.
.
.
ในค่ำคืนราตรีที่มีแสงจันทราและหมู่ดาวดาราส่องสว่างทั่วท้องนภา
มีสตรีที่งดงามยิ่งกว่าภาพวาดเหล่านางสวรรค์ เหนือล้ำกว่าหมู่ดาราที่พร่างพราวแข่งกัน จันทร์อายเมื่อต้องเปล่งประกายเคียงข้างนาง
นางจ้องมองเด็กหนุ่มที่อยู่ในสภาพไม่น่ามองที่ร่างกายเต็มไปด้วยผ้าพันแผล
ทันใดนั้นน้ำตาของนางก็ไหล ไหลอย่างห้ามไม่ได้
นางไม่รู้ว่าเพราะอะไร ราวกับว่าในร่างของนางตอนนี้ มีสตรีอีกนางหนึ่งอยู่ร่วม สตรีนางนั้นทั้งมีความสุขและโศกเศร้า เพียงแค่ได้เห็นเด็กหนุ่มตรงหน้า ราวกับว่านี่คือกาลเวลาที่แสนยาวนาน ที่สตรีผู้นั้นรอคอย และวันนี้สตรีนางนั้นก็ได้สมหวังแล้ว
สวีอี้เฟยร่างนางสั่นสะท้านร่วมรับรู้ในความรู้นี้
ในชั่วครู่ ในโลกแห่งห้วงสำนึกนางคล้ายเห็นสตรีที่คล้ายนางเหลือเกิน หากแต่สตรีนางนั้นมีเส้นผมสีแดงเพลิง
สตรีนางนั้นยิ้ม ยิ้มอย่างมีความสุข
และเมื่อสตรีนางนั้นมีความสุข สวีอี้เฟยนางก็คล้ายมีความสุขเช่นกัน
นี่มัน… คือ… อะไรกันนะ ยอดหญิงงามนางหาได้เข้าใจไม่
"สวีอี้เฟยน้องหญิงของข้า เจ้าไยมีน้ำตา" สวีอันฉีตอนนี้นางตกใจ ตกใจจนตอนนี้แสดงสีหน้าแปลกประหลาดแล้ว นั่นเพราะยอดหญิงงามหรือน้องหญิงของนางนั้นไม่ใช่สตรีที่มีน้ำตาหรือมีความรู้สึกให้กับสิ่งใดได้ง่ายๆ หากแต่ตอนนี้นางกลับร้องไห้ นอกจากนั้นยังกุมมือของไอ้เด็กหนุ่มประหลาดแน่น นั่นจึงทำให้สวีอันฉีแปลกใจอย่างถึงที่สุด
และไม่ไกลกันพานลี่สตรีตัวน้อย นางที่อยู่ด้านข้างไม่ไกลก็แปลกใจเช่นกัน ศิษย์พี่ดูประหลาด อาจารย์หญิงก็เช่นกัน
ในฐานะที่ยอดหญิงงามเป็นอาจารย์ของนาง ภาพลักษณ์ของสวีอี้เฟยในใจของพานลี่ต่อยอดหญิงงามก็คือสตรีที่เหนือสตรี ที่ก้าวข้ามบุรุษและสตรีทั้งมวล นางเข้มแข็งและสงบเย็น นอกจากนั้นยังมากด้วยสติปัญญาเหนือผู้ใด โดยเฉพาะในด้านการฝึกยุทธ์ ที่เด่นล้ำจนพานลี่ยังอิจฉา
แต่ตอนนี้พานลี่ไม่อาจคิดว่า จะมีวันใดที่นางได้เห็นน้ำตาของอาจารย์หญิงผู้งดงามไหลรินเช่นนี้
สวีอี้เฟยนางหันหน้าตอบคำพี่หญิง คล้ายเป็นสตรีไร้เดียงสา
"ข้าก็ไม่รู้เช่นกันพี่หญิง ว่าเหตุใดน้ำตาของข้าจึงไหล และมันยังไหลอย่างที่ข้าไม่อาจจะห้ามได้"
สายตาของยอดหญิงงามตอนนี้เต็มไปด้วยคราบน้ำตา เมื่อมองลึกเข้าไปในดวงตางามของนาง มันช่างดูโศกเศร้ายิ่งนัก มันเป็นความโศกเศร้าที่ดูลึกล้ำยิ่งกว่าสามัญ
สวีอันฉีเห็นดังนั้นจึงไม่กล้าพูดสิ่งใดต่อ
ภาพที่นางเห็นน้องหญิงของตัวเอง กำลังกอดประคองเด็กหนุ่ม ที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลอย่างไม่เก้อเขิน ทั้งดูผูกผันอย่างประหลาด มันเป็นภาพที่สวีอันฉีไม่มีวันคิดว่าจะได้เห็น น้องหญิงของนางวางตัวต่อบุรุษเพศทุกคน นอกจากท่านพ่อ ท่านปู่และบิดาของนางแล้ว ล้วนวางตัวห่างเหิน ไม่เคยมีผู้ใดที่น้องหญิงนางจะใกล้ชิดถึงเพียงนี้ ยิ่งจะอุ้มกอดประคองยิ่งเป็นไปไม่ได้
"ช่างเถอะ ช่างเถอะ" สวีอันฉีเอามือไปเช็ดน้ำตาให้ยอดหญิงงามช้าๆ "เจ้าคงสงสารเด็กหนุ่มอาภัพคนนี้จับใจ ดูสิเสื้อผ้าสิ เก่าทรุดโทรมเหลือเกิน เนื้อตัวก็เต็มไปด้วยบาดแผล ข้าเห็นก็ยังอดสงสารไม่ได้เลย"
กล่าวจบสวีอันฉีนางก็หันไปหาศิษย์หญิงคนเล็กของนางพานลี่ ก่อนจะตะโกนเรียกจนพานลี่สะดุงทันที
"พานลี่!!! เจ้ารู้จักเด็กหนุ่มคนนี้หรือไม่"
พานลี่จ้องมองไปที่เฉียวเฟิงศิษย์พี่ของนางทันที ก่อนจะรีบตอบด้วยความรวดเร็ว "เขาเป็นศิษย์... เอ้ย.. ไม่ใช่ๆ เขาเป็นเพื่อนข้ามาจากหมู่บ้านเดียวกันน ข้ารับเขามาอยู่ด้วยกับแม่ของเขานะเจ้าคะท่านอาจารย์หญิง"
พานลี่พยายามตอบอย่างฉะฉาน หากแต่มันดูตะกุกตะกักอยู่บ้าง นั่นเพราะเฉี่ยวเฟิงได้ใช้วิชาสื่อสารทางจิตให้พูดตามดังนั้น ด้วยความที่นางหัวไวจึงรีบพูดตามได้ในทันที หากแต่ด้วยความรีบเร่งจึงเป็นดังที่เห็นมีพูดผิดบ้างแต่โชคดีที่นางกลับคำได้รวดเร็ว
นอกจากนั้นสวีอันฉีผู้เป็นอาจารย์ก็ดูไม่ใส่ใจ
"งั้นรึ..." สวีอันฉีมองไปยังเด็กหนุ่มที่ยอดหญิงงามประคองอยู่อย่างไม่ละสายตา
"อี้เฟยดูเหมือนเจ้าจะถูกชะตากับเด็กหนุ่มน้อยผู้นี้ไม่น้อยนะ ถ้าข้าจะบอกท่านอาและท่านพ่อให้รับเด็กคนนี้เป็นศิษย์ในสำนักแห่งเรา เจ้าคิดเห็นประการใด" สวีอันฉีคิดแบบนี้เพราะนางรู้สึกว่าน้องหญิงคล้ายมีวาสนากับเด็กหนุ่มผู้นี้ แน่นอนนางย่อมไม่ได้คิดเรื่องชายหญิง ซึ่งสำหรับนางเด็กหนุ่มอัปลักษณ์ผู้นี้กับนางสวรรค์ที่งามล้ำผู้ใดย่อมเป็นไปไม่ได้ นางเพียงแค่คิดว่าเด็กหนุ่มได้รับเมตตาจากน้องหญิง และอาจจะมีวาสนามาเป็นศิษย์ใกล้ชิด หรือบ่าวชายที่อาจจะให้น้องหญิงนางได้ใช้สอยก็เท่านั้น
ยอดหญิงงานพลันตาโต นางรู้สึกถูกชะตากับเด็กหนุ่มคนนี้ยิ่ง นางไม่อาจจะบอกกับตัวเองได้ว่าความรู้สึกนี้คืออะไร มันคือความโหยหา อาทร มันรุนแรงกับหัวใจของนางยิ่ง
ทำให้นางในตอนนี้นางก็ทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน แต่พอได้ยินพี่หญิงสวีอันฉีพูดเช่นนี้ นางก็รู้สึกดีใจ พอนางคิดไปว่าจะได้เจอไอ้เด็กหนุ่มผู้นี้อีกในหัวใจนางก็มีความสุข
ยอดหญิงงามนางจ้องตาสวีอันฉีตาเป็นประกาย ก่อนจะรีบพยักหน้าตอบรับอย่างรวดเร็ว
การกระทำของยอดหญิงงามเป็นภาพที่สวีอันฉีเห็นก็ยังแปลกใจ นางไม่เคยเห็นน้องหญิงของนางเป็นเช่นนี้เลย
ภาพแบบนี้ที่นางเห็นต้องย้อนกลับไปเกือบสิบปี ตอนที่นางได้รับกระบี่ที่ถูกใจ แต่ตอนนั้นสวีอี้เฟยนางยังเด็กนัก นอกจากนั้นนางก็ยังไร้เดียงสาอยู่มาก
แต่ตอนนี้นางอายุ 24 ปีแล้วนะ การแสดงออกที่ดูน่ารักไร้เดียงสาเช่นนี้สวีอันฉีที่เป็นพี่หญิงถึงกับทำอะไรไม่ถูก
แต่ในใจลึกๆ ก็ดีใจกับการตัดสินใจของตัวเองที่ทำให้น้องหญิงคนนี้มีความสุข
สำหรับสวีอันฉี ยอดหญิงงามน้องสาวของนางนั้น ยิ่งเติบใหญ่ชีวิตก็ยิ่งดูเหมือนจะมีความสุขน้อยลง น้อยลง ไปทุกวัน ด้วยคนรอบตัวของนางนั้น ต่างพากันพยายามเข้าหานางเพราะความงดงาม จนบางครั้งลืมนึกถึงความสุขใจของนางไป
บางคนถึงกับพูดข่มขู่ตระกูลสวีก็มี เพราะแบบนี้ทำให้บางครั้งน้องหญิงสวีอี้เฟยของนางก็เป็นทุกข์ยิ่ง ที่เป็นต้นเหตุนำปัญหามาให้แก่คนในตระกูลและสำนักบรรจบฟ้า ทำให้นางกลายเป็นคนที่เก็บตัว นอกจากศิษย์สตรีชั้นในบางคนแล้ว ก็มีคนรู้จักนางน้อยเต็มที ส่วนผู้ใหญ่ในตระกูลก็พยายามปกปิดตัวตนของนางไว้ไม่ให้ใครรู้เพิ่มอีกต่อไป ไม่เช่นนั้นปัญหาคงจะตามมาอีกมากอาจจะไม่อาจจะหยั่งคาด
หากแม้ยอดหญิงงามนางจะเก็บตัวปิดเงียบ และไม่ไปพบเจอคนที่ไม่รู้จัก แต่ความงามของนางก็ยังเป็นที่เลื่องลืออย่างลับๆ ในหมู่คนตระกูลใหญ่ในอาณาจักรและยอดสำนักที่เคยมาเยี่ยมสำนักบรรจบฟ้าในอดีต
หากนางไม่เก็บตัวเช่นนี้เกรงว่าทั้งแผ่นดินคงจะลุกเป็นไฟเพราะความงดงามของนางเป็นแน่
"ดีแล้ว ดีแล้วถ้าเจ้าพอใจข้าก็จะจัดการเรื่องนี้ให้เจ้าเอง อีกไม่นานพวกกองปราบคนของทางการน่าจะมาถึง เจ้าไม่ควรรั้งอยู่ที่นี้ให้ใครพบเห็น อี้เฟยเจ้ารีบใส่หมวกปิดบังใบหน้าเสีย และรีบกลับสำนักไปก่อนเถอะเดียวข้าจะจัดการเรื่องเด็กน้อยและไอ้หนุ่มนี่แทนเจ้าเอง"