เอี้ยนเฟยซาได้นั่งในตำแหน่งผู้ติดตามของถานหลันเซ่อ เมื่อพวกเขามาถึงก็พบว่ามีคนที่มาถึงก่อนแล้วสองกลุ่ม กองไฟที่อยู่ตรงจุดกึ่งกลางของงานเลี้ยงกำลังลุกโชน ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปครึ่งหนึ่งแล้ว อีกไม่นานความมืดแห่งรัตติกาลคงจะมาเยือน
ถานหลันเซ่อเข้าไปทักทายชนเผ่าที่มาถึงก่อน ทำให้เอี้ยนเฟยซารู้ว่ากลุ่มที่มาถึงก่อนเป็นชนเผ่าต้ายจู่กับเซี่ยงจู่ เผ่าต้ายจู่มีเอกลักษณ์โดดเด่นคือการสวมหมวกทรงสูงประดับขนนก ทุกคนในชนเผ่าจะต้องสวมหมวกเช่นนี้ยามที่ออกนอกบ้าน หัวหน้าชนเผ่ามีนามว่าต้ายอิง คนผู้นี้รูปร่างสมส่วน ใบหน้าหล่อเหลา กำลังอยู่ในวัยกลางคน แววตาเป็นกระกาย สมควรเป็นยอดฝีมืออีกคนหนึ่งของทุ่งหญ้า ส่วนเผ่าเซี่ยงจู่จะจดจำได้ง่ายจากการตัดผมสั้นจนเห็นหนังหัว นี่เป็นกลุ่มคนตัดผมสั้นกลุ่มแรกที่เขาได้พบเจอ โดยปกติแล้วคนในแผ่นดินใหญ่มักจะไว้ผมยาวเพื่อความสวยงามไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง หัวหน้าเผ่าเซี่ยงจู่มีนามว่าเซี่ยงถงฉี คนผู้นี้มีรูปร่างเตี้ยกว่าคนทั่วไปครึ่งศีรษะ ใบหน้าดุร้ายเต็มไปด้วยหนวดเคราสีน้ำตาล ผมบนศีรษะก็ล้วนแต่เป็นสีน้ำตาล พูดจากระโชกโฮกฮากไม่เป็นมิตรเท่าไหร่
ไม่นานนักอีกสองชนเผ่าก็มาถึง หนึ่งเป็นชนเผ่าโหลวจู่ที่นำโดยโหลวช่างลี่ มันทักทายถานหลันเซ่ออย่างเย็นชา คาดว่าคงยังรู้สึกโกรธเคืองเรื่องการแลกเปลี่ยนโสมหิมะอยู่ มันหันมาทักทายเอี้ยนเฟยซาอย่างสนิทสนมคราหนึ่ง จากนั้นก็ไปนั่งยังเก้าอี้ของตนเอง อีกหนึ่งชนเผ่าเป็นกัวจู่ นำโดยหัวหน้าเผ่าที่มีนามว่ากัวเจียอี้ คนผู้นี้รูปร่างผอมสูง ใบหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลา เพียงดูจากความเคลื่อนไหว ชายหนุ่มก็รู้ว่าคนผู้นี้สมควรเป็นยอดฝีมือที่ยากตอแยอีกผู้หนึ่ง
เมื่อมาครบองค์ประชุมแล้ว ถานหลันเซ่อก็สั่งคนของตนเองนำโต๊ะขนาดใหญ่ห้าตัวมาตั้งเบื้องหน้าของแต่ละชนเผ่า จากนั้นก็นำอาหารหลายอย่างมาวางบนโต๊ะตัวนั้น ที่โดดเด่นที่สุดสมควรเป็นแพะย่างทั้งตัวที่ส่งกลิ่นหอมมาแต่ไกล สิ่งที่นำมาวางบนโต๊ะเป็นรายการสุดท้ายคือเหล้านมแพะและน้ำผลไม้หมักที่ถูกยกมา แต่มันกลับเป็นสิ่งแรกที่ถูกดื่มกิน งานเลี้ยงเริ่มขึ้นในลักษณะนี้ แต่ละชนเผ่าดื่มกินอย่างเต็มที่ เมื่อแพะย่างตัวแรกของโต๊ะไหนเหลือแต่กระดูก ตัวที่สองก็จะถูกยกเข้ามาแทนที่ทันที ทั้งนี้สุราและน้ำผลไม้หมักได้รับการเติมบ่อยที่สุด พวกมันคล้ายดื่มสุราเข้าไปแทนน้ำ เพียงไม่นานเสียงพูดคุยก็ดังระงม เสียงร้องเพลงก็ดังขึ้นจากชนเผ่ากัวจู่ พวกมันมีการเคาะอาวุธเป็นจังหวะควบคู่กับการร้องเพลง ไม่นานนักเผ่าเซี่ยงจู่ก็ร้องเพลงบ้าง ตามมาด้วยเผ่าถานจู่ โหลวจู่ และต้ายจู่ เสียงเพลงของแต่ละชนเผ่าเป็นท่วงทำนองและจังหวะเดียวกัน ทำให้เสียงร้องดังกระหึ่มทุ่งหญ้า
เอี้ยนเฟยซาดื่มสุราพร้อมกับรับฟังเสียงเพลงจากห้าชนเผ่า เขาไม่เคยเห็นงานเลี้ยงที่รื่นเริงเช่นนี้มาก่อน ทุกคนล้วนดื่มกินอย่างสนุกสนาน แต่ละคนร้องรำทำเพลงโดยไม่ต้องหวั่นเกรงว่าจะล่วงเกินหัวหน้าเผ่าแต่อย่างใด สามารถพูดจาเสียงดัง กอดคอกระโดดโลดเต้น แต่ไม่ได้มีการข้ามขอบเขตไปร่วมวงกับเผ่าอื่น ยังคงมีการแบ่งแยกอย่างชัดเจน ชนเผ่ากัวจู่ดูจะสนุกสุดเหวี่ยงที่สุด เสียงร้องเพลงของพวกมันไพเราะเสนาะหู เป็นท่วงทำนองที่ตรงจังหวะทุกครั้ง ชนเผ่าถานจู่กลายเป็นชนเผ่าที่แลดูสำรวมที่สุด อาจจะเป็นเพราะรับหน้าที่เป็นเจ้าบ้าน จึงทำให้ต้องกังวลกับหลายเรื่องจนไม่สามารถสนุกสนานอย่างเต็มที่เหมือนเผ่าอื่นได้
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม ถานหลันจู่ก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง แล้วตะโกนสั่งให้คนของเขาเก็บอาหารที่เหลือบนโต๊ะออก แล้วยกโต๊ะไปไว้ทางด้านหลังของแต่ละเผ่า ทำให้มีที่ว่างบริเวณหน้ากองไฟเช่นเดิม แต่ละชนเผ่าไม่ได้แสดงอาการโวยวายที่ถูกขัดจังหวะดื่มกินแต่อย่างใด กลับสงบปากสงบคำคล้ายกับตั้งตารอบางอย่างอยู่ ในที่สุดถานหลันเซ่อก็เอ่ยปาก
“สหายทุกท่าน วันนี้เผ่าถานจู่รู้สึกยินดีที่มีแขกสูงเกียรติมาเยี่ยมเยือน เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ ทางเราขอนำเสนอการแสดงนี้ให้พวกท่านได้รับชม”
เมื่อถานหลันเซ่อพูดจบ เสียงตีกลองเป็นจังหวะก็ดังขึ้น ปรากฏร่างหญิงสาวหน้าตาสวยสดงดงามห้าคนเดินรำเข้ามารอบกองไฟ พวกนางแต่งกายด้วยชุดนางรำของชนเผ่าถานจู่ เสื้อแดงบางสั้นที่เผยให้เห็นหน้าท้องและสะดือ กับกระโปรงสั้นลายดอกไม้ที่เลยหัวเข่าขึ้นมาครึ่งคืบ ใบหน้าครึ่งล่างถูกปิดไว้ด้วยผ้าขาวบางผืนหนึ่ง ผิวขาวผ่องสะท้อนกับแสงไฟทำให้เหล่าบุรุษจ้องมองปานจะกลืนกิน หญิงสาวทั้งห้ารำด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยตามจังหวะกลอง บางครั้งก็เปลี่ยนเป็นแข็งแกร่งดุดันเมื่อจังหวะกลองเร่งเร้า ทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นนางงามที่ถูกคัดสรรมาแล้ว เมื่อได้รับการฝึกฝนจนชำนาญ จึงทำให้การแสดงชุดนี้ประทับและตราตรึงในดวงใจของผู้ชมทุกคน รวมไปถึงเอี้ยนเฟยซาที่จ้องมองตาไม่กะพริบ ในบ้านเกิดเมืองนอนของเขาไม่เคยมีสตรีใดแต่งกายยั่วยวนเช่นนี้มาก่อน และไม่เคยสตรีใดเต้นรำได้ร้อนร่านเช่นนี้ เขาอดคิดไม่ได้ว่าหากโหลวเจียวแต่งกายและเต้นรำด้วยท่วงท่าเช่นนี้ เขาคงไม่สามารถหักห้ามใจตนเองได้
เมื่อการแสดงจบลง เสียงตบมือและเสียงโห่ร้องดังลั่น สตรีทั้งห้าโค้งคำนับขอบคุณผู้ชมที่ชื่นชอบการเต้นรำของพวกนาง ถานหลันเซ่อเดินออกมาชูมือซ้ายขึ้น ทั้งหมดก็เงียบไปในทันใด
“นี่เป็นการแสดงที่เราภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง หญิงสาวเหล่านี้ล้วนถูกคัดเลือกมาเป็นอย่างดี ผ่านการฝึกซ้อมมากว่าสามปี บัดนี้ได้เติบโตเป็นหญิงสาวเต็มตัวแล้ว บางทีอาจถึงเวลาได้ออกเรือนเสียที ไม่รู้ว่าสหายท่านใดสนใจรับตัวพวกนางไปดูแล...”
“ข้าขอคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของข้านี่แหละ ข้าให้ม้าแก่เจ้าแปดสิบตัว แพะหนึ่งร้อยตัว และแกะอีกห้าสิบตัว”
กัวเจียอี้ไม่รอให้ถานหลันเซ่อพูดจบ มันรีบยื่นข้อเสนอและจับจองตัวสาวงามเป็นคนแรก ตามธรรมเนียมแล้วบุคคลที่สามารถยื่นข้อเสนอขอซื้อตัวนางงามได้นั้นมีแต่หัวหน้าเผ่าเท่านั้น ซึ่งครั้งนี้ชนเผ่าถานจู่จัดเตรียมนางงามไว้ห้าคน เพื่อให้หน้าเผ่าทั้งห้าได้เลือกซื้อสาวงามครบทุกคน
“ขอบคุณท่านผู้นำกัว สตรีผู้นี้เป็นของท่านแล้ว”
หญิงสาวที่ถูกเลือกเดินเข้าไปหากัวเจียอี้ นั่งลงบนตักของมัน ใช้สองมือโอบรอบคอบุรุษเอาไว้ แสงไฟส่องลอดเข้าไปใต้ร่มผ้าของนาง เผยให้แบบบางสิ่งบางอย่างวับ ๆ แวม ๆ เป็นช่วงเวลาที่เอี้ยนเฟยซาหันไปมองพอดี ต้องอ้าปากตาค้างอยู่เช่นนั้น เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ควรรู้สึกเช่นไร เมื่อหญิงงามถูกฝึกฝนขึ้นมาเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับชนเผ่า มีการแลกเปลี่ยนซื้อขายกันราวกับสัตว์เลี้ยง
“ข้าต้องการสตรีนางนี้ ข้าให้แพะแก่ท่านสามร้อยตัว แกะอีกห้าสิบตัว”
โหลวช่างลี่ชี้มือไปยังสตรีที่รูปร่างผอมสูงแต่สง่างามที่สุด บุรุษที่นิยมสตรีเช่นมันย่อมไม่ยอมพลาดโอกาสอันดีงามเช่นนี้ ถานหลันเซ่อตอบอย่างยิ้มแย้มว่า
“สตรีผู้นี้เป็นของท่านแล้ว”
สตรีที่ถูกเลือกเดินไปหาหัวหน้าเผ่าโหลวจู่ นางไม่ได้เดินไปนั่งตักบุรุษเหมือนคนแรก กลับเดินอ้อมไปด้านหลังโหลวช่างลี่ ใช้สองมือโอบรอบคอเจ้านายใหม่ สองเต้านาบกับแผ่นหลังอันแข็งแกร่งของบุรุษ สร้างความอิจฉาตาร้อนให้กับผู้อื่นยิ่งนัก
คนถัดไปเป็นต้ายอิงที่เลือกสตรี เขายอมจ่ายเป็นม้าหนึ่งร้อยเจ็ดสิบตัว คนสุดท้ายเป็นเซี่ยงถงฉีที่ยอมจ่ายเป็นม้าห้าสิบตัวและแพะสองร้อยตัวแลกนางงามมาอยู่ในการครอบครอง นางงามคนสุดท้ายถูกถานหลันเซ่อเรียกมานั่งบนตัก แสดงให้เห็นว่านางกลายเป็นของตนเองแล้ว นี่เป็นธรรมเนียมส่วนหนึ่งของงานเลี้ยงในทุ่งหญ้าแห่งนี้ เผ่าที่เป็นเจ้าบ้านสามารถนำหญิงงามออกมาเสนอขายได้ เพื่อสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้กับเผ่าของตนเอง และสร้างความประทับใจให้ผู้นำของเผ่าอื่นที่มาเยี่ยมเยือน
เมื่อได้สาวงามมาเคียงข้างกาย หัวหน้าเผ่าแต่ละคนล้วนบังเกิดอาการคิดถึงที่นอน จึงลุกขึ้นอำลากลับไปยังกระโจมของตนเองทีละคน ๆ สุดท้ายเหลือเพียงเอี้ยนเฟยซา ถานหลันเซ่อ และคนของเผ่าถานจู่เท่านั้น
“เจ้าต้องการสาวงามด้วยหรือไม่?”
ถานหลันเซ่อหันมาถามเอี้ยนเฟยซาที่นั่งเหม่อลอยอยู่ ชายหนุ่มออกอาการสะดุ้งเล็กน้อย พร้อมกับกล่าวคำปฏิเสธอย่างหนักแน่น แค่โหลวเจียวคนเดียวเขายังไม่รู้ว่าจะดูแลนางเช่นไร หากมีสตรีงดงามเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง เขาคงต้องยุติชีวิตชาวยุทธ์แล้วหันมาทำงานหาเงินแทน เอี้ยนเฟยซาเลยถือโอกาสนี้อำลาไปพักผ่อน เขาฉีกน่องแพะมาหนึ่งน่องและเดินทางกลับกระโจมของตนเอง
เขาไม่ทราบว่าตอนนี้สตรีของตนเองจะนอนหลับไปแล้วหรือไม่ นางได้ดื่มกินอะไรไปหรือยัง เมื่อคิดได้เช่นนี้คนก็เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นกว่าเดิม
เอี้ยนเฟยซาเปิดประตูกระโจมออก เขายื่นหน้าเข้าไปด้านในเพื่อสอดส่องดูโหลวเจียว แต่ตนเองก็ต้องตกใจจนแทบส่งเสียงร้องออกมา เพราะนางยืนอยู่ตรงหน้าเขานั่นเอง หล่อนเหมือนจะรู้ว่าเขาต้องกลับมาตอนนี้อย่างแน่นอน จึงว่า
“เจ้ากำลังรอข้ากลับมา?”
“ใช่แล้วนายท่าน ระหว่างที่ท่านไปงานเลี้ยง ข้าได้เตรียมน้ำไว้ให้ท่านอาบเรียบร้อยแล้ว รีบเข้ามาด้านในแล้วถอดเสื้อผ้าออกเถอะ”
“ดูเหมือนเจ้าจะยังไม่ได้กินอะไร อ้าวนี่ กินให้เสร็จก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
เอี้ยนเฟยซาเดินเข้ามาในกระโจมแล้วยื่นน่องแพะให้กับหญิงสาว โหลวเจียวเหม่อมองดูเจ้านายของตนเองพร้อมกับหลั่งน้ำตาออกมา ชายหนุ่มไม่นึกว่าเหตุการณ์จะเป็นเช่นนี้ เขาไม่รู้ว่าตนเองทำผิดประการใด และควรแก้ไขสถานการณ์เบื้องหน้าอย่างไร ทำได้เพียงถามนางว่าเป็นอะไร
“ท่านไม่ได้ทำอะไรผิดต่อข้า เพียงแค่รู้สึกตื้นตันใจที่นายท่านดีต่อข้าถึงเพียงนี้ ใส่ใจความเป็นของบ่าวเป็นอย่างดี โหลวเจียวรู้สึกโชคดีที่ได้มาอยู่กับนายท่าน”
“ข้าก็แค่เป็นห่วงว่าเจ้าจะหิวโหย...เอ้า...รับไปกินได้แล้ว”
หญิงสาวรับน่องแพะมา นางเดินนั่งลงบนเก้าอี้ วางน่องแพะไว้บนโต๊ะ หยิบมีดขึ้นมาเล่มหนึ่ง แล่เนื้อออกมาหนึ่งชิ้นแล้วทำการกินอย่างสำรวม เอี้ยนเฟยซารู้สึกทึ่งในการของนาง เขารู้สึกว่านี่เป็นการกินที่น่าดูที่สุด การแล่เนื้อออกมาขนาดพอดีคำ การขบเคี้ยวอย่างประณีต การแสดงออกของสตรีนางนี้ดึงดูดสายตาของชายหนุ่มยิ่งนัก
“เจ้าสามารถร่ายรำได้หรือไม่?”
เอี้ยนเฟยถามออกมาอย่างลืมตัว โหลวเจียวทำหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่ง จึงตอบว่า
“ข้าเคยเป็นนางรำเมื่อครั้งยังเด็ก แต่ก็พอจดจำได้บ้าง หากว่านายท่านพึงพอใจที่จะชมดู ข้าจะร่ายรำให้ท่านดูเป็นตัวอย่างสักครั้ง”
“ตกลง ข้าอยากดู”
เอี้ยนเฟยซาตอบอย่างรวดเร็ว เขาไม่จำเป็นต้องคิดแม้แต่น้อย ภาพนางรำรอบกองไฟยังติดตึงอยู่ภายในใจของตนเอง หากวัดจากความสวยงามแล้ว โหลวเจียวที่อยู่เบื้องหน้าย่อมไม่เป็นรองสตรีทั้งห้าที่ร่ายรำหน้ากองไฟ แต่ที่นางยังเป็นรองเหล่านางรำก็คงจะมีเพียงท่าทางร่ายรำที่ยั่วยวนเหล่านั้นเท่านั้น หากหญิงสาวของตนเองทำได้เช่นนั้นบ้าง จะทำให้เขารู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
โหลวเจียวยังคงลงมือกินต่อไปจนอิ่ม เอี้ยนเฟยซาก็นั่งดูนางกินตั้งแต่ต้นจนจบ เมื่อเก็บอุปกรณ์การกินเสร็จแล้ว เจียวซินก็ชี้ไปยังประตูกระโจม พร้อมกับกล่าวว่า
“ข้าต้องแต่งตัวครู่หนึ่ง นายท่านช่วยออกไปยืนหน้ากระโจมก่อน เมื่อพร้อมแล้วข้าจะเรียกให้นายท่านเข้ามา”
เอี้ยนเฟยซากลายเป็นว่านอนสอนง่าย รีบเดินออกไปยืนสูดอากาศหน้ากระโจมด้วยอาการตื่นเต้น เขาไม่รู้ว่าการเต้นรำของโหลวเจียวจะเป็นเช่นไร แต่งกายด้วยชุดแบบไหน และจะมีท่าทางยั่วยวนเหมือนกับเหล่านางรำหน้ากองไฟหรือไม่ เขาทำได้เพียงตั้งหน้าตั้งตารออย่างใจจดใจจ่อ
“เข้ามาได้แล้วนายท่าน”
เอี้ยนเฟยซารีบพุ่งตัวเข้าไปในกระโจม ภาพที่เห็นตรงหน้าแทบทำให้หัวใจของชายหนุ่มหยุดเต้น โหลวเจียวในชุดสุดวาบหวิวยืนเอียงอายอยู่เบื้องหน้าของเขา มีเพียงผ้าขาวบางผืนหนึ่งรัดปิดหน้าอกเอาไว้ พร้อมกับผ้าสีน้ำเงินอีกผืนหนึ่งที่ใช้แทนกระโปรง มันแทบจะปกปิดส่วนต้นขาอันขาวผ่องไว้ไม่ได้ ชายหนุ่มยืนตะลึงอยู่เนิ่นนานจึงเรียกสติกลับมาได้ เขานั่งลงตรงนั้นแล้วกล่าวว่า
“เริ่มการแสดงได้”
“นี่เป็นการร่ายรำแบบสาธิตเท่านั้นนะนายท่าน ไม่มีเครื่องดนตรีและเสียงเพลง หากไม่ถูกใจนายท่าน สามารถดุด่าได้อย่างเต็มที่”
พูดจบนางก็เริ่มขยับร่างกาย หญิงสาวร่ายรำด้วยความอ่อนช้อยงดงาม ทุกท่วงท่าของการร่ายรำล้วนเปิดเผยส่วนเร้นลับทีละนิดทีละหน่อย ผสมผสานกับการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้น ทำให้การร่ายรำที่ธรรมดาท่ามกลางแสงจากตะเกียง กลายเป็นการร่ายรำที่สุดแสนจะเย้ายวนในสายตาชายหนุ่ม เขาไม่อาจละสายจากเนินอกเต่งตึง หน้าท้องแบนเรียบ และต้นขาขาวผ่องของหญิงสาวได้เลย เขามองดูด้วยใจที่เปี่ยมล้นไปด้วยกามารมณ์ ปรารถนาให้ผ้าที่รัดหน้าอกเอาไว้หลุดลุ่ยลอยออกไป ต้องการให้ผ้าสีน้ำเงินผืนนั้นสั้นกว่านั้นอีกนิด ไฟกามที่สุมอยู่ในอกตั้งแต่งานเลี้ยงเผาผลาญสติของเอี้ยนเฟยซาไปจนหมดสิ้น
หญิงสาวผู้นี้เป็นของเราอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?
นางถูกยกให้กับเราอย่างถูกต้องตามธรรมเนียมแล้วไม่ใช่เหรอ?
แล้วเราต้องกลัวอันใดอีก
เมื่อคิดได้ดังนั้นเอี้ยนเฟยซาก็ลุกขึ้นยืนทันที เขาเดินเข้าหาหญิงสาวที่กำลังตกใจในท่าทีของชายหนุ่ม เขาใช้มือลูบไล้ใบหน้า ต้นคออันนุ่นเนียนของหญิงสาว จ้องมองเข้าไปในดวงตาของนาง ความสวยของนางไม่ด้อยกว่าหญิงงามทั้งห้าที่เต้นรำรอบกองไฟ ไม่สิ ต้องบอกว่างดงามกว่าจึงจะถูกต้อง
“โหลวเจียว เจ้าพร้อมจะเป็นของข้าหรือไม่?”
“ข้า...ข้าพร้อมแล้วนายท่าน”
หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงเอียงอาย เอี้ยนเฟยซาไม่รอช้า บรรจงจูบปากนางทันที ทั้งสองพยายามจูบกันอย่างดูดดื่ม แต่ดูเหมือนจะกระท่อนกระแท่นเล็กน้อย เพราะนี่เป็นครั้งแรกของทั้งสองคน ต่างคนต่างไม่มีประสบการณ์ทางด้านนี้มาก่อน ที่ผ่านมาเอี้ยนเฟยซามีเสน่ห์แต่ยากจน ทำให้ไม่ได้รับความสนใจจากหญิงสาวในหมู่บ้าน จึงไม่มีคนรักมาก่อน ส่วนโหลวเจียวเป็นสตรีที่โหลวช่างลี่เลี้ยงมาเพื่อขายให้กับผู้อื่น จึงต้องรักษาความบริสุทธิ์เอาไว้ ในค่ำคืนนี้ทั้งสองก่อเกิดไฟสวาทสุมอกจนไม่สามารถอดกลั้นต่อไปได้แล้ว
เอี้ยนเฟยซาอุ้มนางไปยังที่นอน ค่ำคืนนี้ถึงเวลาก้าวสู่ความเป็นชายอย่างสมบูรณ์แบบเสียที โหลวเจียวในอ้อมแขนก็เร่าร้อนไม่แพ้กัน นางพร้อมจะมอบทั้งร่างกายและดวงใจให้กับบุรุษผู้เป็นนายของตนเอง แม้จะรู้สึกหวาดหวั่นในใจอยู่บ้างก็ตาม
ในค่ำคืนที่พระจันทร์ส่องแสงสว่าง เสียงร้องอย่างสุขหรรษาดังเล็ดลอดมาจากกระโจมรับรองแขก หญิงสาวจะกลายเป็นสตรีอย่างเต็มตัว และชายหนุ่มจะกลายเป็นบุรุษอย่างแท้จริงเต็มภาคภูมิ