วีรบุรุษอหังการ

    41 สู่ความเป็นชายที่สมบูรณ์


             

            เอี้ยนเฟยซาได้นั่งในตำแหน่งผู้ติดตามของถานหลันเซ่อ เมื่อพวกเขามาถึงก็พบว่ามีคนที่มาถึงก่อนแล้วสองกลุ่ม กองไฟที่อยู่ตรงจุดกึ่งกลางของงานเลี้ยงกำลังลุกโชน  ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปครึ่งหนึ่งแล้ว  อีกไม่นานความมืดแห่งรัตติกาลคงจะมาเยือน


             ถานหลันเซ่อเข้าไปทักทายชนเผ่าที่มาถึงก่อน  ทำให้เอี้ยนเฟยซารู้ว่ากลุ่มที่มาถึงก่อนเป็นชนเผ่าต้ายจู่กับเซี่ยงจู่   เผ่าต้ายจู่มีเอกลักษณ์โดดเด่นคือการสวมหมวกทรงสูงประดับขนนก  ทุกคนในชนเผ่าจะต้องสวมหมวกเช่นนี้ยามที่ออกนอกบ้าน หัวหน้าชนเผ่ามีนามว่าต้ายอิง  คนผู้นี้รูปร่างสมส่วน  ใบหน้าหล่อเหลา  กำลังอยู่ในวัยกลางคน  แววตาเป็นกระกาย  สมควรเป็นยอดฝีมืออีกคนหนึ่งของทุ่งหญ้า  ส่วนเผ่าเซี่ยงจู่จะจดจำได้ง่ายจากการตัดผมสั้นจนเห็นหนังหัว  นี่เป็นกลุ่มคนตัดผมสั้นกลุ่มแรกที่เขาได้พบเจอ โดยปกติแล้วคนในแผ่นดินใหญ่มักจะไว้ผมยาวเพื่อความสวยงามไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง หัวหน้าเผ่าเซี่ยงจู่มีนามว่าเซี่ยงถงฉี คนผู้นี้มีรูปร่างเตี้ยกว่าคนทั่วไปครึ่งศีรษะ  ใบหน้าดุร้ายเต็มไปด้วยหนวดเคราสีน้ำตาล  ผมบนศีรษะก็ล้วนแต่เป็นสีน้ำตาล  พูดจากระโชกโฮกฮากไม่เป็นมิตรเท่าไหร่ 


            ไม่นานนักอีกสองชนเผ่าก็มาถึง  หนึ่งเป็นชนเผ่าโหลวจู่ที่นำโดยโหลวช่างลี่  มันทักทายถานหลันเซ่ออย่างเย็นชา  คาดว่าคงยังรู้สึกโกรธเคืองเรื่องการแลกเปลี่ยนโสมหิมะอยู่  มันหันมาทักทายเอี้ยนเฟยซาอย่างสนิทสนมคราหนึ่ง จากนั้นก็ไปนั่งยังเก้าอี้ของตนเอง  อีกหนึ่งชนเผ่าเป็นกัวจู่  นำโดยหัวหน้าเผ่าที่มีนามว่ากัวเจียอี้  คนผู้นี้รูปร่างผอมสูง  ใบหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลา  เพียงดูจากความเคลื่อนไหว  ชายหนุ่มก็รู้ว่าคนผู้นี้สมควรเป็นยอดฝีมือที่ยากตอแยอีกผู้หนึ่ง

     

            เมื่อมาครบองค์ประชุมแล้ว  ถานหลันเซ่อก็สั่งคนของตนเองนำโต๊ะขนาดใหญ่ห้าตัวมาตั้งเบื้องหน้าของแต่ละชนเผ่า จากนั้นก็นำอาหารหลายอย่างมาวางบนโต๊ะตัวนั้น  ที่โดดเด่นที่สุดสมควรเป็นแพะย่างทั้งตัวที่ส่งกลิ่นหอมมาแต่ไกล  สิ่งที่นำมาวางบนโต๊ะเป็นรายการสุดท้ายคือเหล้านมแพะและน้ำผลไม้หมักที่ถูกยกมา  แต่มันกลับเป็นสิ่งแรกที่ถูกดื่มกิน  งานเลี้ยงเริ่มขึ้นในลักษณะนี้  แต่ละชนเผ่าดื่มกินอย่างเต็มที่  เมื่อแพะย่างตัวแรกของโต๊ะไหนเหลือแต่กระดูก  ตัวที่สองก็จะถูกยกเข้ามาแทนที่ทันที  ทั้งนี้สุราและน้ำผลไม้หมักได้รับการเติมบ่อยที่สุด  พวกมันคล้ายดื่มสุราเข้าไปแทนน้ำ  เพียงไม่นานเสียงพูดคุยก็ดังระงม  เสียงร้องเพลงก็ดังขึ้นจากชนเผ่ากัวจู่  พวกมันมีการเคาะอาวุธเป็นจังหวะควบคู่กับการร้องเพลง  ไม่นานนักเผ่าเซี่ยงจู่ก็ร้องเพลงบ้าง  ตามมาด้วยเผ่าถานจู่  โหลวจู่ และต้ายจู่ เสียงเพลงของแต่ละชนเผ่าเป็นท่วงทำนองและจังหวะเดียวกัน  ทำให้เสียงร้องดังกระหึ่มทุ่งหญ้า

     

            เอี้ยนเฟยซาดื่มสุราพร้อมกับรับฟังเสียงเพลงจากห้าชนเผ่า  เขาไม่เคยเห็นงานเลี้ยงที่รื่นเริงเช่นนี้มาก่อน  ทุกคนล้วนดื่มกินอย่างสนุกสนาน  แต่ละคนร้องรำทำเพลงโดยไม่ต้องหวั่นเกรงว่าจะล่วงเกินหัวหน้าเผ่าแต่อย่างใด  สามารถพูดจาเสียงดัง  กอดคอกระโดดโลดเต้น  แต่ไม่ได้มีการข้ามขอบเขตไปร่วมวงกับเผ่าอื่น  ยังคงมีการแบ่งแยกอย่างชัดเจน  ชนเผ่ากัวจู่ดูจะสนุกสุดเหวี่ยงที่สุด  เสียงร้องเพลงของพวกมันไพเราะเสนาะหู  เป็นท่วงทำนองที่ตรงจังหวะทุกครั้ง  ชนเผ่าถานจู่กลายเป็นชนเผ่าที่แลดูสำรวมที่สุด  อาจจะเป็นเพราะรับหน้าที่เป็นเจ้าบ้าน  จึงทำให้ต้องกังวลกับหลายเรื่องจนไม่สามารถสนุกสนานอย่างเต็มที่เหมือนเผ่าอื่นได้


            เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม  ถานหลันจู่ก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง  แล้วตะโกนสั่งให้คนของเขาเก็บอาหารที่เหลือบนโต๊ะออก  แล้วยกโต๊ะไปไว้ทางด้านหลังของแต่ละเผ่า  ทำให้มีที่ว่างบริเวณหน้ากองไฟเช่นเดิม  แต่ละชนเผ่าไม่ได้แสดงอาการโวยวายที่ถูกขัดจังหวะดื่มกินแต่อย่างใด กลับสงบปากสงบคำคล้ายกับตั้งตารอบางอย่างอยู่  ในที่สุดถานหลันเซ่อก็เอ่ยปาก


            “สหายทุกท่าน  วันนี้เผ่าถานจู่รู้สึกยินดีที่มีแขกสูงเกียรติมาเยี่ยมเยือน  เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ   ทางเราขอนำเสนอการแสดงนี้ให้พวกท่านได้รับชม”


            เมื่อถานหลันเซ่อพูดจบ เสียงตีกลองเป็นจังหวะก็ดังขึ้น ปรากฏร่างหญิงสาวหน้าตาสวยสดงดงามห้าคนเดินรำเข้ามารอบกองไฟ  พวกนางแต่งกายด้วยชุดนางรำของชนเผ่าถานจู่  เสื้อแดงบางสั้นที่เผยให้เห็นหน้าท้องและสะดือ  กับกระโปรงสั้นลายดอกไม้ที่เลยหัวเข่าขึ้นมาครึ่งคืบ  ใบหน้าครึ่งล่างถูกปิดไว้ด้วยผ้าขาวบางผืนหนึ่ง  ผิวขาวผ่องสะท้อนกับแสงไฟทำให้เหล่าบุรุษจ้องมองปานจะกลืนกิน  หญิงสาวทั้งห้ารำด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยตามจังหวะกลอง บางครั้งก็เปลี่ยนเป็นแข็งแกร่งดุดันเมื่อจังหวะกลองเร่งเร้า  ทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นนางงามที่ถูกคัดสรรมาแล้ว  เมื่อได้รับการฝึกฝนจนชำนาญ  จึงทำให้การแสดงชุดนี้ประทับและตราตรึงในดวงใจของผู้ชมทุกคน  รวมไปถึงเอี้ยนเฟยซาที่จ้องมองตาไม่กะพริบ  ในบ้านเกิดเมืองนอนของเขาไม่เคยมีสตรีใดแต่งกายยั่วยวนเช่นนี้มาก่อน  และไม่เคยสตรีใดเต้นรำได้ร้อนร่านเช่นนี้  เขาอดคิดไม่ได้ว่าหากโหลวเจียวแต่งกายและเต้นรำด้วยท่วงท่าเช่นนี้  เขาคงไม่สามารถหักห้ามใจตนเองได้


            เมื่อการแสดงจบลง  เสียงตบมือและเสียงโห่ร้องดังลั่น  สตรีทั้งห้าโค้งคำนับขอบคุณผู้ชมที่ชื่นชอบการเต้นรำของพวกนาง  ถานหลันเซ่อเดินออกมาชูมือซ้ายขึ้น  ทั้งหมดก็เงียบไปในทันใด

     

            “นี่เป็นการแสดงที่เราภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง  หญิงสาวเหล่านี้ล้วนถูกคัดเลือกมาเป็นอย่างดี  ผ่านการฝึกซ้อมมากว่าสามปี  บัดนี้ได้เติบโตเป็นหญิงสาวเต็มตัวแล้ว  บางทีอาจถึงเวลาได้ออกเรือนเสียที  ไม่รู้ว่าสหายท่านใดสนใจรับตัวพวกนางไปดูแล...”


            “ข้าขอคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของข้านี่แหละ  ข้าให้ม้าแก่เจ้าแปดสิบตัว  แพะหนึ่งร้อยตัว  และแกะอีกห้าสิบตัว”


            กัวเจียอี้ไม่รอให้ถานหลันเซ่อพูดจบ  มันรีบยื่นข้อเสนอและจับจองตัวสาวงามเป็นคนแรก ตามธรรมเนียมแล้วบุคคลที่สามารถยื่นข้อเสนอขอซื้อตัวนางงามได้นั้นมีแต่หัวหน้าเผ่าเท่านั้น  ซึ่งครั้งนี้ชนเผ่าถานจู่จัดเตรียมนางงามไว้ห้าคน  เพื่อให้หน้าเผ่าทั้งห้าได้เลือกซื้อสาวงามครบทุกคน

            “ขอบคุณท่านผู้นำกัว  สตรีผู้นี้เป็นของท่านแล้ว”


            หญิงสาวที่ถูกเลือกเดินเข้าไปหากัวเจียอี้  นั่งลงบนตักของมัน  ใช้สองมือโอบรอบคอบุรุษเอาไว้  แสงไฟส่องลอดเข้าไปใต้ร่มผ้าของนาง  เผยให้แบบบางสิ่งบางอย่างวับ ๆ แวม ๆ  เป็นช่วงเวลาที่เอี้ยนเฟยซาหันไปมองพอดี  ต้องอ้าปากตาค้างอยู่เช่นนั้น  เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ควรรู้สึกเช่นไร  เมื่อหญิงงามถูกฝึกฝนขึ้นมาเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับชนเผ่า มีการแลกเปลี่ยนซื้อขายกันราวกับสัตว์เลี้ยง


            “ข้าต้องการสตรีนางนี้  ข้าให้แพะแก่ท่านสามร้อยตัว  แกะอีกห้าสิบตัว”


            โหลวช่างลี่ชี้มือไปยังสตรีที่รูปร่างผอมสูงแต่สง่างามที่สุด  บุรุษที่นิยมสตรีเช่นมันย่อมไม่ยอมพลาดโอกาสอันดีงามเช่นนี้ ถานหลันเซ่อตอบอย่างยิ้มแย้มว่า


            “สตรีผู้นี้เป็นของท่านแล้ว”


            สตรีที่ถูกเลือกเดินไปหาหัวหน้าเผ่าโหลวจู่  นางไม่ได้เดินไปนั่งตักบุรุษเหมือนคนแรก  กลับเดินอ้อมไปด้านหลังโหลวช่างลี่  ใช้สองมือโอบรอบคอเจ้านายใหม่  สองเต้านาบกับแผ่นหลังอันแข็งแกร่งของบุรุษ  สร้างความอิจฉาตาร้อนให้กับผู้อื่นยิ่งนัก

      

            คนถัดไปเป็นต้ายอิงที่เลือกสตรี  เขายอมจ่ายเป็นม้าหนึ่งร้อยเจ็ดสิบตัว  คนสุดท้ายเป็นเซี่ยงถงฉีที่ยอมจ่ายเป็นม้าห้าสิบตัวและแพะสองร้อยตัวแลกนางงามมาอยู่ในการครอบครอง   นางงามคนสุดท้ายถูกถานหลันเซ่อเรียกมานั่งบนตัก  แสดงให้เห็นว่านางกลายเป็นของตนเองแล้ว  นี่เป็นธรรมเนียมส่วนหนึ่งของงานเลี้ยงในทุ่งหญ้าแห่งนี้ เผ่าที่เป็นเจ้าบ้านสามารถนำหญิงงามออกมาเสนอขายได้ เพื่อสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้กับเผ่าของตนเอง  และสร้างความประทับใจให้ผู้นำของเผ่าอื่นที่มาเยี่ยมเยือน


            เมื่อได้สาวงามมาเคียงข้างกาย  หัวหน้าเผ่าแต่ละคนล้วนบังเกิดอาการคิดถึงที่นอน  จึงลุกขึ้นอำลากลับไปยังกระโจมของตนเองทีละคน ๆ  สุดท้ายเหลือเพียงเอี้ยนเฟยซา  ถานหลันเซ่อ และคนของเผ่าถานจู่เท่านั้น

     

            “เจ้าต้องการสาวงามด้วยหรือไม่?”


            ถานหลันเซ่อหันมาถามเอี้ยนเฟยซาที่นั่งเหม่อลอยอยู่  ชายหนุ่มออกอาการสะดุ้งเล็กน้อย  พร้อมกับกล่าวคำปฏิเสธอย่างหนักแน่น  แค่โหลวเจียวคนเดียวเขายังไม่รู้ว่าจะดูแลนางเช่นไร  หากมีสตรีงดงามเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง  เขาคงต้องยุติชีวิตชาวยุทธ์แล้วหันมาทำงานหาเงินแทน เอี้ยนเฟยซาเลยถือโอกาสนี้อำลาไปพักผ่อน  เขาฉีกน่องแพะมาหนึ่งน่องและเดินทางกลับกระโจมของตนเอง

      

            เขาไม่ทราบว่าตอนนี้สตรีของตนเองจะนอนหลับไปแล้วหรือไม่  นางได้ดื่มกินอะไรไปหรือยัง  เมื่อคิดได้เช่นนี้คนก็เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นกว่าเดิม

             

             


            เอี้ยนเฟยซาเปิดประตูกระโจมออก เขายื่นหน้าเข้าไปด้านในเพื่อสอดส่องดูโหลวเจียว  แต่ตนเองก็ต้องตกใจจนแทบส่งเสียงร้องออกมา  เพราะนางยืนอยู่ตรงหน้าเขานั่นเอง  หล่อนเหมือนจะรู้ว่าเขาต้องกลับมาตอนนี้อย่างแน่นอน  จึงว่า


            “เจ้ากำลังรอข้ากลับมา?”


            “ใช่แล้วนายท่าน  ระหว่างที่ท่านไปงานเลี้ยง  ข้าได้เตรียมน้ำไว้ให้ท่านอาบเรียบร้อยแล้ว  รีบเข้ามาด้านในแล้วถอดเสื้อผ้าออกเถอะ”


            “ดูเหมือนเจ้าจะยังไม่ได้กินอะไร  อ้าวนี่ กินให้เสร็จก่อนแล้วค่อยว่ากัน”


            เอี้ยนเฟยซาเดินเข้ามาในกระโจมแล้วยื่นน่องแพะให้กับหญิงสาว  โหลวเจียวเหม่อมองดูเจ้านายของตนเองพร้อมกับหลั่งน้ำตาออกมา  ชายหนุ่มไม่นึกว่าเหตุการณ์จะเป็นเช่นนี้  เขาไม่รู้ว่าตนเองทำผิดประการใด  และควรแก้ไขสถานการณ์เบื้องหน้าอย่างไร  ทำได้เพียงถามนางว่าเป็นอะไร

     

            “ท่านไม่ได้ทำอะไรผิดต่อข้า  เพียงแค่รู้สึกตื้นตันใจที่นายท่านดีต่อข้าถึงเพียงนี้  ใส่ใจความเป็นของบ่าวเป็นอย่างดี  โหลวเจียวรู้สึกโชคดีที่ได้มาอยู่กับนายท่าน”


            “ข้าก็แค่เป็นห่วงว่าเจ้าจะหิวโหย...เอ้า...รับไปกินได้แล้ว”


            หญิงสาวรับน่องแพะมา  นางเดินนั่งลงบนเก้าอี้  วางน่องแพะไว้บนโต๊ะ  หยิบมีดขึ้นมาเล่มหนึ่ง  แล่เนื้อออกมาหนึ่งชิ้นแล้วทำการกินอย่างสำรวม  เอี้ยนเฟยซารู้สึกทึ่งในการของนาง  เขารู้สึกว่านี่เป็นการกินที่น่าดูที่สุด  การแล่เนื้อออกมาขนาดพอดีคำ  การขบเคี้ยวอย่างประณีต  การแสดงออกของสตรีนางนี้ดึงดูดสายตาของชายหนุ่มยิ่งนัก

     

            “เจ้าสามารถร่ายรำได้หรือไม่?”


            เอี้ยนเฟยถามออกมาอย่างลืมตัว  โหลวเจียวทำหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่ง  จึงตอบว่า


            “ข้าเคยเป็นนางรำเมื่อครั้งยังเด็ก  แต่ก็พอจดจำได้บ้าง  หากว่านายท่านพึงพอใจที่จะชมดู  ข้าจะร่ายรำให้ท่านดูเป็นตัวอย่างสักครั้ง”


            “ตกลง  ข้าอยากดู”


            เอี้ยนเฟยซาตอบอย่างรวดเร็ว  เขาไม่จำเป็นต้องคิดแม้แต่น้อย  ภาพนางรำรอบกองไฟยังติดตึงอยู่ภายในใจของตนเอง  หากวัดจากความสวยงามแล้ว  โหลวเจียวที่อยู่เบื้องหน้าย่อมไม่เป็นรองสตรีทั้งห้าที่ร่ายรำหน้ากองไฟ  แต่ที่นางยังเป็นรองเหล่านางรำก็คงจะมีเพียงท่าทางร่ายรำที่ยั่วยวนเหล่านั้นเท่านั้น  หากหญิงสาวของตนเองทำได้เช่นนั้นบ้าง  จะทำให้เขารู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง


            โหลวเจียวยังคงลงมือกินต่อไปจนอิ่ม  เอี้ยนเฟยซาก็นั่งดูนางกินตั้งแต่ต้นจนจบ  เมื่อเก็บอุปกรณ์การกินเสร็จแล้ว  เจียวซินก็ชี้ไปยังประตูกระโจม  พร้อมกับกล่าวว่า


            “ข้าต้องแต่งตัวครู่หนึ่ง  นายท่านช่วยออกไปยืนหน้ากระโจมก่อน  เมื่อพร้อมแล้วข้าจะเรียกให้นายท่านเข้ามา”


            เอี้ยนเฟยซากลายเป็นว่านอนสอนง่าย  รีบเดินออกไปยืนสูดอากาศหน้ากระโจมด้วยอาการตื่นเต้น เขาไม่รู้ว่าการเต้นรำของโหลวเจียวจะเป็นเช่นไร  แต่งกายด้วยชุดแบบไหน และจะมีท่าทางยั่วยวนเหมือนกับเหล่านางรำหน้ากองไฟหรือไม่ เขาทำได้เพียงตั้งหน้าตั้งตารออย่างใจจดใจจ่อ

     

            “เข้ามาได้แล้วนายท่าน”


            เอี้ยนเฟยซารีบพุ่งตัวเข้าไปในกระโจม ภาพที่เห็นตรงหน้าแทบทำให้หัวใจของชายหนุ่มหยุดเต้น  โหลวเจียวในชุดสุดวาบหวิวยืนเอียงอายอยู่เบื้องหน้าของเขา มีเพียงผ้าขาวบางผืนหนึ่งรัดปิดหน้าอกเอาไว้  พร้อมกับผ้าสีน้ำเงินอีกผืนหนึ่งที่ใช้แทนกระโปรง  มันแทบจะปกปิดส่วนต้นขาอันขาวผ่องไว้ไม่ได้  ชายหนุ่มยืนตะลึงอยู่เนิ่นนานจึงเรียกสติกลับมาได้  เขานั่งลงตรงนั้นแล้วกล่าวว่า


            “เริ่มการแสดงได้”


            “นี่เป็นการร่ายรำแบบสาธิตเท่านั้นนะนายท่าน  ไม่มีเครื่องดนตรีและเสียงเพลง  หากไม่ถูกใจนายท่าน  สามารถดุด่าได้อย่างเต็มที่”


            พูดจบนางก็เริ่มขยับร่างกาย หญิงสาวร่ายรำด้วยความอ่อนช้อยงดงาม ทุกท่วงท่าของการร่ายรำล้วนเปิดเผยส่วนเร้นลับทีละนิดทีละหน่อย  ผสมผสานกับการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้น  ทำให้การร่ายรำที่ธรรมดาท่ามกลางแสงจากตะเกียง  กลายเป็นการร่ายรำที่สุดแสนจะเย้ายวนในสายตาชายหนุ่ม เขาไม่อาจละสายจากเนินอกเต่งตึง  หน้าท้องแบนเรียบ  และต้นขาขาวผ่องของหญิงสาวได้เลย  เขามองดูด้วยใจที่เปี่ยมล้นไปด้วยกามารมณ์ ปรารถนาให้ผ้าที่รัดหน้าอกเอาไว้หลุดลุ่ยลอยออกไป  ต้องการให้ผ้าสีน้ำเงินผืนนั้นสั้นกว่านั้นอีกนิด  ไฟกามที่สุมอยู่ในอกตั้งแต่งานเลี้ยงเผาผลาญสติของเอี้ยนเฟยซาไปจนหมดสิ้น


            หญิงสาวผู้นี้เป็นของเราอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? 

            นางถูกยกให้กับเราอย่างถูกต้องตามธรรมเนียมแล้วไม่ใช่เหรอ?

            แล้วเราต้องกลัวอันใดอีก


            เมื่อคิดได้ดังนั้นเอี้ยนเฟยซาก็ลุกขึ้นยืนทันที  เขาเดินเข้าหาหญิงสาวที่กำลังตกใจในท่าทีของชายหนุ่ม  เขาใช้มือลูบไล้ใบหน้า  ต้นคออันนุ่นเนียนของหญิงสาว  จ้องมองเข้าไปในดวงตาของนาง  ความสวยของนางไม่ด้อยกว่าหญิงงามทั้งห้าที่เต้นรำรอบกองไฟ  ไม่สิ ต้องบอกว่างดงามกว่าจึงจะถูกต้อง


            “โหลวเจียว  เจ้าพร้อมจะเป็นของข้าหรือไม่?”


            “ข้า...ข้าพร้อมแล้วนายท่าน”


            หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงเอียงอาย  เอี้ยนเฟยซาไม่รอช้า  บรรจงจูบปากนางทันที  ทั้งสองพยายามจูบกันอย่างดูดดื่ม  แต่ดูเหมือนจะกระท่อนกระแท่นเล็กน้อย  เพราะนี่เป็นครั้งแรกของทั้งสองคน  ต่างคนต่างไม่มีประสบการณ์ทางด้านนี้มาก่อน  ที่ผ่านมาเอี้ยนเฟยซามีเสน่ห์แต่ยากจน  ทำให้ไม่ได้รับความสนใจจากหญิงสาวในหมู่บ้าน  จึงไม่มีคนรักมาก่อน  ส่วนโหลวเจียวเป็นสตรีที่โหลวช่างลี่เลี้ยงมาเพื่อขายให้กับผู้อื่น  จึงต้องรักษาความบริสุทธิ์เอาไว้ ในค่ำคืนนี้ทั้งสองก่อเกิดไฟสวาทสุมอกจนไม่สามารถอดกลั้นต่อไปได้แล้ว


            เอี้ยนเฟยซาอุ้มนางไปยังที่นอน  ค่ำคืนนี้ถึงเวลาก้าวสู่ความเป็นชายอย่างสมบูรณ์แบบเสียที  โหลวเจียวในอ้อมแขนก็เร่าร้อนไม่แพ้กัน  นางพร้อมจะมอบทั้งร่างกายและดวงใจให้กับบุรุษผู้เป็นนายของตนเอง  แม้จะรู้สึกหวาดหวั่นในใจอยู่บ้างก็ตาม


            ในค่ำคืนที่พระจันทร์ส่องแสงสว่าง  เสียงร้องอย่างสุขหรรษาดังเล็ดลอดมาจากกระโจมรับรองแขก  หญิงสาวจะกลายเป็นสตรีอย่างเต็มตัว  และชายหนุ่มจะกลายเป็นบุรุษอย่างแท้จริงเต็มภาคภูมิ

          

    คล้ายกับเรื่องวีรบุรุษอหังการ ที่คุณอ่าน