ใต้เงาจันทราแห่งเผ่ามาร

    ตอนที่ 48 รู้ตัวคนร้าย

    “ขอรับ” ชายหนุ่มน้อมกายลง แล้วเดินตามไป่เอ๋อเข้าไปยังตำหนักเหยาซิง ก่อนจางซินจะหันมองแล้วค่อย ๆ วางถ้วยชาในมือลงช้า ๆ พร้อมธิดาไป่เอ๋อจะน้อมกายลงเคารพตามธรรมเนียม


    “ไม่คิดเลยนะเจ้าคะ ว่าพวกท่านจะกลับมาได้ทันเวลา” ก่อนหมิงเยว่จะเอ่ยขึ้น


    “เจ้ามาตำหนักเหยาซง มีธุระอันใดงั้นเหรอ” ไป่เอ๋อยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดขึ้น


    “ข้ามีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในเผ่ามาร เมื่อพวกท่านกลับมาแล้ว ข้าก็อยากเข้ามาดูให้แน่ใจว่าพวกท่านไม่ได้รับบาดเจ็บกลับมา” จางซินได้ยินดังนั้นจึงเลื่อนสายตาไปยังบาดแผลบนมือของหมิงเยว่


    “บาดเจ็บงั้นเหรอ เจ้าไม่ต้องห่วงหรอก เพราะบาดแผลบนมือของหมิงเยว่ ประมุขตงหยางทายาให้นางเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องถึงมือเจ้าหรอก” ไป่เอ๋อได้ยินดังนั้นจึงรีบหันไปยังบาดแผลที่พันด้วยผ้าสีขาวอย่างเรียบร้อย ก่อนจะกำมือแน่นแล้วฝืนยิ้มออกมาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น


    “หากไม่คิดดื้อดึงออกไปจากเผ่ามาร ก็คงไม่เดือดร้อนถึงประมุขตงหยาง หากเพราะธิดาหมิงเยว่ไม่มีดวงจิตสีเพลิง ประมุขตงหยางก็ไม่ให้ความสนใจ เอาเถอะ เมื่อพวกท่านกลับมาอย่างปลอดภัย ข้าก็วางใจ” พูดจบไป่เอ๋อก็ใช้พลังวิญญาณซัดไปที่หมิงเยว่ ก่อนหมิงเยว่จะล้มลงอย่างไม่ทันตั้งตัว ไป่เอ๋อไม่มั่นใจนักจึงใช้พลังวิญญาณซัดไปอีกครั้ง หากแต่คราวนี้จางซิ­นไม่อาจปล่อยผ่านได้ จึงสะบัดพลังวิญญาณของไป่เอ๋อออก แล้วรีบประคองร่างของหมิงเยว่ขึ้นมา


    “สามหาว เจ้าทำร้ายหมิงเยว่ เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่” ดวงตาของจางซินแสดงความไม่พอใจออกมา ก่อนไป่เอ๋อจะน้อมกายลงแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


    “ข้ามิได้มีเจตนาร้าย ก็แค่อยากทดสอบให้แน่ใจว่าธิดาห­มิงเยว่ไม่ได้รับอันตรายกลับมาจริง ๆ”


    “ข้าบอกเจ้าแล้ว ว่าข้าไม่ได้บาดเจ็บกลับมา” หมิงเยว่ลุกขึ้นแล้วพูดอย่างไม่พอใจเช่นกัน ก่อนจะเหลือบไปเห็นมือของชายหนุ่ม สวมแหวนสีดำแบบเดียวกับคนร้าย ที่พยายามทำร้ายจางซิน หมิงเยว่หรี่ตามองแล้วเกิดความสงสัยในทันที นางค่อย ๆ เลื่อนสายตามองหน้าชายหนุ่มแล้วพูดขึ้น

    “ข้ามิเคยเห็นชายผู้นี้เลย”


    “ข้านามว่าจางลี่ ขอรับ” เขาน้อมกายลงแล้วพูดขึ้น หมิงเยว่ค่อย ๆ ย่างเท้าเข้ามา แล้วเลื่อนสายตามองไปยังแหวนสีดำของเขาอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ก่อนจะปล่อยยิ้มกว้าง


    “นับจากข้าเข้ามาที่เผ่ามาร ข้างกายของธิดาไป่เอ๋อ มีเพียงบ่าวรับใช้ที่เป็นหญิง ไม่คิดว่าวันนี้ ท่านจะพาบ่าวรับใช้ที่เป็นชายตามติดมาด้วย” ไป่เอ๋อยกยิ้มแล้วพูดขึ้น


    “จางลี่เป็นคนสนิทของข้า เขามีหน้าที่เฝ้าห้องศาสตราวุธ พวกท่านไม่เคยเห็นก็ไม่แปลก เอาล่ะ ในเมื่อท่านทั้งสองไม่ได้รับบาดเจ็บกลับมาจริง ๆ ข้าก็วางใจ” นางเสแสร้งแกล้งทำดี ก่อนจะน้อมกายเคารพจางซิน แล้วพากันเดินจากไป


    ขณะที่จางลี่เดินตามไป่เอ๋อออกมาได้สักระยะ หญิงสาวก็หยุดเดินแล้วหันกลับมายังบ่าวรับใช้ด้วยสายตาแปลกใจ


    “หากแสงสว่างและแผ่นดินเคลื่อนในวันนั้น เกิดจากพลังวิญญาณของหมิงเยว่จริง ข้าก็ต้องสัมผัสถึงพลังวิญญาณมหาศาลของนางได้ แต่นี่ข้าไม่รับรู้ถึงพลังวิญญาณกล้าแกร่งจากนางเลย จางลี่เจ้าแน่ใจนะ ว่าไม่ได้โกหกข้า”


    “ข้ามิกล้าโกหก วันนั้นที่ข้าเอาชีวิตเทพธิดาจางซินไม่ได้ เพราะพลังมหาศาลของหมิงเยว่จริง ๆ ขอรับ” ไป่เอ๋อก้าวเท้าเดินต่อพร้อมความคิดมากมายผุดขึ้นมา


    “หมิงเยว่ ข้าเห็นเจ้ายืนนิ่งนานแล้ว เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่” จางซินเข้ามาสะกิด แล้วเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ ก่อนหมิงเยว่จะเอียงศีรษะแล้วหันไปสบตาจางซินอย่างมีความหมาย


    “เจ้ามองหน้าข้าเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไร” จางซิ­นขมวดคิ้วแปลกใจ


    “ข้ากำลังคิดว่า ผู้ที่ทำร้ายท่านวันนั้น มิใช่ผู้ที่โกรธแค้นท่าน แต่อาจเป็น...” หมิงเยว่หยุดพูด ก่อนจางซินจะดึงมือหมิงเยว่มานั่งที่โต๊ะ แล้วคาดคั้นเอาคำตอบด้วยความอยากรู้


    “เจ้าคิดว่าเป็นใคร” ดวงตากลมจับจ้องรอคำตอบ


    “เมื่อครู่ ท่านได้สังเกตบ่าวรับใช้ที่มากับไป่เอ๋อหรือไม่” จางซินทบทวนก่อนจะส่ายศีรษะ


    “ข้าไม่ได้ใส่ใจเขามากนัก”


    “ตอนอยู่แดนมนุษย์ เหตุการณ์ที่ข้า ต่อสู้กับคนร้ายเพื่อปกป้องท่าน ข้าจำได้ว่าพลังวิญญาณของข้าสาดออกทำร้ายเขาจนกระเด็นไป จังหวะนั้นข้าสังเกตเห็นแหวนสีดำที่นิ้วมือ มีลักษณะเช่นเดียวกันกับจางลี่ไม่ผิด เป็นไปได้หรือไม่ที่คนร้ายพวกนั้น เป็นคนที่ไป่เอ๋อส่งไปทำร้ายพวกเรา” หมิงเยว่สันนิษฐาน


    “นางมาร!” จางซินนึกได้ดังนั้นจึงตบลงที่โต๊ะอย่างแรงด้วยความโกรธ


    “ข้าจะไปเอาความกับมัน บังอาจส่งคนไปลอบฆ่าข้า ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง” จางซินพูดจบ จึงรีบลุกขึ้นเพื่อไปจัดการกับมารตัวร้าย ก่อนหมิงเยว่จะคว้าตัวไว้ได้ทัน


    “อย่าพึ่งวู่วามเจ้าค่ะ เรายังไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นนางจริงหรือไม่”


    “ข้าเชื่อว่าต้องเป็นนางอย่างแน่นอน นางทำร้ายข้า แต่ไม่กล้าทำร้ายเจ้า เพราะเจ้ามีดวงจิตสีเพลิง ข้อนี้นางรู้อยู่แก่ใจ...ข้าคิดไว้แล้วเชียวว่าไป่เอ๋อผู้นี้ไว้ใจมิได้ แต่คิดไม่ถึงว่านางจะร้ายกาจเพียงนี้” หมิงเยว่ได้ยินดังนั้นจึงทบทวนแล้วพูดขึ้น


    “ที่แท้คนที่ทำร้ายพวกเราเป็นนางจริง ๆ” ก่อนจางซินจะหันมาแล้วพูดขึ้น


    “ที่เจ้าบอกข้า ว่าพลังวิญญาณมหาศาลออกจากกายเจ้าเป็นเรื่องจริงใช่หรือไม่” หมิงเยว่รีบพยักหน้าในทันที ก่อนจางซินจะแน่นิ่งแล้วพูดขึ้น


    “หากเป็นอย่างที่เจ้าว่าจริง การที่นางเข้ามาทำร้ายเจ้าเมื่อครู่ ก็เพื่อพิสูจน์พลังวิญญาณในกายเจ้าว่ามีมากมายมหาศาลจริงหรือไม่ นางมารผู้นี้จิตใจสกปรก ห้ามเจ้าไว้ใจนางเด็ดขาด”


    “เจ้าค่ะ” หมิงเยว่พยักหน้ารับปากด้วยสีหน้าตั้งมั่น ก่อนสาวใช้จะวิ่งกรูเข้ามาด้วยความรีบร้อน


    “มีอะไร” หมิงเยว่เอ่ยถาม


    “ประมุขตงหยาง เรียกให้ทุกคนเข้าพบโดยด่วนเจ้าค่ะ พวกท่านรีบไปที่ตำหนักไท่จูเถิด” สิ้นเสียงสาวใช้ สายตาของจางซินและหมิงเยว่เลื่อนมองไปยังด้านนอก พบกับฝีเท้าของเหล่าทหาร พากันมุ่งตรงไปยังตำหนักไท่จูด้วยความโกลาหล


    “ไปกันเถอะ” จางซินเห็นท่าไม่ดี รีบหันมาจูงมือหมิงเยว่มุ่งตรงไปยังตำหนักไท่จูทันที


    “นี่มันเกิดอะไรขึ้น เหตุใดทุกคนในเผ่าจึงดูร้อนใจเช่นนี้” หมิงเยว่ทบทวนพร้อมก้าวเท้าเดินตามจางซินไปยังตำหนักไท่จู ระหว่างนั้น หญิงสาวเงยขึ้นไปยังภูเขาที่อยู่ไม่ไกล เห็นแสงสีส้มอ่อนพร้อมกลิ่นอายพลังวิญญาณปะทะกันอย่างดุเดือด จากนั้นนางละทิ้งความคิดทั้งหมด แล้วมุ่งตรงไปยังตำหนักไท่จูพร้อมกับคนในเผ่าที่มุ่งไปยังทิศทางเดียวกัน


    หลังจากมาถึงตำหนักไท่จู หมิงเยว่เลื่อนสายตาไปยังประมุขตงหยางที่ยืนนิ่วหน้าด้วยความกังวลใจ ก่อนนางจะค่อย ๆ ก้าวขึ้นไปยังตำแหน่งของตัวเอง พลันเหลือบตามองไปยังธิดาไป่เอ๋อ จางซินเห็นดังนั้นจึงบีบมือส่งสัญญาณบางอย่าง ทำให้หมิงเยว่ละสายตาจากไป่เอ๋อกลับมายังประมุขตงห­ยาง ที่ยืนเด่นสง่าอยู่ด้านหน้า


    คล้ายกับเรื่องใต้เงาจันทราแห่งเผ่ามาร ที่คุณอ่าน