เพลิงฟ้ามหายุทธ์ (จบ)

    บทที่ 27 สวรรค์ไร้เมตตา

            บทที่27สวรรค์ไร้เมตตา


            ที่ชะง่อนหินขนาดใหญ่บริเวณหน้าผาสูงชันซึ่งเป็นสถานที่อันพิสดารของเฒ่าเร่ร่อนอวิ๋นเซ่อกำลังนั่งหลับตาเข้าสู่ห้วงสมาธิอย่างลึกซึ้ง จนไม่สามารถรับรู้สิ่งที่เป็นไปรอบข้างมันแม้พึ่งผิดหวังมาจากการที่มิอาจสมัครเข้าสอบคัดเลือกเป็นมือปราบ แต่คนอย่างอวิ๋นเซ่อมันมีเวลาให้ผิดหวังได้ไม่นานมันได้กลับมานั่งคิดทบทวน หากปีนี้มิอาจสมัคร ปีหน้ามันก็จะกลับไปสมัครใหม่ หากปีหน้ามิได้ปีถัดไปมันก็จะไปอีกจนกว่าหนทางสุดท้ายจะหมดไป และหากสิ้นไร้หนทางจริงๆ มันก็อาจจะหวังพึ่งเฒ่าเร่ร่อนผู้นั้นเมื่อคิดเช่นนี้มันจึงไม่มัวมานั่งผิดหวังให้เปล่าประโยชน์อีก คนเข้าสู่ห้วงแห่งสมาธิหาแนวทางที่จะผ่านประตูสีขาวโพลนบานนั้นสู่วิถีแห่งการฝึกเพลิงปราณให้ได้

             

            อวิ๋นเซ่อเข้าสู่ห้วงสมาธิตั้งแต่ที่จากตรอกซอยนั้นมาจนกระทั่งเสียงเปรี้ยงได้ดังสนั่นก้องสะท้อนสะท้านเข้าไปถึงแก้วหูของมัน จึงส่งให้ชายหนุ่มสะท้านตื่นขึ้นมาจากห้วงแห่งภวังค์เพียงลืมตาตื่นสิ่งแรกที่ปรากฏก็คือร่างของคนผู้หนึ่งล้มตึงลงมา แล้วกลิ้งคว่ำหน้าอยู่ในตำแหน่งไม่ไกลห่างจากมันนักหัวคิ้วของอวิ๋นเซ่อจึงได้ขมวดมุ่น คนดีดกายลุกขึ้นยืนเตรียมพร้อมที่จะรับมือหากคนผู้นั้นจู่โจมมา

            “ไหนเฒ่าเร่ร่อนบอกว่านอกจากข้าและท่านแล้วจะไม่มีใครเข้ามาได้อีกไง"

             

            สมองครุ่นคิด มือก็ยกเตรียมป้องกัน แต่ทว่าคนผู้นั้นกลับนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงทั้งพื้นศิลาใต้ร่างของมันก็มีโลหิตไหลทะลักออกมาจนหน้าหวาดหวั่น อวิ๋นเซ่อพอได้พินิจมองร่างบนพื้นอย่างถี่ถ้วนก็คลับคล้ายคลับคราว่าเจอจากที่ไหน จนมันได้นึกถึงผ้าผืนหนึ่งที่ปลิวมาเกาะไหล่ของมันเมื่อตอนอยู่ตรอกซอยและพลอยนึกถึงสตรีผู้โชคดีจับฉลากใบนั้นได้

            “เป็นท่าน"

             

            อวิ๋นเซ่อรีบเข้าไปพลิกร่างของนางขึ้น พบว่าที่กึ่งกลางอกมีรูแลรอยไหม้ทะลุไปถึงแผ่นหลังโลหิตจำนวนมากก็ทะลักไหลออกจากบาดแผลนี้ อวิ๋นเซ่อรีบฉีกชุดคลุมปิดปากแผลทั้งสองข้างให้แก่นางแต่นางก็มีชีพจรที่ร่วงโรยยิ่ง ลมหายใจก็ถี่กระชั้นชิด ชายหนุ่มรู้ดีว่าไม่มีทางช่วยเหลือนางได้อีกแล้วนางคงมีชีวิตต่อไปได้อีกไม่นานเท่านั้น อวิ๋นเซ่อส่ายศีรษะด้วยความสังเวชแลบังเกิดความสงสารขึ้นในจิตใจส่วนลึก

            “ใครช่างโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้”

             

            ฟิ้ว ลมวสันต์หอบหนึ่งพัดผ่านไปอีกครั้งราวกับโชคชะตาผมอันเปียกชื้นที่ปิดบังใบหน้าของนางพลันคลี่ออก อวิ๋นเซ่อเมื่อได้เห็นใบหน้า จิตใจคนก็กระตุกวูบอย่างมิอาจควบคุมในหัวสมองพลันได้รำลึกถึงเรื่องราวในอดีตเมื่อตอนที่มันอายุได้เจ็ดแปดขวบ ครานั้นมันกำลังเล่นซ่อนแอบกับเด็กหญิงรุ่นราวคราวเดียวกันเด็กหญิงผู้นั้นมิได้งดงามน่าชมมองเหมือนเด็กหญิงผู้อื่น ผิวก็ดำคล้ำ แต่นางมีสิ่งหนึ่งที่หาจากเด็กผู้อื่นมิได้นั่นคือความห้าวหาญ เด็ดเดี่ยว แลเก่งกาจกล้าหาญเป็นอย่างยิ่ง ตอนนั้นมันกับนางได้แอบไปหลบซ่อนในป่าลึกและบังเอิญโชคร้ายที่พบพานเสือตัวใหญ่ ทั้งเสือตัวนั้นมันยังพุ่งเป้าตวัดกรงเล็บตะปบเข้าใส่ตนจนตนคิดว่าต้องตกตายที่ตรงนั้นแน่แท้ แต่เป็นเด็กหญิงที่พุ่งกายเข้ามารับกรงเล็บอันแหลมคมนั่นแทนมันส่งให้นางมีแผลเวอะหวะที่แก้มขวาลากยาวเกือบจรดใบหู! แต่สุดท้ายมันกับนางก็รอดตายอย่างหวุดหวิดเพราะเหล่าผู้ใหญ่เข้ามาช่วยได้ทันและนับแต่นั้นมามันก็มิเคยลืมเลือนเด็กหญิงผิวดำคล้ำผู้นั้นได้เลยซักครั้ง…..

            อวิ๋นเซ่อจิตใจแทบตกไปอยู่ที่ข้อเท้า นัยน์ตาของคนไหวระริกปากพึมพำออกมาอย่างแผ่วเบาแลสั่นพร่า

            “เจ้ากาดำ"

             

            เพียงได้ยินคำว่าเจ้ากาดำ ประกายตาของสตรีนางนี้ก็ลุกวาวขึ้นก่อนแปรเปลี่ยนเป็นสั่นระริกพร้อมหยาดน้ำตา นางเลื่อนสายตาที่กำลังเลื่อนลอยมาจับจ้องใบหน้าของบุรุษหนุ่มที่อยู่ข้างๆได้เห็นเคล้าโคลงใบหน้า ได้นึกถึงเด็กชายขี้แยที่มีดีเพียงหน้าตา เด็กชายที่กล้าเรียกขานหยอกล้อตนว่าเจ้ากาดำ ซึ่งตนก็เต็มใจให้มันเรียกขาน และก็เป็นเด็กชายที่นางรู้สึกชมชอบมาตั้งแต่เด็กผู้นั้น

            “อะอะอวิ๋นเซ่อขะขี้แย จะจะเจ้า ยังมะไม่ตะตาย"

             

            ได้ยินนางเรียกขานเช่นนั้น หัวใจของอวิ๋นเซ่อยิ่งเย็นเยียบดั่งตกอยู่ในห้วงแห่งรัตติกาลอันหนาวเหน็บสตรีผู้นี้เป็นนางจริงๆ

            “จื่อลู่ เป็นเจ้าจริงๆ ใครทำร้ายเจ้า!…..เจ้าจะต้องไม่เป็นอะไร”

             

            อวิ๋นเซ่อมิสนว่าจะมีใครรับรู้ถึงพลังญาณของมันหรือไม่มันปลดปล่อยพลังญาณทั้งหมดที่มี ผนวกเข้ากับพลังธรรมชาติที่แสนจะน้อยนิดเพื่อทำการรักษาบาดแผลให้แก่นางแต่นั้นก็เป็นการกระทำที่เปล่าประโยชน์ พลังญาณของมันและพลังธรรมชาติตอนนี้ไม่เพียงพอเลยซักนิดหรือต่อให้เพียงพอก็มิแน่ว่าจะรักษาอาการที่สาหัสเช่นนี้ได้

             

            อวิ๋นจื่อลู่มิทราบว่าอวิ๋นเซ่อกำลังทำสิ่งใดแต่นางก็ค่อยๆ ยกมืออันสั่นพร่าขึ้นมาเกาะกุมมือของชายหนุ่มไว้ พร้อมกล่าวเสียงตะกุกตะกัก

            “ข้า ดีใจ จริงๆ ที่ เห็นเจ้า ยังปลอดภัย”

             

            “จื่อลู่ใครทำร้ายเจ้า บอกข้า!”อวิ๋นเซ่อกล่าววาจาด้วยความโกรธแค้นแลโทสะ คนคิดติดตามคนร้ายที่ทำลายนางแต่อวิ๋นจื่อลู่กำชับมือมันไว้แน่น

             

            “ตอนนี้ เจ้า ไม่ใช่ คู่ มือ ของ มัน”

             

            “มันเป็นใคร!”

             

            “ฆาตกร ที่ สัง หาร ตระ กูลอวิ๋น ของพวกเรา"

             

            อวิ๋นเซ่อเบิกตาโพลง “มันอยู่ที่นี่!”

             

            อวิ๋นจื่อลู่กระอักโลหิตออกมาคำใหญ่ ใบหน้ายิ่งซีดเผือดลงอวิ๋นเซ่อต้องโอบกอดนางไว้ในอ้อมอก อวิ๋นจื่อลู่นัยน์ตาของนางตอนนี้กลับปรากฏแววความอบอุ่นอย่างที่มิเคยเป็นมุมปากแย้มยิ้มน้อยๆ อย่างยากลำบาก ก่อนนางจะกล่าวเสียงแหบพร่า

            “ไม่ คิด ว่า วันที่ข้า เฝ้ารอ มาตลอดจะ เป็น วันสุดท้าย ของชีวิต….. เสียดาย ที่ข้า จะไม่มีโอกาสได้ อยู่กับเจ้าให้นานกว่านี้….. ข้า ไม่น่า จะจากเจ้ามา ตั้งแต่ยังเด็ก….. ข้า ไม่น่า ทิ้งเจ้า….. อวิ๋นเซ่อ ข้าขอ โทษ”

             

            อวิ๋นเซ่อกำชับนางสู่อ้อมอก น้ำตาลูกผู้ชายมิอาจที่จะอดกลั้นได้อีกต่อไป

            “เจ้าอย่าพูดแล้ว มันมิใช่ความผิดเจ้านั่นเป็นเพราะข้าอ่อนแอมิได้เรื่องได้ราว จึงมิอาจติดตามเจ้าไปได้ เป็นข้าที่ผิด เป็นข้าที่ไม่เอาไหนข้ามันคนไม่เอาไหน"

             

            “ไม่….. ข้า เชื่อว่าเจ้า มิใช่ คนไม่ เอา ไหน" อวิ๋นจื่อลู่กระอักโลหิตอีกคำใหญ่ พร้อมยื่นมืออันสั่นพร่าสัมผัสลงยังใบหน้าของอวิ๋นเซ่อแล้วกล่าวต่อ

            “ข้าเชื่อว่า ข้ามอง คน ไม่ผิด มา ตั้งแต่ต้น”

             

            อวิ๋นเซ่อซบใบหน้าลงยังข้างแก้มของนาง ได้เห็นสตรีตรงหน้าที่มันมิเคยลืมเลือนจากห้วงแห่งความทรงจำผู้นี้กำลังตกตายน้ำตาที่หลั่งไหลก็เริ่มแปรเปลี่ยนกลับกลายเป็นสายเลือด แม้แต่สายพิรุณที่กำลังซัดสาดหยาดหยดลงเป็นทางก็มิแน่ว่าจะมากมายเท่ากับน้ำตาของมัน

             

            อวิ๋นจื่อลู่แม้ความตายย่างกรายเพียงแค่เอื้อมภาพเบื้องหน้าก็มืดมนไร้ประกาย ทั่วร่างมีแต่ความเย็นเยียบจับจิต แต่พอได้อ้อมกอดของชายหนุ่มนางก็บังเกิดความอบอุ่นหัวใจ มิได้มีความหวาดกลัวที่จะตายแม้เพียงนิด เพียงแต่ว่านัยน์ตาคู่นั้นปรากฏแค่แววความเสียดายเสียดายที่มิอาจจะมีชีวิตอยู่ร่วมกับบุรุษที่นางหลงรัก

             

            “อวิ๋นเซ่อ ข้า มีเรื่อง จะ ขอร้องเจ้าเป็น ครั้งสุดท้าย”

             

            อวิ๋นเซ่อกล่าวเสียงสั่นเครือ

            “จื่อลู่เพียงเจ้าเอ่ยปากข้าจะไม่ปฏิเสธ”

             

            อวิ๋นจื่อลู่ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ ก่อนหยิบหอผ้าหนังสัตว์ขัดมันออกมาให้แก่อวิ๋นเซ่อนางจ้องนัยน์ตาที่หม่นประกาย แต่ก็แฝงด้วยความหวังอันเปี่ยมล้นไปที่ชายหนุ่ม

            “ช่วย สานต่อ ปณิธาน ของข้า…..ช่วย ทวง คืน ความ ยุติ ธรรม แก่ ทุกคน แทนข้า ที"

             

            อวิ๋นเซ่อจ้องมองผ้าหนังขัดมันซึ่งพอคาดเดาได้ว่าข้างในมีสิ่งใดก่อนจ้องมองสตรีในอ้อมอก มันได้แต่กำหมัดแน่นด้วยความเจ็บแค้นใจ น้ำตาที่มิต่างจากสายเลือดก็ไหลลงไม่หยุดหย่อนปากพึมพำประโยคเดิมไปมา

            “ทำไม ทำไม ทำไมกัน…….”

             

            “อวิ๋น เซ่อ ขะ ขะ ข้า ระ ร………………”

            อวิ๋นจื่อลู่ปากมิอาจกล่าววาจาเปล่งเสียงได้ต่อไปแต่ในใจนางก็ได้ครุ่นคิดตัดพ้อต่อโชควาสนา

            “เพียงแค่ความในใจและคำจากลาสวรรค์ท่านก็ไม่ให้เวลาแก่ข้า ข้าทำผิดประการใดหรือ ถึงต้องมีชะตากรรมเช่นนี้ ท่านให้ข้าได้เห็นว่ามันยังไม่ตายแต่ท่านกลับให้ข้าต้องมาตายในอ้อมอกมันแทน…… สวรรค์ท่านช่างใจร้ายกับข้านักนอกจากท่านจะให้ข้าเกิดมาไม่น่ามองแล้ว ท่านยังพรากโอกาสที่ข้าจะได้บอกรักมัน ท่านใจร้ายนักสวรรค์ท่านช่างใจร้ายต่อข้านัก…… ท่านจะไม่ให้โอกาสแก่ข้าเลยหรือ…."

             

            กริ้ง.....เสียงกระดิ่งมิทราบที่มาดังสะท้อนสะท้านมาตามสายลม เสียงนี้คล้ายแผ่วเบาคล้ายหนักหน่วง แต่อวิ๋นเซ่อกลับมิได้ยิน เสียงอันใสกระจ่างเพียงกังวานกระทบโสตสัมผัสสุดท้ายของอวิ๋นจื่อลู่เท่านั้น

             

            ตึก!

            มือของอวิ๋นจื่อลู่ห้อยตก พร้อมกับนัยน์ตาที่ปิดลงชีพจรที่อ่อนแรงได้หยุดเต้นในที่สุด

             

            อวิ๋นจื่อลู่ตกตายไปแล้ว แต่อวิ๋นเซ่อยังโอบกอดร่างของนางร่ำไห้แลพึมพำคำเดิมซ้ำไป ซ้ำมามิรู้จบ

            “ทำไม ทำไม ทำไม….. ทำไม!"

             

            ก่อนที่ชายหนุ่มจะเงยหน้า สาดประกายตาที่แดงฉานทั้งแฝงด้วยแววความโกรธแค้นขึ้นสู่ท้องนภาอันดำมืดแล้วปากของคนก็ได้ตะโกนก้อง!

            “ทำไมโชคชะตาถึงให้วาสนาข้าเช่นนี้!ข้าไม่ต้องการวาสนาเช่นนี้ ข้าไม่ต้องการใบสมัคร ข้าต้องการชีวิตของนางคืน!!!!!!!”

             

            ย่าห์!!!!!!!!

             

            ตูมมมมมมม!

             

            ด้วยโทสะที่เทียมฟ้า เพลิงแค้นได้แผดเผาจิตปณิธานจมดิ่งสู่ห้วงแห่งจิตวิญญาณ ฉุดดึงประกายสีฟ้าที่ซุกซ่อนฝังลึกในความทรงจำของโลกที่เสมือนความฝันให้เผาผลาญพลังญาณที่มีในร่างอย่างคลุ้มคลั่ง ทั้งยังแผ่ลามไปตามพลังธรรมชาติอันน้อยนิดปรากฏเป็นเพลิงสีฟ้าที่โหมกระหน่ำแผดเผาสู่นภากาศทอดยาวจรดแผ่นฟ้า หยาดพิรุณที่ถาโถมยังต้องหลบหลีกมิกล้าที่จะเข้าใกล้เพลิงที่แปลกแยกจากกฎเกณฑ์ของโลกแห่งนี้เพลิงที่แฝงด้วยความศักดิ์สิทธิ์ลึกล้ำยากหยั่งถึง เพลิงที่แผดเผาขึ้นเพราะความแค้นแลความเศร้าเสียใจอย่างเอ่อล้นและเพลิงที่สามารถสร้างความเสียหายแก่สถานที่อันแปลกพิสดารนี้ให้สั่นสะเทือนได้!

             

            ย่าห์!!!!!

            เพลิงสีฟ้ายังแผดเผาอย่างดุดันบ้าคลั่งมันมิใช่แผดเผาแค่เพียงภายนอก แต่เพลิงนี้ยังแผดเผาไปถึงประตูสีขาวโพลนภายในห้วงมโนจิตประตูแห่งเพลิงปราณที่ยากฝ่าทะลวง ที่ไม่ว่ามันจะพยายามมากเท่าใด หรือฝืนค้นหาวิถีทางไหนก็มิอาจทำลายฝ่าไปได้แต่บัดนี้พอถูกเพลิงสีฟ้าเข้าแผดเผามันกลับปรากฏรอยแตกร้าวละเอียดยิบขึ้น พร้อมที่จะพังทลายลงทุกเมื่อ!

            ความโกรธแค้นของชายหนุ่ม ความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงกลับซุกซ่อนมาพร้อมกับโชควาสนา แต่วาสนาเช่นนี้ อวิ๋นเซ่อมิต้องการมันเลยซักนิด

             

            พลังญาณที่ชายหนุ่มรวบรวมมาโดยตลอดถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกับเพลิงสีฟ้าจนหมดสิ้นเมื่อไร้ซึ่งพลังญาณ เพลิงสีฟ้าอันพิสดารลึกล้ำเหนือปาฏิหาริย์ก็มอดดับลง สายพิรุณจึงเริ่มกระหน่ำซัดสาดลงมาอีกครั้งพร้อมกับการหยุดสั่นสะเทือนของสถานที่อันแปลกประหลาดพิสดารแห่งนี้ และโชคดีที่ได้สถานที่อันพิสดารส่งให้เพลิงฟ้าที่พวยพุ่งขึ้นสู่นภากาศถูกภาพลวงตาบิดเบือนมิให้ผู้ใดได้พบเห็น ปกป้องมันจากบุคคลชุดดำที่พึ่งลงมาจากยอดเขาได้พอดี

             

            บุคคลชุดดำหันหลังกลับจ้องมองยังทิศทางเดิมที่ตนจากมาลางสังหรณ์กระตุ้นเตือนให้มันต้องจ้องเขม็งไปยังที่นั่น มันยืนอยู่เนิ่นนานค่อยคิดว่าตนรู้สึกไปเองจึงมิได้สนใจสิ่งใดอีก ภาระกิจสุดท้ายนับว่าประสบผลแล้ว ข่าวคราวก็แจ้งกลับไปเป็นที่เรียบร้อยต่อไปก็เหลือแค่การทำตามใจตนเองซักครั้ง

             

            อีกประมาณหกวันการสอบคัดเลือกมือปราบก็ถึงคราวที่จะเริ่มต้นขึ้นความวุ่นวายในเมืองหลวงก็ยิ่งทวีคูณ ยิ่งใกล้วันกำหนดสอบมากเท่าไหร่ ผู้ที่ยังมิได้ใบสมัครยิ่งต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไขว่คว้าเอาใบเบิกทางด่านแรกมาถือครองให้จงได้ตอนนี้จึงมีหลายคนที่ผิดหวังเนื่องจากไม่ว่ากระทำทางใดมันก็ยังไม่มีโอกาสถือครองสิ่งนั้นบางคนก็ดีใจอย่างถึงขีดสุดเมื่อได้ใบสมัครนี้มาครองสำเร็จ แตกต่างจากอวิ๋นเซ่อที่แม้ได้ใบสมัครสุดท้ายมาก็มิได้แสดงความตื่นเต้นยินดีประการใดแต่มันกลับเศร้าสลดเป็นอย่างมาก ทั้งมองว่าสวรรค์ช่างไร้เมตตาต่อมันและนางนัก!

             

             

             

             

             

             

             

             

     

    คล้ายกับเรื่องเพลิงฟ้ามหายุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน