะที่อยู่โดยรอบต่างรู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง

            พวกเขาเริ่มตระหนักขึ้นมาว่า คำเล่าลือเกี่ยวกับกู้ฉางเกอ ที่ว่าเขายิ่งใหญ่เหนือผู้ใดในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ กระทั่งเหล่าผู้อาวุโสยังมิกล้าแตะต้องนั้น หาใช่คำกล่าวที่เกินจริงไม่

            ยิ่งได้เห็นเทวีแห่งตระกูลจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางผู้เย่อหยิ่งและสูงส่งอย่างอิ่นเหมย กลับทำได้เพียงก้มหน้านิ่งเงียบและมิกล้าปริปากเอ่ยคำใด

            “น่าชังยิ่งนัก...”

            ไป๋เลี่ยที่เห็นฉากนี้ พลันเผยสีหน้าที่คลายความตึงเครียดลงไปเล็กน้อย ในใจพลันรู้สึกโล่งอกขึ้นมา

            ตราบใดที่เหตุการณ์นี้มิใช่เพราะอิ่นเหมยเต็มใจ เขาก็ยังพอยอมรับได้

            จากสีหน้าของนางนั้นดูเหมือนจะถูกกู้ฉางเกอบีบบังคับ มิใช่เรื่องที่เกิดจากความสมัครใจอย่างที่เขาคอยกังวล

            ทว่ากระนั้น ความคิดเช่นนี้กลับทำให้โทสะที่คุกรุ่นในใจของไป๋เลี่ยทวีความรุนแรงขึ้นอีกหลายส่วน

            “กู้ฉางเกอ! เจ้าล้ำเส้นเกินไปแล้ว ปล่อยมือจากอิ่นเหมยเดี๋ยวนี้! เจ้าจะทำอันใดนางกันแน่”

            ไป๋เลี่ยตวาดเสียงเย็นชา กลิ่นอายพลังโลหิตอันน่าสะพรึงกลัวปะทุออกมาราวกับดวงตะวันอันเจิดจ้า แผ่กระจายออกไปจนสร้างความรู้สึกอึดอัดให้กับเหล่ายอดอัจฉริยะโดยรอบ

            สิ่งนี้คือความน่าหวาดหวั่นของไป๋เลี่ย!

            สมกับที่เป็นยอดอัจฉริยะจากเชื้อสายราชันบรรพกาล เงาร่างของพยัคฆ์ขาวตัวมหึมาปรากฏขึ้นที่เบื้องหลังของเขา

            ลวดลายพยัคฆ์บนหน้าผากของเขาทอประกายเจิดจ้า แฝงไว้ซึ่งความยิ่งใหญ่สูงส่งที่ทำให้ทั่วทั้งแผ่นดินต้องสยบแทบเท้า

            ทว่ากู้ฉางเกอกลับดูสงบนิ่งมิสะทกสะท้านแม้แต่น้อย เขายังคงถือจอกสุราขึ้นจิบเบาๆ สายตาแฝงความเย้ยหยันก่อนจะกวาดมองไป๋เลี่ยด้วยท่าทีมิยี่หระ

            “ศิษย์มรรคาไป๋เลี่ยกล่าวเกินไปแล้วกระมัง ศิษย์มรรคาอิ่นเหมยเป็นศิษย์ของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ข้าในฐานะศิษย์มรรคาก็ย่อมต้องใส่ใจดูแล นี่นับว่าเป็นปัญหาอันใดหรือ”

            ท่าทางมิยี่หระของกู้ฉางเกอทำให้เส้นโลหิตบนหน้าผากของไป๋เลี่ยปูดโปนด้วยความเดือดดาล

            “เจ้าคิดจะใช้อิ่นเหมยมาข่มขู่ข้าหรือ กู้ฉางเกอ ถึงเจ้าจะเก่งกล้าสักเพียงใด ทว่าก็อย่าได้คิดว่าข้าจะยอมให้เจ้าดูถูกได้ง่ายๆ!”

            ไป๋เลี่ยอดมิได้ที่จะตวาดลั่นด้วยโทสะ

            ครืน!

            เสียงอื้ออึงดังสนั่นไปทั่ว ฟากฟ้ารอบด้านถึงกับสั่นสะเทือนขึ้น

            อักขระสีทองหม่นคละคลุ้งด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ ปรากฏขึ้นรอบกายเขาและหมุนวนไหลเวียนอยู่มิหยุด รัศมีแหลมคมแฝงไว้ด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัว

            สิ่งนี้คือพลังแห่งธาตุทองศักดิ์สิทธิ์อันเลื่องชื่อของตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์

            พลังอันแหลมคมดุจใบมีดนี้ ทำให้ยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่อยู่รอบด้านต่างหน้าถอดสี พร้อมกันนั้นก็ถอยห่างออกไปอย่างรวดเร็ว

            หากมีการปะทะกันขึ้นมา พลังทำลายล้างย่อมมิใช่เรื่องล้อเล่น!

            สำหรับกู้ฉางเกอนั้น มิต้องพูดถึง เขาเป็นที่รู้กันว่ามีพลังอันน่าสะพรึงกลัวเกินหยั่งถึง ทว่าไป๋เลี่ยเองก็มิใช่ผู้ที่ผู้ใดจะดูแคลนได้

            หากทั้งสองคนลงมือกันในที่แห่งนี้ เกรงว่าพื้นที่ทั้งหมดคงจะมิเหลือเศษซาก

            “ดูเหมือนศิษย์มรรคากู้คิดจะลงมือกับไป๋เลี่ยเสียแล้วสิ…”

            เย่หลางเทียนปรายตามองกู้ฉางเกอ แววตาฉายความสนใจ ก่อนจะส่ายหัวพร้อมรอยยิ้มบาง

            เขาเองก็มิชอบไป๋เลี่ยผู้นี้เท่าใดนัก เช่นนั้นหากอีกฝ่ายได้เสียหน้าต่อเหล่ายอดอัจฉริยะทั้งหลายก็ย่อมเป็นเรื่องน่าดูชม

            “คนผู้นี้ช่างเหมือนกับเย่หลิงผู้นั้นมิมีผิด ช่างน่ารำคาญนัก”

            เสียงของเย่หลิวหลีดังขึ้นอย่างมิปิดบังความมิพอใจ

            ถ้อยคำนี้ทำให้สีหน้าของไป๋เลี่ยยิ่งมืดครึ้มลงกว่าเดิม

            ในมือของเขาปรากฏรัศมีสีทองหม่นพวยพุ่งออกมามากขึ้นเรื่อยๆ อักขระสีทองลอยคว้างอยู่กลางอากาศ แผ่พลังทำลายล้างที่คมกล้าและรุนแรงประหนึ่งคมศาสตราทะลวงฟ้า ก่อเกิดเป็นแสงสีทองที่สว่างวาบราวกับสายฟ้าฟาด

            พลังทำลายล้างนั้นยิ่งทบทวีขึ้นทุกขณะ!

            “ในหมู่คนรุ่นเยาว์ยังมิเคยมีผู้ใดกล้าลงมือกับข้า เจ้ากำลังรนหาความตายอยู่หรือ”

            ณ เวลานั้นเอง กู้ฉางเกอก็วางจอกสุราลงอย่างแผ่วเบา สายตาของเขาหันมองไปทางไป๋เลี่ยอย่างมิใส่ใจ ก่อนเอ่ยน้ำเสียงเรียบเย็นถามขึ้นมา

            แม้จะกล่าวถ้อยคำออกมาอย่างเรียบง่าย มิได้แฝงไว้ซึ่งพลังหรือแรงกดดันใดๆ ทว่ากลับทำให้ผู้ที่อยู่โดยรอบถึงกับหน้าถอดสี เหงื่อเย็นผุดขึ้นตามหน้าผาก

            เพียงแค่เอ่ยถ้อยคำสั้นๆ นั้น ก็กลับสร้างแรงกดดันมหาศาลขึ้นมาได้

            เส้นโลหิตบนหน้าผากของไป๋เลี่ยยิ่งปูดโปนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาของเขาแข็งกร้าวขึ้น ขณะที่กำหมัดแน่นจนเสียงดังลั่นออกมา

            เขาสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังสังหารที่มองมิเห็นจากตัวกู้ฉางเกอ ราวกับคลื่นลมที่ไร้รูปร่าง ทว่ากลับโหมกระหน่ำคุกคามชีวิต

            ในฐานะยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้สูงศักดิ์แห่งตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ ไป๋เลี่ยย่อมมิเกรงกลัวผู้ใด อีกทั้งในเวลานี้เขาก็เพิ่งจะทะลวงเข้าสู่ขั้นจอมราชัน

            เมื่อเทียบกับองค์ชายแห่งราชสำนักเซียนต้าฉู่ ฉู่อู๋จี๋ผู้นั้นแล้ว เขาก็ยังแข็งแกร่งเหนือกว่าอย่างมิต้องสงสัย

            ทว่า... กู้ฉางเกอก็มิใช่ผู้ที่เขาจะประมาทได้

            พลังฝีมือของบุรุษผู้นี้ช่างลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรอันไร้ก้นบึ้ง เพียงแค่คิดจะเอาชนะก็ทำให้เขารู้สึกไร้หนทาง

            หากวันนี้เขาพ่ายแพ้ต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ ชื่อเสียงของเขาย่อมต้องย่อยยับป่นปี้!

            นับจากนี้ไป นามของไป๋เลี่ยคงมิอาจเทียบเคียงกับกู้ฉางเกอได้อีกต่อไป

            ยิ่งไปกว่านั้น อิ่นเหมยก็อาจจะเกิดความผิดหวังในตัวเขาขึ้นมาได้

            ทว่าหากเขาเลือกที่จะมิสู้ ก็ย่อมได้รับการตราหน้าว่าขลาดเขลา เป็นผู้พ่ายแพ้ที่มิกล้ารับคำท้าทาย

            ในวินาทีนั้น มิว่าเขาจะก้าวไปทางใด ก็ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยหุบเหวลึก

            “ศิษย์มรรคากู้ได้โปรดอย่าทำให้คุณชายไป๋เลี่ยลำบากเลย”

            เสียงของอิ่นเหมยดังขึ้นอย่างกะทันหัน ท่ามกลางความเงียบสงัด นางที่ก้มหน้านิ่งมานานในที่สุดก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกับกล่าวคำขอร้อง

            “เขาอาจล่วงเกินท่านไปบ้าง ทว่าข้าขอร้องให้ศิษย์มรรคากู้เห็นแก่ข้า อย่าได้ถือโทษโกรธเคืองเขาเลย”

            เมื่อกล่าวจบ ร่างในอาภรณ์แดงสดพลันพริ้วไหวราวกับสายลม ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นเงาร่างสีชาดพุ่งผ่านออกไปขวางเบื้องหน้ากู้ฉางเกอเอาไว้

            แววตาของนางแฝงไว้ซึ่งความลังเล ทว่าก็กลับมั่นคงดุจหินผา สะท้อนถึงการตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยว

            ตึง!

            ในขณะเดียวกัน เงาร่างของจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นกลางห้วงเวหา ประหนึ่งตำนานที่จุติลงมาจากยุคบรรพกาล

            เงานั้นใหญ่โตมโหฬารจนบดบังทั้งแผ่นฟ้า ดวงตาของมันทอแสงเย็นเยียบ ประหนึ่งเทพอสูรที่แผ่กลิ่นอายอันเกรี้ยวกราด สะท้านสะเทือนทั่วทั้งฟ้าดิน

            หางทั้งเก้าของจิ้งจอกสวรรค์แผ่พริ้วพลิ้วไหวราวกับดอกไม้ต้องลมคล้ายกับบุปผาทิพย์ที่กำลังเบ่งบานขึ้นในโลกแห่งความมืด

            อิ่นเหมยในยามนี้มิได้ลังเลหรือสับสนแม้แต่น้อย นางยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้ากู้ฉางเกออย่างมิเกรงกลัวอันตรายใดๆ

            "นาง...กล้าขวางหน้ากู้ฉางเกอหรือ"

            เสียงอุทานด้วยความตกตะลึงดังขึ้นทั่วห้องโถง ทุกสายตาจับจ้องไปยังภาพตรงหน้าด้วยหัวใจที่สั่นสะท้านไหว

            “เทวีแห่งตระกูลจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางผู้นี้ ช่างยับยั้งได้ถูกจังหวะเสียจริง” ยอดอัจฉริยะจากดินแดนมรณาเอ่ยขึ้นพลางส่ายศีรษะเล็กน้อย น้ำเสียงเต็มไปด้วยความผิดหวัง คล้ายกับเสียดายที่มิได้เห็นการปะทะกันครั้งนี้

            แม้แต่ผู้ติดตามของกู้ฉางเกอเอง รวมถึงเย่หลางเทียนและคนอื่นๆ ต่างก็ยังรู้สึกตกตะลึงไปตามๆ กันกับสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า

            “อิ่นเหมย…”

            ไป๋เลี่ยที่ยืนตัวแข็งทื่อถึงกับอึ้งงันไปชั่วขณะ จากนั้นความรู้สึกอบอุ่นพลันแผ่ซ่านในหัวใจ ราวกับมีสายน้ำอันอ่อนโยนหลั่งรินเข้าสู่จิตใจของเขา

            ในยามคับขันเช่นนี้ นางกลับยอมยืนหยัดขวางหน้าเขาเอาไว้

            ไป๋เลี่ยตระหนักดีว่าในสถานการณ์ที่เขากำลังติดอยู่ระหว่างทางตันเช่นนี้ อิ่นเหมยได้ช่วยกอบกู้สถานการณ์ให้เขาอย่างสมบูรณ์

            ความคิดที่เขาเคยสงสัยในตัวนางพลันแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกผิดหวังในตนเอง ปนเปไปกับความรู้สึกผิดเล็กๆ ที่ผุดขึ้นมาในใจ

            ทว่าเพียงชั่วครู่เดียวไป๋เลี่ยก็กลับมารู้สึกตัวอีกครั้ง สายตาแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว จะปล่อยให้นางมายืนขวางหน้าแทนเขาได้อย่างไร

            หากเรื่องนี้แพร่ออกไป ผู้คนคงพากันคิดว่าเขาหวาดกลัวกู้ฉางเกอจนต้องให้สตรีมาเป็นโล่กำบัง

            ทว่าก่อนที่ไป๋เลี่ยจะทันได้กล่าวสิ่งใดออกไป เสียงราบเรียบเย็นชาของกู้ฉางเกอก็ดังขึ้นขัดจังหวะ

            กู้ฉางเกอเลิกคิ้วเล็กน้อย มองอิ่นเหมยอย่างลึกล้ำ ก่อนจะกล่าวเสียงเย็นชา “ในเมื่อศิษย์มรรคาอิ่นเหมยเป็นผู้เอ่ยปากขอ ข้าเองก็จะถือว่ารักษาหน้าให้เจ้า มิติดใจเอาความ”

            เขาหยุดคำไว้ชั่วครู่ ก่อนน้ำเสียงจะเข้มขึ้นเล็กน้อยและกล่าวต่อ “ทว่าหากมีครั้งหน้าอีกละก็…”

            อิ่นเหมยรีบผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก นางรีบค้อมศีรษะลงพร้อมกล่าวเสียงเบาอย่างนอบน้อม “ศิษย์มรรคากู้โปรดวางใจ ข้ารับรองว่าจะมิเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีกแน่นอน”

            ในเวลานี้ ทุกคนล้วนเห็นได้อย่างชัดเจน

            อิ่นเหมยนั้นหวาดเกรงกู้ฉางเกออย่างยิ่ง ซึ่งก็มิใช่เรื่องแปลกอันใด เพราะในยามนี้ กู้ฉางเกอนับได้ว่าสามารถครอบครองทุกสิ่งได้ด้วยอำนาจล้นฟ้าภายในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์

            นอกจากจะมิคิดอยู่ในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์นี้ต่อไปแล้ว ผู้ใดบ้างเล่าจะกล้าล่วงเกินเขา

            ทว่าการที่อิ่นเหมยกล้าก้าวออกมายืนหยัดปกป้องคู่หมั้นของตนเองในช่วงเวลาคับขันเช่นนี้ กลับทำให้ใครหลายคนอดชื่นชมในใจมิได้

            กล้าท้าทายกู้ฉางเกอถึงเพียงนี้!

            นี่มิใช่การกระทำของสตรีธรรมดา สมแล้วที่ได้รับการขนานนามว่าเทวีเก้าชีวิต 

            เมื่อเห็นภาพนี้ สีหน้าของไป๋เลี่ยยังคงแฝงไปด้วยความมิยอมจำนน

            ราวกับว่าการกระทำเช่นนี้ ช่างเป็นการดูแคลนเขายิ่งนัก

            ทำราวกับเขาหวาดกลัวกู้ฉางเกอจนต้องให้คู่หมั้นของตนเองเอ่ยปากขอร้องแทนเช่นนั้นหรือ

            อิ่นเหมยที่เห็นแววตาของไป๋เลี่ย ก็คล้ายจะกลัวว่าเขาจะก่อเรื่องให้บานปลายไปมากกว่านี้ นางจึงรีบส่งสายตาเป็นเชิงห้ามปรามพร้อมกับแฝงความรู้สึกผิดเอาไว้ในดวงตา

            เมื่อเห็นเช่นนั้น ไป๋เลี่ยก็ทำได้เพียงข่มกลั้นความโกรธเอาไว้ในใจ

            ถึงแม้เขาจะเต็มไปด้วยความคับแค้น ทว่าก็มิต้องการให้การเสียสละของอิ่นเหมยนั้นสูญเปล่า

            ในใจเขาได้แต่คำรามอย่างเงียบงัน ราวกับให้คำสัตย์สาบาน

            “กู้ฉางเกอ รอข้าก้าวเข้าสู่ขอบเขตจอมราชันขั้นกลางเมื่อใด ข้าจะเหยียบเจ้าลงกับพื้นปฐพีให้จงได้”

            จากนั้น ไป๋เลี่ยก็หันกลับไปนั่งยังที่ของตนเอง สีหน้าหม่นหมอง ดวงตาเยียบเย็นราวกับน้ำแข็ง มิเอื้อนเอ่ยสิ่งใดอีก

            อิ่นเหมยมองดูท่าทางของไป๋เลี่ย ก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบา ทว่าก็มิได้ก้าวเข้าไปอธิบายอันใด คล้ายกับมีความคับข้องใจบางอย่างที่มิอาจเอ่ยออกมาได้

            ไป๋เลี่ยเพียงแค่พยักหน้าให้กับนางเงียบๆ ในแววตาฉายชัดถึงความเข้าใจ

            ภาพเหตุการณ์นี้ตกอยู่ในสายตาของเหล่ายอดยุทธ์รุ่นเยาว์ทั้งหลาย ทำให้พวกเขาต่างได้แต่ทอดถอนใจ

            "ในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์แห่งนี้ มีเพียงสองหนทางเท่านั้นสำหรับผู้ที่กล้าล่วงเกินกู้ฉางเกอ"

            "หนึ่งคือหนทางแห่งความตาย อีกทางคือถูกขับไล่ออกจากสำนักไป"

            เหตุการณ์เล็กน้อยนี้ แม้จะจบลงไปแล้ว ทว่าก็ทำให้บรรยากาศบนโต๊ะสุราแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

            เหล่ายอดยุทธ์ที่ก่อนหน้านี้ยังพูดคุยหยอกเย้ากันอย่างออกรส ต่างกลับมาสงบเสงี่ยมเจียมตัว มิมีผู้ใดกล้าทำอันใดตามอำเภอใจอีก

            ที่แห่งนี้คือเขตแดนของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ และกู้ฉางเกอก็คือผู้ครองอำนาจ

            มิว่าพวกเขาจะมาจากตระกูลอันสูงศักดิ์เพียงใด หรือมีภูมิหลังอันทรงอำนาจแค่ไหน ก็มิอาจล่วงเกินเขาได้

            แม้กระทั่งผู้แข็งแกร่งอย่างไป๋เลี่ย ผู้สืบทอดแห่งตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ก็ยังต้องกล้ำกลืนความอัปยศเอาไว้ สิ้งนี้นับว่าเป็นการยืนยันที่ดีที่สุด

            กู้ฉางเกอยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย มิสะทกสะท้านต่อสิ่งใด เขานั่งสนทนากับเย่หลางเทียนและเหล่าผู้คนรอบข้างอย่างสบายอารมณ์ ราวกับเรื่องเมื่อครู่มิเคยเกิดขึ้นมาก่อน

            และมินานหลังจากนั้น งานเลี้ยงหมื่นวิถีก็ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

            กลางลานแห่งตำหนักทิวาสวรรค์ได้มีการเปิดพื้นที่กว้างใหญ่เอาไว้โดยเฉพาะ รอบด้านแวดล้อมด้วยพลังวิญญาณที่พลุ่งพล่าน ปกคลุมไปด้วยหมอกศักดิ์สิทธิ์อันขาวโพลน ราวกับมีมนต์ขลังจากกาลเวลา

            รั้วไม้โบราณที่ตั้งตระหง่านดูสูงใหญ่สง่างาม ทั้งยังเก่าแก่และขลังล้ำลึก

            เหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ต่างเริ่มลงมือประลองกันเพื่อแย่งชิงรางวัลอันเป็นเกียรติยศ

            ทว่าสำหรับบรรดาผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาราชันยุทธ์รุ่นแล้วนั้น รางวัลจากงานเลี้ยงที่จัดขึ้นโดยสหพันธ์การค้าหมื่นวิถีนั้นก็กลับมิได้มีความสำคัญสำหรับพวกเขาสักเท่าไร

            เหล่ายอดฝีมือจึงยังคงนั่งนิ่งอยู่กับที่ มิได้ลุกขึ้นไปร่วมประลองแต่อย่างใด

            ส่วนไป๋เลี่ยนั้น เขาเพียงนั่งจิบสุราอย่างหงุดหงิดอยู่คนเดียว แววตามิวายเหลือบมองไปยังอิ่นเหมยที่อยู่ห่างออกไป

            ความคั่งแค้นในใจของเขาที่มีต่อกู้ฉางเกอนั้นยิ่งทวีความล้ำลึกขึ้นทุกขณะ

            เรื่องเช่นนี้ แม้จะดูคล้ายเป็นเพียงความขัดแย้งของศิษย์ร่วมรุ่นที่มีต่อหญิงงาม ทว่าก็เป็นสิ่งที่เขามิอาจทานทนได้

            เขารู้ดีว่าต่อให้ไปเรียกผู้อาวุโสในตระกูลของตนมาช่วย ก็ใช่ว่าจะทำอันใดกู้ฉางเกอได้

            ในเมื่อกู้ฉางเกอเป็นถึงคุณชายของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงผู้มีสถานะและอำนาจสูงส่งยิ่งกว่าเขาเสียอีก

            แล้วนับประสาอะไรกับกู้ฉางเกอ ผู้ทั้งเพียบพร้อมทั้งผู้ติดตามที่จะเรียกใช้ได้ตลอดเวลา

            สุดท้ายแล้ว หากเขาทำเช่นนั้นไป ก็เป็นเพียงการประจานตนเองให้คนหัวเราะเยาะเท่านั้น

            ภายในงานเลี้ยงครั้งนี้ กู้ฉางเกอได้รับข่าวคราวเกี่ยวกับผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตคนใหม่ ก็พลันให้รู้สึกพึงพอใจยิ่งนัก

            ส่วนไป๋เลี่ยผู้โง่เขลานี้ ต่อให้เขาเล่นงานจนถึงวาระสุดท้าย เจ้าตัวก็คงยังมิเข้าใจด้วยซ้ำว่าเหตุใดถึงต้องเผชิญกับชะตากรรมเช่นนั้น

            ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้เขายังสามารถใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ของไป๋เลี่ยกับเย่หลิงเพื่อสืบหาตำแหน่งที่แท้จริงของเขาได้อีกด้วย

     

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน