
บทที่4
เมื่อคล้อยหลังหญิงสาวผู้กางร่มสีขาวสลับดำก้าวพ้นเขตเรือนโบราณอันเป็ที่ตั้งร้านกาแฟและเบเกอรีเรียบร้อยแล้วเลอฉวีถึงกับถอนหายใจเสียยกใหญ่ เหมือนยกูเาลูกใหญ่ออกจากอก ไม่นึกว่าเพียงเริ่มต้นติดต่อนักเขียนมาร่วมงานนิยายแพ็กคู่แค่ยกแรกก็เล่นเอาแทบหอบเหมือนวิ่งรอบสนาม
ทั้งเชรีทั้งวาตี...กว่าแต่ละคนจะยอมตกลงใจ ต้องชักแม่น้ำทั้งห้ามาหว่านล้อม ในใจจึงหวังว่าจะราบรื่นสำเร็จไปด้วยดีจะได้เริ่มวางแผนการทำงานในส่วนอื่นต่อไป
เลอฉวีมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังสีเทาบอกเวลาเกือบสี่โมงเย็น...ถนนหนทางข้างนอกยังคงมีฝนโปรยเม็ดร่วงลงมาไม่ขาดสายจึงนึกไปถึงบุคคลผู้ที่สนทนากับหล่อนทางโทรศัพท์เมื่อชั่วโมงก่อนหน้า เสียดายอยู่ครามครันที่คนผู้นั้นไม่สามารถมาตามนัดหมายได้เหมือนแต่แรกที่คุยกันไว้
เพราะอุบัติเหตุบนท้องถนนนั่นแท้ๆ!
ถ้าวาตีรู้ว่าหล่อนตั้งใจให้ภูพัดมาพบกับนักเขียนโดยตรงจะเกิดอะไรขึ้นบ้างนะ...ปฏิกิริยาตรงนี้ต่างหากที่ทำให้หล่อนลุ้นระทึก...
เสียดายก็ใช่อยู่หรอกแต่คนอย่างหล่อน ปัญหามีไว้ให้แก้...ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้ม!
จึงตัดสินใจลุกขึ้นจากโต๊ะหลังจากจ่ายค่าอาหารและเครื่องดื่มเรียบร้อยขณะกำลังหิ้วกระเป๋าขึ้นสะพายไหล่มองเห็นแวบๆว่านอกประตูกระจกสำหรับห้องติดเครื่องปรับอากาศมีชายหนุ่มหน้าตาดีวิ่งฝ่าสายฝนมาจากด้านนอกด้วยสภาพที่ตัวเปียกละอองฝนมีรอยชื้นเป็กระหย่อม
พลันเขาผลักประตูกระจกเข้ามาเมื่อเงยหน้าขึ้น หล่อนจึงร้องทักเสียงหลง...
“น้องพัดนี่เอง ช้าไปแค่ก้าวเดียวมาไม่ทันแล้วจ้ะ”
ภูพัดขยับแว่นกันแดดเมื่อดึงหมวกแก๊ปออกจากศีรษะมือข้างหนึ่งนั้นยีผมเบาๆพลางถอนใจอย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนจะยกมือสวัสดีผู้ที่สูงวัยกว่า
“เสียดายจังครับกว่าจะปลีกตัวออกมาได้...ว่าแต่คุณวา เธอยอมเขียนแก้ข่าวของผมในนิยายให้หรือเปล่าครับพี่ฉวี”
เสียงอ้อมแอ้มของภูพัดถึงกับทำให้บอกอสาวอมยิ้มแทนคำตอบทีเดียว...
“มือชั้นนี้แล้วจ้ะ ว่าแต่น้องพัดเถอะเตรียมรับมือนักเขียนสาวอีโก้สูงคนนี้เอาไว้ให้ดีก็แล้วกันอย่าหาว่าพี่ไม่เตือนนะจ๊ะ”
เมื่อสบตากับชายหนุ่มตรงหน้าจึงเห็นว่าดวงตาของเขามีประกายบางอย่างฝ่าละอองไอฝนบ่งบอกความคิดออกมาได้ดีทีเดียว
//////////////////////////////////////////////////