ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๕๖ เปิดประตูอสูรโลกา (re-edition)

            ปราสาทหินสุดโอฬารด้านบนเป็นปรางค์หินห้ายอดสูงตระหง่านตั้งอยู่บนเกาะกลางหุบเหวขนาดมหึมา หมอกหนาคล้ายกลุ่มเมฆปกคลุมปิดผืนฟ้า แสงจากดวงอาทิตย์ไม่สามารถส่องมาได้ถึง บรรยากาศอึมครึมดังดินแดนใต้พื้นพิภพ

            ใต้ปรางค์ประธานที่ตั้งอยู่กึ่งกลางเป็นวิหารโอ่โถง ภายในกว้างขวางใหญ่โตอลังการ แสงเพียงสลัวพบการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนสี่ถึงห้าคน บุรุษผู้หนึ่งดูคล้ายมีอายุเพียงสามสิบเศษ สวมชุดคลุมเวทสีดำมีลวดลายมังกรเก้าตัว ที่คอประดับผลึกอัญมณีสีน้ำเงินส่องแสงวิบวับ ภายในมือถือคทาเวทประดับด้วยมุกส่องแสงสีรุ้งประกายเจิดจ้า

            .. มิผิด ! สามสิ่งนั้นคือ ...

            อาภรณ์เก้ามังกร !!!

            ผลึกดวงเนตรสวรรค์ !!!

            คทาวุธเทวะมังกร !!!

            และ บุรุษผู้ครอบครองวัตถุวิเศษเทวะมังกรอันศักดิ์สิทธิ์ ผู้นั้น ...

            .. โอริสา .. ราชันแห่งมังกร !

            ห้อมล้อมด้วยยอดยุทธ์มีพลังฝึกปรือในระดับ ‘จิตพิสุทธิ์’ อีกสี่คน พวกมันมีสภาพสะบักสะบอมร่างกายอาบย้อมด้วยโลหิต ราวผ่านการโรมรันสู้รบมาอย่างยาวนาน

            รอบข้างเป็นกองชิ้นส่วนของบางสิ่ง มองดูคล้ายเคยเป็นสิ่งที่มีชีวิตมาก่อน บนพื้นนองไปด้วยโลหิตสีดำเหม็นคาวคลุ้งไปทั่ว เศษซากมนุษย์และสัตว์อสูรร่างยักษ์ดำทะมึนนอนกองเกยทับกันอยู่ตามพื้นวิหาร

            ยอดยุทธ์ผู้หนึ่งร่ำร้อง “ท่านราชันมังกร ! อสูรมีมากมายนัก” มันหอบหนักๆ คราหนึ่ง

            ยอดยุทธ์อีกผู้หนึ่งกล่าว “พวกเราสูญเสียพี่น้องไปหกคนแล้ว ไม่มีทีท่าว่าจะกำจัดพวกมันได้หมดสิ้น”

            สถานการณ์ดูตึงเครียด ทั้งห้าต่างเหน็ดเหนื่อยมือกุมกระชับอาวุธคู่กาย สิ่งที่มันกำลังต่อสู้ด้วยมิใช่สิ่งมีชีวิตบนพิภพแห่งนี้

            .. ทันใดนั้นเอง !

            .. เกิดวงแสงสีแปลกประหลาดทรงกลมลอยอยู่กลางอากาศ !

            .. เงาตะคุ่มดำมืดของสิ่งมีชีวิตร่างกายใหญ่มหึมาเป็นสิบๆ ร่าง กำลังก้าวเดินออกมา !

            ยอดยุทธ์ชรากล่าวว่า “ท่านราชัน ! ประตูเวทเปิดอีกแล้ว”

            ยอดยุทธ์อีกผู้หนึ่งกล่าวว่า “มะ .. มันออกมากันแล้ว !”

            ยอดยุทธ์หน้าตาเหลอหลา “มากกว่าเดิมอีก พวกมันออกมาจากช่องมิตินั้นอีกแล้ว !”

            ราชันมังกร ‘โอริสา’ จ้องมองตาเขม็ง สัตว์อสูรจำนวนกว่าครึ่งร้อยปรากฏขึ้นตรงหน้า เงาสีดำใหญ่โตสูงกว่าสิบศอก ดวงตาสีแดงดังเปลวอัคคีจากนรกจ้องพวกมนุษย์ทั้งหมดอย่างโกรธกริ้ว

            กรรรรร !!! กรรรรร !!! กรรรรร !!! .. เสียงคำรามของสัตว์อสูร

            การรุมสกรัมสังหารเกิดขึ้นในทันใด สัตว์อสูรอันร้ายกาจทรงพลังพุ่งตรงเข้ามาหาพวกมันโดยทันที เหล่ายอดยุทธ์ทั้งห้าต่างไม่กลัวตายพุ่งกายเข้าใส่ในบัดดล

            ในช่วงเวลานั้นเอง ราชันมังกร ‘โอริสา’ ส่งกระแสจิตเข้าไปในช่องมิติ

            สิ่งที่มันพบเจอถึงกับขนหัวลุก !

            ยังมีสัตว์อสูรเช่นนี้อีกมากมาย นับหมื่นนับแสนรออยู่ด้านหลัง !

            ‘มิได้การ ! .. เพียงตัวเดียวยังนับว่ามากเกินไป .. พวกเราทั้งหมดต้องฝังร่างในวิหารนี้แน่นอนแล้ว’

            ยอดยุทธ์คู่บัลลังก์ทั้งสิบที่ติดตามมาตอนนี้เหลือเพียงสี่แล้ว พวกมันมีพลังยุทธ์สูงล้ำนับเป็นบุคคลแถวหน้าของแผ่นดิน แต่สัตว์อสูรมีพละกำลังมหาศาลทั้งร่างกายยังแข็งแกร่งทนทาน เพียงสู้กันตัวต่อตัวยังไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะได้

            แต่คราวนี้สัตว์อสูรออกมาคราเดียวหกสิบสี่ตัว การต่อสู้โรมรันอันดุเดือดเปลี่ยนเป็นการกลุ้มรุมสังหารอันสยดสยอง

            “อั๊กก !!! .. อ๊ากกก” ยอดยุทธ์ผู้หนึ่งถูกรุมจับฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ

            “อ๊ากกก !!!” ยอดยุทธ์อีกผู้หนึ่งร่ำร้อง ถูกกระทืบร่างกายเหลวแหลกติดพื้นวิหาร

            “อย่าาา !!! อั๊กกกก !!!” เสียงยอดยุทธ์อีกผู้หนึ่ง ถูกสัตว์อสูรเหล่านั้นงับกัดกิน

            ราชันมังกร ‘โอริสา’ กระโดดเข้าหาสัตว์อสูรเบื้องหน้า ฟาดฟันคทาวุธเข้าใส่เกิดเป็นแสงสว่างวิบวับ

            .. เปรี้ยง !!! สัตว์อสูรตัวดำทะมึนถูกกระแทกปลิว

            .. เปรี้ยง !!! สัตว์อสูรอีกตัวถึงกับแขนบิดเบี้ยวล้มลง

            .. เปรี้ยง .. เปรี้ยง !!! อีกตัวหนึ่งถูกฟาดเข้าหัวจนหงายหลังล้มตึง

            “.. อ๊ากกกกกก !!!” ราชันมังกรโอริสากู่ร้องกึกก้องปากท่องมนตราฟันคทาวุธไปในอากาศเบื้องหน้า

            .. โฮกกกกก !!! .. โฮกกกกก !!! .. โฮกกกกก !!! เสียงมังกรเทวะคำราม แสงสีรุ้งสว่างวูบวาบเป็นปราณรูปเทวะมังกรตัวมหึมา

            .. ตูมมมมมม !!! พลังปราณระเบิดออกอย่างรุนแรง กระแทกสัตว์อสูรเบื้องหน้าสามตัวลอยกระเด็น

            โอริสาร้องตะโกน “ข้าจะผนึกช่องมิตินั้นไว้ !!! มิให้พวกมันออกมาได้อีก เจ้ารีบหนีไป”

            “แล้วท่านเล่า ..” ยอดยุทธ์ผู้หนึ่งร้องตอบ .. จากยอดยุทธ์ผู้ติดตามมาด้วยสิบคน หลงเหลือมันเพียงผู้เดียวแล้ว

            โอริสาตะโกนก้อง “.. มิต้องเป็นห่วงข้า .. อาจินต์ไป .. รีบไป ..”

            ยอดยุทธ์นามอาจินต์ร้องเรียก “ท่านราชัน!!!” มันไม่ยอมที่จะจากไป

            โอริสาตวาดออกคำสั่ง “เจ้า ! .. รีบไป”

            เหล่าสัตว์อสูรกำลังกรูกันเข้ามาอย่างกระหายเลือดส่วนที่ถูกกระแทกทำร้ายก็กำลังยันกายลุกขึ้นมาสู้ต่อ .. โอริสากล่าวย้ำด้วยน้ำเสียงอันเด็ดเดี่ยว

            “.. นี้คือคำสั่งแห่งเรา ราชันมังกร !!!”

            “หากข้าไม่กลับออกไป ให้บุตรแห่งเรา 'อาธีนัต' สืบทอดบัลลังก์”

            “จงเก็บสถานที่แห่งนี้เป็นความลับ ห้ามเปิดเผยแก่ผู้ใด แลห้ามหวนกลับมาอีก .. ไป .. รีบไป .. !!!”

            โอริสาระเบิดพลังปราณพวยพุ่ง แล้วจึงร่ายมนตราใช้พลังจิตสร้างยันต์ผนึกเพื่อปิดกั้นเวทมนตร์คาถาทั้งปวง

            ปรากฏอักขระมนตราสีแดงเป็นวงขนาดใหญ่ วงอักษรรูปลักษณ์แปลกประหลาดราวมิใช่อักษรบนพื้นพิภพนี้ ด้วยพลังปราณทั้งหมดที่มีนำคทาวุธในมือทั้งสองทิ่มปักลงพื้นศิลาอย่างแรง

            .. เปรี๊ยงงงงงง !!! เสียงดังสนั่น วงอักขระมนตราส่งแสงสีแดงเข้มขึ้น

            ลวดลายแสงสีประหลาดที่เปิดเป็นช่องมิติกะพริบวูบวาบ .. ประตูมิติถูกสร้างจากขุมพลังอันล้ำลึกไพศาล พลังเพียงเท่านี้มิเพียงพอสลายมันได้ ยังไม่ต้องกล่าวถึงการผนึกมันให้ปิดลงตลอดกาล

            “!!!” โอริสาถึงกับแตกตื่นเหงื่อโทรมกาย มันหันมองยอดยุทธ์อาจินต์ที่ยังลังเลไม่ยอมจากไป แล้วกล่าวอย่างดุดันว่า “.. ข้ามีหน้าที่ของข้า .. เจ้ามีหน้าที่ของเจ้า .. ความคงอยู่ของราชวงศ์มังกรฝากไว้ที่เจ้าแล้ว .. ไป .. รีบไปบัดเดี๋ยวนี้ .. ก่อนที่จะไม่ได้จากไป !!!”

            โอริสาตั้งใจแน่วแน่เด็ดเดี่ยว ต้องใช้พลังทั้งหมดที่มี แม่ต้องใช้กายา วิญญาณ และดวงจิตเทวะมังกรของมัน ก็ต้องผนึกประตูมิติแห่งนี้ให้จงได้

            “อ๊ากกกกกก !!!” เสียงกู้ก้องครั้งสุดท้ายของมหาบุรุษราชันมังกร

            .. เปรี๊ยงงง !!! มนตราเทวะทั้งหมดสร้างเป็นปราการปราณห่อหุ้มร่างกาย

            .. เปรี๊ยงงง !!! กายาเทวะมังกรถูกเผาผลาญจนกลายเป็นกลุ่มพลังงานอันรุนแรง

            .. เปรี๊ยงงง !!! วิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ถูกแปรเปลี่ยนเป็นพลังสุดลึกล้ำ

            .. เปรี๊ยงงง !!! ดวงจิตเทวะพิสุทธิ์ถูกผันแปรเป็นพลังอันไพศาล

            ทั้งหลายทั้งปวงหลอมรวมเป็นพลังงานไร้รูปถูกส่งเข้าไปสู่คทาเวทอันนั้น วงอักขระมนตราส่งแสงสีแดงเข้มดังโลหิตพวยพุ่งทะลุวิหารขึ้นสู้เบื้องบน

            .. กรรรรร !!! กรรรรร !!! กรรรรร !!! เสียงคำรามของสัตว์อสูรร่ำร้องอย่างเจ็บปวด

            ซากศพและสัตว์อสูรภายในรัศมีถูกพลังงานรุนแรงชำระล้างย่อยสลายจนไม่เหลือซาก

            ประตูมิติส่งแสงกะพริบริบหรี่ราวไม่ยินยอม มันค่อยๆ หดตัวเล็กลง เหล่าสัตว์อสูรที่ยังเหลืออยู่ต่างถูกดูดกลับเข้าไปยังช่องมิตินั้น

            .. วูบบบบบบ ... วับบบ !!!

            .. ช่องมิติหดวูบปิดสนิท

            .. ความเงียบและความมืดสลัวเข้ามาแทนที่

            ความพยายามของโอริสาประสพผลสำเร็จแล้ว แต่ทั้งหมดของมัน ทั้งกายาจิตวิญญาณไม่คงอยู่อีกต่อไป เหลือเพียงเสื้อคลุมว่างเปล่าที่ประคองคทาเวทปักตรึงอยู่บนพื้น

            .. นั่นคือภาพนิมิตจริงแท้ !

            .. เป็นภาพวาระสุดท้ายของมหาบุรุษราชันมังกร ‘โอริสา’ ทำการสร้างผนึกมนตราปิดประตูอสูรโลกาเอาไว้

            .. ภาพนิมิตมาพร้อมกับพลังอันยิ่งใหญ่ไพศาลที่กำลังรวมรั้งบรรจุลงกายามังกรของเจ้าธรรม

            เจ้าธรรมน้ำตาไหลพราก การเสียสละของบรรพบุรุษถึงกับยอมสูญสลายไปจากพิภพโดยสมบูรณ์ แล้วเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือไม่ ที่มันผู้เป็นลูกหลานกลับเป็นผู้สลายผลึกมนตรานั้นเสีย

            นั่นเป็นเพราะอุบายของเจ้าเงาปีศาจ เศษเสี้ยวจิตของมหาบุรุษโอริสาไม่มีอยู่จริง ที่เจ้าธรรมได้พบเจอในคราวแรกเป็นนิมิตที่หลอกลวง มันใช้ไสยเวทสะกดหลอกล่อให้เจ้าธรรมใช้โลหิตเทวะมังกรถอนดึงคทาเวทขึ้นมา

            .. ผนึกมนตราถูกสลายไปแล้วแต่ประตูอสูรโลกาก็ยังไม่เปิดออก หรือกระบวนการเปิดต้องผ่านพิธีกรรมอื่นใด

            เสียงเจ้าทาสกระบี่ “นายน้อยอ่านจดหมายฉบับนี้ก่อน”

            เงาปีศาจกล่าว “จดหมายอันใดของเจ้า”

            ทาสกระบี่กล่าว “จดหมายของท่านปุโรหิต ... พระเจ้าข้าาาา ...”

            เงาปีศาจกล่าว “ปุโรหิตอันใด ...” มันหน้าตาฉงนเวลาผ่านมาเนิ่นนาน สิ่งที่มันลืมเลือนไปมีอยู่มากมายนัก

            ดวงตาเจ้าเงาปีศาจสาดประกายราวนึกสิ่งใดออก ปุโรหิตประจำราชสำนัก ! มหาเวทสายดำผู้ประสาทวิชาแก่มันนั่นเอง

            เงาปีศาจหัวเราะ “ฮ่า ฮ่า ... จดหมายของท่านอาจารย์เองหรา”

            แล้วจึงใช้มือดูดรั้งแผ่นหนังนั้นขึ้นมา ตัวอักษรเขียนดังไก่เขี่ยมีสภาพซีดเจือจาง เงาปีศาจอ่านจดหมายตะกุกตะกัก

            "โลหิตเทวะมังกรจิงแต้ .. ถอนพาหนึกปิดก้น. .. ฮือออ"

            “นำซิวิดเข้าสังวายโดย ... วิ .. วิ-ปาน-ริด”

            “ใช่ !!! วิ-ปริด...”

            “ไม่สิ !!! วิ-ปลา-สะ-ลิด... โอ๊ยยยย อ่านไม่ออก”

            .. เมื่อครั้งเยาว์วัยมันคงไม่ตั้งใจร่ำเรียนวิชาอักษร จึงอ่านจดหมายได้อย่างยากเย็น ทาสกระบี่เห็นเช่นนั้นจึงบินอ้อมมาด้านหลัง

            ทาสกระบี่อ่านจดหมายว่า

            “โลหิตเทวะมังกรจริงแท้ถอนผนึกปิดกั้น นำชีวิตเข้าสังเวยโดยวิปริต ปรากฏคาถามนตราใต้ฝาโลงศิลา จึงสามารถเปิดอสูรโลกาออกได้”

            เงาปีศาจโพล่งออกมา “ใช่ ! อ่านเช่นนั้น ... ข้าตั้งใจอ่านเช่นนั้น ... ลายมือท่านอาจารย์อ่านได้ยากยิ่ง ... ฮ่า ฮ่า”

            ทาสกระบี่กล่าวชม “นายน้อยของบ่าว มีปัญญาเทียมฟ้า พระเจ้าข้าาาา ...”

            เงาปีศาจหัวเราะ “ฮ่า ฮ่า ฮ่า” มันกล่าวต่อ “.. ต้องใช้ชีวิตสังเวยแก่จ้าวอสูร”

            ทาสกระบี่กล่าวรับลูก “และโดยวิปริตด้วยนะ .. เจ้าข้าาา ..”

            เงาปีศาจกวาดสายตา แล้วจึงสะดุดหยุดมองไปยังร่างร่างหนึ่ง

            “!!!” บุคคลผู้นั้นถูกจ้องมองจนตัวสะดุ้ง

            เป็นบุคคลครึ่งบุรุษครึ่งสตรี ! ‘เลขาวิหคสวรรค์’ มันถูกหมายตาแล้ว

            เงาปีศาจยิ้มเยาะกล่าวขึ้นว่า “เจ้าผู้นี้ ปากเก่งนักหรือ ..” มันไม่รอช้าแผ่พลังปราณไสยเวทสุดรุนแรงออกรอบกายยื่นมีขวาออก

            เลขาวิหคสวรรค์ตัวสั่นสะท้านใบหน้าไร้สีเลือด มันได้รับบาดเจ็บเจียนตาย ไม่มีเรี่ยวแรงต่อสู้ขัดขืน

            “ว๊ายยยย ! .. อย่า .. อย่าทำข้า .. ข้ากลัวแล้ว ..” เสียงกรีดร้องอย่างหวาดหวั่น ร่างกายถูกดูดเข้าหาอุ้งมือของเงาปีศาจ

            เงาปีศาจยื่นอีกมือหนึ่ง แล้วจึงกระดิกนิ้วเบาๆ ไปที่โลงศิลาดำ

            .. ปึ้งงง ! ฝาโลงศิลาถูกยกลอยขึ้น พลิกออกด้านใต้ฝาโลงขึ้นมา

            “ฮึ !!! ใต้ฝาโลงศิลา” เงาปีศาจกล่าวพึมพำ ด้านใต้ฝาโลงว่างเปล่าไม่มีมนตราแม้สักบท มันนอนภายในโลงมายาวนานยังไม่เคยพบเห็นตัวอักษรแม้สักครึ่งตัว

            “ท่านจ้าวปีศาจ ! ละเว้นผู้น้อยด้วย ... ละเว้นด้วย ...” เลขาวิหคสวรรค์ร้องขอชีวิต ร่างกายลอยคว้าง

            “ฮี ฮี ฮี ...” เสียงหัวเราะอันเลือดเย็น “ข้าจะใช้เจ้า สังเวยประตูอสูรโลกา ฮี ฮี ...”

            ผู้ถูกบูชายิ่งหวาดกลัวเวทมนตร์ไสยเวทยิ่งทรงพลัง เลขาวิหคสวรรค์ลอยอยู่เบื้องหน้าแล้ว เงาปีศาจเกร็งกรงเล็บมือขวา นิ้วทั้งห้าเรียวยาวเล็บแหลมคมดังปลายมีด

            “อย่าาา !!! อย่าาา !!! ข้ากลัวแล้ว !!! .. อ๊ายยยย !!!” เสียงดังสตรีร้องขอชีวิต

            เลขาวิหคสวรรค์ตัวสั่นราวลูกนก ปัสสาวะอุจจาระแตกเรี่ยราด กรงเล็บมือขวาของเงาปีศาจไหววูบ

            .. ฉึกกก !!! .. อั๊กกกก !!! กรงเล็บแหลมคมเจาะทะลุหน้าอกเลขาวิหคสวรรค์

            โลหิตสาดกระเซ็น กรงเล็บทะลวงเข้าทรวงอก

            .. กรงเล็บกักดวงจิต !

            วิชาลับเฉพาะของเจ้าเงาปีศาจ มิเพียงกายเนื้อที่ถูกทำลาย กรงเล็บนั้นจับกุมดวงจิตของเลขาวิหคสวรรค์เอาไว้

            กรงเล็บบิดกระชากดวงจิตอย่างรุนแรงแรงจนดวงจิตแทบปริแตก เลขาวิหคสวรรค์ร่างกระตุกสั่น เงาปีศาจเหวี่ยงร่างเลขาวิหคสวรรค์ลอยตรงไปยังโลงศิลา

            .. โครมมม !!! ร่างลอยข้ามร่างสตรีปักษาวารีร่วงหล่นลงโลงศิลาพอดี

            .. แผลบ .. แผลบ .. เจ้าเงาปีศาจแลบลิ้นยาวโลมเลียดวงจิตในอุ้งมือ แล้วจึงแยกเขี้ยวใช้ปากงับกัดดวงจิตนั้น .. งั่บบบ ..

            .. แหวะ .. ถุยยยยย ..

            เจ้าเงาปีศาจร้องสบถ “เจ้าผู้นี้ รสชาติแย่มาก ..” มันกระดิกนิ้วคราหนึ่ง ร่างที่สั่นระริกของเลขาวิหคสววรค์ก็พลิกเด่งพับเอาตูดชี้ขึ้น

            เงาปีศาจขยับมือซ้ายวูบวาบบังคับฝาโลงนำสันโลงด้านแคบกระทุ้งลงไป .. โครมมม !!!

            ฝาโลงศิลากระแทกถูกทวารหนักฉีกทั้งร่างแยกออก .. เจ้าเงาปีศาจหัวเราะฮีฮี .. โยนดวงจิตตามลงไปอีก

            .. โครมมม !!! โครมมม !!! โครมมม !!!

            .. โครมมม !!! โครมมม !!! โครมมม !!!

            .. โครมมม !!! โครมมม !!! โครมมม !!!

            ทั้งร่างกายและดวงจิตของเลขาวิหคสวรรค์ถูกฝาโลงหนักพันชั่งกระแทกใส่ ดังตกลงไปในครกขนาดยักษ์ โลหิตกระฉูดกระฉอกเปรอะไปทั่ว ร่างกายป่นปี้จนปี้ป่นแยกไม่ออกว่าเป็นอวัยวะส่วนใด ดวงจิตก็ถูกทำลายจนแหลกสลาย

            ฮี ฮี ฮี ... เงาปีศาจหัวเราะราววิปลาส

            เหตุการณ์เป็นที่น่าระทึกสยดสยอง อุทัยและญานินดาจ้องมองด้วยความประหวั่น

            “!!!” ญานินดาตกตะลึง ขนหัวขนแขนตั้งชัน

            “อีผีตนนี้ ! จิตมันวิปลาสยิ่งนัก” อุทัยอุทาน

            ทั้งสองได้แต่ยืนดูไม่สามารถสอดมือเข้าไปยุ่งได้ ทั้งเจ้าธรรมยังอยู่ในปราการปราณ ส่วนราชิตยังนั่งสมาธิโคจรพลังอยู่ อุทัยไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยวู่วาม

            .. ทันใดนั้น !

            .. ที่ฝาโลงเกิดแสงวาบ

            .. ตัวอักษรดังมนตราบทหนึ่งปรากฏขึ้นมาแล้ว

            ทาสกระบี่ร้องตะโกน “นายน้อย ! นายน้อย ! มนตรา ! บทมนตรา !”

            .. ตัวอักษรมีสีเขียวเรืองๆ อย่างเบาบาง

            ทาสกระบี่ “นายน้อย ! นายน้อย ! บทมนตรา ! ท่องบทมนตรา !” มันยังร้องเรียกไม่หยุดปาก

            เงาปีศาจ “...” .. มิใช่มันไม่เห็นบทมนตราที่ใต้ฝาโลงศิลานั้น !

            .. แต่ !!! มันไม่สามารถอ่านออกได้ !!! .. เพียงภาษามนุษย์ยังอ่านได้อย่างยากเย็น นับประสาอะไรกับอักขระเบื้องหน้า อักขระที่ไม่มีใครเคยรู้จัก .. สิ่งนั้นคือ...

            .. อักษรอสุรา !!!

            สองนายทาสต่างนิ่งอึ้งไม่มีผู้ใดสามารถอ่านมนตราบทนั้นได้ ทั้งทุกคนที่อยู่ภายในวิหารแห่งนี้ต่างไม่เคยได้พบเห็น

            .. แต่ยังมีผู้หนึ่ง

            .. มันจ้องมองมนตราบทนั้นราวถูกมนตร์สะกด เสียงบางเบาเป็นวาจาอันศักดิ์สิทธิ์เปล่งออกมาจากปากของมัน

            “อะภิวาอาสุรา ปุพพะอาธิราชา ทวาราอาสุราภโว ฉิททะตาวเทว อุทนากรุนนนนนน”

            มันผู้นั้นสามารถอ่านอักษรเหล่านั้นได้ กลับเอื้อนเอ่ยมนตราบทนั้นออกมาอย่างลืมตัว

            ตรงกลางวิหารเกิดแสงสว่างวิบวับเรืองรองจุดเล็กจุดหนึ่ง จุดแสงมีอานุภาพสะกดทุกสิ่งราวก่อกำเนิดจากพลังล้ำลึกสุดไพศาล .. ประตูอสูรโลกากำลังเปิดออกแล้ว ...

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน