ตอนเช้าฉันตื่นนอนเดินออกมาจากห้องพัก เห็นนกเหยี่ยวกำลังยืนเกาะระเบียงไม้ชานเรือน แต่ที่ขาไม่มีจดหมายตอบกลับจากหมอหวังเลย จึงเดินเข้าไปดูนกเหยี่ยวใกล้ๆ แล้วถามนกเหยี่ยวว่าไม่มีจดหมายตอบกลับเหรอ แต่นกเหยี่ยวยังคงนิ่งแต่แค่มองจ้องตากลับมา ฉันจึงเดินกลับไปช่วยหมอจงที่กำลังง่วนจัดของเตรียมอุปกรณ์รักษาคนไข้
สักพักเหวินหลางก็เดินออกมาจากห้องพัก เดินมายืนยืดเส้นยืดสายแล้วไปนั่งดื่มน้ำชาเอกเขนกที่โต๊ะเพราะไม่รู้จะทำอะไร ไม่นานนักเฟยเจินก็เดินออกมาจากห้องพักเช่นกันเพราะวันนี้เฟยเจินตื่นสาย จึงเดินไปนั่งดื่มน้ำชาที่โต๊ะกับเหวินหลาง
จากนั้นเหวินหลางก็เปิดบทสนทนาถามเฟยเจินเกี่ยวกับเกาะกระต่ายผี รวมทั้งเรื่องที่เฟยเจินเป็นจ่าฝูงของนกอินทรีย์ดำ เฟยเจินจึงเล่าให้เหวินหลางฟังซึ่งเหวินหลางก็ตั้งใจฟังด้วยความตื่นเต้นสนใจ ดูท่าทางแล้วเหวินหลางคงอยากออกไปผจญภัยหาความตื่นเต้นที่เกาะกระต่ายผีบ้าง จึงทำให้การสนทนาของเขาสองคนเริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น
ในช่วงเช้าฉันช่วยงานหมอจงตรวจรักษาคนป่วยที่มารอคิวรักษากันหลายคน เพราะคนป่วยที่รู้ข่าวว่าหมอจงกลับมาที่ค่าย ต่างรีบทยอยกันมารักษาอาการป่วยกันในช่วงเช้า จนกระทั้งบ่ายกว่าๆคนป่วยก็เริ่มซาทำให้มีเวลาได้พักมือพักแขนกันบ้าง
เฟยเจินจึงชักชวนฉันอีกครั้งว่าให้ออกไปยืดเส้นยืดสายนอกค่ายกัน หมอจงที่ได้ยินก็พูดแทรกขึ้นมาว่า ให้ฉันออกไปยืดเส้นยืดสายเถอะ เพราะตอนนี้คนไข้ไม่ค่อยมีแล้ว ซึ่งเหวินหลางก็พูดขึ้นมาว่าเขาจะออกไปด้วย เพราะอยากไปสำรวจดูบริเวณรอบนอกค่ายว่าเป็นอย่างไร
เราจึงพากันเดินออกจากเรือนเพื่อจะไปขอยืมม้าในคอกขี่ออกไปด้านนอก พอดีกับลี่จูหัวหน้าค่ายกำลังเดินเข้ามาที่เรือน เราจึงเอ่ยทักทายและคิดว่าลี่จูคงจะมาพบกับหมอจง จึงบอกว่านางว่าหมอจงอยู่ในเรือน
แต่ลี่จูกลับพูดว่านางตั้งใจมาพบกับฉันต่างหาก แล้วถามฉันว่าพี่เมิ่งเป็นอย่างไรบ้างเขาสบายดีไหม ฉันก็ทำหน้างงว่าลี่จูหมายถึงใคร แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าแซ่เมิ่งเป็นแซ่ของฮ่องเต้แห่งแคว้นหลวนเซียน แต่ลี่จูก็พูดขึ้นมาเสียก่อนว่าหมายถึงท่านอ๋อง นางเป็นสหายเก่ากับท่านอ๋องแต่นานหลายปีแล้วที่ไม่ได้ข่าวคราวของท่านอ๋องเลย
ลี่จูบอกว่านางรู้มาจากองค์รัชทายาทว่าฉันเป็นคนจากแคว้นหลวนเซียน จึงมาพบเพื่อสอบถามข่าวคราว ฉันก็ร้องอ๋อเสียงยาวแล้วตอบไปว่าก่อนหน้านี้ท่านอ๋องสบายดี แต่หลังจากที่ฉันออกมาจากแคว้นหลวนเซียนก็ไม่รู้แล้วว่าท่านอ๋องเป็นอย่างไร เพราะไม่ได้ติดต่อหรือได้รับข่าวคราวจากคนที่นั่นอีกเลย
ลี่จูก็พยักหน้าทำเสียงอืมในลำคอ และเห็นว่าเราสามคนกำลังจะออกไปข้างนอกจึงถามว่าจะไปที่ไหนกัน ฉันตอบว่าจะกำลังจะไปขอยืมม้ากับคนเฝ้าคอกม้า เพื่อออกไปยืดเส้นยืดสายนอกค่ายเสียหน่อย อีกทั้งอยากไปสำรวจดูบริเวณรอบๆว่าเป็นอย่างไร ลี่จูจากที่มีสีหน้ายิ้มแย้มก็เปลี่ยนเป็นสีหน้าเคร่งขรึมดูมีกังวล
นางบอกกับเราว่าไม่อยากให้เราออกไปนอกค่ายสักเท่าไหร่ เพราะตอนนี้ข้างนอกค่ายสถานการณ์ไม่ค่อยดีมีโจรป่าชุกชุม แต่ถ้าอยากจะออกไปก็ขอให้อย่าไปไกลจากค่ายนัก ให้อยู่ใกล้ๆแถวกำแพงค่ายจะปลอดภัยกว่า ฉันมองหน้าเฟยเจินกับเหวินหลางว่าจะเอายังไง จะไปต่อหรือจะเดินกลับเข้าเรือน แต่เหวินหลางก็พูดขึ้นว่าเราจะออกไปไม่ไกล จะขี่ม้าเลียบเลาะไปตามกำแพงค่ายสักหนึ่งรอบแล้วจะกลับเข้ามา
ลี่จูจึงเดินนำเราไปที่คอกม้าซึ่งขณะนี้มีม้าที่ไม่ได้ใช้งานเหลืออยู่ในคอกเพียงสองตัว ฉันจึงบอกว่าจะนั่งม้าตัวเดียวไปกับเฟยเจิน เหวินหลางจึงถามลี่จูว่าพวกโจรป่ามีรางวัลค่าหัวไหม ลี่จูตอบว่ามีรางวัลค่าหัวให้กับคนที่ฆ่าโจรป่าได้ และยังเล่าให้ฟังอีกว่าเมื่อก่อนก็เคยมีนักล่าค่าหัวมาช่วยปราบโจร แต่เพราะโจรป่ามีเยอะมากเกินไปทำให้นักล่าค่าหัวหลายคนต้องมาจบชีวิตที่นี่ จนไม่มีใครกล้ามาล่าค่าหัวโจรป่าพวกนี้อีก
เหวินหลางก็ถามต่ออีกว่าโจรป่าพวกนี้เป็นใคร ทำไมทางการจึงไม่ส่งทหารมาปราบปราม ลี่จูก็มองจ้องหน้าเหวินหลางครู่หนึ่ง แล้วทำสีหน้าปนความคับแค้นใจตอบว่า อดีตหัวหน้าค่ายคนก่อนหน้านี้ที่ตายไปแล้ว เคยส่งรายงานไปขอกองกำลังเพิ่มกับเมืองจินชาง
ซึ่งขณะนั้นฮ่องเต้กำลังประชวรกระเสาะกระแสะ จึงให้ราชครูเฉิงผู้กุมอำนาจเกือบทุกอย่างในเมืองเป็นผู้ดูแล แต่ราชครูก็ตอบรายงานปฏิเสธกลับมาโดยอ้างว่ามีรายงานมาจากทหารที่ราชครูส่งมาตรวจสอบที่เมืองนี้แล้วไม่พบโจรป่าตามที่กล่าวอ้าง มิหนำซ้ำยังสั่งขึ้นฑัญบนอดีตหัวหน้าค่ายอีกว่า ถ้าส่งรายงานเท็จมาอีกจะปลดหัวหน้าออกจากค่าย
แต่ความจริงแล้วอดีตหัวหน้าค่ายสืบรู้มาว่าราชครูเฉิงแอบติดต่อกับแคว้นซูเซียว เพื่อเปิดทางให้โจรป่าจากแคว้นซูเซียวเข้ามาปล้นสะดมชาวเมือง จากนั้นไม่นานอดีตหัวหน้าค่ายก็ถูกพวกโจรป่าดักลอบฆ่า พ่อของนางเห็นท่าไม่ดีจึงใช้อำนาจที่มีพอจะสามารถงัดข้อกับราชครูได้ ส่งนางที่ตอนนั้นกำลังดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้ากองทหารเล็กๆสังกัดกองทัพของแม่ทัพเซิ่งให้มาเป็นหัวหน้าค่ายที่นี่
ส่วนเรื่องทำไมราชครูจึงร่วมมือกับแคว้นซูเซียวให้เข้ามารุกรานดินแดนตัวเองนั้น เป็นเพราะแคว้นซูเซียวต้องการเข้ามาทำสัมปทานเหมืองแร่ทองในเมืองหนิงอัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าประชาชนทั้งในเมืองหนิงอันและเมืองต่างๆของแคว้นจินชาง ประชาชนล้วนมีอันจะกินไม่ได้ขาดแคลนเงินทอง แต่ขาดแคลนผู้มีความรู้ความสามารถมาพัฒนาเมืองเล็กๆให้เจริญมั่งคั่งเทียบเท่าเมืองใหญ่ต่างหาก
พวกขุนนางน้อยใหญ่จึงมุ่งแต่แสวงหาอำนาจความยิ่งใหญ่ ทำให้แคว้นซูเซียวมีช่องทางในการหาผลประโยชน์ด้วยการหนุนหลังให้ราชครูคิดคดทรยศชาติ พยายามยื่นข้อเสนอต่างๆเพื่อเข้ามาขุดหาทอง แต่ฮ่องเต้ก็ปฏิเสธมาโดยตลอดไม่ยอมให้แคว้นซูเซียวลุกล้ำเข้ามา อีกทั้งยังมีค่ายหนิงอันคอยเป็นด่านหน้าป้องกันไม่ให้แคว้นซูเซียวเข้ามาลุกล้ำ จากนั้นก็เกิดมีโจรป่าและกลายเป็นศึกยืดเยื้อกันมาหลายปี แต่นับวันพวกโจรป่าก็ยิ่งเหิมเกริมโหดเหี้ยมฆ่าคนไม่เลือกหน้าไม่เว้นชายหรือหญิง
ทั้งฉันและเหวินหลางเมื่อได้ยินเรื่องที่ลี่จูพูดถึงแคว้นซูเซียว เราต่างก็มีสีหน้าอึ้งเพราะเหวินหลางไม่คิดว่าราชครูจะกระทำเรื่องชั่วช้าได้ขนาดนี้ ส่วนฉันก็อึ้งเพราะแคว้นซูเซียวเป็นแคว้นบ้านเกิดพระชายาของท่านอ๋อง และไม่คิดว่าแคว้นซูเซียวที่เป็นพันธมิตรกับแคว้นหลวนเซียนจะกระทำการรุกรานแคว้นอื่นเช่นนี้ ทั้งในใจยังกังวลและภาวนาขออย่าให้ฮ่องเต้แคว้นหลวนเซียนร่วมมือกับแคว้นซูเซียวรุกรานแคว้นจินชางหรือแคว้นอื่นๆเลย
แต่ฉันก็แค่รับฟังไว้เท่านั้นแล้วถอนหายใจ คิดว่าเรื่องพวกนี้ต้องปล่อยให้คนใหญ่โตมีอำนาจจัดการกันไป เรื่องของบ้านเมืองแก่งแย่งชิงอำนาจกันนั้นเป็นเรื่องเกินมือเกินตัวสำหรับฉันมาก เพราะหลังจากนี้ก็จะกลับเข้าป่าไผ่เขียวปลูกผักปลูกมันไปตามประสาชาวบ้านป่า อย่ายื่นมือเข้าไปเสือกเรื่องความบาดหมางระหว่างแคว้นจะดีกับชีวิตตัวเองที่สุด แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าท่านอ๋องกับฮ่องเต้จะรู้เรื่องราวและการกระทำของแคว้นซูเซียวไหมหนอ
ลี่จูเมื่อเห็นฉันกับเหวินหลางกำลังทำสีหน้าครุ่นคิดไม่สบายใจกับเรื่องที่ได้ยิน นางจึงพูดเล่นกับเราว่า ถ้าบังเอิญเจอพวกโจรป่าก็ไม่ต้องตัดหัวกลับมานะ ให้เอากลับมาแค่ผ้าโพกหัวของโจรมารับรางวัลก็พอ และยังหันไปพูดชมเหวินหลางว่าเก่งที่สามารถแอบเข้าไปขโมยรายชื่อขุนนางกบฏในจวนราชครูโดยไม่ถูกจับตัวได้ เหวินหลางจึงเปลี่ยนสีหน้ายิ้มเพราะได้รับคำชมจากสตรีที่เขายอมรับนับถือ
จากนั้นเราก็ควบม้าวิ่งออกไปจากค่ายวิ่งไปตามกำแพงหนึ่งรอบ ส่วนใหญ่ก็จะพบเห็นกลุ่มชาวบ้านหลายคนกำลังช่วยกันปลูกพืชผักแปลงใหญ่อยู่แถวริมกำแพง พวกชาวบ้านคงกลัวโจรป่าจึงเลือกทำการเพาะปลูกใกล้ๆกำแพง เพื่อให้สะดวกในการวิ่งกลับเข้าค่ายได้ง่าย
เฟยเจินจึงชวนฉันให้ควบม้าออกไปไกลกว่านี้อีกหน่อย เพราะเฟยเจินกลัวว่าขณะทดสอบพลังใหม่ จะทำให้ชาวบ้านตกใจและกลัวจะทำแปลงพืชผักของชาวบ้านเสียหาย แต่ฉันแย้งว่าลี่จูสั่งไม่ให้เราไปไกลเพราะอาจเจอกับโจรป่า
แต่เหวินหลางกลับพูดเสริมขึ้นว่าออกไปไกลอีกหน่อยคงไม่เป็นไรหรอก ดีเสียอีกถ้าเจอโจรป่าเขาจะได้จับโจรป่าแล้วเอาผ้าโพกหัวมารับรางวัล ฉันจึงพูดขึ้นด้วยความหมั่นใส้อวดเก่งของเหวินหลางว่า “เงินคงขาดมือล่ะสิท่า!”
เหวินหลางก็หันมาค้อนขวับกำลังจะอ้าปากด่าที่ฉันปากเก่ง แต่ถูกเฟยเจินขัดขึ้นเสียก่อนเพราะอยากอวดพลังในตัวเร็วๆจึงคะยั้นคะยอให้ฉันไป ฉันจึงขัดเสียไม่ได้บอกเฟยเจินว่าไปก็ได้แต่ให้ไปแค่แปบเดียว
จากนั้นเฟยเจินก็ควบม้าพาฉันวิ่งออกไปทันที โดยมีเหวินหลางควบม้าตามมาติดๆ เราควบม้าวิ่งออกมาไกลจากค่ายพอสมควร เพราะต้องการสถานที่โล่งกว้างและห่างไกลผู้คน จนมาหยุดกันตรงสถานที่หนึ่งเป็นเนินดินปนทรายหลายเนิน
เฟยเจินจึงเรียกพัดใบมีดเหล็กออกมา แล้วประกบด้ามพัดทั้งสองด้านให้ติดกันเป็นวงกลมแบบกงจักร แล้วร่อนไปที่เนินนั้นจนเนินระเบิดกระจายหายไปในพริบตา ฉันกับเหวินหลางก็ร้องเฮชื่นชมพลังและความรุนแรงของอาวุธนั้น
ฉันจึงล้วงหยิบกิ๊บขนเหล็กออกมาจะทดลองทำดูบ้าง แต่ยังไม่ทันที่จะร่อนออกไปจากมือ เหวินหลางก็พูดขึ้นว่าเขาได้ยินเสียงม้าวิ่งอยู่ไกลๆ เฟยเจินจึงใช้ดวงตานกอินทรีย์มองหาในระยะไกลไปตามเสียงที่เหวินหลางได้ยิน แล้วพูดขึ้นว่าเขาเห็นกลุ่มชายโพกผ้าสีดำบนหัวขี่ม้าวิ่งมาทางนี้จำนวนแปดคน แต่มีหญิงสาวคนหนึ่งถูกเชือกมัดตัวมีผ้าปิดปากนั่งอยู่บนม้านั้นด้วย
เหวินหลางก็อุทานออกมาด้วยความตกใจทันทีว่า “โจรป่า!!” ส่วนหญิงสาวที่ถูกมัดมีผ้าปิดปากต้องถูกพวกโจรลักพาตัวมาแน่ๆ พูดจบเหวินหลางก็กระโดดขึ้นม้าพร้อมกับพูดว่าเขาจะไปช่วยหญิงสาวคนนั้น แล้วเร่งควบม้าวิ่งไปทางนั้นกลุ่มโจรพวกนั้นทันที
เฟยเจินจึงบอกให้ฉันรออยู่ที่นี่เพราะเขาจะตามไปช่วยหญิงสาวคนนั้นด้วย แต่ฉันรีบตอบว่าจะไปด้วยในเมื่อมาด้วยกันก็ต้องไปด้วยกัน เฟยเจินจึงดึงฉันขึ้นนั่งบนม้าแล้วเร่งควบตามหลังเหวินหลางไป
กระทั่งเราควบม้าวิ่งมาเจอกับขบวนโจรป่ากำลังควบม้าวิ่งตรงมา โดยมีหญิงสาวคนหนึ่งถูกมัดและกำลังพยายามดิ้น ทั้งยังพยายามส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือทั้งๆที่ยังมีผ้าปิดอยู่ที่ปาก เหวินหลางไม่รอช้ารีบขี่ม้าเข้าไปขวางทางเพื่อไม่ให้กลุ่มโจรป่าทั้งแปดคนขี่ม้าผ่านไป
โจรป่าคนหนึ่งที่เหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่ม ตวาดเหวินหลางด้วยความโมโหว่าให้ถอยออกไป แต่เหวินหลางก็ไม่ยอมถอย พร้อมกับสั่งให้พวกโจรปล่อยตัวหญิงสาวคนนั้นให้ลงจากหลังม้า ซึ่งขณะนั้นเฟยเจินพาฉันตามเหวินหลางมาทันพอดี พวกโจรจึงหันมามองฉันที่กำลังนั่งม้าอยู่กับเฟยเจินด้วยสายตาคิดดีไม่ได้ แล้วพวกโจรก็หันไปยิ้มให้กัน
โดยคนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มสั่งให้ลูกน้องหกคนมาฆ่าเหวินหลางกับเฟยเจิน ส่วนฉันกับหญิงสาวที่ถูกจับตัวมาพวกมันจะพาตัวไปเป็นของเล่นให้คนทั้งกลุ่มในคืนนี้ โจรป่าทั้งหกคนจึงโดดลงมาจากหลังม้า มีเพียงหัวหน้ากลุ่มที่ยังนั่งอยู่บนหลังม้าคอยสั่งการ กับอีกคนหนึ่งที่คอยจับกุมตัวหญิงสาวคนนั้นไว้ เพราะหญิงสาวพยายามดิ้นหนีและส่งเสียงอื้อๆให้เราช่วย
โจรป่าทั้งหกคนเดินถือดาบย่างสามขุมตรงเข้ามาหาเรา เหวินหลางจึงรีบกระโดดลงจากม้าพูดว่าพวกโจรทั้งหกคนเขาจะจัดการเอง ให้เฟยเจินเข้าไปช่วยหญิงสาวคนนั้น จากนั้นเหวินหลางก็วิ่งเข้าหาพวกโจรแล้วชักกระบี่เข้ากับต่อสู้กับโจรทั้งหกคนนั้นทันที
ฉันกับเฟยเจินจึงลงจากม้า แล้วกระซิบบอกเฟยเจินว่าให้เบามือหน่อย อย่าให้ถึงกับต้องฆ่ามนุษย์ตาย เฟยเจินก็ยิ้มที่มุมปากแล้วเดินตรงเข้าไปหาโจรคนที่จับตัวหญิงสาวไว้ แต่หัวหน้ากลุ่มโจรชักดาบโดดลงจากม้าเข้ามาขวาง พร้อมกับยกดาบเล่มใหญ่เข้าฟันเฟยเจินเต็มแรง แต่ถูกเฟยเจินใช้มือเปล่าจับที่คมดาบแล้วใช้สันมืออีกข้างหนึ่งฟันลงบนดาบจนขาดครึ่งเหมือนตัดกระดาษ
ทำให้หัวหน้าโจรตกใจที่ดาบเล่มใหญ่ของตนฟันเฟยเจินไม่เข้า ซ้ำยังถูกสันมือตัดดาบขาดครึ่งได้โดยง่าย แต่หัวหน้าโจรยังคงไม่ยอมถอยชักมีดสั้นที่เหน็บไว้ที่เอวออกมาจ้วงแทงเฟยเจิน แต่เฟยเจินคว้าจับที่ข้อมือของหัวหน้าโจรแล้วบิดแขนจนมีดสั้นหลุดออกจากมือ
จากนั้นก็ได้ยินเสียงดังกร๊อบ! พร้อมกับเสียงร้องดังด้วยความเจ็บปวดจากปากของหัวหน้าโจร เพราะเฟยเจินหักแขนของหัวหน้าโจรจนหักห้อยผิดรูป หัวหน้าโจรรีบสะบัดแขนให้หลุดจากมือของเฟยเจิน แล้วรีบวิ่งโซเซจับแขนที่หักห้อยโดดขึ้นม้าแล้วควบตะบึงหนีไปทันที
ทำให้โจรคนที่จับตัวหญิงสาวไว้ถึงกับงงทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะควบม้าวิ่งหนีตามหัวหน้าไปดี หรือจะลงไปช่วยเพื่อนที่เหลืออยู่อีกสองคนที่กำลังพยายามต่อสู้กับเหวินหลาง แต่สุดท้ายโจรคนนั้นก็ตัดสินใจจะควบม้าหนี เพราะเพื่อนโจรสองคนสุดท้ายที่เหลือนั้นถูกเหวินหลางฆ่าตายนอนกองเป็นศพอยู่ตรงนั้นแล้ว
โจรคนดังกล่าวรีบกระทุ้งเท้ากับตัวม้าเพื่อควบหนี ฉันจึงส่งเสียงดังด้วยวาจาประกาศิตตวาดม้าของโจรที่กำลังจะก้าวเท้าวิ่ง “เจ้าม้าหยุด!!!” ทำให้ม้าสะดุ้งตกใจยกเท้าหน้าทั้งสองข้างขึ้นสูงตะกุยอากาศเพราะเกิดอาการพยศ ทำให้โจรและหญิงสาวบนหลังม้าทรงตัวไม่อยู่ตกลงมาจากหลังม้าดังเสียงตุ๊บ!! แล้วม้าตัวนั้นก็วิ่งพยศหนีไป
แต่โจรคนนั้นก็รีบพยุงตัวเองที่เจ็บจากการตกม้า รีบคว้าดึงตัวของหญิงสาวให้ลุกขึ้นยืน แต่หญิงสาวคนนั้นลุกยืนขึ้นแทบจะไม่ไหวคงได้รับบาดเจ็บที่ขาจากการตกม้า แต่โจรก็พยายามลากดึงตัวหญิงสาวให้ลุกขึ้นยืนแล้วกอดรัดไว้แน่น ใช้ดาบเล่มใหญ่จ่ออยู่ที่คอของหญิงสาวพร้อมกับขู่เราว่าอย่าเข้าไปใกล้ มิเช่นนั้นเขาจะฆ่าผู้หญิงคนนี้
ทำให้หญิงสาวเกิดอาการหวาดกลัวมากยิ่งขึ้นไปอีก จนไม่กล้าดิ้นหรือส่งเสียงร้องออกมา มีเพียงน้ำตาที่ไหลอาบแก้มกับสายตาที่จ้องมองเราด้วยความคาดหวังให้เราช่วยเหลือ เหวินหลางจึงพยายามพูดเกลี้ยกล่อมโจรให้ปล่อยตัวผู้หญิง พร้อมกับค่อยๆก้าวเท้าเข้าหาโจรทีละก้าว
แต่ตอนนี้โจรกลับมีอาการหวาดกลัวลนลานเช่นกัน พยายามลากดึงหญิงสาวให้ก้าวเท้าถอยหลังห่างจากพวกเราปากก็พูดขู่ว่าอย่าเข้ามา แต่ไม่ทันคาดคิดโจรใช้ดาบเฉือนฉับเข้าที่ต้นแขนของหญิงสาว เป็นการข่มขู่ว่าเขาจะฆ่าผู้หญิงคนนี้จริงๆถ้าเรายังขืนก้าวเท้าเข้าไปใกล้อีก ทำให้หญิงสาวทั้งเจ็บแขนและเจ็บขาร้องไห้น้ำตาไหลพรากจนแทบจะยืนไม่ไหว
ฉันจึงตัดสินใจพูดกับโจรว่าขอให้แลกตัวกัน ให้ส่งตัวหญิงสาวคนนั้นมาแล้วจับตัวฉันไปแทน แต่โจรยังคงไม่ยอมได้แต่พูดไล่ให้เราถอยออกไปแล้วบังคับให้เราส่งม้าไปให้ ฉันจึงล้วงหยิบก้อนทองที่เก็บไว้ในเข็มขัดเวทย์ออกมาถือไว้ในมือก้อนหนึ่ง ยื่นให้โจรคนนั้นดูว่าเป็นทองแท้แล้วโกหกโจรไปว่า บ้านฉันรวยที่บ้านยังมีทองเก็บไว้อีกหีบใหญ่ ถ้าแลกตัวประกันจะได้ทองก้อนนี้ไปเสวยสุขโดยไม่ต้องออกไปปล้นที่ไหนได้อีกเป็นเดือน
ทั้งเหวินหลางและโจรเมื่อเห็นทองก้อนใหญ่ในมือฉันก็ตาโต เหวินหลางจึงท้วงฉันว่าให้แลกตัวประกันกับเขาดีกว่าอย่าเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงเลย แต่โจรก็รีบพูดแทรกขึ้นมาทันทีว่าเขาจะยอมแลกตัวประกันแต่ต้องเป็นฉันเท่านั้น เฟยเจินจึงหันไปพยักหน้ากับเหวินหลางว่าให้ส่งตัวฉันไป เหวินหลางที่ไม่เห็นด้วยจึงพูดกับเฟยเจินอย่างขัดใจว่า
เหวินหลาง : นั่นน้องสาวของเจ้านะ ทำไมจึงยอมส่งน้องสาวให้ไปเสี่ยงอันตราย!!
เฟยเจิน : อันฉีไม่เป็นอะไรหรอก เชื่อข้าเถอะ!
ฉันจึงค่อยๆก้าวเท้าเดินเข้าไปหาโจร พร้อมกับยื่นมือข้างที่ไม่ได้ถือทองไปให้โจรจับมือ พอโจรจับมือฉันได้รีบดึงตัวฉันเข้าไปล็อคคอไว้ แล้วใช้มืออีกข้างที่จับดาบผลักหญิงสาวคนนั้นไปให้เหวินหลางที่รอรับตัวอยู่ โจรใช้ดาบจ่อคอฉันไว้แล้วรีบคว้าทองในมือไปเก็บซุกไว้ในอกเสื้อ จากนั้นก็สั่งให้เฟยเจินส่งม้าไปให้เขาด้วยเพื่อจะขี่ม้าหนีไป ฉันใช้สองมือจับอยู่ที่แขนของโจรกำลังล็อคคอไว้แล้วพูดกับโจรคนนั้นว่า
อันฉี : พี่ชายใจเย็นๆ ตอนนี้ได้ทองไปแล้วก็ปล่อยตัวข้าเถอะ!
เฟยเจิน : เจ้าโจรป่า! ปล่อยตัวน้องสาวข้ามา ข้าจะให้เจ้าหนีไปจะไม่ไล่ตาม
โจรป่า : อย่าพูดมาก!! รีบส่งม้ามาเร็วๆ!!
ฉันพยักหน้าให้เฟยเจินส่งม้าให้โจรหนึ่งตัว แต่โจรกลับสั่งให้ฉันปีนขึ้นบนหลังม้า แล้วโจรก็ปีนขึ้นม้ามานั่งด้วยพร้อมกับกระทุ้งเท้าที่ตัวม้าเร่งควบวิ่งหนีไปจากตรงนั้นทันที ฉันจึงคิดว่าโจรคงจะพาตัวฉันวิ่งหนีไปให้ห่างๆก่อนแล้วคงจะปล่อยตัว แต่โจรควบม้าออกมาห่างแล้วก็ยังไม่ยอมปล่อยตัว
จึงพูดกับโจรดีๆอีกครั้งแกมขอร้องว่า ให้ปล่อยตัวฉันไปเถอะเพราะถ้าเขาไม่ปล่อยตัวเฟยเจินพี่ชายฉันจะต้องตามมาฆ่าเขาแน่ แต่โจรกลับหัวเราะได้ใจแล้วพูดว่า เขาจะเอาฉันทำเมีย จากนั้นจะให้พาไปเอาทองที่บ้านแต่ถ้าฉันโกหกเรื่องทองจะจับฉันไปขายที่หอนางโลม แล้วโจรก็ขยับมือที่กำลังโอบรัดฉันไว้ที่เอวเลื่อนขึ้นมาบีบคลำหน้าอกพร้อมกับก้มหน้าลงมาหอมที่ซอกคอ
ทำให้ฉันตกใจขยะแขยงที่ถูกบีบหน้าอกและถูกหอมซอกคอ จึงเรียกกงเล็บเสือดำออกมาที่เล็บทั้งสิบทันที แล้ววางมือลงบนแขนข้างที่โจรกำลังบีบคลำหน้าอก จิกเล็บอันแหลมคมดุจใบมีดลงบนแขนโจรทันที จากนั้นก็ลากข่วนเล็บให้บาดเฉือนบนเนื้อแขน เป็นแผลลึกเหวอะยาวตั้งแต่ข้อศอกไปถึงมือ จนโจรส่งเสียงร้องโอ๊ยดังออกมาด้วยความเจ็บปวด
แต่มันยังไม่สาแก่ใจที่ถูกลวนลาม จึงใช้เล็บมืออีกข้างหนึ่งฟันฉับลงบนแขนของโจรข้างที่กำลังกำสายบังเหียนม้าแขนขาดเป็นสองท่อนในพริบตา ทำให้โจรหงายหลังตกลงจากหลังม้าทันที ฉันรีบจับดึงสายบังเหียนม้าให้หยุดวิ่ง แล้วกระโดดลงจากหลังม้าวิ่งกลับมาเตะและใช้เท้ากระทืบโจรไปหลายทีด้วยความโมโห พร้อมกับใช้มือเช็ดที่ต้นคอเพราะถูกหอมด้วยความขยะแขยง จนโจรสลบนอนหงายแน่นิ่งคาเท้า
เหวินหลางที่ขี่ม้าตามมารีบกระโดดลงจากม้ามาจับแขนฉันให้หยุดกระทืบโจร แต่เขาก็ต้องตกใจเพราะเห็นโจรนอนแน่นิ่งแขนขาดข้างหนึ่งนอนจมกองเลือดอยู่ที่พื้น เหวินหลางจึงเดินเข้าไปแตะที่จมูกของโจรแล้วหันมาพูดว่า ”โจรมันตายแล้ว!“
เหวินหลางรีบถามฉันทันทีว่าทำอะไรกับโจรถึงตกม้าลงมานอนตายแขนขาดแบบนี้ ฉันหน้านิ่วคิ้วขมวดตอบอย่างหัวเสียว่าโจรมันตายเพราะถูกพิษจากอาวุธของฉัน แต่ในขณะที่เหวินหลางกำลังจะถามคำถามต่อ ฉันก็ตัดหน้าถามเหวินหลางก่อนว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เหวินหลางก็ตอบว่าผู้หญิงคนนั้นมีบาดแผลที่แขนแต่ไม่ลึกและเจ็บขาจนเดินไม่ไหว ตอนนี้กำลังอยู่กับเฟยเจิน
ฉันจึงเดินกลับไปที่ม้าเพื่อจะขี่กลับไปหาเฟยเจิน เหวินหลางจึงเดินไปแกะผ้าโพกหัวของโจรมาเก็บไว้เพื่อจะนำกลับไปรับรางวัล แล้วล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อของโจรหยิบก้อนทองออกมาจะยื่นส่งคืนให้ฉัน แต่ฉันไม่สนใจรับทองก้อนนั้นแต่ควบม้าวิ่งออกไปทันที เหวินหลางจึงเก็บทองก้อนนั้นไว้แล้วควบม้าวิ่งตามกลับมา
ฉันกับเหวินหลางขี่ม้ากลับมาก็เห็นหญิงสาวคนนั้น ถูกแก้มัดเชือกและผ้าปิดปากออกแล้ว นางเป็นหญิงสาวหน้าตาน่ารัก แต่งกายดูดีที่บ้านคงจะมีฐานะจึงถูกตาต้องใจพวกโจร ซึ่งนางกำลังนั่งรออยู่ที่ขอนไม้โดยที่แขนมีผ้าผูกพันห้ามเลือดไว้ ซึ่งผ้านั้นก็เป็นผ้าจากแขนเสื้อของเฟยเจินที่ฉีกออกมาพันแขนไว้ให้
ฉันจึงถามผู้หญิงคนนั้นว่าชื่ออะไรนางตอบว่าชื่อ ซือซือ ตอนนี้นางเจ็บที่ข้อเท้าตอนที่ตกลงมาจากหลังม้า ฉันจึงเดินเข้าไปดูที่ข้อเท้าของนางก็เห็นว่าแค่ข้อเท้าแพลง เดี๋ยวไปเอาที่ค่ายประคบพันข้อเท้าไว้ไม่กี่วันก็หาย ซือซือจึงกล่าวขอบคุณพวกเราที่ช่วยนางไว้
เหวินหลางจึงถามซือซือว่ามาจากที่ไหน เพราะการแต่งกายไม่เหมือนกับคนที่เมืองนี้ และทำไมจึงถูกพวกโจรจับตัวเอาได้ ซือซือจึงเล่าให้เราฟังทั้งน้ำตาว่า นางมาจากแคว้นฮุ่ยจู ติดตามพี่ชายมาติดต่อการค้าที่เมืองนี้
ซึ่งในขณะที่นางกำลังเดินเลือกซื้อของในเมืองเพลินไปหน่อย ก็เกิดพลัดหลงกันกับพี่ชาย ซึ่งตอนที่นางกำลังเดินตามหาพี่ชายอยู่นั้น จู่ๆโจรพวกนี้ก็โผล่มาจับตัว ซือซือจึงขอร้องพวกเราให้ช่วยพานางกลับไปหาพี่ชายของนางด้วย