ความรู้สึกในตอนนั้นมันช่างเบาสบายประหนึ่งร่างทั้งร่างลอยล่องอยู่ในปุยเมฆกลิ่นหอมสะอาดของน้ำพรมทิพย์ที่คุ้นเคยซึมลึกเข้าถึงหัวใจมันไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมฉุนกึกแบบที่พวกมนุษย์ใช้กันแต่มันคือกลิ่นของดอกมณฑาสวรรค์ผสมกับกลิ่นอบเชยอ่อนๆ ที่ช่วยให้จิตใจสงบนิ่งอย่างประหลาด
ในขณะที่จ้อยกำลังเคลิ้มจนเกือบจะหลับคาบ่าราชสีห์อยู่นั้นมือเรียวสวยดุจลำเทียนของ แม่หญิงพิกุล ก็ยื่นมา นางร่ายรำนิ้วกลางอากาศเบาๆคว้าเอาเหล่ากลีบบุษบาสวรรค์ที่ปลิวละล่องมาตามลมทิพย์แล้วโปรยลงบนหัวผมจนขาวโพลนไปหมด นางหัวเราะคิกคักด้วยน้ำเสียงใสราวกับกระดิ่งเงินพลางเอ่ยว่า:
"เจ้าจ้อยเอ๋ย ดูท่าทางกุศลบารมีในตัวเจ้าจะยังพร่องอยู่มากนักกระแสบุญจากภายนอกจึงยังซึมเข้าไม่ถึงเนื้อในรีบดูดซับไอทิพย์จากดอกไม้เหล่านี้เสียเถอะจะได้มีเรี่ยวแรงพอที่จะอยู่ปรนนิบัตินายหญิงของเจ้าไปจนจบงาน"
จ้อยพยักหน้าหงึกๆพลางรีบสูดลมหายใจเอาละอองเกสรดอกไม้ทิพย์เข้าปั้นเป็นพลังงานในท้องนึกในใจว่าแม่หญิงพิกุลนี่ก็น่ารักดีนะถึงจะชอบแกล้งหยิกพุงเขาไปบ้างแต่ก็ยังอุตส่าห์เมตตาแบ่งปันของดีให้
....
ทันใดนั้นเองแสงรัศมีสีเงินยวลที่แผ่ออกมาจากใจกลางสระโบกขรณีก็ระเบิดออกเป็นวงกว้างสว่างจ้าไปทั่วชั้นฟ้า!รัศมีนี้ผมจำได้แม่นยิ่งกว่าทางกลับวิมานเพราะมันคือกลิ่นอายเย็นตาเย็นใจอันเป็นเอกลักษณ์ของวิมานบนดวงจันทร์ที่ผมอาศัยอยู่มาเนิ่นนาน
เหนือผิวน้ำที่เคยนิ่งสงบพลันบังเกิดคลื่นม้วนตัวเป็นเกลียวปรากฏ พญานาคราชเจ็ดเศียร กายสีนิลกาฬเกล็ดเลื่อมพรายประดุจนิลตะโกดวงตาแดงก่ำดุจทับทิมน้ำเอกพวกมันพ่นละอองน้ำทิพย์ขึ้นสู่ท้องฟ้าจนกลายเป็นม่านรุ้งเจ็ดสีล้อมรอบวิมานจตุรมุขแก้วที่ค่อยๆ เลื่อนลอยขึ้นมาอย่างช้าๆ สง่างามเหนือคำบรรยาย
และที่สะกดทุกสายตาเทพยดาทั่วทั้งงานสโมสรสันนิบาตคือสตรีผู้เป็นเจ้าของวิมานดวงจันทร์... นายหญิง ของเจ้าจ้อยนั่นเอง!
นางสวมศิราภรณ์ทองคำอร่ามยอดแหลมระยิบระยับชุดสไบสีนวลจันทร์ทอด้วยเส้นไหมทิพย์จากใยบัวสวรรค์ส่องประกายวับแวมทุกจังหวะที่ขยับกายใบหน้าของนางงามซึ้ง ดวงตากลมโตดำขลับประดุจตาเนื้อ ผิวพรรณผุดผ่องดุจทองทาผมมองตาค้างพลางยืดอกภูมิใจจนพุงแทบแตก นึกในใจอย่างลำพองว่า:
'โหย...นายหญิงของผม! ปกติอยู่ที่วิมานก็นางฟ้ามาโปรดอยู่แล้วนะพอมาแต่งองค์ทรงเครื่องชุดใหญ่ไฟกะพริบเพื่อออกงานสังคมชั้นสูงแบบนี้บอกเลยว่าออร่านายหญิงนี่ข่มนางฟ้าองค์อื่นจนมืดมิดไปเลย! สวยหยาดเยิ้มปานนี้ ต่อให้สั่งให้ผมไปวิ่งไปตัดต้นกัลปพฤกษ์ถวายทิ้งๆขว้างๆ ทั้งวัน ผมก็ยอมตลอดชีวิตเลยเอ้า!'
"นั่นไง... นายหญิงของเจ้ามาแล้วจ้อย ดูทำหน้าเข้าน้ำลายจะหกถึงตีนแล้ว!" ราชสีห์ขนคำ กระแซะพลางหมอบกราบแบบขำๆแต่น้ำเสียงของพี่เขาก็เต็มไปด้วยความเคารพเกรงใจในบารมีของนายหญิง
"แน่นอนพี่ราชสีห์! นายหญิงผมสวยที่สุดในตรีโลกอยู่แล้ว พี่ดูดิรัศมีจันทร์นี่สว่างกลบแสงแดดไปหมดเลย ใครจะกล้าเทียบ!"จ้อยตอบกลับพลางกวักมือหยอยๆ หวังให้นางเห็นกระรอกน้อยคนโปรดตัวนี้
ในขณะที่ขบวนราชรถเคลื่อนผ่านกลางมณฑลพิธีสายตาของ นายหญิงจันทร์ ก็ตวัดมามองทางจ้อยพอดีนางเห็นเขาที่ทำท่าตะลึงตาค้างอยู่บนบ่าราชสีห์ นางก็หลุดยิ้มน้อยๆ ที่มุมปากแววตาคู่นั้นมีความเอ็นดูและขี้เล่นที่ส่งมาให้เจ้ากระรอกรับใช้ตัวแสบของนางโดยเฉพาะราวกับจะบอกว่า 'เป็นอย่างไรล่ะจ้อยวันนี้ข้าดูดีพอที่จะทำให้เจ้าเกรงใจได้บ้างหรือยัง?'
....
แต่ความสงบสุขก็อยู่ได้ไม่นานเมื่อขบวนเสด็จถัดมาคือราชรถของ องค์เทวราชเจ้าฟ้า และ พระแม่เจ้าแห่งสระทิพย์ซึ่งยิ่งใหญ่จนแผ่นดินสวรรค์สั่นสะเทือนลากจูงด้วยพญาหงส์ทองเก้าตัวที่กระพือปีกสร้างกระแสลมทิพย์หอมฟุ้งไปทั่วบริเวณเหล่าเทพยดาทั้งงานต่างประนมมือขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
ทว่าบรรยากาศบนราชรถทองคำกลับดูอึมครึมอย่างน่าประหลาดองค์เทวราชปั้นหน้าขรึมประดุจภูเขาหินส่วนพระแม่เจ้าก็เชิดหน้ามองไปทางอื่นราวกับกำลังมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกันอยู่บรรยากาศมาคุนี้แผ่ซ่านจนแม้แต่กระรอกอย่างผมยังรู้สึกขนลุก
ท่านดาบสเขจร(พระฤาษีไม้เท้าเหล็ก) ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ แอบโน้มตัวลงมากระซิบกับเขาว่า:"เจ้าจ้อย อย่ามัวแต่เหลิงไปสองมหาเทพน่ะท่านกำลังขัดใจกันเรื่องการวางระเบียบปกครองเหล่าเทวดาจอมเกเรบรรยากาศในงานสโมสรวันนี้จึงดูตึงเครียดกว่าที่เคยเป็น เจ้าจงระวังตัวให้ดีอย่าไปซนจนโดนลูกหลงเข้าล่ะ"
จ้อยกลืนน้ำลายเอื้อกพยักหน้าเข้าใจทันที
....
เมื่อมหาเทพทุกองค์ประทับบนอาสนะสูงสุดตามลำดับยศถาบรรดาศักดิ์งาน บุญสารทสวรรค์ เพื่อแผ่เมตตาจิตก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
จู่ๆกลางลานพิธีพลันปรากฏวงแสงสีชมพูทับทิม พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษรูปงามในชุดข้าราชบริพารฝ่ายในที่ดูสุภาพนุ่มนวลท่านคือ "พระมหาเทพเลขา"ผู้ถือบัญชีทองคำเล่มมหึมาที่บันทึกรายนามและระดับ กุศลบุญบารมีของสรรพสัตว์ทั่วทั้งสามโลก
ท่านค้อมกายถวายบังคมมหาเทพทุกองค์อย่างอ่อนช้อยก่อนจะประกาศด้วยเสียงก้องกังวานราวกับเสียงระฆังแก้ว:
"ในมหาฤกษ์มงคลนี้เมื่อพญายมราชท่านได้เปิดประตูพระยมออกเพื่อสงเคราะห์สรรพสัตว์ให้พ้นจากทุคติภูมิแล้วข้าพเจ้าในนามผู้รักษาบัญชีกุศล ขออาราธนาเหล่าเทพยดาและพระอริยสงฆ์ร่วมกันรวมกระแสจิตอธิษฐาน แผ่กุศลบุญบารมีอันยิ่งใหญ่เพื่อชำระล้างความทุกข์โศกและเบิกทางสว่างให้แก่ดวงวิญญาณทั้งปวงณ บัดนี้!"
จ้อยที่กำลังจะหยิบทองหยิบทิพย์เข้าปากถึงกับชะงักงัน:"เดี๋ยวนะพี่... งานใหญ่ระดับดาวดึงส์นายหญิงผมก็แต่งตัวมาซะสวยหยาดเยิ้มขนาดนี้แต่แกนหลักของงานคือการมานั่งหลับตาสวดมนต์แผ่บุญเนี่ยนะ?! ไม่มีการประลองฤทธิ์เหาะเหินหรือแข่งดื่มน้ำอมฤตบ้างเหรอพี่?"
"ท่านเทพพลา" (เทพพุงพลุ้ย)หัวเราะจนพุงกระเพื่อมมาชนตัวผมจนเกือบกระเด็น: "เจ้ากระรอกโง่!นี่แหละคือการแสดง 'พาวเวอร์' ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสวรรค์การรวมจิตแผ่กุศลคือความสำราญและการพักผ่อนชั้นสูงของเหล่าเทพเจ้า ไม่เห็นหรือว่าแม้แต่ฝ่ายสงฆ์ท่านยังมาร่วมผนึกกำลังบุญเลยนั่นน่ะบารมีล้วนๆ!"
จ้อยมองไปเห็นพระภิกษุผู้ทรงอภิญญาหลายรูปประทับอยู่อย่างสงบนิ่งร่างของท่านแผ่รังสีแห่งความเมตตาสีทองอ่อนๆ ออกมาเป็นวงกว้างชวนให้รู้สึกปลอดภัยผมเริ่มจะเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้วล่ะว่างานนี้มันขลังและศักดิ์สิทธิ์ขนาดไหนมันคือการ "ทำบุญใหญ่" ในระดับจักรวาลนั่นเอง