เพลิงฟ้ามหายุทธ์ (จบ)

    บทที่ 30 ข้อสอบที่อาศัยทั้งความคิดและโชคชะตา

    บทที่30ข้อสอบที่อาศัยทั้งความคิดและโชคชะตา


            ฝู่….. อวิ๋นเซ่อเป่าปากคราหนึ่งหลังจากเขียนคำตอบในข้อที่สองเสร็จสรรพ ก่อนเลื่อนสายตาไปดูข้อคำถามที่สามต่อในทันที‘มือปราบแห่งเมืองฉงฉางแฝงตัวสืบคดีลับในคฤหาสน์ขุนนางกังฉินผู้หนึ่งมันได้ข้อมูลสำคัญที่จะเอาผิดขุนนางผู้นั้น ทว่ามันกลับถูกทราบถึงตัวตนและถูกคร่ากุมตัวในที่สุดด้วยการที่ขุนนางผู้นั้นไว้ใจแลชื่นชอบในตัวมันเป็นอย่างมากจึงเสนอทางรอดให้แก่มือปราบนายนั้นยาลูกกลอนสีดำขนาดใหญ่สองเม็ดถูกยกมาตั้งไว้ตรงหน้าให้เลือกกิน หนึ่งเม็ดมีพิษร้ายหนึ่งเม็ดไม่มีพิษ ขุนนางให้โอกาสมือปราบได้เลือกหยิบ หากมันเลือกและกินเม็ดที่ไม่มีพิษขุนนางผู้นั้นก็จะปล่อยมันไป มือปราบนายนั้นก็เลือกกินหนึ่งเม็ด ด้วยขนาดยาที่ใหญ่มันจึงดื่มน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะตามลงไปพอมือปราบกินเสร็จ ขุนนางผู้นั้นก็หยิบยาลูกกลอนอีกเม็ดที่เหลือขึ้นมาเคี้ยวกินแล้วกลืนลงคอไปสุดท้ายเป็นมือปราบนายนั้นที่ถูกพิษ คดีนี้ท่านมีข้อคิดเห็นอย่างไร ทำไมขุนนางผู้นั้นถึงกล้าเสนอทางเลือกดังกล่าวเพราะหากมือปราบผู้นั้นเลือกแลรอดมาได้จริงๆ มันก็อาจจะถูกดำเนินคดี และที่สำคัญเหตุใดมันถึงกล้าที่จะกินยาลูกกลอนอีกเม็ดที่มิได้ถูกเลือก'

             

            คำถามข้อนี้แทบจะทุกผู้ที่มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันนั้นคือ เป็นเพราะขุนนางกังฉินทราบอยู่ก่อนแล้วว่ายาเม็ดใดมีพิษไม่มีพิษ เช่นนั้นพอมันเห็นมือปราบนายดังกล่าวเลือกกินเม็ดที่มีพิษเข้าไปมันจึงกล้าที่จะกินอีกเม็ด ทว่าคำตอบนี้กลับมีคนอีกบางกลุ่มที่เห็นต่าง หนึ่งในนั้นก็ได้แก่อวิ๋นเซ่อชายหนุ่มจับข้อผิดสังเกตได้สามประการ หนึ่งคือเหตุใดยาลูกกลอนถึงทำออกมาให้มีขนาดใหญ่สองคือยาลูกกลอนเป็นยาประเภทที่กินแบบไม่ต้องเคี้ยว แต่ขุนนางผู้นั้นกลับเคี้ยวกินและสามคือ ขุนนางผู้นั้นมันต้องมั่นใจอย่างเต็มสิบส่วนว่าสิ่งที่มันเสนอมือปราบนายนี้จะไม่มีทางรอดแน่ๆมันถึงได้ใช้วิธีนี้ และการที่มันมั่นใจขนาดนั้นก็เป็นเพราะตัวแปรในข้อสงสัยประการแรกกับประการที่สองนั่นคือ

            ที่มันทำยาลูกกลอนออกมาเม็ดใหญ่ก็เพราะต้องการให้ผู้กินดื่มน้ำตามและการที่มันกินยาลูกกลอนโดยการเคี้ยวก็เพราะไม่ต้องการดื่มน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะ.....

             

            อวิ๋นเซ่อปรากฏแววความมั่นใจในดวงตา คนจับพู่กันจุ่มลงในหมึกดำแล้วตวัดปลายพู่กันเขียนคำตอบลงในกระดาษทันที

            ‘เพราะยาลูกกลอนทั้งสองเม็ดมิได้มีพิษแต่สิ่งที่มีพิษคือน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะ ขุนนางผู้นั้นจึงกล้าที่จะเสนอทางเลือก เพราะมันได้เตรียมองค์ประกอบต่างๆไม่ว่าจะเป็นขนาดของยา ชนิดของยา และน้ำที่เป็นตัวแปรสำคัญไว้อย่างรอบครอบแลรัดกุมแล้ว’

             

            คำตอบข้อที่สามพ้นผ่าน คำถามข้อที่สี่ก็ถูกอวิ๋นเซ่ออ่านขึ้นในใจ

             ‘ในตึกตระกูลหาน ภายในห้องโถงเก็บบันทึกตำรา ชั้นที่สาม พบหานหย่งซุน ปราชญ์ด้านอักษรศาสตร์ฟางไคว้เหวินจื่อ(อักษรสี่เหลี่ยม) นอนทอดกายเป็นศพไร้ชีวิต มีมีดปลอกผลไม้แทงหน้าอกบนด้ามมีดไร้รอยนิ้วมือ มีเพียงรอยโลหิตอันเลือนลางสะเปะสะปะบนพื้น ซึ่งดูคล้ายนิ้วเปื้อนเลือดที่ตะกุยใส่พื้นมีลักษณะเป็นเส้นขีดลงแนวตั้งลากยาว ต่อด้วยรอยนิ้วขีดสั้นสองเส้นแนวขวาง แล้วต่อด้วยรอยโลหิตลากยาวแนวขวางและสุดด้วยรอยเลือดเลือนรางแนวขวางสามเส้นขีดสั้น และถัดไปอีกนิดมีรอยโลหิตขีดลงแนวตั้งลากยาวเช่นกันแต่รอยที่ต่อมาเป็นรอยโลหิตห้าขีดสั้นตัดกัน ต่อด้วยรอยขีดยาวแนวขวาง และจบลงที่รอยขีดสั้นเก้าขีดตัดกันไปมาไร้ทิศทางคล้ายคนกำลังตะเกียกตะกายจะสิ้นใจแล้วสุดท้ายร่างอันไร้ชีวิตของมันก็นอนสิ้นใจทับรอยโลหิตดังกล่าว มือปราบได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจนได้ตัวผู้ต้องสงสัยห้าคนประกอบด้วยลี่ซางซุนสหายของผู้ตาย หานซานเทียนพี่ชายของผู้ตาย หานจงอี้น้องชายของผู้ตายจิวซือสาวใช้ตระกูลหาน และอาเต๊า คนสนิทของผู้ตาย จากข้อมูลทั้งหมดนี้ท่านคิดว่าใครคือผู้ที่สังหารหานหย่งซุน’

             

            โจทย์คำถามในข้อนี้สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าแก่ผู้เข้าสอบจำนวนมิน้อยพวกมันต่างคิดไปในทางเดียวกันว่า ข้อเท็จจริงของคำถามมีแค่นี้พวกตนจะวิเคราะห์และพิจารณาจากสิ่งใดได้เหตุใดจึงไม่ใส่รายละเอียดการสอบปากคำของแต่ละคนมาด้วย!

            ในจำนวนนั้นก็ยังเป็นต้าจงหมิง และจางอู่จี้ที่ยังยกยิ้มอย่างมั่นใจพร้อมใช้สายตาเหลือบมองผู้ร่วมสอบคนอื่นๆ อย่างนึกผยองในความเหนือกว่าของพวกตน และสุดท้ายก็มิวายที่จะเหลือบมองแผ่นหลังของอวิ๋นเซ่อเห็นมันนั่งเกาหัวเชิดหน้าอย่างคนที่นึกไม่ออก ก็ยิ่งมีสายตาที่ดูถูกดูแคลนเหยียดคนป่าที่โง่เขลาตนนี้

             

            อวิ๋นเซ่อที่มันเกาหัวครุ่นคิดมิใช่ว่ามันคิดไม่ออกแต่มันกำลังนั่งไล่จดจำเรื่องราวในอดีต นึกถึงตอนที่อวิ๋นจื่อลู่หรือเจ้ากาดำสหายตอนเด็กท่องตัวอักษรอันแสนน่าเบื่อน่ารำคาญให้มันฟังอยู่ทุกวี่วันอักษรเหล่านั้นก็คือฟางไคว้เหวินจื่อ(อักษรสี่เหลี่ยม)ท่องทุกตอน ทุกแถวจนมันยังจำได้ขึ้นใจจนถึงตอนนี้ อวิ๋นเซ่อเลื่อนมือมากุมจับผ้าพันคอในใจก็ครุ่นคิดถึงเจ้าของผ้าผืนนี้ ผู้ที่ตกตายในอ้อมอกของมัน แม้นางตกตายไปแล้วแต่ปณิธานของนางก็ยังอยู่ทั้งนางก็มีส่วนช่วยในการสอบครั้งนี้ราวกับโชคชะตา

            “จื่อลู่เจ้าอยู่ข้างข้าเสมอใช่หรือไม่”

             

            จิตใจส่วนหนึ่งอยู่ที่บทท่องตัวอักษรฟางไคว้เหวินจื่อของอวิ๋นจื่อลู่ส่วนอีกจิตใจหนึ่งก็วิเคราะห์รอยโลหิตที่หานหย่งซุนทิ้งเอาไว้ นั่นมิใช่รอยโลหิตอันตะเกียกตะกายของผู้ที่จะตกตายแน่นอนถึงแม้ลักษณะของมันจะคล้ายรอยตะเกียกตะกายของคนก็ตาม และนี่ก็มิใช่ลักษณะของตัวอักษรฟางไคว้เหวินจื่อผู้ตายเป็นปราชญ์ด้านนี้ก็จริงแต่ชั่ววินาทีความเป็นตายมันคงเขียนตัวอักษรเหล่านั้นขึ้นมามิได้หรือหากมันเขียนได้ แล้วเขียนชื่อผู้สังหารมันทิ้งไว้คงมิวายที่จะถูกฆาตกรลบออก เช่นนั้นมันจึงต้องขีดลากรอยนิ้วให้ดูเหมือนการตะเกียกตะกายก่อนตาย

            อวิ๋นเซ่อขมวดคิ้วครุ่นคิด รอยแรกขีดยาวแนวตั้งถ้าจะให้แปลเป็นตัวอักษรใดก็คงยาก อักษรที่ใช้ปัจจุบันก็มิใช่ อักษรฟางไคว้เหวินจื่อก็มิใช่แล้วมันคือสิ่งใด?

            อวิ๋นเซ่อลองเปลี่ยนจากรอยเลือดขีดยาวมาพินิจวิเคราะห์ลักษณะของรอยเลือดขีดสั้นโดยรวมดูไปก็ไม่คล้ายตัวอักษรใดๆ เช่นเดียวกัน แต่พอคิดดูอีกทีมันก็เสมือนตัวเลขหรือจำนวนนับอยู่บ้างอวิ๋นเซ่อพึมพำแผ่วเบา

            “อิ เออร์ ซาน ซื่อ อู่ ลิ่ว ชี ปา จิ่วฉือ (จำนวนนับของจีน)”

             

            แววความดีใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอวิ๋นเซ่อทันทีมันได้คิดว่ารอยขีดสั้นสองรอยย่อมหมายถึง เออร์ (เลขสอง) รอยขีดสั้นสามรอยหมายถึง ซาน (เลขสาม) และรอยโลหิตอีกบริเวณ รอยขีดสั้นห้าขีดย่อมหมายถึงอู่ (เลขห้า) แลสุดท้ายรอยโลหิตสั้นเก้าขีดก็หมายถึงจิ่ว (เลขเก้า) เมื่อนำมารวมกับรอยโลหิตลากยาวแนวตรงกับแนวขวางอวิ๋นเซ่อก็ใช้เวลาครุ่นคิดไปอีกเนิ่นนานนัยน์ตาค่อยทอแววเป็นประกายออกมา

            “ใช่แล้ว อักษรฟางไคว้เหวินจื่อมีลักษณะเรียงกันเป็นแถวตอนและแถวหน้ากระดานหานหย่งซุนแตกฉานในด้านนี้จนเป็นปราชญ์เช่นนั้นจะทิ้งหลักฐานใดก็ต้องทิ้งตามหลักของฟางไคว้เหวินจื่อรอยโลหิตลากยาวแนวตรงย่อมหมายถึงแถวตอน รอยโลหิตลากยาวแนวขวางย่อมหมายถึงแถวหน้ากระดานฉะนั้นเมื่อรวมรอยโลหิตจากหลักฐานทั้งหมดจะได้ความว่า แถวตอนที่สอง แถวหน้ากระดานที่สามและแถวตอนที่ห้า แถวหน้ากระดานที่เก้า”

             

            อวิ๋นเซ่อนั่งระลึกถึงสิ่งที่อวิ๋นจื่อลู่ท่องให้ฟังเป็นประจำทุกวันตอนเด็กๆยิ่งได้คิดน้ำตาที่มิควรจะไหลก็พลันไหลซึมออกมา ในหัวก็นึกขอบคุณต่ออวิ๋นจื่อลู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าคนค่อยเอาปริศนาที่แก้ออกมาได้ไปเทียบตามลำดับตัวอักษรของอักษรฟางไคว้เหวินจื่อ(อักษรสี่เหลี่ยม)

            แถวตอนที่สอง แถวหน้ากระดานที่สาม เป็นตัวอักษรฟางไคว้เหวินจื่อที่หมายความว่าภูเขา

            แถวตอนที่ห้า แถวหน้ากระดานที่เก้า เป็นตัวอักษรฟางไคว้เหวินจื่อที่หมายความว่าท้องฟ้า

             

            อวิ๋นเซ่อพึมพำแผ่วเบาราวเสียงแมลงหวี่“ภูเขาและท้องฟ้า” ก่อนคนจะยกพู่กันขึ้นแล้วจรดเขียนลงในกระดาษคำตอบอย่างรวดเร็ว

            ‘ฆาตกรคือ หานซานเทียน (นามที่แปลว่า ขุนเขาใต้ผืนนภา)’

             

            มาถึงคำถามข้อที่ห้า ยังเป็นคำถามในลักษณะการสืบสวนวิเคราะห์คดีเช่นเคยโดยคำถามมีอยู่ว่า

            ‘ภายในคฤหาสน์เทียนจิน มีหญิงชราอาศัยอยู่เพียงลำพังแต่แล้วคืนหนึ่งสมบัติมีค่าราคาสูงประจำตระกูลอันได้แก่ แร่หยกรูปมังกรได้สูญหายไปโดยสำนักมือปราบได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า ห้องที่เก็บหยกชิ้นดังกล่าวอยู่บริเวณชั้นสามซึ่งเป็นชั้นสุดท้ายด้านนอกไร้ระเบียง แต่มีไม้คานที่ยื่นออกให้สามารถยึดจับ ภายในห้องมีประตูเข้าออกทิศทางเดียวซึ่งประตูดังกล่าวปิดสนิทไม่มีร่องรอยการถูกงัดแงะ แต่บนพื้นภายในห้องเต็มไปด้วยรอยเท้าขนาดใหญ่เด่นชัดและมีของที่ตกหล่นจากการถูกการรื้อค้นเท่านั้นประกอบกับบริเวณหน้าต่างที่ถูกสร้างขึ้นมาจากวัสดุดินเผาเนื้อละเอียดมีช่องแตกขนาดเท่าตัวคนปรากฏอยู่จากการสอบปากคำเพิ่มเติม หญิงชราให้การว่าเคยมีปัญหากับตระกูลหวังที่อยู่ข้างเคียงซึ่งทิศทางที่เกิดเหตุก็เป็นทิศทางที่สามารถมุ่งไปยังตระกูลหวังพอดี จากข้อเท็จจริงดังกล่าวท่านจะมุ่งการสืบสวนไปในทิศทางใด’

             

            อวิ๋นเซ่อเพียงอ่านประโยคคำถามแค่รอบเดียวคนก็ตัดตระกูลหวังออกจากผู้ต้องสงสัยทันทีมันจับใจความที่ว่า ห้องที่เก็บสมบัติอยู่ถึงชั้นสาม แลชั้นสามไร้ซึ่งระเบียงแต่มีไม้ขื่อคานที่ยื่นออกพอให้ยึดเกาะผู้ที่จะเข้ามาได้ถือว่าต้องมีวิชาตัวเบาที่เป็นเลิศ แต่การที่มีวิชาตัวเบาเช่นนี้มันจะทิ้งร่องรอยที่หนักอึ้งเด่นชัดภายในห้องมากมายได้อย่างไรประกอบกับหน้าต่างที่ทำจากวัสดุดินเผาเนื้อละเอียดมีช่องแตก แต่ภายในห้องกลับไม่มีเศษซากของหน้าต่างบานนั้นแม้เพียงนิดแสดงว่าหน้าต่างบานนั้นต้องแตกจากด้านใน แล้วห้องปิดสนิทประตูทางเดียวไม่มีร่องรอยงัดแงะคนร้ายจะเข้ามาจากทิศทางไหน?

             

            ปลายพู่กันถูกอวิ๋นเซ่อยกขึ้นมา จุ่มน้ำหมึกแล้วเขียนลงไปในกระดาษคำตอบ

            ‘จับสตรีชรา เนื่องจากสร้างความเท็จเพื่อหวังให้ร้ายผู้อื่น’

             

            มาถึงตรงนี้อวิ๋นเซ่อก็ปรากฎแววความมั่นใจขึ้นมาบ้างเพราะอย่างน้อยสี่ในห้าข้อที่ผ่านมามันต้องได้คะแนนเต็มสิบจำนวนสี่ข้อ ทำให้มันมั่นใจว่าตนต้องได้คะแนนอย่างน้อยสี่สิบคะแนนแล้วขาดอีกเพียงสิบคะแนนเท่านั้น และเหลือข้อสอบอีกถึงห้าข้อ ในห้าข้อนี้ต้องมีซักข้อที่มันทำได้อย่างสี่ข้อแรกที่ผ่านมาทว่าพอคนเหลือบสายตาไล่อ่านข้อคำถามที่เหลือตั้งแต่ข้อหกจนถึงข้อสิบ จิตใจก็พลันเย็นเฉียบกระตุกวูบเพราะคำถามเหล่านั้นมีแต่อ้างคำปราชญ์ คำกลอน คำกวีแลท่วงทำนองบทเพลงทั้งสิ้น ซึ่งมันมิเคยอ่านมิเคยท่องจำ หรือมิเคยผ่านหูผ่านตามาเลยซักครั้ง!

             

            ตึก

            พู่กันถูกวางไว้บนโต๊ะ อวิ๋นเซ่อปรากฏแววความยุ่งยากฉายชัดออกมาทางนัยน์ตาอีกเพียงสิบคะแนนมันก็จะเข้าใกล้ความฝันไปอีกก้าว แต่สิบคะแนนนี้ช่างไกลริบหรี่นักจะให้เดาก็มิรู้ว่าจะเดาไปในทิศทางใด เมื่อคำถามในแต่ละข้อยากที่มันจะเดาได้จริงๆ

             

            คำถามข้อที่หก

            ‘ท่วงทำนองเพลงของกงจื๊อซิวเซียนที่บรรเลงออกด้วยตัวโน๊ตที่ขาดหายมันต้องการสื่อถึงสิ่งใด เหตุใดถึงเกี่ยวข้องกับคดีมือปราบที่จวนซิวเซียน'

             

            อวิ๋นเซ่อคิดในใจ

            “เจ้าขงจื๊อผู้นี้จะบรรเลงบทเพลงเพื่อทิ้งข้อความสื่อสารไปทำไมกัน!"

             

            คำถามข้อที่เจ็ด

            ‘ปราชญ์กวีฟู่เซียน ให้คำกวีไว้บทหนึ่งเมื่อตอนเดินผ่านหุบเขาไท่เถาซานบทกวีนั้นมีใจความสำคัญใดถึงส่งให้สำนักมือปราบสร้างวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ที่เขาไท่เถาซานได้'

             

            วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของสำนักมือปราบนี้ขจรขจายไปไกลผู้คนมากมายล้วนรับทราบเป็นอย่างดี ยกเว้นอวิ๋นเซ่อ

            “วีรกรรมใดกัน แล้วเหตุใดต้องเกี่ยวข้องกับบทกวีฟู่เซียนเหตุใดท่านมิเดินไปที่อื่นเล่า”

             

            คำถามข้อที่แปด

            ‘บทกลอนไท่ซือเซียนที่ติดอยู่บนผนังของบ้านตระกูลฉินช่วยให้สำนักมือปราบไขคดีปริศนาการตายยกตระกูลฉินได้อย่างไร’

            อวิ๋นเซ่อ ‘……………..’

             

            คำถามข้อที่เก้า

            ‘คดีที่ฉางถาน สำนักมือปราบได้ปิดคดีโดยอาศัยการเอาชนะหมากล้อมหากวันหนึ่งท่านพบเจอกับสถานการณ์ที่ต้องใช้หมากล้อมเป็นตัวตัดสินผล แล้วหากท่านเจอคู่มือเดินออกด้วยหมากล้อมแดนพายัพท่านจะใช้ออกหรือแก้ทางด้วยกลหมากล้อมใด แลหากฝ่ายตรงข้ามแปรเปลี่ยนกลหมากล้อมเป็นไท่เถาซานกักกันท่านจะแก้ทางด้วยกลหมากล้อมใด'

            อวิ๋นเซ่อ ‘…………….’

             

            คำถามข้อที่สิบ

            ‘จงเขียนบทกลอนที่สอดคล้องกับคำกวีที่ปราชญ์ซือเถียนให้ไว้เมื่อตอนล่องเรือท่องธารธาราชมท้องนภาอันมืดมิด'

            อวิ๋นเซ่อ “ใครคิดคำถามบ้าๆ เหล่านี้ แล้วท่านซือเถียนแต่งบทกลอนบทนั้นว่าอะไรกัน"

             

            อวิ๋นเซ่อไม่ว่าจะครุ่นคิดอย่างไรก็มิอาจที่จะเขียนคำตอบลงไปได้หมากล้อม บทกลอน บทกวี หรือบทเพลงมันมิเคยได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่านมาเลยแม้เพียงกระผีกตั้งแต่เด็กก็ไม่มีโอกาสได้ร่ำเรียน อายุเพิ่มขึ้นมาก็ได้เป็นเด็กรับใช้ก้นครัวทำงานหนักไปวันๆส่วนความทรงจำอีกโลกที่เสมือนความฝัน มันก็เอาแต่คลั่งไคล้ในการฝึกปรือพลังญาณแลวิชายุทธ์เท่านั้นในจิตใจของอวิ๋นเซ่อตอนนี้จึงลุ่มร้อนดังไฟผลาญ หากไม่เขียนคำตอบ ปณิธานของมันรวมถึงปณิธานของอวิ๋นจื่อลู่ต้องมาจบที่ตรงนี้แน่หรือต้องรอไปอีกกี่ปี แล้วความแค้นของมันเล่าจะได้มีโอกาสมีหนทางสะสางได้ตอนไหน

             

            อวิ๋นเซ่อก้มลงจ้องมองผ้าพันคอ นึกถึงการตายของอวิ๋นจื่อลู่นึกถึงความตายของคนตระกูลอวิ๋นสายรอง นึกถึงเหล่าคนที่ไล่ล่าสังหารสายเลือดตระกูลอวิ๋นสายรองของพวกตนทั้งหมดทั้งยังนึกถึงพลังญาณที่ผู้คนในโลกนี้มิยอมรับแลมองว่าเป็นวิชานอกรีต รวมไปถึงได้นึกคิดถึงโลกที่มีแต่ความมืดมิดแห่งนี้ในหัวคนก็ครุ่นคิดบทกลอนประการหนึ่งขึ้นจึงตัดสินใจเขียนลงไปในกระดาษคำตอบข้อที่สิบเพียงข้อเดียวส่วนข้อที่เหลือก็มีแต่ความว่างเปล่า

             

             อวิ๋นเซ่อมิทราบว่าสิ่งที่มันเขียนในข้อที่สิบใช่จะเป็นคำตอบที่ถูกต้องหรือไม่แต่สิ่งที่มันเขียนเป็นเพียงคำตอบที่ฝากฝังไว้กับโชคชะตาเท่านั้น….....

             

             

             

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องเพลิงฟ้ามหายุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน