God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

ตอนที่ 155 เซี่ยหยางหวนคืน

                ซ่งไป่หลางเลือกใช้ตัวตนของหยุนหลางเพื่อความสะดวกในการเดินทางภายในพื้นที่ปกครองของวังจักรพรรดิมารอัคคีแม้ว่าตัวตนของหยุนหลางจะลึกลับและดูไร้ที่มาที่ไปแต่อย่างน้อยมันก็ได้รับการรับรองจากองครักษ์หยุนและตัวจักรพรรดิมารอัคคีเองดังนั้นจึงสามารถลดความยุ่งยากไปได้หลายส่วน

            ขณะที่กำลังจะออกจากเขตของราชวัง ซ่งไป่หลางก็พบว่ามีความวุ่นวายเล็กๆเกิดขึ้นที่บริเวณประตูวังคนเฝ้าประตูสามสี่คนกำลังรุมทำร้ายใครบางคนที่อยู่ในสภาพบาดเจ็บสาหัส เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดสีหน้าของซ่งไป่หลางก็กลายเป็นมืดมิดลงในทันที

            คนที่กำลังถูกรุมทำร้ายคือเด็กหนุ่มที่มีอายุเพียงสิบสี่สิบห้าปีมันคือเทียนอี้ไม่ผิดแน่

            “หยุดมือ!!” เสียงคำรามของซ่งไป่หลางทำให้เหล่าคนเฝ้าประตูชะงักไปพวกมันหันกลับมามองเจ้าของเสียงก่อนที่หนึ่งในนั้นจะจดจำตัวตนของผู้มาได้

            “ที่แท้ก็คุณชายหยุนหลางนี่เอง” แม้ว่าตัวตนของหยุนหลางจะมิได้โด่งดังอันใดนักแต่สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารการทดสอบชิงตำแหน่งอ๋องมารพวกมันล้วนได้ยินข่าวลือเรื่องญาติห่างๆขององครักษ์หยุนที่ปรากฏตัวขึ้นร่วมการทดสอบแม้จะมีระดับพลังเพียงขั้นรวมวิญญาณ

            อย่างไรก็ตามเห็นได้ชัดว่าคนพวกนี้ได้รับข่าวมาเพียงผิวเผินเท่านั้นสังเกตได้จากการที่พวกมันมิได้มีความเคารพยำเกรงหรือหวาดกลัวอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อยมีเพียงความสงสัยและเหยียดหยามเท่านั้น

            นี่มิใช่เรื่องประหลาดอันใดควรทราบว่าทุกคนในวังจักรพรรดิมารอัคคีล้วนตระหนักถึงนิสัยขององครักษ์ทั้งสี่ของวังจักรพรรดิมารอัคคีเป็นอย่างดีสำหรับพวกมันการรับใช้จักรพรรดิมารอัคคีจวินเฟิงซื่อเทียนล้วนมาเป็นอันดับแรก ส่วนตระกูลและญาตินั้นพวกมันมิเคยยื่นมือช่วยเหลือหรือให้ความดูแลเกินจำเป็นแม้แต่หลี่เฉียนเองนางก็โด่งดังขึ้นจากการใช้พรสวรรค์ผลักดันตนเองขึ้นมา หลี่เม่ยเม่ยมิเคยให้การดูแลสั่งสอนอันใดแก่นางเป็นส่วนตัว

            ดังนั้นคนของวังจักรพรรดิมารอัคคีจึงมิเคยหวาดกลัวทายาทของตระกูลสี่องครักษ์กลับกันตระกูลของสี่องครักษ์ต่างหากที่ต้องอาศัยอยู่อย่างเจียมตัว นั่นเพราะหากพวกมันพยายามใช้ชื่อเสียงขององครักษ์ทั้งสี่เพื่อข่มขวัญผู้คนนั่นจะทำให้พวกมันต้องถูกลงทัณฑ์โดยองครักษ์ผู้นั้นหากต้องการกดขี่ผู้ใดก็มีแต่ต้องใช้พลังของตนเองเท่านั้น

            หยุนหลางเป็นญาติห่างๆขององครักษ์หยุนแล้วอย่างไรกันเล่า ระดับพลังเพียงขั้นรวมวิญญาณเมื่อเทียบกันแล้วคนเฝ้าประตูสามคนมีพลังระดับขั้นหกราชันยุทธ์และหัวหน้ากลุ่มของพวกมันยังมีพลังสูงถึงขั้นเจ็ดราชันยุทธ์ยังต้องหวาดกลัวอันใดต่อคุณชายผู้นี้กัน

            “คุณชายหยุน ท่านมีธุระอันใดกับพวกเรางั้นรึ” หัวหน้ากลุ่มผู้เฝ้าประตูเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง

            “พวกเจ้ากล้าดียังไงถึงได้รุมทำร้ายผู้ติดตามของข้า” ซ่งไป่หลางเอ่ยถามเสียงเรียบแต่กลับแฝงด้วยจิตสังหารอันคุกรุ่น

            หัวหน้ากลุ่มผู้เฝ้าประตูแสร้งแสดงสีหน้าประหลาดใจ“คนของท่านงั้นรึเจ้าเด็กผู้นี้กล้าอ้างตนว่ามันเป็นผู้ส่งสาส์นที่รู้จักกับคุณหนูซ่งหงเสวี่ยและท่านองครักษ์หลี่กระทั่งยืนกรานว่าขอให้นำทั้งสองท่านมาเพื่อยืนยันตัวตนของมัน เฮอะๆ ก็แค่เด็กน้อยผู้หนึ่งกลับกล้าเอ่ยปากขอพบบุคคลผู้สูงส่งของวังจักรพรรดิมารอัคคีดังนั้นข้าจึงอดไม่ได้ที่จะสั่งสอนมันเล็กน้อย”

            “เจ้ามีสิทธิ์อันใดที่จะสั่งสอนมัน” ซ่งไป่หลางถามซ้ำ

            “ข้าย่อมมีสิทธิ์ในฐานะผู้เฝ้าประตูและคอยดูแลความปลอดภัยของวังจักรพรรดิมารอัคคีคุณชายหยุนในเมื่อมันเป็นคนของท่านเช่นนั้นก็พามันไปเถอะ แต่หากท่านไม่พอใจที่ข้าทำให้ผู้ติดตามของท่านบาดเจ็บสาหัสจนไม่อาจใช้ประโยชน์ได้ข้าก็ยินดีหาเด็กรับใช้คนใหม่ให้กับท่านแทนได้นะ” เห็นได้ชัดว่าหัวหน้าผู้เฝ้าประตูไม่คิดจะไว้หน้าเลยแม้แต่น้อย

            “พวกเจ้าทำร้ายผู้ติดตามของข้าหากไม่ต้องการให้ข้าติดใจเอาความก็จงหักแขนทั้งสองข้างของตนเองให้หมดเสีย มิเช่นนั้นข้าจะทำให้พวกเจ้าต้องเสียมากกว่าแขนเพียงสองข้าง” ซ่งไป่หลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

            “โอ้คุณชายหยุน พวกเราย่อมไม่ต้องการมีปัญหากับท่านแต่หากท่านคิดที่จะแหย่เท้าลงในบ่อโคลนก็จงอย่าได้โทษที่เท้าของท่านต้องเปรอะเปื้อน” หัวหน้าผู้เฝ้าประตูหัวเราะ

            มองดูสภาพที่น่าอนาจของเทียนอี้ บัดนี้เด็กหนุ่มไม่สามารถแม้แต่จะประคองสติของตนเองเอาไว้ได้กระดูกทั่วร่างแตกหักอวัยวะภายในบอบช้ำสาหัส เป็นการลงมือที่โหดร้ายทารุณยิ่งนัก ซ่งไป่หลางพ่นลมหายใจช้าๆก่อนที่จิตสังหารจะพวยพุ่งออกมาจากร่าง

            เคล็ดอัคคีตระกูลซ่ง เพลิงฟ้าพิสุทธิ์

            เปลวไฟสีฟ้าอ่อนปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของซ่งไป่หลางในฐานะของหยุนหลางมันไม่สามารถใช้วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ได้ดั่งใจนึก มิเช่นนั้นการปลอมแปลงตัวตนของมันจะถูกเปิดโปงอย่างง่ายดายยิ่ง

            เมื่อเห็นเพลิงสีฟ้าหัวหน้าผู้เฝ้าประตูที่มีความรู้กว้างขวางกว่าผู้อื่นก็มีสีหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย“เพลิงสีฟ้า อย่างน้อยจะต้องเป็นวิชาระดับปฐพีเป็นแน่สมแล้วที่เป็นคนของตระกูลหยุนถึงกับมีเคล็ดวิชาระดับนี้อยู่กับตัว”

            “เฮอะๆพี่ซุนคิดมากเกินไปแล้วถึงจะเป็นวิชาระดับปฐพีแล้วอย่างไรเล่า ระดับพลังของหยุนหลางผู้นี้ต่ำกว่าพวกเราหนึ่งระดับชั้นเต็มๆต่อให้มีวิชาเลิศล้ำเพียงใดก็ไม่สามารถชดเชยผลต่างนี้ได้” คนเฝ้าประตูที่เหลือหัวเราะ

            “เหอะ วังจักรพรรดิมารอัคคีเลี้ยงคนเช่นพวกเจ้าเอาไว้มากเกินไปมีแต่จะทำให้ตกต่ำลงข้าจะถือโอกาสช่วยจักรพรรดิมารอัคคีสะสางปัญหาเล็กน้อยเหล่านี้ก็แล้วกัน”

            เคล็ดกายาบัวพิสุทธิ์

            พลังของซ่งไป่หลางพุ่งทะยานขึ้นในชั่วพริบตาสีหน้าของเหล่าผู้เฝ้าประตูแปรเปลี่ยนแต่ก่อนที่พวกมันจะทันได้ตอบสนองร่างของซ่งไป่หลางก็ได้เคลื่อนย้ายด้วยท่าเท้าแปดบัวดาราและเข้าประชิดตัวหนึ่งในกลุ่มของพวกมันอย่างรวดเร็ว

            เปรี้ยง!! หมัดของซ่งไป่หลางปะทะเข้าใส่ร่างของหนึ่งในสี่ผู้เฝ้าประตูเปลวไฟสีฟ้าปะทุอย่างรุนแรงส่งร่างของมันลอยกระเด็นไปไกลหลายสิบจั้ง ไม่รอให้อีกสามคนที่เหลือตั้งตัวเปลวไฟสีฟ้าก็ปะทุออกมาอีกครั้งด้วยเคล็ดม่านบัวสวรรค์ ทรงกลมเพลิงสีฟ้าแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างกลืนร่างของพวกมันเข้าไปอย่างรวดเร็ว

                หัวหน้าผู้เฝ้าประตูมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ไม่เลวก่อนที่เปลวไฟสีฟ้าจะแผ่มาถึงตัวมันก็ได้สลับเท้าทะยานร่างถอยหลบออกมาพ้นรัศมีของม่านบัวสวรรค์อย่างหวุดหวิดเมื่อมองเห็นร่างที่ถูกปกคลุมด้วยเปลวไฟสีฟ้าของผู้เฝ้าประตูอีกสองคนที่กำลังดิ้นทุรนทุรายด้วยความทุกข์ทรมานสีหน้าของมันก็แปรเปลี่ยนเป็นซีดขาวและหวาดกลัว

            “คุณชายหยุน ท่านลงมืออำมหิตเกินไปแล้ว”

            “ไม่ต้องกังวล ข้ามิได้ลงมือถึงชีวิตเพียงแค่ต้องการสั่งสอนเล็กน้อยเท่านั้นอย่างมากพวกเจ้าก็แค่ได้รับบาดเจ็บสาหัสยากจะฟื้นฟูในเวลาหนึ่งปี” ซ่งไป่หลางตอบกลับอย่างเย็นชา

            “คุณชายหยุน แม้ท่านจะเป็นคนของตระกูลหยุนแต่วังจักรพรรดิมารอัคคีของเรามีกฎห้ามมิให้ลงมือทำร้ายฝ่ายเดียวกันเช่นนี้ท่านคิดว่าตระกูลของท่านจะรับผิดชอบผลที่ตามมาไหวงั้นรึ” หัวหน้าผู้เฝ้าประตูเอ่ยอย่างร้อนรน เห็นได้ชัดว่าซ่งไป่หลางนั้นมิได้ใส่ใจคำข่มขู่ของมันแม้แต่น้อย

            “มิจำเป็นต้องเอ่ยถึงตระกูลหยุนสั่งสอนพวกเจ้าทั้งสี่แค่ข้าคนเดียวก็รับผิดชอบได้”

            ด้วยความสิ้นหวัง หัวหน้าผู้เฝ้าประตูจึงเอ่ยไพ่ตายสุดท้ายของตนออกมา“คุณชายหยุนหากท่านหยุดลงมือตอนนี้ข้าจะมิติดใจเอาความอันใดที่ท่านทำร้ายลูกน้องของข้าแต่หากท่านยังดึงดันลงมือต่อ แม้ว่าข้าจะพ่ายแพ้แต่บิดาของข้าจะต้องไม่ปล่อยเรื่องนี้ไว้อย่างแน่นอนบิดาของข้าเป็นถึงขุนนางระดับสามมีพลังระดับจักรพรรดิปฐพี หากไม่ต้องการมีปัญหาก็จงหยุดมือเสียเถอะ”

            “จักรพรรดิปฐพี” ซ่งไป่หลางเลิกคิ้ว “เฮอะ ข้าอนุญาตให้เจ้าฟ้องบิดาของเจ้าหลังจากที่ข้าหักกระดูกของเจ้าเสร็จแล้วมาเถอะ อย่าให้ข้าต้องเสียเวลาไปมากกว่านี้”

            เห็นได้ชัดว่าคำพูดทั้งหมดของมันไม่สามารถหยุดยั้งการลงมือของซ่งไป่หลางได้ดังนั้นหัวหน้าผู้เฝ้าประตูจึงทำได้เพียงต้องดิ้นรนสู้ตายอย่างบ้าคลั่งเท่านั้น

            บ้าคลั่งแล้วอย่างไรดิ้นรนแล้วเป็นเช่นไร ก็แค่ราชันยุทธ์ขั้นแปดผู้หนึ่งเท่านั้นเทียบกันแล้วมู่เทียนหลงที่ใช้พลังศิลามารบรรพกาลยังแข็งแกร่งกว่าคนผู้นี้อย่างน้อยห้าขั้นหัวหน้าผู้เฝ้าประตูวาดหอกของตนเข้าใส่ซ่งไป่หลางแต่กลับฟาดฟันถูกเพียงร่างเงามายาที่ทิ้งเอาไว้ด้วยท่าเท้าแปดบัวดาราเท่านั้น

            กร๊อบ!! เสียงอันน่าสยดสยองดังขึ้นก่อนที่หัวหน้าผู้เฝ้าประตูจะกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดทรมานแขนสองข้างของมันเวลานี้ไร้ซึ่งความรู้สึกโดยสิ้นเชิง ขาทั้งสองข้างทรุดลงคุกเข่าลงบนพื้นไม่สามารถยืนหยัดได้อีกต่อไปการลงมือของซ่งไป่หลางเพียงพริบตาได้บดทำลายกระดูกและเส้นเอ็นของคนผู้นี้จนถึงระดับที่ยากจะรักษาเยียวยา

            “ข้าเตือนเจ้าแล้วหากเจ้ายินยอมหักแขนทั้งสองข้างของตนเองก็ยังมีโอกาสที่จะรักษากลับมาได้ในเวลาไม่นานแต่เนื่องจากเจ้าทำให้ข้าต้องลำบากลงมือเช่นนั้นก็จงยอมรับผลที่ตามมาเถอะ” ซ่งไป่หลางแค่นเสียงเหยียดหยาม

            “เกิดเรื่องอันใดขึ้น” เสียงคำรามอันทรงอำนาจดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของบุคคลที่มีพลังระดับขั้นจักรพรรดิฟ้าทำให้สีหน้าของซ่งไป่หลางแปรเปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นในทันทีหากเป็นจักรพรรดิมนุษย์ซ่งไป่หลางยังสามารถต่อกรได้ จักรพรรดิปฐพียังมีโอกาสหลบหนีแต่จักรพรรดิฟ้านั้นเป็นตัวตนที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง หากไม่อาศัยปัจจัยพิเศษช่วยเหลือเช่นค่ายกลมารบรรพกาลซ่งไป่หลางย่อมไม่สามารถเอาชนะหรือกระทั่งหลบหนีจากตัวตนระดับนี้ได้

            ผู้มาคือขุนนางระดับสองชุนหลี่ หน้าที่ของมันคือการดูแลความปลอดภัยภายในพื้นที่เขตราชวังจักรพรรดิมารอัคคีหลังจากพบว่ามีการต่อสู้ที่รุนแรงเกิดขึ้นและยังมีคนของวังจักรพรรดิมารอัคคีได้รับบาดเจ็บหนักมันจึงมุ่งหน้ามายังจุดปะทะอย่างเร่งร้อน

            เมื่อมาถึงมันก็ต้องตกตะลึงกับสภาพของผู้เฝ้าประตูทั้งสี่โดยเฉพาะหัวหน้าผู้เฝ้าประตูที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสยากจะเยียวยาให้กลับมาเป็นปกติมันรีบกวาดตาหาตัวผู้ลงมือก่อนจะพบกับชายที่มันไม่คุ้นหน้า “เจ้าหนู เจ้าเป็นผู้ลงมืออย่างนั้นหรือ”

            “ถูกต้อง” ซ่งไป่หลางตอบรับอย่างชัดเจน น้ำเสียงสงบนิ่งไร้ซึ่งความหวาดกลัวหรือกังวล

            “เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงกล้าลงมือกับคนของวังจักรพรรดิมารอัคคีเช่นนี้” ชุนหลี่สอบถามอย่างเดือดดาล หากมิใช่เพราะสัญชาตญาณบางอย่างได้กระตุ้นเตือนให้มันสืบหาความจริงบางอย่างมันคงลงมือกับซ่งไป่หลางไปแล้ว

            “ข้ามีนามว่าหยุนหลาง” คำตอบของซ่งไป่หลางทำให้ชุนหลี่ชะงักไปเล็กน้อย แม้จะไม่เคยพบเจอแต่ชื่อของหยุนหลางนั้นมันเคยได้ยินมาบ้างเช่นกัน

            ‘นึกไม่ถึงว่าญาติขององครักษ์หยุนแท้จริงจะแข็งแกร่งไม่เลวทีเดียวอย่างไรก็ตามนี่นับว่าเป็นการลงมือที่รุนแรงเกินไป’ ชุนหลี่ส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง “คุณชายหยุน เหตุใดท่านจึงลงมือทำร้ายคนของข้าอย่างรุนแรงถึงเพียงนี้”

            “คนของเจ้าทำร้ายคนของข้าก่อน ดังนั้นข้าจึงต้องการทวงถามความเป็นธรรมแต่คนของเจ้าไม่เพียงไม่ยอมรับความผิดที่ตนเองก่อ ยังพยายามท้าทายขีดจำกัดความอดทนของข้าดังนั้นข้าจึงสั่งสอนพวกมันเล็กน้อย” ซ่งไป่หลางตอบกลับ

            “สั่งสอนเล็กน้อยงั้นรึ” คิ้วและหนวดของชุนหลี่กระตุกในทันทีสั่งสอนเล็กน้อยบ้าบออันใดกันจึงทำให้ผู้คนอยู่ในสภาพบาดเจ็บปางตายเช่นนี้

            “คุณชายหยุน เนื่องจากคนของข้าเป็นฝ่ายผิดก่อนแต่พวกมันก็ได้รับโทษเกินกว่าที่สมควรจะได้รับไปแล้วเนื่องจากท่านได้ละเมิดกฎและลงมือรุนแรงเกินความจำเป็น ดังนั้นข้าจึงต้องขอให้ท่านยอมรับโทษเช่นกัน”

            “เจ้าต้องการลงโทษข้า?” ซ่งไป่หลางเอ่ยถาม

            “ถูกต้อง กฎของวังจักพรรดิมารอัคคีนั้นเข้มงวดนัก ข้าจะไม่ทำร้ายท่านแต่ขอให้ท่านเข้าสู่เขตค่ายกลกักขังเป็นเวลาหนึ่งเดือนหลังจากนั้นข้าจะถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ชุนหลี่รู้สึกว่ามันได้แสดงความเมตตามากพอสมควรแล้วซ่งไป่หลางได้ทำร้ายคนของมันอย่างหนักจนทำให้ต้องใช้เวลาพักรักษานานนับปี แต่มันลงโทษกักขังเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้นนี่แสดงให้เห็นว่ามันยังไว้หน้าตระกูลหยุนอยู่บ้าง

            “กักขังข้าหนึ่งเดือน เจ้ารู้ถึงผลที่จะตามมาหรือไม่” ความอดทนของซ่งไป่หลางได้มาถึงจุดสิ้นสุดแล้วเช่นกัน

            “คุณชายหยุน ท่านกล้าขัดการลงโทษของข้ารึ” ชุนหลี่รู้สึกเดือดดาลขึ้นมาแล้วเช่นกันแม้ว่ามันจะพยายามแสดงถึงความเมตตาและลดหย่อนโทษให้แต่มันกลับถูกตอบสนองด้วยความเย่อหยิ่งจองหอง

            ทว่าก่อนที่ชุนหลี่จะได้ลงมือจิตสังหารอันเย็นเยียบก็ได้ปกคลุมไปทั่วร่างของมันพร้อมกับร่างของคนสองคนที่ปรากฏตัวขึ้นขวางหน้ามันเอาไว้

            “นี่!!” ชุนหลี่ตะลึงจนตัวแข็งค้างบุคคลทั้งสองที่ปรากฏตัวด้านหน้าของมันเป็นถึงบุคคลที่มีอำนาจสูงสุดเป็นรองเพียงจักรพรรดิมารอัคคีเท่านั้นหนึ่งคือองครักษ์หยุนฟู่ และอีกหนึ่งคือองครักษ์หญิงหลี่เม่ยเม่ย

            คราแรกชุนหลี่คิดว่าจิตสังหารอันเย็นเยียบนี้มาจากสององครักษ์ที่มีพลังสูงส่งแต่เมื่อมันตั้งสติได้กลับพบว่าจิตสังหารนี้มิได้มาจากสององครักษ์ด้านหน้าของมันกลับกันทิศทางที่สององครักษ์หันหน้าไปกลับไปตำแหน่งที่หยุนหลางยืนอยู่ และจิตสังหารอันเย็นยะเยือกนั้นก็แผ่ออกมาจากร่างของหยุนหลางผู้นี้เช่นกัน

            สีหน้าขององครักษ์หยุนที่ปกติมักจะยิ้มอย่างนุ่มนวลอ่อนโยนเวลานี้กลับเป็นรอยยิ้มจืดเจื่อนและมีความกังวลฉายชัดในแววตาองครักษ์หลี่เม่ยเม่ยที่มักจะแสดงท่าทีนุ่มนวลและมีรอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์เวลานี้กลับแสดงความตึงเครียดที่ยากจะพบเห็นออกมาอย่างชัดเจน

            “จวินเฟิงซื่อเทียน นี่น่ะหรือที่เจ้าบอกว่าจะให้การดูแลศิษย์ของข้าจักรพรรดิฟ้าที่หยิ่งผยองผู้หนึ่งกล้าเอ่ยปากข่มขู่และพยายามกักขังศิษย์ของข้าเอาไว้เฮอะ” เสียงอันทรงอำนาจดังขึ้นบนห้วงอากาศ

            “ชุนหลี่เจ้าไสหัวไปซะ” องครักษ์หยุนเอ่ยปากอย่างเยือกเย็น

            ชุนหลี่ที่บัดนี้รู้สึกราวกับว่ามันกำลังยืนอยู่ท่ามกลางคมมีดนับพันเล่มที่จอมายังลำคอของตนเองหลังจากคำพูดขององครักษ์หยุนเรียกสติของมันกลับคืนมามันก็รีบสะบัดหน้าหมุนกายหลบหนีจากไปทันที

            “มารเซี่ย ระงับโทสะลงก่อนอย่างที่ท่านเห็นทั้งองครักษ์หยุนและข้าต่างก็เฝ้าจับตาดูสถานการณ์อยู่ตลอดเวลาหากชุนหลี่ต้องการลงมือกับคุณชายซ่ง พวกเราทั้งสองย่อมไม่อยู่เฉยเช่นกัน” หลี่เม่ยเม่ยพยายามเอ่ยประนีประนอมเพื่อผ่อนปรนสถานการณ์

            “ข้าย่อมรู้ดีว่าพวกเจ้าจับตามองอยู่ ข้าเพียงแค่รู้สึกหงุดหงิดหลังจากที่ต้องสูญเสียพลังจำนวนมากไปก่อนหน้านี้เท่านั้นถือว่าเจ้าจักรพรรดิฟ้าผู้นั้นมันดวงซวยก็แล้วกันที่ดันมาหาเรื่องศิษย์ของข้าตอนที่ข้ากำลังอารมณ์ไม่ดีเช่นนี้”

            ซ่งไป่หลางชะงักค้างไปเป็นเวลานานก่อนที่จะเผยรอยยิ้มออกมาในที่สุด“อาจารย์ ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว”

คล้ายกับเรื่องGod of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์) ที่คุณอ่าน