แสงสีขาวนวลของหลอดฟลูออเรสเซนต์ส่องสว่างเคล้าไปกับแสงจันทร์ยามค่ำคืน
ขณะนี้เป็เวลาที่เรียกได้ว่าค่อนข้างจะมืดแล้วถนนเส้นนี้จึงไม่ค่อยมีรถสัญจรผ่านไปผ่านมาเท่าใดนักแม้จะอยู่ในย่านใจกลางเมืองหลวงก็ตาม ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งดูแล้วคงจะมีอายุราว ๆ 36-37 ปี กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ ณท่ารถโดยสารประจำทาง ซึ่งเป็ท่าปล่อยรถปลายทางของรถประจำทางสายหนึ่งเขากำลังรอคอยการมาถึงของใครบางคนอยู่...
ปี๊น ๆ
เสียงแตรรถดังขึ้นชายวัยกลางคนผู้นั้นจำต้องหรี่ตามอง เพราะแสงไฟจากด้านหน้าของรถโดยสารประจำทางปรับอากาศคันหนึ่งสะท้อนเข้าตาไม่กี่อึดใจต่อมาชายหนุ่มรุ่นน้องผู้เป็พนักงานขับรถโดยสารประจำทางคันนั้นก็ก้าวลงมาจากรถ พร้อม ๆกับหญิงสาวอีกคนหนึ่ง ผู้ซึ่งเป็พนักงานเก็บค่าโดยสารประจำรถคันดังกล่าวซึ่งน่าจะมีอายุรุ่นคราวเดียวกัน หรือหากมีอายุมากกว่าชายหนุ่มพนักงานขับรถคนนั้นก็เห็นทีจะมากกว่าเพียงไม่กี่ปี
“มาช้าจังเลยนะคุณรังสิมันตุ์ รถติดหรือ ?”
รังสิมันตุ์ หรือ ติว เป็ชายหนุ่มที่จัดว่าหน้าตาหล่อเหลามากทีเดียวั์ตาคม ผิวขาว จมูกโด่งเป็สัน เส้นผมสีดำสนิทตัดสั้นถูกจัดแต่งทรงตามสมัยนิยมแต่ก็ยังคงความเรียบร้อยเอาไว้ตามบุคลิกของเ้าตัวเขาเรียนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งแต่ด้วยความรักในอาชีพ ทำให้รังสิมันตุ์เลือกที่จะประกอบอาชีพนี้และไม่คิดที่จะเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอย่างอื่นเลย
“รถติดนิดหน่อยน่ะครับ” ชายหนุ่มตอบเรียบ ๆ
“ไม่นิดหน่อยแล้วน้องติว สองชั่วโมงเชียวนะ! แบบนี้เขาเรียกว่า ติดมาก” องุ่น พนักงานเก็บค่าโดยสารเพื่อนร่วมงานของชายหนุ่มเอ่ยขึ้น ขณะทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้บริเวณท่าปล่อยรถ
“ไม่เห็นมีผู้โดยสารเลยนะ คันอื่น ๆก็ยังไม่มากันเลย ท่าทางรถจะติดมากจริง ๆ เสียด้วย” วิโรจน์ผู้เป็นายท่าออกความคิดเห็น รังสิมันตุ์นั่งฟังอย่างเงียบ ๆ ด้วยความเคยชินยามที่รถติดผู้โดยสารมักจะกดกริ่งขอลงก่อนถึงป้ายเสมอ ทำให้ท่ารถปลายทางสุดสายจึงแทบจะไม่มีผู้โดยสารคนใดโดยสารมาถึงเลยในยามที่รถติดเช่นนี้ โดยเฉพาะใน่เวลากลางคืน
ใบหน้าหล่อเหลาเหลือบมองนาฬิกาบริเวณท่าปล่อยรถอีกสิบนาทีจวนจะได้เวลาออกรถแล้วดูท่าทางบริเวณท่าปล่อยรถแห่งนี้คงจะยังไม่มีผู้โดยสารจริง ๆ เสียกระมังแต่ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังคิดอะไรเพลิน ๆ นั้นเอง
“ขอโทษนะคะ”เสียงของหญิงสาวผู้หนึ่งดังขึ้นรังสิมันตุ์ซึ่งกำลังนั่งก้มหน้ามองพื้นถนนบริเวณนั้นที่โดนแสงไฟสาดส่องจนเห็นเป็เงารางๆ มีอันต้องเงยหน้าขึ้นมองต้นเสียง สังเกตเห็นหญิงสาวคนหนึ่งผมสีดำยาวถึงบริเวณต้นคอถูกดัดเป็ลอนใหญ่ใบหน้าสวยมีเครื่องสำอางถูกแต่งแต้มไว้บาง ๆหล่อนอยู่ในชุดเสื้อและกระโปรงเข้าชุดกันที่มองอย่างไรก็ดูออกว่าคงจะประกอบอาชีพเป็อาจารย์สอนหนังสือเป็แน่เพียงแต่เป็อาจารย์ระดับมัธยมศึกษา หรืออาจารย์ระดับมหาวิทยาลัย นั่นก็เป็อีกเื่หนึ่ง
“รถจะออกเลยหรือเปล่าคะ ?”
วราภรณ์ หรือ ตูน เอ่ยถามขึ้น หญิงสาวลอบมองใบหน้าของชายหนุ่มเรื่อยมาจนถึงป้ายชื่อซึ่งถูกติดอยู่บริเวณอกเสื้อ
‘รังสิมันตุ์...’
ชื่อ รังสิมันตุ์ อย่างนั้นหรือ?
“อีกสิบนาทีครับ” ชายหนุ่มตอบหญิงสาวพยักหน้าน้อย ๆ ก่อนจะเดินตรงไปขึ้นรถประจำทางที่จอดอยู่
องุ่นซึ่งกำลังสนทนาอยู่กับวิโรจน์ผู้เป็นายท่าเห็นดังนั้นจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงร่าเริง
“มีผู้โดยสารแล้วนี่ตอนแรกนึกว่าจะต้องตีรถเปล่าออกจากท่าไปเสียอีก”
“ก็ดีแล้วนี่คุณองุ่น...ว่าแต่คุณรังสิมันตุ์ ผมว่าคุณเตรียมออกรถเลยดีกว่า จากนี้ไปรถคงติดน่าดู”เมื่อรังสิมันตุ์ได้ฟังดังนั้น ชายหนุ่มก็ไม่รีรอ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
ได้เวลาทำงานแล้วสินะ !
พขร.*หนุ่มจัดการกลับป้ายบอกเส้นทางหน้ารถนั่งประจำที่นั่งคนขับ สตาร์ทเครื่องยนต์ติดเมื่อเงยหน้าขึ้นมองกระจกมองหลังซึ่งอยู่้าเหนือศีรษะจึงแลเห็นหญิงสาวนั่งอยู่ อย่างไรเสียตอนนี้มีผู้โดยสารแค่คนเดียวก็ยังดีกว่าไม่มีผู้โดยสารเลย
และหลังจากนั้นไม่นานรถประจำทางคันดังกล่าวก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป...
วราภรณ์ทอดสายตามองบรรยากาศสองข้างทางที่รถแล่นผ่าน
ใจกลางเมืองหลวงยามค่ำคืนช่างดูงดงามยิ่งนักมีแสงไฟหลากหลายสีสันส่องสว่างประดับประดาอยู่โดยรอบ เสมือนเมืองที่ไม่มีวันหลับ
“ลงที่ไหนคะ ?” เสียงของพกส.**องุ่นทำให้หญิงสาวตื่นจากภวังค์มือเรียวจัดการหยิบธนบัตรส่งให้ ก่อนจะเอ่ยว่า
“เอ่อ... ลงสุดสายค่ะ”
ผู้โดยสารคนเดียวในรถรับตั๋วมาเก็บลงในกระเป๋าสตางค์เห็นทีค่ำคืนนี้จะเป็ค่ำคืนที่รถติดมากทีเดียวระยะทางยังอีกยาวไกลกว่าจะถึงสถานที่ปลายทางซึ่งหล่อนจะลงจากรถ อย่างไรตอนนี้ขอเอนตัวนอนหลับให้สบายก่อนเถอะ
รถเคลื่อนที่ตามเส้นทางผ่านไปบนถนนเรื่อย ๆจำนวนผู้โดยสารจึงเพิ่มขึ้นตามระยะทางที่รถแล่นผ่านจากแรกเริ่มเดิมทีที่ออกมาจากท่า มีเพียงวราภรณ์คนเดียวนั้นจนในที่สุดตอนนี้ผู้โดยสารก็แน่นเต็มคันรถการเบียดเสียดของผู้โดยสารที่ยืนเกาะราวจับอยู่บริเวณด้านข้างเก้าอี้นั่งทำให้วราภรณ์ซึ่งกำลังกึ่งหลับกึ่งตื่นลืมตาขึ้น หญิงสาวยกมือขึ้นขยี้ตา ก่อนที่ั์ตาสีนิลจะกวาดมองไปรอบๆ
‘หลับไปไม่นานแต่คนแน่นถึงขนาดนี้เชียวหรือ’
ร่างบอบบางหยัดกายนั่งตัวตรงดวงตาคู่สวยเผลอมองไปยังกระจกมองหลังของคนขับอย่างไม่ได้ตั้งใจเป็จังหวะเดียวกับที่รังสิมันตุ์เหลือบตาขึ้นมองพอดี วราภรณ์รีบหลุบตาลงด้วยความประหม่าหล่อนเคยใช้บริการรถประจำทางสายนี้มาบ้างแล้วก็จริงแต่นี่เป็ครั้งแรกที่ได้พบกับพขร.หนุ่มคนนี้
อย่างไรก็ตามสภาพการจราจรในขณะนี้เห็นทีจะเป็จริงตามที่วิโรจน์ ผู้เป็นายท่าได้บอกเอาไว้รถทุกคันบนท้องถนนมีอันต้องจอดนิ่งอยู่กับที่มากว่ายี่สิบนาทีแล้วแบบนี้แหละใช่เลย
...วันรถติดของจริง !
“น้องติวพี่ว่านี่มันติดยิ่งกว่าขามาอีกนะ”องุ่นซึ่งเก็บค่าโดยสารจากผู้โดยสารที่ขึ้นมาใหม่เรียบร้อยแล้วเดินกลับมายืนตั้งหลักยังบริเวณใกล้ที่นั่งคนขับ มือข้างหนึ่งเกาะราวจับเอาไว้ก่อนที่เ้าหล่อนจะออกความคิดเห็นด้วยเสียงพูดที่ไม่ดังนัก
“วันสุดสัปดาห์นี่ครับก็เป็แบบนี้แหละ เอ้อ... พี่องุ่น คันที่ต่อจากเราน่ะ รถเ้าติ๊ดตี่ใช่ไหม ?”
อภินันท์ หรือ ติ๊ดตี่ชายหนุ่มผู้ซึ่งรังสิมันตุ์กำลังกล่าวถึงนี้ เห็นชื่อน่ารักเหมือนผู้หญิงแต่เขาเป็ผู้ชาย และเป็ผู้ชายที่บุคลิกลักษณะภายนอกค่อนข้างจะตรงข้ามกับนิสัยจริงๆ เสียด้วย อภินันท์ไม่ได้สนิทสนมกับรังสิมันตุ์มากถึงขนาดร่วมหัวจมท้ายแต่ด้วยความเป็เพื่อนร่วมงานที่ทำงานด้วยกันมานานจึงเรียกได้ว่าพอรู้นิสัยใจคอกันอยู่บ้าง
“เห็นไว ๆเหมือนเพิ่งจะขับรถสวนเข้าไปเมื่อสักครู่นี้... ก็คงอย่างนั้นแหละ”
ความเร็วในการเคลื่อนที่ของรถทุกคันบนท้องถนนเป็ไปอย่างเชื่องช้าผู้โดยสารหลายคนต่างค่อย ๆ ทยอยกดกริ่งลงจากรถไป จะว่าบังเอิญหรืออะไรก็ตามแต่บริเวณที่รถจอดติดไฟแดงในขณะนี้ อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินนี่จึงเป็ทางออกเดียวสำหรับผู้โดยสารที่มีธุระเร่งด่วน ไม่สามารถเสียเวลาไปมากกว่านี้ได้
“ยายจะไปลงที่ดิเอ็มโพเรียมน่ะหนูรถจะติดอีกนานหรือเปล่า ?”หญิงชราคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวที่อยู่ด้านหลังคนขับเอ่ยถามส่งผลให้พขร.หนุ่มผู้ซึ่งกำลังนั่งเอามือประสานกันไว้บนพวงมาลัยหันหน้ากลับไปตอบคำถามของหญิงชราคนดังกล่าว
“คุณยายรีบหรือเปล่าครับ ?ท่าทางจะอีกนานเลย... ถ้าคุณยายรีบ ลองไปต่อรถไฟฟ้าไหมครับ ?”
“ยายก็เพิ่งมาจากต่างจังหวัดเสียด้วยเื่รถไฟฟ้าอะไรนี่ก็ไม่ค่อยรู้หรอก ว่าแต่หนูนี่ดีจังเลยนะรถเมล์คันที่ยายนั่งมาก่อนหน้านี้ คนขับไม่เห็นพูดเพราะ ๆ กับยายอย่างนี้เลยบางคันถามก็ไม่ค่อยจะยอมตอบด้วยซ้ำ”
แต่บทสนทนาของพขร.หนุ่มและผู้โดยสารบนรถก็ยังไม่สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้เมื่อนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติคนหนึ่งซึ่งยืนเกาะราวจับอยู่บริเวณใกล้เคียงเดินตรงเข้ามาถามผู้เป็คนขับถึงสถานที่ซึ่งเขา้าจะไป
“Excuse Me. How long isit to Soi Thonglor ?”
“About ten minutes.”
“Oh ! Thank you.”
“You’re welcome.”
วราภรณ์ซึ่งนั่งอยู่ด้านหลังหญิงชราได้ยินบทสนทนาของทั้งสองอย่างชัดเจน หญิงสาวมีความคิดเห็นคล้อยตามกับคำชมของหญิงชราที่มีให้แก่ชายหนุ่มรถโดยสารประจำทางที่พนักงานมีอัธยาศัยดีแบบนี้เมื่อผู้โดยสารได้โดยสารแล้วก็พลอยรู้สึกมีความสุขไปด้วย
ในที่สุดภาวะรถติดก็สิ้นสุดลงชายหนุ่มผู้มีหน้าที่เป็พขร. จอดรถบริเวณป้ายรถแห่งหนึ่งเพื่อส่งผู้โดยสารหญิงชราค่อย ๆ ลุกจากที่นั่งแต่ด้วยความที่หล่อนมีอายุมากแล้วจึงเดินเหินได้ไม่สะดวกคล่องแคล่วเหมือนอย่างพวกหนุ่มสาววราภรณ์ซึ่งนั่งอยู่ตำแหน่งที่นั่งที่ใกล้ที่สุดจึงตัดสินใจลุกขึ้นเดินเข้าไปช่วยประคองหญิงชราลงจากรถ
“ขอบคุณมากนะหนู... รังสิมันตุ์ เอ้อแล้วก็ขอบคุณหนูคนที่เข้ามาช่วยพยุงยายด้วยนะ”
ประโยคหลังหล่อนพูดกับวราภรณ์ไม่ใช่เื่แปลกอะไรที่คุณยายจะทราบชื่อของชายหนุ่ม เพราะรถประจำทางทุกคันนั้นชื่อของผู้เป็พนักงานขับรถจะถูกติดไว้ที่ด้านหน้ารถนั่นเอง หญิงสาวพยักหน้ารับรอยยิ้มบาง ๆ ประดับบนใบหน้า เช่นเดียวกับชายหนุ่มที่เผยรอยยิ้มน้อย ๆ เช่นกัน
“ขอบคุณมากครับคุณยาย”
วราภรณ์กลับมานั่งที่ที่นั่งของตนแม้หญิงสาวจะลุกไปก่อนหน้านี้ก็ไม่เป็ปัญหาอะไรเพราะจำนวนผู้โดยสารในตอนนี้ไม่ได้มีมากเหมือนกับเมื่อหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาความเย็นของอากาศบนรถทำให้หญิงสาวต้องห่อไหล่ด้วยความหนาวมือเรียวยกขึ้นไปปรับปุ่มปรับทิศทางลมจากเครื่องปรับอากาศภายในรถให้พ้นตัว ก่อนที่เปลือกตาบอบบางจะปิดลงอีกครั้งด้วยความเหนื่อยล้าจากหน้าที่การงาน
ในมุมมองของใครต่อใครแล้วอาจดูเหมือนว่าการเป็อาจารย์สอนในระดับมหาวิทยาลัยนั้นสบายกว่าการเป็อาจารย์สอนในระดับมัธยมศึกษา
ก็จริงอยู่... ที่มันอาจจะ ‘ใช่’ สำหรับคนอื่น
แต่มัน ‘ไม่ใช่’ สำหรับวราภรณ์ !
สาเหตุที่เป็เช่นนี้ ก็เพราะว่าในวันหนึ่งๆ ที่ต้องเดินทางไปมหาวิทยาลัยเพื่อสอนนักศึกษา หล่อนสอนอย่างเต็มที่--เต็มเวลา และไม่ใช่สอนหนังสือแค่เพียงในตำราอย่างที่อาจารย์หลายๆ คนชอบปฏิบัติ แต่ต้องสอนให้เชื่อมโยงกับชีวิตจริง เพื่อให้นักศึกษาสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
ครอบครัวของหล่อนไม่ได้ร่ำรวยอะไรนักสำหรับบรรดาอาจารย์คนอื่น ๆ อาจจะมีรถยนต์หรู ๆ ขับแต่หล่อนยังคงโดยสารรถประจำทางเป็ประจำทั้งขาไปและขากลับ ถึงกระนั้นอาจารย์สาวก็ไม่เคยรู้สึกน้อยใจ หรืออิจฉาในความมี ‘ทรัพย์สมบัติ’เ่าั้ เพราะทั้งหมดนี้เป็สิ่งที่หล่อนเลือกด้วยตัวของหล่อนเอง
*พนักงานขับรถ, **พนักงานเก็บค่าโดยสาร